
Biz Focus Magazine เป็นนิตยสารรายเดือนที่ร่วมส่งเสริมนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
ทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐ - เอกชน และนักลงทุน
+(662) 399-1388
editor@bizfocusmagazine.com
สยามราชธานี ส่งโซลูชั่นใหม่ KYC Delivery รูปแบบใหม่ของการยืนยันตัวตน ตอบสนองความต้องการขององค์กรยุคดิจิทัล
สยามราชธานี หรือ SO ล่าสุดนำเสนอโซลูชั่นสำหรับ KYC (Know your Customer) ตอบโจทย์ผู้ให้บริการในธุรกิจที่ต้องการกระบวนการตรวจสอบการทำธุรกรรมทางการเงินในยุคดิจิทัล ด้วย KYC Delivery นำการยืนยันตัวตนมาอยู่ในรูปแบบของเดลิเวอรี เป็นตัวกลางส่งข้อมูลให้องค์กรลูกค้าเพื่อความรวดเร็วและปลอดภัย ด้วยระบบ BPO กระบวนการจัดการรูปแบบใหม่ที่มีความแม่นยำและให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยของข้อมูล
PQS ครบรอบ 21 ปี
ปรับตัวต่อความท้าทาย ด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ตลอดระยะเวลา 21 ปี บริษัท พรีเมียร์ควอลิตี้สตาร์ช จำกัด (มหาชน) หรือ PQS ผ่านทั้งช่วงการเติบโตและความผันผวนของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ CEO Vision : สร้างความมั่นคงจากต้นน้ำ เชื่อมเกษตรกร ชุมชน และธุรกิจ สู่การเติบโตในทศวรรษใหม่
สำหรับ รัฐวิรุฬห์ ชาญจึงถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PQS การก้าวเข้าสู่ปีที่ 21 ไม่ใช่เพียงโอกาสในการย้อนมองความสำเร็จที่ผ่านมา หากเป็นจังหวะสำคัญในการตั้งคำถามว่า PQS จะสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจในอีก 10 ปีข้างหน้าได้อย่างไร ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่ผันผวน ความไม่แน่นอนของผลิตผลการเกษตร และมาตรฐานของตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น
คำตอบของฝ่ายบริหารไม่ได้เริ่มจากการขยายโรงงานหรือเพิ่มกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของธุรกิจ นั่น คือ “มันสำปะหลัง” และคนที่ปลูกมันสำปะหลัง
ในมุมมองของผู้บริหาร ความมั่นคงของธุรกิจแป้งมันสำปะหลังไม่สามารถแยกออกจากความมั่นคงของแหล่งวัตถุดิบต้นน้ำ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับเกษตรกร ชุมชน และพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งคุณภาพและปริมาณวัตถุดิบหัวมันสำปะหลังที่ต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำ ความสามารถของเกษตรกรในการบริหารการเพาะปลูก ความเสี่ยงเรื่องโรคพืชและแมลง และที่สำคัญคือ การมีคนรุ่นใหม่เข้ามาสานต่อภาคการเกษตร
ดังนั้น จึงเป็นที่มาของแนวคิด Sustainable Cassava Ecosystem ที่ PQS กำลังพัฒนา โดยเพิ่มบทบาทของบริษัทจากการเป็นเพียง “ผู้รับซื้อวัตถุดิบ” ไปสู่การเป็นหนึ่งในกลไกที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับ “ระบบสร้างวัตถุดิบ” ผ่านการเชื่อมโยง เกษตรกร ชุมชน นักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐ และพันธมิตรทางธุรกิจ เข้าด้วยกัน
สำหรับ PQS ในหลายปีที่ผ่านมา การทำงานร่วมกับชุมชนไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรม CSR ที่ดำเนินการเป็นครั้งคราว แต่เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นการสร้างฐานที่มั่นคงและมีผลลัพธ์กลับไปยังธุรกิจ บริษัทจึงมุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี ทรัพยากร และโอกาสทางเศรษฐกิจกลับสู่ต้นน้ำ เพื่อให้เกษตรกร ชุมชน ธรรมชาติ และธุรกิจสามารถเติบโตไปพร้อมกัน

โดยหนึ่งในตัวอย่างการพัฒนาต้นน้ำ คือ การทำงานร่วมกับ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรมูลค่าสูงบ้านแก้ง 1 ซึ่ง PQS ได้ร่วมมือกับ คูโบต้า สนับสนุนทั้งองค์ความรู้ เครื่องจักร และการจัดทำแปลงทดลอง ให้เกษตรกรสามารถเรียนรู้ตั้งแต่การเตรียมดิน การเลือกพันธุ์ การปลูก การใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม ไปจนถึงการติดตามต้นทุน ผลผลิต และคุณภาพของมันสำปะหลัง สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การทำ “แปลงทดลอง” เพียงหนึ่งแปลง แต่อยู่ที่การทำให้ชุมชนสามารถเรียนรู้จากข้อมูลจริง และนำองค์ความรู้กลับไปปรับใช้และถ่ายทอดต่อได้ด้วยตนเอง
นอกจากนี้ PQS ยังทำงานร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดมุกดาหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันโรคใบด่างมันสำปะหลังและส่งเสริมพันธุ์ต้านทานโรค โดยในปี 2568 PQS ได้ให้ท่อนพันธุ์กับเกษตรกร 42 ราย ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูก 85 ไร่ ก่อนขยายเป็น 135 ไร่ในปี 2569 ซึ่งเป้าหมายที่ฝ่ายบริหาร มุ่งหวังมากกว่าจำนวนพื้นที่ คือ การสร้างให้ชุมชนมีระบบหมุนเวียนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่เข้มแข็ง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อผลผลิต รักษารายได้ของเกษตรกร และสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมในระยะยาว
ขณะเดียวกัน อีกแกนหนึ่งที่ PQS ให้ความสำคัญ คือการปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารการเพาะปลูก จากเดิมที่เกษตรอาศัย ประสบการณ์ ในการเพาะปลูกเพียงอย่างเดียว ไปสู่การใช้ Data-driven Agriculture มากขึ้น ซึ่ง PQS อยู่ระหว่างพัฒนา PQS Farmer Information หรือ Agri Data เพื่อรวบรวมข้อมูลเกษตรกร แปลงเพาะปลูก และแหล่งวัตถุดิบ พร้อมประยุกต์ใช้ GIS และ Traceability โดยเริ่มจากพื้นที่นำร่องประมาณ 2,000 ไร่ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้บริษัทวางแผนการจัดหาวัตถุดิบ พัฒนาคุณภาพ และบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีระบบมากขึ้น
ภาพที่ฝ่ายบริหารต้องการเห็นในระยะต่อไปจึงไม่ใช่ Supply Chain ที่วัตถุดิบไหลจากเกษตรกรเข้าสู่โรงงานเพียงทิศทางเดียว แต่เป็น Value Chain ที่ข้อมูลและคุณค่าไหลกลับได้ ภายใต้ PQS Model : Farm → Factory → Market ความต้องการของลูกค้า มาตรฐานคุณภาพ Traceability และโจทย์ด้านความยั่งยืนจากตลาดจะถูกนำกลับมาใช้พัฒนากระบวนการผลิตและการเพาะปลูก ขณะเดียวกันองค์ความรู้ เทคโนโลยี และทรัพยากรจากบริษัทก็ถูกส่งกลับไปสนับสนุนเกษตรกรและชุมชน
ในมุมของ CEO นี่ คือ ความหมายของ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ที่ต้องเกิดขึ้นพร้อมกับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องที่แยกออกจากกัน
ทั้งนี้ เมื่อเกษตรกรมีความรู้และสามารถบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น ชุมชนมีเครือข่ายและศักยภาพในการรับมือความเสี่ยง พื้นที่เพาะปลูกได้รับการดูแล และวัตถุดิบมีคุณภาพและความต่อเนื่องมากขึ้น PQS สามารถสร้างฐาน Supply ที่แข็งแรงขึ้น รองรับความต้องการของตลาด และลดความเสี่ยงของธุรกิจในระยะยาวได้เช่นกัน
“เราเชื่อว่าความมั่นคงของวัตถุดิบในระยะยาว ต้องเริ่มจากการทำให้เกษตรกรและชุมชนต้นทางแข็งแรงไปพร้อมกับธุรกิจ” รัฐวิรุฬห์ ชาญจึงถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PQS กล่าว
สำหรับ PQS การครบรอบ 21 ปี จึงไม่ได้หมายถึงเพียงระยะเวลาที่บริษัทเดินทางมา แต่คือการเริ่มต้นบทต่อไปของการเติบโต-จากการสร้างโรงงานที่แข็งแรง ไปสู่การสร้าง Ecosystem ที่แข็งแรง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความมั่นคงของ PQS ต้องเติบโตไปพร้อมกับความมั่นคงของเกษตรกร ชุมชน และพื้นที่ต้นทางของวัตถุดิบ
กลุ่ม KTIS ผนึก Alterpacks สิงคโปร์ และ SJS
ลงนาม MOU นำเทคโนโลยีนวัตกรรมผลิตบรรจุภัณฑ์ชานอ้อย 100% วัสดุปลอด PFAS
ยกระดับความร่วมมือของภูมิภาค ดันแบรนด์ “อ้อยพลัส” ของไทยรุกสู่ตลาดโลก

กลุ่ม KTIS ผนึกความร่วมมือ 2 พันธมิตร Alterpacks จากสิงคโปร์และ SJS เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุบรรจุภัณฑ์ปลอดสาร PFAS หวังเจาะตลาดบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมในระดับโลก เพิ่มขีดความสามารถต่อยอดพัฒนาบรรจุภัณฑ์ชานอ้อยภายใต้แบรนด์ “อ้อยพลัส” ยกระดับสินค้าเกษตรไทย เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ พร้อมวางรากฐานประเทศไทยเป็นฐานผลิตวัสดุบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมสำหรับตลาดส่งออก
นายปรัชญ์ ศิริวิริยะกุล กรรมการ บริษัท เอ็นไวรอนเมนท์พัลพ์ แอนด์ แพคเกจจิ้ง จำกัด (EPAC) บริษัทในกลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่ม KTIS ผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจรสู่ BCG อย่างยั่งยืน ร่วมลงนามในบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับ Ms. Karen Cheah ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Alterpacks Pte. Ltd. (Alterpacks) ประเทศสิงคโปร์ และนายสกล รักสัตย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส เจ เอส บิซิเนส จำกัด (SJS) เพื่อศึกษาการนำเทคโนโลยีวัสดุบรรจุภัณฑ์ปลอดสาร PFAS ของ Alterpacks เข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ในประเทศไทย และร่วมกันเจาะตลาดบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Packaging) ในระดับโลก
ความร่วมมือนี้เป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีภายในภูมิภาคอาเซียน ด้วยการผนวกนวัตกรรมด้านวัสดุจากสิงคโปร์ โดย Alterpacks ขณะที่ EPAC จะรับผิดชอบด้านการผลิตและวัตถุดิบชานอ้อย ซึ่งเข้ากับวัตถุดิบและศักยภาพการผลิตของไทย โดยมีบริษัทไทยเป็นผู้บริหารโครงการในประเทศ ช่วยเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้จากภาคเกษตร และวางรากฐานให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตวัสดุบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมสำหรับตลาดส่งออก
พิธีลงนามครั้งนี้ได้รับเกียรติจากคณะผู้แทน Enterprise Singapore หน่วยงานภายใต้กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ (Ministry of Trade and Industry – MTI) นำโดย Ms. Irene Teo, Regional Director เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของสองประเทศ
สำหรับเทคโนโลยีของ Alterpacks เป็นวัสดุจากเส้นใยพืชที่ช่วยให้บรรจุภัณฑ์เยื่อขึ้นรูปทนความร้อน โครงสร้างแข็งแรง และกันน้ำมันได้ในระดับที่บรรจุภัณฑ์เยื่อธรรมชาติทั่วไปทำได้ยาก โดยไม่ต้องพึ่งพาสาร PFAS และยังคงย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ จุดเด่นสำคัญ คือ สามารถใช้กับสายการผลิตเยื่อขึ้นรูปที่มีอยู่เดิมได้ โดยไม่ต้องลงทุนเครื่องจักรใหม่ โดยทั้ง 3 ฝ่ายมีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาสูตรวัสดุให้ใช้สัดส่วนชานอ้อยไทยได้สูงขึ้นต่อไป
“ปัจจุบัน EPAC เป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมจากเยื่อชานอ้อยบริสุทธิ์ 100% ภายใต้แบรนด์ "อ้อยพลัส (Evolve Purity)" ซึ่งไม่พึ่งพาสาร PFAS ปลอดภัยสำหรับบรรจุอาหารทั้งร้อนและเย็น และย่อยสลายในธรรมชาติภายใน 45 วัน ซึ่งเราเชื่อว่า ความร่วมมือกับ Alterpacks ในครั้งนี้ จะช่วยต่อยอดขีดความสามารถของผลิตภัณฑ์ไปสู่การใช้งานที่ต้องการความทนทานสูงขึ้น เพื่อรุกทำตลาดส่งออกในระดับโลกที่มีข้อกำหนดด้านวัสดุเข้มงวดขึ้น” นายปรัชญ์กล่าว
ทั้งนี้ บรรจุภัณฑ์ชานอ้อยบริสุทธิ์ 100% แบรนด์ “อ้อยพลัส” ภายใต้การดำเนินงานของ EPAC ผลิตได้หลากหลายรูปแบบ อาทิ จาน ชาม กล่องใส่อาหาร โดยผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลด้านความปลอดภัยทางอาหาร (Food Contact Grade) ในระดับสากล เช่น มาตรฐาน FSSC 22000 V.5.1, ISO 22000:2018, GHPs (Good Hygiene Practices) และ HACCP (Hazard Analysis and Critical Control Points) ปัจจุบันมีกำลังการผลิตสูงถึง 50 ตันต่อวัน หรือประมาณ 3 ล้านชิ้นต่อวัน ด้วยเครื่องจักรมาตรฐานกว่า 50 เครื่อง
ที่ผ่านมา EPAC เดินหน้าทำตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยได้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าด้านบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกในสหรัฐอเมริกา และอินโดนีเซีย ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงาน ที่เป็นผู้ประกอบการ ซัพพลายเออร์ ผู้จัดจำหน่าย และนักลงทุนจากทั่วโลก ในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และธุรกิจบริการ (Hospitality) เป็นอย่างดี
ห้างเซ็นทรัล–โรบินสัน เดินหน้าสู่ Green Retail
ขับเคลื่อน “5 มิชชั่นรักษ์โลก” สร้างผลกระทบเชิงบวกจากพื้นที่ค้าปลีก สู่ชุมชน ผืนป่า ท้องทะเล และพลังงานสะอาดทั่วประเทศ
ล่าสุด ขยาย Solar Rooftop ครอบคลุม 21 สาขาทั่วประเทศ ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดราว 14 ล้านหน่วยต่อปี
ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 7,000 ตันต่อปี พร้อมติดตั้ง ณ ห้างเซ็นทรัลชิดลมแล้วเสร็จ 100%

กรุงเทพฯ – เมื่อความยั่งยืนไม่ใช่เพียงกิจกรรมเพื่อสังคม แต่คือหนึ่งในแนวทางสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล และห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าขับเคลื่อนบทบาทของธุรกิจรีเทลในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเชื่อมโยงพลังของ ธุรกิจ ลูกค้า พันธมิตร ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เข้าด้วยกัน ภายใต้แนวทาง ESG (Environmental, Social and Governance) และเป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืน ห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสันนำความยั่งยืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน ตั้งแต่การลดขยะและพลาสติก การสนับสนุนสินค้าและชุมชนที่เติบโตอย่างยั่งยืน การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูระบบนิเวศ ไปจนถึงการเปลี่ยนพื้นที่รีเทลให้สามารถผลิตและใช้พลังงานสะอาดได้มากขึ้น ทั้งหมดถูกขับเคลื่อนภายใต้ “5 มิชชั่นรักษ์โลก” ซึ่งสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า พลังของธุรกิจรีเทลสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ไกลกว่าพื้นที่ภายในห้าง และสามารถมีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมในระดับที่กว้างขึ้น
5 มิชชั่นรักษ์โลก จากเป้าหมายสู่การลงมือทำ
ห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสันเดินหน้าการดำเนินงานด้านความยั่งยืนผ่าน 5 แกนสำคัญ ได้แก่
ดำเนินโครงการ Say No To Plastic Bags อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 ด้วยการงดแจกถุงพลาสติกในทุกสาขาทั่วประเทศ พร้อมส่งเสริมการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายในห้างฯ เพื่อช่วยลดการเกิดขยะตั้งแต่ต้นทาง
ใช้ศักยภาพของห้างสรรพสินค้าในฐานะช่องทางเชื่อมต่อระหว่างชุมชนกับผู้บริโภค เปิดพื้นที่ให้ Good Goods ซึ่งรวบรวมและพัฒนาสินค้าจากภูมิปัญญาและฝีมือของชุมชนไทย เข้ามาจำหน่ายภายในห้างเซ็นทรัล เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น และสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง แนวทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทของห้างเซ็นทรัลที่ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่จำหน่ายสินค้า แต่ใช้เครือข่ายค้าปลีก ฐานลูกค้า และศักยภาพด้านการตลาด ช่วยยกระดับสินค้าชุมชนให้สามารถแข่งขันในตลาดสมัยใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มจากภูมิปัญญาท้องถิ่น และเปลี่ยนพื้นที่ค้าปลีกให้เป็นอีกหนึ่งกลไกในการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน
ร่วมกับ กรมป่าไม้ ดำเนินโครงการ “ภาคีสนับสนุนป่าชุมชนลดโลกร้อน” ณ ป่าชุมชนบ้านแม่กัวะ จังหวัดลำปาง ครอบคลุมทั้งการปลูก ฟื้นฟู และบำรุงรักษาผืนป่า พร้อมส่งเสริมให้พื้นที่ป่าเป็นแหล่งธนาคารอาหารของชุมชน เพื่อสร้างประโยชน์ทั้งต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน การดำเนินงานดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับเป้าหมายของเซ็นทรัล กรุ๊ป ในการเพิ่มพื้นที่สีเขียว 50,000 ไร่ทั่วประเทศภายในปี 2573
เดินหน้าดูแลระบบนิเวศทางทะเลผ่านโครงการ Reef Revival 2569 ภายใต้ Central Tham ด้วยแนวทาง Research – Restoration – Education โครงการครอบคลุมตั้งแต่การสำรวจและติดตามข้อมูล การพัฒนาโครงสร้างที่เอื้อต่อการเกาะและฟื้นตัวของปะการังตามธรรมชาติ ไปจนถึงการสร้างองค์ความรู้และการมีส่วนร่วมในการดูแลท้องทะเล โดยเริ่มพื้นที่นำร่องที่ เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเกาะมันใน จังหวัดระยอง พร้อมทดลองโครงสร้างปะการังเทียมจากวัสดุที่แตกต่างกัน ทั้งส่วนผสมปูนทั่วไป และส่วนผสมจากไบโอชาร์และเปลือกหอยบด เพื่อศึกษาและต่อยอดองค์ความรู้ด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลในอนาคต
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ คือการนำพื้นที่ของห้างมาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด ผ่านการติดตั้ง Solar Rooftop ตั้งแต่เริ่มดำเนินการในปี 2565 จนถึงปี 2569 ระบบ Solar Rooftop ของห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสันครอบคลุมแล้ว 21 สาขาทั่วประเทศ โดย 15 สาขาดำเนินการร่วมกับ CHOW Energy และอีก 6 สาขาดำเนินการร่วมกับพันธมิตรอีกหนึ่งราย และในสาขาที่มีศักยภาพในการติดตั้ง ปัจจุบันสามารถดำเนินการได้ครบ 100% เมื่อรวมทุกโครงการ ระบบ Solar Rooftop สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้ประมาณ 14 ล้านหน่วยต่อปี คิดเป็นประมาณ 7.1% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด พร้อมช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 6,998.6 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ประมาณ 777,622 ต้นต่อปี ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการนำพลังงานสะอาดมาใช้ไม่ใช่เพียงแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม แต่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริงจากการดำเนินธุรกิจ
หนึ่งในโครงการสำคัญล่าสุดคือ Solar Rooftop ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลม ซึ่งติดตั้งแล้วเสร็จ 100% ด้วยขนาดโครงการประมาณ 665 กิโลวัตต์ สะท้อนการนำแนวคิด Sustainability มาผสานเข้ากับการพัฒนา Flagship Store และการบริหารจัดการพื้นที่รีเทลแห่งอนาคต นอกจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว ห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสันยังเดินหน้าลดการใช้พลังงานภายในอาคาร ผ่านการยกระดับระบบแสงสว่าง รวมถึงการนำเทคโนโลยี Smart AI Chiller มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบปรับอากาศ เพื่อให้การบริหารจัดการพลังงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

จาก Green Retail สู่ Sustainable Retail Ecosystem
การดำเนินงานทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายใหญ่ในการร่วมขับเคลื่อนเซ็นทรัล รีเทล ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 30% ภายในปี 2573 และมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593
ณัฐธีรา บุญศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล ดีพาร์ทเมนท์ สโตร์ กล่าวว่า “เราเชื่อว่าศักยภาพของธุรกิจ รีเทลไม่ได้อยู่เพียงการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า แต่ยังสามารถเป็นพลังสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ สำหรับห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสัน ความยั่งยืนจึงไม่ใช่กิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่คือแนวคิดที่เรานำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่สิ่งที่เกิดขึ้นภายในสาขา ไปจนถึงชุมชน ผืนป่า ท้องทะเล และการใช้พลังงานของเรา เป้าหมายของเราคือการใช้ Scale และศักยภาพของธุรกิจรีเทล เชื่อมโยงทุกภาคส่วนให้สามารถร่วมกันสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้ และสร้างคุณค่าที่สามารถส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน”
จาก Say No To Plastic Bags ในทุกสาขา การสนับสนุนชุมชนและผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืน การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูผืนป่า การดูแล Biodiversity ใต้ท้องทะเล ไปจนถึงการเปลี่ยนหลังคาห้างให้กลายเป็นแหล่งผลิตพลังงานสะอาด ห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสันจึงกำลังขยายบทบาทจาก “พื้นที่ค้าปลีก” สู่ “พื้นที่แห่งการลงมือทำ” และเดินหน้าสร้าง Sustainable Retail Ecosystem ที่ทำให้การเติบโตของธุรกิจสามารถเติบโตไปพร้อมกับชุมชน สังคม และโลกได้อย่างแท้จริง
เกี่ยวกับเซ็นทรัล รีเทล
บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ” หรือ “เซ็นทรัล รีเทล”) เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกรวมทั้งธุรกิจค้าส่งสินค้าหลากหลายประเภท ผ่านรูปแบบและช่องทางที่หลากหลาย (Multi-Format, Multi-Category Omnichannel Retail and Wholesale Platform) ในประเทศไทย และ ประเทศเวียดนาม บริษัทฯ มีเครือข่ายร้านค้าภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งทั้งหมด 3,834 ร้านค้า (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569) อาทิ ห้างสรรพสินค้า ร้านขายสินค้าเฉพาะทาง ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต พลาซ่า และการจำหน่ายสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Omnichannel โดยธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล ครอบคลุมทั้งหมด 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ (1) กลุ่มฟู้ด มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค วัตถุดิบอาหาร รวมถึงสินค้าและบริการด้านสุขภาพคนและสัตว์เลี้ยงภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งต่าง ๆ เช่น ท็อปส์ ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ท็อปส์ ไฟน์ ฟู้ด ท็อปส์ เดลี่ ท็อปส์ แคร์ และโก โฮลเซลล์ ในประเทศไทย ส่วนประเทศเวียดนาม ได้แก่ โก ไฮเปอร์มาร์เก็ต (บิ๊กซี / GO!) ท็อปส์ มาร์เก็ต มินิ โก (go!) และ ลานชี มาร์ท (2) กลุ่มฮาร์ดไลน์ มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าตกแต่งและปรับปรุงบ้าน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน หนังสือ และ e-Book ภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ไทวัสดุ ไทวัสดุ x บีเอ็นบี โฮม ออโต้วัน เพาเวอร์บาย ออฟฟิศเมท บีทูเอส และเมพ (3) กลุ่มแฟชั่น มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซูเปอร์สปอร์ต และ เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป และ (4) กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ มุ่งเน้นการให้เช่าพื้นที่สำหรับร้านค้าของกลุ่มบริษัทฯ และร้านค้าและบริการของบุคคลภายนอก เช่น โรบินสันไลฟ์สไตล์ ท็อปส์ พลาซ่า และ บิ๊กซี / GO! เวียดนาม โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เซ็นทรัล รีเทล ดำเนินธุรกิจใน 2 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ทั้งหมด 63 จังหวัด และ ประเทศเวียดนามทั้งหมด 26 จังหวัด