October 02, 2026

20 ปี สทน. เดินหน้าสร้างเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ขยายศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค ตั้งเป้ามูลค่าเศรษฐกิจโต 2,000 ลบ.

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive
 

20 ปี สทน. เดินหน้าสร้างเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ขยายศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค ตั้งเป้ามูลค่าเศรษฐกิจโต 2,000 ลบ.

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) เดินหน้าสู่ปีที่ 20 ยกระดับบทบาทจากหน่วยงานด้านการวิจัยและบริการเทคโนโลยีนิวเคลียร์ สู่การพัฒนาเทคโนโลยีและงานวิศวกรรมด้วยตนเอง ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ลุยขยายศูนย์ฉายรังสีสู่ภูมิภาค เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการและภาคเกษตรเข้าถึงเทคโนโลยีมากขึ้น ตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มขึ้น 2,000 ล้านบาทในปี 2569

 

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของภารกิจด้านนิวเคลียร์ในประเทศไทยย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2504 หลังมีการติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และจัดตั้งสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติขึ้น เพื่อดูแลทั้งด้านการวิจัย พัฒนา กฎหมาย และการกำกับดูแลความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์ ก่อนจะมีการปรับโครงสร้างครั้งสำคัญในปี 2549 โดยแยกภารกิจด้านการกำกับดูแลออกจากการใช้ประโยชน์ทางนิวเคลียร์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและธรรมาภิบาล จึงมีการจัดตั้ง สทน. เป็นองค์การมหาชน เพื่อรับผิดชอบด้านการใช้ประโยชน์และโครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์

ปี 2569 นี้จึงถือเป็นวาระครบรอบ 20 ปีของ สทน. ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สถาบันได้ขยายการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปสู่หลากหลายอุตสาหกรรม จากเดิมที่ภาพจำของประชาชนมักเชื่อมโยงเทคโนโลยีนิวเคลียร์กับโรงไฟฟ้าหรืออาวุธนิวเคลียร์ ทั้งที่ในความเป็นจริงเทคโนโลยีดังกล่าวถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันและภาคเศรษฐกิจในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการแพทย์ที่มีการใช้สารเภสัชรังสีเพื่อการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรค เช่น การรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์ด้วยไอโอดีน-131 รวมถึงการตรวจติดตามลักษณะและการแพร่กระจายของมะเร็ง

ขณะที่ภาคการเกษตรและอาหารมีการนำเทคโนโลยีการฉายรังสีมาใช้เพื่อควบคุมเชื้อโรคและเพิ่มความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ เช่น อาหาร สมุนไพร และผลิตภัณฑ์ส่งออกต่าง ๆ นอกจากนี้ยังนำไปใช้ด้านการปรับปรุงพันธุ์พืช การตรวจวิเคราะห์ในภาคอุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม ตลอดจนการตรวจสอบและอนุรักษ์โบราณวัตถุ

อย่างไรก็ตาม ในภาคอุตสาหกรรม สทน. ให้บริการทั้งการทดสอบและวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ รวมถึงการลงพื้นที่ให้บริการ ด้วยเป้าหมายที่จะเปิดบริการตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ให้แก่ภาคเอกชนมากขึ้น อาทิ การตรวจน้ำผึ้งเพื่อหาการปลอมปน และการตรวจน้ำมะพร้าวหรือน้ำผลไม้ก่อนส่งออก เพื่อให้ผู้ประกอบการมีข้อมูลทางห้องปฏิบัติการรองรับมาตรฐานของตลาดต่างประเทศ โดย สทน. พยายามทำงานแบบบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อให้การตรวจสอบและรับรองผลิตภัณฑ์มีความคล่องตัวมากขึ้น

นอกจากงานบริการแล้ว สทน. ยังให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนา โดยรับโจทย์จากภาคธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐมาพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ประเทศ เช่น การใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์วิเคราะห์องค์ประกอบของฝุ่น PM2.5 เพื่อช่วยระบุแหล่งกำเนิดของฝุ่น และสนับสนุนข้อมูลสำหรับการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวว่า หนึ่งในทิศทางสำคัญของ สทน. คือการยกระดับขีดความสามารถด้านวิศวกรรม เพื่อให้สามารถออกแบบ พัฒนา และบำรุงรักษาเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ได้ด้วยตนเอง เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการพึ่งพาผู้ผลิตจากต่างประเทศ และลดการนำเข้าเทคโนโลยีในระยะยาว โดย สทน. ใช้แนวทางพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่กับการเรียนรู้และทำ Reverse Engineering เพื่อให้สามารถสร้างหรือทดแทนเทคโนโลยีบางส่วนได้เมื่อมีความพร้อม

 

ปัจจุบัน สทน. อยู่ระหว่างพัฒนาอุปกรณ์ที่ใช้ระบบแขนกลในการจัดการสารรังสีและบรรจุลงในแพ็กเกจ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่บุคลากรต้องสัมผัสรังสีโดยตรง รวมถึงเพิ่มความแม่นยำในการปฏิบัติงาน โดยในอนาคตเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเองอาจต่อยอดไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์หรือการถ่ายทอดให้ภาคเอกชนได้

ยิ่งไปกว่านั้น สทน. ได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนพัฒนาเครื่องเร่งอนุภาคต้นแบบ เพื่อเพิ่มขนาดกำลังการใช้งานจากระดับต้นแบบไปสู่ระดับที่สามารถรองรับภาคอุตสาหกรรมได้ โดยหนึ่งในแผนสำคัญคือการนำเทคโนโลยีเครื่องเร่งอนุภาคที่พัฒนาขึ้นเองไปใช้ในโครงการศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค ซึ่งขณะนี้ สทน. มีศูนย์ฉายรังสีอยู่ที่จังหวัดปทุมธานีเพียงแห่งเดียว ทำให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ห่างไกลต้องขนส่งสินค้าเข้ามาใช้บริการ ซึ่งแผนงานในระยะต่อไปคือการผลักดันศูนย์ฉายรังสีในภูมิภาคต่าง ๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออก เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงบริการได้สะดวกขึ้น ปัจจุบันแผนดังกล่าวอยู่ระหว่างเตรียมข้อมูลเพื่อเสนอต่อรัฐบาล

“ความท้าทายสำคัญของการขยายการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไม่ได้มีเพียงข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี แต่คือ ‘ความกลัว’ ของประชาชน เนื่องจากภาพจำเกี่ยวกับนิวเคลียร์มักเชื่อมโยงกับอาวุธหรืออุบัติเหตุจากโรงไฟฟ้า สทน. จึงต้องสร้างความเข้าใจผ่านการนำเทคโนโลยีไปใช้จริงและให้ประชาชนหรือผู้ประกอบการได้เห็นประโยชน์ด้วยตนเอง หนึ่งในตัวอย่างคือโครงการอาหารพื้นถิ่นฉายรังสี ซึ่ง สทน. ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564 โดยร่วมกับสถาบันการศึกษาและผู้ประกอบการในพื้นที่ ถ่ายทอดความรู้และนำผลิตภัณฑ์มาทดลองใช้เทคโนโลยีฉายรังสี จนผู้ประกอบการเกิดความมั่นใจและสามารถนำเทคโนโลยีไปใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและยกระดับสินค้า ซึ่งถือเป็นการเพิ่มโอกาสการแข่งขันทางธุรกิจด้วย” รศ.ดร.ธวัชชัยกล่าว

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายจากการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงไฟฟ้าแบบ Small Modular Reactor (SMR) ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกและในภูมิภาคอาเซียนกำลังเร่งพัฒนา โดยประเทศไทยยังอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางดังกล่าว ดังนั้นการสร้างความรู้ความเข้าใจและความเชื่อมั่นต่อระบบกำกับดูแลความปลอดภัยจึงเป็นโจทย์สำคัญในอนาคต

สำหรับทิศทางใน 5–10 ปีข้างหน้า รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวว่า สทน. ต้องการยกระดับจากการทำงานเบื้องหลัง ไปสู่การสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้างขึ้น โดยเน้นการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นตลอด Value Chain ไม่ใช่ดำเนินการเฉพาะในส่วนของเทคโนโลยีนิวเคลียร์เท่านั้น แต่ต้องเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันด้านอาหาร ด้านนวัตกรรม และกระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น เพื่อผลักดันทั้งเทคโนโลยี การพัฒนาธุรกิจ และการขยายตลาด เพื่อให้สามารถขยายผลไปยังผู้ประกอบการจำนวนมากและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงขึ้น ขณะเดียวกัน งานวิศวกรรมจะเป็นอีกหนึ่งกลไกในการสร้างธุรกิจใหม่ หาก สทน. สามารถพัฒนาเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์บางประเภทได้สำเร็จและมีประสิทธิภาพ จะมีโอกาสถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ภาคเอกชนผลิตต่อ หรือพัฒนาไปสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งอาจสร้างมูลค่าสูงประเทศได้

ทั้งนี้ ในปี 2568  สทน. สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมได้ถึง 2.6 หมื่นล้านบาท และตั้งเป้าเพิ่มขึ้นอีก 2,000 ล้านบาทในปี 2569 หรือแตะระดับประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาท โดยมองว่าการขยายงานบริการ การใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ และการสร้างการรับรู้ต่อบทบาทของ สทน. จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้ใช้บริการและขยายผลทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน สทน. จะมุ่งพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการขยายตัวของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ปัจจุบันประเทศไทยถือว่ามีผู้เชี่ยวชาญและองค์ความรู้ในระดับหนึ่ง ทั้งจาก สทน. สถาบันการศึกษา และหน่วยงานวิจัยต่าง ๆ แต่ในอนาคตหากมีการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือ SMR ก็จำเป็นต้องเตรียมกำลังคนเพิ่มเติมอีกมาก

“การพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของประเทศไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการนำเข้า แต่ต้องค่อย ๆ สร้างขีดความสามารถของไทยให้สามารถพัฒนาและต่อยอดได้ด้วยตนเอง ซึ่งเทคโนโลยีคือสิ่งประเทศไทยต้องมีเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน ทั้งนี้ ในโอกาสครบรอบ 20 ปี สทน. ยังยืนยันเป้าหมายในการทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ให้กับประเทศ ทั้งการให้บริการแก่โรงพยาบาล ภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และภาคเกษตร พร้อมเดินหน้าขยายการเข้าถึงเทคโนโลยีไปสู่ประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น โดยเชื่อว่าความสำเร็จตลอด 20 ปีที่ผ่านมาเกิดจากความร่วมมือของบุคลากรทั้งในอดีตและปัจจุบัน และจะเป็นฐานสำคัญสำหรับการยกระดับ สทน. ในอีก 5–10 ปีข้างหน้า” ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวทิ้งท้าย

 

Page Visitor

015523861
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
19265
18868
100806
38133
533438
15523861
Your IP: 216.73.216.251
2026-10-02 22:06
© 2024 Biz Focus Magazine All Rights Reserved.