
Biz Focus Magazine เป็นนิตยสารรายเดือนที่ร่วมส่งเสริมนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
ทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐ - เอกชน และนักลงทุน
+(662) 399-1388
editor@bizfocusmagazine.com
BGC เผยผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ฟื้นตัวต่อเนื่อง กำไรเติบโตแข็งแกร่ง
พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจผ่าน BCM เสริมศักยภาพการเติบโตระยะยาว

บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC ผู้นำธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในกลุ่มบริษัทบางกอกกล๊าส (BG) เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 สะท้อนทิศทางการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากการบริหารจัดการต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการปรับสมดุลกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่สถานะทางการเงินมีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยมี นายวิศาล ลออเสถียรกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร และนางสาวศิริกุล มังกรกนก รักษาการประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ร่วมให้ข้อมูลทางกลยุทธ์และทิศทางของธุรกิจครั้งนี้
ในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้รวม 3,569 ล้านบาท โดยธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วยังคงเป็นธุรกิจหลักและมีปริมาณการขายอยู่ในระดับแข็งแกร่ง แม้ภาพรวมเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว ขณะที่ธุรกิจเทรดดิ้งยังคงเติบโตต่อเนื่อง และกลุ่มบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนและฉลากสินค้ามีแนวโน้มขยายตัวที่ดีจากการเพิ่มฐานลูกค้าใหม่
ด้านความสามารถในการทำกำไร BGC สามารถยกระดับอัตรากำไรขั้นต้นรวมขึ้นมาอยู่ที่ 16.1% สูงสุดในรอบ 5 ไตรมาส สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนและการผลิตที่ดีขึ้น ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิที่ 53 ล้านบาท
อีกหนึ่งก้าวสำคัญของ BGC ในปี 2569 คือการเข้าถือหุ้นเพิ่มเติมใน บริษัท บางกอกแคน แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (BCM) ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระป๋องและฝาอลูมิเนียมชั้นนำ ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยบริษัทจะเริ่มรับรู้ผลการดำเนินงานและควบรวมงบการเงินของ BCM ตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตธุรกิจบรรจุภัณฑ์ของ BGC ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และสร้างแหล่งรายได้ใหม่เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว
BGC ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์การเป็นผู้ให้บริการด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจร ผ่านการขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความหลากหลายมากขึ้น พร้อมสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน
วัตสัน ประเทศไทย คว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 ต่อเนื่องปีที่ 3
ตอกย้ำแบรนด์ร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งในใจผู้บริโภคไทย

กรุงเทพฯ ประเทศไทย, 23 กรกฎาคม 2569 – วัตสัน ประเทศไทย ผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของประเทศ ตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์ด้วยการคว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026* ในสาขา ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงาม (Beauty Store) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากผู้บริโภคทั่วประเทศ ที่มีต่อวัตสันในฐานะจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและความงามที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างครบวงจร
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา วัตสันมุ่งพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวคิด Customer Obsession เป็นหัวใจสำคัญ โดยมุ่งทำความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่การคัดสรรผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงามจากแบรนด์ชั้นนำทั่วโลก การนำเสนอผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่อย่างสม่ำเสมอ ไปจนถึงการยกระดับประสบการณ์การชอปปิงผ่านระบบ O+O (Offline + Online) ที่เชื่อมต่อหน้าร้านและแพลตฟอร์มดิจิทัลได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อมอบความสะดวก ความคุ้มค่า และประสบการณ์ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ในทุกช่องทาง
นวลพรรณ ชัยนาม Managing Director วัตสัน ประเทศไทย กล่าวว่า "การได้รับรางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในวาระครบรอบ 30 ปีของวัตสัน ประเทศไทย คือเครื่องยืนยันว่า “ความไว้วางใจ” ที่แบรนด์สั่งสมมาตลอด 3 ทศวรรษ ยังคงแข็งแกร่งและเติบโตอย่างต่อเนื่อง รางวัลนี้จึงเป็นทั้งความภาคภูมิใจของพนักงานทุกคน และแรงผลักดันให้วัตสันเติบโตเคียงข้างผู้บริโภคไทยอย่างมั่นคงในทุกช่วงเวลาของชีวิต"
การได้รับรางวัลในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงอีกหนึ่งความสำเร็จของแบรนด์ แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของวัตสันในการเป็นมากกว่าร้านเพื่อสุขภาพและความงาม ด้วยการสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่า ผ่านบริการกว่า 800 สาขาทั่วประเทศ พร้อมยกระดับสินค้า บริการ และประสบการณ์การชอปปิงให้ทันกับทุกความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค ควบคู่กับการส่งมอบสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกช่วงของชีวิต พร้อมเดินหน้าพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาด Health & Beauty Retail ของประเทศไทยในระยะยาว

*รางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 ถือเป็นรางวัลที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 เพื่อมอบให้กับ แบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ของประเทศไทย จากการสำรวจความนิยมของแบรนด์ในหมวดสินค้าทั่วไป 103 ผลิตภัณฑ์ และสินค้ากลุ่มเฉพาะ 20 ผลิตภัณฑ์ ทั่วประเทศ ซึ่งผ่านกระบวนการวิจัยที่น่าเชื่อถือขั้นสูงและครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างกว่า 6,500 ตัวอย่าง
เกี่ยวกับ วัตสัน ประเทศไทย
วัตสัน ร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของประเทศไทย เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2539 วัตสันนำเสนอประสบการณ์ชอปปิ้งแบบไร้รอยต่อด้วยจำนวนสาขามากกว่า 750 สาขาทั่วประเทศ และวัตสัน ออนไลน์ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและครบครันให้แก่ผู้บริโภค โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม โดยวัตสันมีความมุ่งมั่นต่อเนื่องที่จะส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพ คุ้มค่า คุ้มราคา รวมไปถึงการให้บริการแก่ลูกค้าทุกคนด้วยความใส่ใจ และมีมาตรฐาน รวมไปถึงความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ LOOK GOOD, DO GOOD, FEEL GREAT
Vitafoods Asia 2026 เตรียมจัดงานใหญ่ 2-4 กันยายนนี้!!
อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เตรียมจัดงาน Vitafoods Asia 2026 ภายใต้แนวคิด “Nutraceuticals Trends Across Generations” สะท้อนทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเสริมอาหารและสารสกัดเพื่อสุขภาพ ที่มุ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกช่วงวัย ด้วยงานวิจัย และเชื่อมเครือข่ายทั่วโลก ด้วยงานแสดงสินค้า เทคโนโลยี และนวัตกรรมส่วนผสมสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย โดยระดมบริษัทในอุตสาหกรรมทั้งห่วงโซ่กว่า 600 บริษัท จาก 40 ประเทศ ยกทัพไฮไลต์ใหม่ “Australia Pavilion – Pet Nutraceutical Showcase – Thailand Health Product Awards” และโอกาสทางธุรกิจใหม่
ระหว่างวันที่ 2 – 4 กันยายน 2569 ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ผลวิเคราะห์จากสำนักวิจัยชั้นนำอย่าง Grand View Research และ Fortune Business Insights คาดการณ์มูลค่าตลาดโภชนเภสัชและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโลกจะทะลุ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี ค.ศ.2033 – 2034 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) สูงถึง 7.7 – 10.58% โดยมีภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อน ด้วยส่วนแบ่งตลาดเกือบ 40% ของมูลค่ารวมทั่วโลก ผลักดันด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนผ่านเข้าสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และการรับมือกับสังคมผู้สูงวัย
คุณรุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ – ภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เปิดเผยว่า สำหรับประเทศไทย ตลาดโภชนเภสัชและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเติบโตอย่างโดดเด่นด้วย CAGR 9.5% และคาดว่าจะขยับขึ้นแตะ 1.29 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี ค.ศ.2033 เนื่องจากไทยมีความพร้อมตั้งแต่ห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำ การสนับสนุนจากภาครัฐผ่านแผนปฏิบัติการด้านสมุนไพรแห่งชาติ ตลอดจนฐานการผลิต OEM/ODM ที่ได้มาตรฐานสากลระดับเดียวกับโรงงานยา ทำให้ไทยก้าวขึ้นเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการผลิตและส่งออกของภูมิภาคอาเซียน
การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของผู้บริโภคในแต่ละช่วงวัยยังสร้างโอกาสใหม่ให้กับตลาด โดยกลุ่ม Gen Z และ Millennials เน้นการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพลำไส้ สุขภาพจิต และรูปแบบการทานที่สะดวก เช่น กัมมี่ ขณะที่ Gen X และ Baby Boomers ขับเคลื่อนมูลค่าตลาดในกลุ่มชะลอวัย สุขภาพข้อต่อ สมอง และการป้องกันโรคเรื้อรัง ความหลากหลายนี้ส่งผลให้ความต้องการนวัตกรรมวัตถุดิบสกัดเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition) ทวีความสำคัญขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
งาน Vitafoods Asia 2026 จึงเป็นพื้นที่จัดแสดงสินค้าเทคโนโลยีและนวัตกรรมสารสกัดและวัตถุดิบเพื่อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามิน สารสกัดจากสมุนไพร ผลิตภัณฑ์ทางโภชนาการ บรรจุภัณฑ์ รวมถึงธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมทั้งห่วงโซ่ เช่น ผู้ผลิต OEM และ ODM ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ งานนี้ยังเป็นเวทีสำคัญทางธุรกิจของผู้ผลิต นักวิจัย ผู้ค้าปลีก ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ยา เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ รวมถึงภาครัฐและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้เข้ามาร่วมมือและร่วมกันผลักดัน เพื่อ
ปลดล็อกอุตสาหกรรม ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตและคว้าส่วนแบ่งตลาดได้ในเวทีโลก

ด้าน ศ. (วิจัย) ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต คณะกรรมการอำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และกรรมการบริหารศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวในมิติต้นน้ำว่า สอวช. มุ่งมั่นวางนโยบายเชิงรุกเพื่อเปลี่ยนผ่านวัตถุดิบท้องถิ่นให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง การจะทำให้สารสกัดไทยได้รับการยอมรับในตลาดโลก เราจำเป็นต้องใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะนาโนเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความคงตัว และความปลอดภัย ซึ่งศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติพร้อมสนับสนุนทั้งด้านห้องปฏิบัติการมาตรฐานและการถ่ายทอดองค์ความรู้ ควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงทุนวิจัย เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก
ขณะที่ ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย. ยุคใหม่ ได้ปรับบทบาทจากผู้ควบคุมกฎมาเป็นผู้ส่งเสริมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพอย่างเต็มตัว เราได้ปฏิรูปกลไกทางกฎหมายและปรับเกณฑ์การขึ้นทะเบียนสารสกัดไทยให้มีความยืดหยุ่นและรวดเร็ว เอื้อต่อนวัตกรรมใหม่ ๆ แต่ยังคงไว้ ซึ่งมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด นอกจากนี้ อย. ยังพร้อมให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อสร้างระบบนิเวศสารสกัดไทยที่ปลอดภัย ปราศจากการปนเปื้อน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าในเครือข่ายระดับโลก
ด้าน คุณสินิทธ์นุช ลีพัฒนะพันธ์ เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงามฯ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐเอกชน ในการจัดงานคือการต่อภาพจิ๊กซอว์ที่สมบูรณ์ของระบบนิเวศอุตสาหกรรม การที่ภาครัฐนำนาโนเทคโนโลยีมาพิสูจน์ประสิทธิภาพงานวิจัย ผนวกกับการการันตีจาก อย. ถือเป็นใบเบิกทางชั้นเลิศที่ทำให้สารสกัดไทยยกระดับเป็น ‘Global Ingredient’ ได้อย่างแท้จริง ภาคเอกชนมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะรับไม้ต่อเพื่อแปรเปลี่ยนงานวิจัยเหล่านี้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายได้จริงในเชิงพาณิชย์ ซึ่งการลดขั้นตอนทางกฎหมายของ อย. จะช่วยเพิ่มความเร็วในการส่งสินค้าออกสู่ตลาด (Time-to-Market) และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพได้อย่างมั่นคง
สำหรับไฮไลต์สำคัญของงานในปีนี้ ได้แก่
Australia Pavilion : การเปิดตัวพาวิลเลียนใหม่จากประเทศออสเตรเลีย นำเสนอนวัตกรรมส่วนผสมคุณภาพสูง พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจและการจับคู่คู่ค้าในระดับสากล
Pet Nutraceutical Showcase: โซนใหม่ล่าสุดที่รวบรวมนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ส่วนผสม และโซลูชันสุขภาพสำหรับสัตว์เลี้ยง เพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาด Pet Humanization และ Pet Nutraceuticals
Thailand Health Product Awards เวทีประกวดนวัตกรรมและการพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำเร็จรูปของไทย พื้นที่ปล่อยของสำหรับผู้ประกอบการและนักวิจัยไทย ในการแสดงศักยภาพการแปรรูปสารสกัดท้องถิ่นและยกระดับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไทยสู่มาตรฐานสากล
ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ฝันอยากมีแบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นของตัวเอง งาน Vitafoods Asia 2026 คือจุดเริ่มต้นที่ครบที่สุด เพราะรวมโรงงานผู้ผลิต OEM/ODM มาตรฐานสากล ผู้เชี่ยวชาญด้านสารสกัดและวัตถุดิบ ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐที่พร้อมให้คำปรึกษาด้านการขึ้นทะเบียน ไว้ในงานเดียว ไม่ว่าจะเริ่มต้นจากไอเดียหรือมีสูตรผลิตภัณฑ์อยู่แล้ว ก็สามารถหาพันธมิตรเพื่อผลิตและวางขายได้จริง เพียงมางานเดียวครบจบ
ในงาน Vitafoods Asia 2026 เตรียมจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ บนพื้นที่จัดงานกว่า 15,000 ตารางเมตร คาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าชมงานกว่า 16,000 คน และรวบรวมผู้จัดแสดงสินค้าชั้นนำจากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก งานจัดระหว่างวันที่ 2 – 4 กันยายน 2569 ณ ฮอลล์ 1 – 3 และ 5 – 7 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
Wise Plus Grow ชี้มาตรฐานการผลิตคือหัวใจของแบรนด์
แนะเลือกโรงงานผลิตจากมาตรฐานและศักยภาพ มากกว่าต้นทุน

กรุงเทพฯ – ตลาดเครื่องสำอางและสกินแคร์ของไทยยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่การสร้างแบรนด์หรือทำการตลาด แต่เริ่มตั้งแต่การเลือกโรงงานผู้ผลิต เพราะคุณภาพของสินค้า ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และโอกาสในการเติบโตในอนาคต ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากกระบวนการผลิต
ดร.วราวุฒิ เรืองบุตร กรรมการผู้จัดการ (Managing Director) บริษัท ไวส์ พลัส โกรว์ จำกัด (Wise Plus Grow Co., Ltd.) กล่าวว่า "การแข่งขันของตลาดเครื่องสำอางวันนี้ไม่ได้อยู่ที่ใครผลิตได้ถูกกว่า แต่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของแบรนด์มากขึ้น การเลือกโรงงานผลิตจึงเป็นการลงทุนระยะยาว เพราะโรงงานที่มีมาตรฐานและมีศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จะช่วยให้เจ้าของแบรนด์ลดความเสี่ยง สร้างความแตกต่าง และเติบโตได้อย่างมั่นคง"
ดร.วราวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังใช้ "ราคา" เป็นเกณฑ์หลักในการเลือกโรงงาน ทั้งที่ความพร้อมของโรงงานมีผลต่อคุณภาพของสินค้าในระยะยาว โรงงานจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรับจ้างผลิต แต่เป็นพันธมิตรที่ร่วมพัฒนาแบรนด์ ตั้งแต่การคิดค้นสูตร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิต การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการนำสินค้าออกสู่ตลาด หากเลือกโรงงานที่ไม่มีศักยภาพเพียงพอ อาจนำไปสู่ปัญหาด้านคุณภาพสินค้า กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และเพิ่มต้นทุนในการแก้ไขปัญหาในภายหลัง”

สิ่งที่ควรพิจารณาเป็นอันดับแรก คือมาตรฐานการผลิต GMP (Good Manufacturing Practice) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การควบคุมกระบวนการผลิต การตรวจสอบคุณภาพ ไปจนถึงการบรรจุและจัดเก็บผลิตภัณฑ์ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้ามีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค ขณะที่การได้รับการรับรอง ISO 22716:2007 และ ISO 9001:2015 ยังช่วยยืนยันว่าระบบการผลิตมีมาตรฐาน สามารถควบคุมคุณภาพและตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน
อีกองค์ประกอบที่มีบทบาทไม่แพ้กันคือทีม Research & Development (R&D) ซึ่งทำหน้าที่ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาสูตร การคัดเลือกสารสกัด การติดตามเทรนด์ของตลาด ไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคในแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะกระแส Clean Beauty, Vegan และ Cruelty-Free ที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างแบรนด์ การเลือกโรงงานที่ให้บริการแบบ One Stop Service จะช่วยลดขั้นตอนการดำเนินงาน ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การผลิต การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการจดแจ้งผลิตภัณฑ์กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทำให้สามารถนำสินค้าออกสู่ตลาดได้รวดเร็วขึ้น
ปัจจุบัน Wise Plus Grow ให้บริการรับผลิตเครื่องสำอางและสกินแคร์แบบครบวงจร ทั้งในรูปแบบ OEM, ODM และ OBM ครอบคลุมผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เวชสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย และเครื่องสำอาง พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาตั้งแต่การพัฒนาสูตร การคัดเลือกส่วนผสม ไปจนถึงการสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ รองรับทั้งการผลิตแบบ Small Batch สำหรับผู้ประกอบการที่เริ่มต้นธุรกิจ และการผลิตในระดับอุตสาหกรรมสำหรับแบรนด์ที่ต้องการขยายกำลังการผลิต
ด้วยประสบการณ์มากกว่า 10 ปี Wise Plus Grow ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP, ISO 22716:2007, ISO 9001:2015 และ Green Industry จากกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงให้บริการด้านการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการนำสินค้าออกสู่ตลาดได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ
ดร.วราวุฒิ กล่าวทิ้งท้ายว่า การสร้างแบรนด์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มจากการวางรากฐานที่ดีตั้งแต่กระบวนการผลิต การเลือกโรงงานที่มีมาตรฐาน มีทีมวิจัยและพัฒนาที่แข็งแกร่ง และสามารถสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้อย่างครบวงจร จะช่วยให้ผู้ประกอบการลดความเสี่ยง เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และสร้างโอกาสในการแข่งขันได้ในระยะยาว