
Biz Focus Magazine เป็นนิตยสารรายเดือนที่ร่วมส่งเสริมนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
ทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐ - เอกชน และนักลงทุน
+(662) 399-1388
editor@bizfocusmagazine.com
BGC เผยผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ฟื้นตัวต่อเนื่อง กำไรเติบโตแข็งแกร่ง
พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจผ่าน BCM เสริมศักยภาพการเติบโตระยะยาว

บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC ผู้นำธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในกลุ่มบริษัทบางกอกกล๊าส (BG) เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 สะท้อนทิศทางการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากการบริหารจัดการต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการปรับสมดุลกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่สถานะทางการเงินมีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยมี นายวิศาล ลออเสถียรกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร และนางสาวศิริกุล มังกรกนก รักษาการประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ร่วมให้ข้อมูลทางกลยุทธ์และทิศทางของธุรกิจครั้งนี้
ในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้รวม 3,569 ล้านบาท โดยธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วยังคงเป็นธุรกิจหลักและมีปริมาณการขายอยู่ในระดับแข็งแกร่ง แม้ภาพรวมเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว ขณะที่ธุรกิจเทรดดิ้งยังคงเติบโตต่อเนื่อง และกลุ่มบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนและฉลากสินค้ามีแนวโน้มขยายตัวที่ดีจากการเพิ่มฐานลูกค้าใหม่
ด้านความสามารถในการทำกำไร BGC สามารถยกระดับอัตรากำไรขั้นต้นรวมขึ้นมาอยู่ที่ 16.1% สูงสุดในรอบ 5 ไตรมาส สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนและการผลิตที่ดีขึ้น ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิที่ 53 ล้านบาท
อีกหนึ่งก้าวสำคัญของ BGC ในปี 2569 คือการเข้าถือหุ้นเพิ่มเติมใน บริษัท บางกอกแคน แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (BCM) ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระป๋องและฝาอลูมิเนียมชั้นนำ ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยบริษัทจะเริ่มรับรู้ผลการดำเนินงานและควบรวมงบการเงินของ BCM ตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตธุรกิจบรรจุภัณฑ์ของ BGC ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และสร้างแหล่งรายได้ใหม่เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว
BGC ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์การเป็นผู้ให้บริการด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจร ผ่านการขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความหลากหลายมากขึ้น พร้อมสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน
N Health ฉลองครบรอบ 25 ปี เดินหน้าสู่อนาคต ยกระดับบริการสุขภาพด้วยนวัตกรรมและความร่วมมือ
สร้าง Healthcare Ecosystem เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

กรุงเทพฯ –กลุ่มบริษัท N Health จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี ภายใต้แนวคิด “Dare to Dream | From One Bold Dream to Endless Possibilities เพื่อสะท้อนการเดินทางตลอด 25 ปีแห่งความมุ่งมั่นในการยกระดับบริการด้านสุขภาพ พร้อมประกาศทิศทางการเติบโตขององค์กรสู่อนาคต ผ่านการพัฒนาบริการ นวัตกรรม เทคโนโลยี และความร่วมมือ เพื่อร่วมขับเคลื่อน Healthcare Ecosystem และสร้างคุณค่าให้แก่ระบบสุขภาพไทยและภูมิภาคอย่างยั่งยืน
ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปี N Health ได้เติบโตอย่างต่อเนื่องจากผู้ให้บริการด้านห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ สู่ผู้ให้บริการด้านสุขภาพที่ครอบคลุมบริการสนับสนุนทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค พยาธิวิทยา จีโนมิกส์ และบริการด้านสุขภาพที่หลากหลาย โดยยึดมั่นในมาตรฐาน คุณภาพ และความเชี่ยวชาญ พร้อมสนับสนุนโรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ องค์กร และพันธมิตรในระบบสาธารณสุข เพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ในงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหารอาวุโส กลุ่ม 1 บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของ BDMS ผู้แทนองค์กรวิชาชีพ และพันธมิตรจากภาคการแพทย์ เทคโนโลยี และธุรกิจสุขภาพ เข้าร่วมแสดงความยินดีและร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาระบบสุขภาพในอนาคต
ภายในงาน นายณรงค์ฤทธิ์ กาละพุฒ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มบริษัท N Health ได้นำเสนอวิสัยทัศน์และทิศทางการเติบโตขององค์กร โดยเน้นการต่อยอดศักยภาพของบริการด้านสุขภาพในทุกมิติ ผ่านการผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ตอบสนองต่อความต้องการของผู้รับบริการ โรงพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าวว่า "ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา ความสำเร็จของ N Health เกิดจากความไว้วางใจของลูกค้า ความร่วมมือจากพันธมิตร และความทุ่มเทของบุคลากรทุกคน งานครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองความสำเร็จที่ผ่านมา แต่เป็นการเดินหน้าสู่อนาคตด้วยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาบริการด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสนับสนุนการให้บริการ และสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับระบบสุขภาพและส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนแก่สังคม"
หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของ N Health คือการพัฒนา Healthcare Ecosystem ที่เชื่อมโยงบริการด้านสุขภาพ เทคโนโลยีดิจิทัล เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ และความร่วมมือจากพันธมิตร เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร พร้อมต่อยอดองค์ความรู้ด้านการวินิจฉัย การแพทย์แม่นยำ และบริการด้านสุขภาพที่หลากหลาย ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและอุตสาหกรรมสุขภาพในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ N Health ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตร ทั้งในกลุ่ม BDMS องค์กรวิชาชีพ หน่วยงานด้านการแพทย์ และพันธมิตรด้านเทคโนโลยี ภายใต้แนวคิด "Partnership for Endless Possibilities" เพื่อร่วมพัฒนานวัตกรรม แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสร้างโอกาสใหม่ในการยกระดับบริการด้านสุขภาพให้ตอบโจทย์สังคมในระยะยาว
“Dare to Dream” จึงไม่ได้เป็นเพียงธีมของงานเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี แต่สะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมให้บุคลากรกล้าคิด กล้าสร้างสรรค์ และกล้าพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ N Health เติบโตอย่างมั่นคงตลอด 25 ปีที่ผ่านมา และพร้อมก้าวสู่อนาคตด้วยความเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือ นวัตกรรม และการพัฒนาบริการอย่างต่อเนื่อง จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่ระบบสุขภาพของประเทศไทยและภูมิภาค
ตลอดระยะเวลา 25 ปี N Health ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ความมุ่งมั่น ความทุ่มเท และความกล้าที่จะฝัน คือรากฐานสำคัญของความสำเร็จที่ยั่งยืน การก้าวเข้าสู่ปีที่ 26 N Health ยังคงมุ่งมั่นสานต่อพันธกิจในการเป็นพันธมิตรด้านสุขภาพที่ได้รับความไว้วางใจ พร้อมยกระดับบริการในทุกมิติ ผ่านการผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อร่วมขับเคลื่อนระบบสุขภาพให้เติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้คนในทุกช่วงวัยต่อไป
# # # #
เบอร์แทรมคว้า Prime Minister’s Export Award 2026

เบอร์แทรมโชว์ผลงานเยี่ยม รับรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ประจำปี 2569 (Prime Minister’s Export Award 2026) สาขาแบรนด์ไทยยอดเยี่ยม (Best Thai Brand) ตอกย้ำแบรนด์คุณภาพ มาตรฐานการผลิตระดับสากล โดยกาง 4 แนวทางการบริการจัดการสู่ความสำเร็จ ทั้งการเดินหน้าบุกตลาดต่างประเทศ-เสริมทัพผลิตภัณฑ์ใหม่-การดำเนินงานที่มีความรับผิดต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม-การพัฒนากระบวนการผลิตและคุณภาพผลิตภัณฑ์ พร้อมชูเป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจ บวกสะท้อนการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ
คุณมีนา (เอี่ยมพิกุล) อัครพงศ์พิศักดิ์ รองประธานบริหาร ด้านงานกลยุทธ์การเติบโตและความยั่งยืนบริษัท เบอร์แทรม (1958) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพภายใต้แบรนด์เซียงเพียว (SIANGPURE) กล่าวว่า บริษัทได้รับรางวัล Prime Minister’s Export Award 2026 สาขา Best Thai Brand โดยการได้รับรางวัลครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งได้รับในสาขา Best Thai Brand ทั้งนี้ บริษัทได้วางแนวทางการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและส่งผลให้ได้รับรางวัลดังกล่าว โดยหลัก ๆ ประกอบด้วย 4 แนวทาง ดังนี้
1.Market Expansion หรือ การขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยบริษัทได้มีการขยายตลาดเพิ่มจาก 15 ประเทศจากการได้รับรางวัลในครั้งแรกมาเป็น 28 ประเทศทั่วโลกที่ได้รับรางวัลในครั้งที่ 2 รวมทั้งหมดเป็น 6 ทวีปที่วางจำหน่ายยาหม่องน้ำเซียงเพียว และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ภายใต้แบรนด์เซียงเพียง ปัจจุบันบริษัทยอดขายของยาหม่องน้ำเซียงเพียว และผลิตภัณฑ์อื่นภายใต้แบรนด์เซียงเพียว โดยส่วนใหญ่จะยังอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับประเทศที่บริษัทเข้าไปขยายตลาดเพิ่มในช่วงก่อนหน้านี้ อาทิ เมียนมา ตะวันออกกลาง (คูเวต) ยุโรป (โรมาเนีย และมอลโดวา) เป็นต้น
2.การขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์เซียงเพียว ซึ่งจากเดิมที่บริษัทมีผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายเฉพาะยาหม่องน้ำเซียงเพียว แต่ ณ ปัจจุบันบริษัทมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย อาทิ ยาหม่องเซียงเพียว ยาดมเซียงเพียว ยาปาล์ม ยาเซียงเพียว รีลีฟครีม เอชอาร์ (ครีมบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย) และอื่น ๆ
นอกจากนี้ ล่าสุด บริษัทได้เปิดตัวยาอมสมุนไพรเซียงเพียว ที่ดีต่อสุขภาพ อมง่าย ชุ่มคอ ไม่เติมน้ำตาล โดยพัฒนาจากสมุนไพรไทย ด้วยส่วนผสมจากฟ้าทะลายโจร และสมุนไพร 7 ชนิด ผสานเทคโนโลยีการผลิตมาตรฐานสากล “ยาอมสมุนไพรเซียงเพียว” ช่วยแก้ไอ ขับเสมหะ และบรรเทาอาการเจ็บคอได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในรูปแบบที่รับประทานง่ายและพกพาสะดวก เหมาะสำหรับคนทำงานและคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ และมองหาตัวช่วยดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน
3.บริษัทมีแนวทางในการบริหารองค์กรที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์พิจารณ์ของคณะกรรมการ Minister’s Export Award ซึ่งได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในเรื่องของการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability) รวมถึง การมีธรรมภิบาลที่ดี และการดำเนินงานที่มีความโปร่งใส

ทั้งนี้ ในด้านด้านความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability) ในปีที่ผ่านมา บริษัทได้จัดทำโครงการ Bertram Green โดยเริ่มจากภายในองค์กรเป็นอันดับแรก ได้แก่ โครงการคัดแยกขยะ สำหรับขยะที่ได้รับการคัดแยกจะมีการส่งต่อให้นำกลับมาจัดทำเป็นสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ได้ เช่น ถุงผ้าและสร้อยคอ เป็นต้น โดยโครงการนี้บริษัทสามารถคัดแยกขยะภายในองค์กรได้มากกว่า 300 กิโลกรัม
นอกจากนี้ บริษัทได้มีการร่วมมือกับ K Climate ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งได้เข้ามาช่วยจัดทำในเรื่องของคาร์บอน ฟุตพริ้นท์ โดยจะเริ่มจากการนับว่าในแต่ละปี หรือ แต่ละเดือน บริษัทมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากส่วนใดมากที่สุด เพื่อให้ทราบได้ว่าในหนึ่งปี บริษัทได้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกมามีปริมาณเท่าใด
ขณะเดียวกัน เพื่อให้บริษัทสามารถตั้งเป้าหมายในเรื่องคาร์บอน ฟุตพริ้นท์ ยกตัวอย่างเช่น ในระยะเวลาอีก 5 ปีข้างหน้าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้อีกเท่าใด หรือ ใน 6-7 ปีข้างหน้า จะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เหลือศูนย์ได้ในวันใด เป็นต้น ทั้งนี้ หากสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายจะเป็น Milestone ที่น่าภาคภูมิใจสำหรับบริษัท อีกทั้ง ยังจะสอดรับกับนโยบายและภารกิจของบริษัทในด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการดูแลสิ่งแวดล้อม
รวมถึง บริษัทให้ความสำคัญ ใส่ใจ และดูแลพนักงานในองค์กรเป็นอย่างดี โดยมีการฝึกอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของ AI การอัพสกิล-รีสกิล พร้อมทั้ง มีการจัดเวิร์คช้อปอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้ง ยังมีสวัสดิการที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่าย และคนรุ่นใหม่ชื่นชอบ
4.การพัฒนากระบวนการผลิตและคุณภาพผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ เนื่องผลิตภัณฑ์ยาหม่อง หรือ ยาดม สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่ได้บังคับให้มีมาตฐานการผลิตระดับ PIC/S GMP ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตที่มีความเข้มงวดในระดับสากล โดยได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วโลก และมีข้อกำหนดที่ครอบคลุมและละเอียดมากกว่า GMP อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ให้ความใส่ใจ เพราะเชื่อว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องผลิตผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นออกมาเพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีที่สุด
ดังนี้ บริษัทจึงได้ลงทุนก่อตั้งโรงงานที่มีมาตรฐานสูงสุดระดับสากล PIC/S GMP โดยมีคลีนรูมที่มีรูปแบบเดียวกับห้องผ่าตัดในโรงพยาบาล ซึ่งมีการควบคุม ฝุ่นละออง อุณหภูมิ และเชื้อโรคในอากาศ รวมถึง มีการพัฒนากระบวนการและวิธีการผลิตอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความใส่ใจ และสร้างความเชื่อมั่นได้ว่าบริษัทผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มาตรฐานระดับโลก โดยปัจจุบันบริษัทได้รับการรับรองมาตรฐาน PIC/S GMP มาตรฐานฮาลาล นอกจากนี้ ยังได้รับมาตฐาน อย. ของแต่ละประเทศที่บริษัทได้ส่งผลิตภัณฑ์เข้าไปจำหน่ายด้วยเช่นกัน
คุณมีนากล่าวต่อว่า รางวัล Prime Minister’s Export Award 2026 สาขา Best Thai Brand นับเป็นความภาคภูมิใจของบริษัทเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าในทุกส่วนงานที่บริษัทดำเนินการเป็นสิ่งที่สำคัญทั้งหมด ทั้งในส่วนของโรงงานที่มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง หรือ มีโปรเจคไคเซ็น (Kaizen) ในทุกกระบวนการ รวมถึง ทีมการตลาดที่มีการทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม) และผู้สูงอายุตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นส่วนสนับสนุนและส่งผลให้แบรนด์ของบริษัทชนะและได้รับรางวัลนี้
นอกจากนี้ การได้รับรางวัลในครั้งนี้ ทำให้บริษัทได้มีการแชร์กับพาร์ทเนอร์ในต่างประเทศเพื่อขอบคุณเขาว่า เพราะบริษัทมีพาร์ทเนอร์ที่ดีจึงทำให้ได้รับการยอมรับในแบรนด์เซียงเพียว ขณะเดียวกัน เนื่องด้วยบริษัทมีวิสัยทัศน์ว่า “จะเป็นหนึ่งในแบรนด์ไทยที่อยู่ในเวทีโลก” ซึ่งเป็นกลยุทธ์ได้มีการกำหนดมาเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงเหตุผลที่ทำให้บริษัทได้มีการขยายตลาดต่างประเทศมากยิ่ง ซึ่งการได้รับรางวัลในครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำว่าบริษัทดำเนินการมาถูกทางแล้ว
พร้อมกันนี้ รางวัล Prime Minister’s Export Award 2026 สาขา Best Thai Brand จะส่งเสริมให้บริษัทสามารถไปเปิดบูธในต่างประเทศได้มากขึ้น โดยร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DIPT) นอกจากนี้ รางวัลนี้ยังช่วยการรันตีความเชื่อให้ให้แก่ลูกค้าใหม่ ๆ ที่บริษัทออกบูธ หรือ ไปติดต่อเอง โดยตอกย้ำแบรนด์ผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้ว่ามีคุณภาพที่ดีและมีรางวัลมารับรอง นอกเหนือจากใบรับรองอื่น ๆ ที่บริษัทได้รับการรับรองอยู่แล้ว
สำหรับในปีหน้า บริษัทมีแผนที่จะเข้าร่วมประกวดในโครงการ Prime Minister’s Export Award อย่างแน่นอน ซึ่งในเบื้องต้นได้เล็งเข้าร่วมประกวดในสาขา Best Sustainability Brand เนื่องจาก บริษัทได้ร่วมมือกับ K Climate ธนาคารกสิกรไทย ที่ได้เข้ามาช่วยองค์กรจัดทำในเรื่องของคาร์บอน ฟุตพริ้นท์ ดังที่กล่าวไปแล้วเบื้องต้น รวมถึง โครงการ Bertram Green ที่บริษัทได้ดำเนินการมาตลอดทั้งปี
คุณมีนากล่าวต่อถึงเป้าหมายการดำเนินงานในปีนี้ว่า ปี 2569 นับเป็นปีที่ค่อนข้างยากสำหรับบริษัท เนื่องด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่างจากภายนอก ดังนั้นเป้าหมายของบริษัทจึงอยากจะรักษาระดับตัวเลขและอัตราการเจริญเติบโตให้อยู่ระดับเดียวกับปีที่ผ่านมา สำหรับในปี 2570 คาดว่าภาพรวมเศรษฐกิจจะยังไม่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีนี้ อย่างไรก็ตาม บริษัทเชื่อว่าจะมีแนวทางที่ทำให้ธุรกิจมีการเจริญเติบโตต่อไปได้ และหวังว่าจะทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยจะมีการทยอยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้ามาเสริมทัพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้มากที่สุด
สำหรับสิ่งบริษัทอยากจะฝากถึงผู้บริโภค เนื่องด้วยภารกิจของบริษัท คือ “อยากจะมุ่งสู่สังคมที่ดีร่วมกัน” โดยบริษัทผลิตผลิตภัณฑ์และการบริการที่สามารถอิมแพ็คผู้บริโภค หรือ ทำให้ชีวิตผู้บริโภคดีขึ้น ซึ่งในมุมของเซียงเพียวอยากจะตอบโจทย์ผู้บริโภคในแง่ของการบรรเทาในทุก ๆ อาการในทุก ๆ วันของผู้บริโภค ดังนั้น บริษัทจะมุ่งคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่มีคุณภาพดี และเป็นตัวแทนของประเทศไทยให้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีสำหรับคนไทย หรือ ให้คนทั้งโลกได้ใช้ของดี ซึ่งจะช่วยทำให้รู้สึกสบายตัวมากยิ่งขึ้น
Vitafoods Asia 2026 เตรียมจัดงานใหญ่ 2-4 กันยายนนี้!!
อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เตรียมจัดงาน Vitafoods Asia 2026 ภายใต้แนวคิด “Nutraceuticals Trends Across Generations” สะท้อนทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเสริมอาหารและสารสกัดเพื่อสุขภาพ ที่มุ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกช่วงวัย ด้วยงานวิจัย และเชื่อมเครือข่ายทั่วโลก ด้วยงานแสดงสินค้า เทคโนโลยี และนวัตกรรมส่วนผสมสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย โดยระดมบริษัทในอุตสาหกรรมทั้งห่วงโซ่กว่า 600 บริษัท จาก 40 ประเทศ ยกทัพไฮไลต์ใหม่ “Australia Pavilion – Pet Nutraceutical Showcase – Thailand Health Product Awards” และโอกาสทางธุรกิจใหม่
ระหว่างวันที่ 2 – 4 กันยายน 2569 ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ผลวิเคราะห์จากสำนักวิจัยชั้นนำอย่าง Grand View Research และ Fortune Business Insights คาดการณ์มูลค่าตลาดโภชนเภสัชและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโลกจะทะลุ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี ค.ศ.2033 – 2034 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) สูงถึง 7.7 – 10.58% โดยมีภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อน ด้วยส่วนแบ่งตลาดเกือบ 40% ของมูลค่ารวมทั่วโลก ผลักดันด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนผ่านเข้าสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และการรับมือกับสังคมผู้สูงวัย
คุณรุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ – ภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เปิดเผยว่า สำหรับประเทศไทย ตลาดโภชนเภสัชและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเติบโตอย่างโดดเด่นด้วย CAGR 9.5% และคาดว่าจะขยับขึ้นแตะ 1.29 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี ค.ศ.2033 เนื่องจากไทยมีความพร้อมตั้งแต่ห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำ การสนับสนุนจากภาครัฐผ่านแผนปฏิบัติการด้านสมุนไพรแห่งชาติ ตลอดจนฐานการผลิต OEM/ODM ที่ได้มาตรฐานสากลระดับเดียวกับโรงงานยา ทำให้ไทยก้าวขึ้นเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการผลิตและส่งออกของภูมิภาคอาเซียน
การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของผู้บริโภคในแต่ละช่วงวัยยังสร้างโอกาสใหม่ให้กับตลาด โดยกลุ่ม Gen Z และ Millennials เน้นการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพลำไส้ สุขภาพจิต และรูปแบบการทานที่สะดวก เช่น กัมมี่ ขณะที่ Gen X และ Baby Boomers ขับเคลื่อนมูลค่าตลาดในกลุ่มชะลอวัย สุขภาพข้อต่อ สมอง และการป้องกันโรคเรื้อรัง ความหลากหลายนี้ส่งผลให้ความต้องการนวัตกรรมวัตถุดิบสกัดเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition) ทวีความสำคัญขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
งาน Vitafoods Asia 2026 จึงเป็นพื้นที่จัดแสดงสินค้าเทคโนโลยีและนวัตกรรมสารสกัดและวัตถุดิบเพื่อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามิน สารสกัดจากสมุนไพร ผลิตภัณฑ์ทางโภชนาการ บรรจุภัณฑ์ รวมถึงธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมทั้งห่วงโซ่ เช่น ผู้ผลิต OEM และ ODM ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ งานนี้ยังเป็นเวทีสำคัญทางธุรกิจของผู้ผลิต นักวิจัย ผู้ค้าปลีก ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ยา เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ รวมถึงภาครัฐและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้เข้ามาร่วมมือและร่วมกันผลักดัน เพื่อ
ปลดล็อกอุตสาหกรรม ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตและคว้าส่วนแบ่งตลาดได้ในเวทีโลก

ด้าน ศ. (วิจัย) ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต คณะกรรมการอำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และกรรมการบริหารศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวในมิติต้นน้ำว่า สอวช. มุ่งมั่นวางนโยบายเชิงรุกเพื่อเปลี่ยนผ่านวัตถุดิบท้องถิ่นให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง การจะทำให้สารสกัดไทยได้รับการยอมรับในตลาดโลก เราจำเป็นต้องใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะนาโนเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความคงตัว และความปลอดภัย ซึ่งศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติพร้อมสนับสนุนทั้งด้านห้องปฏิบัติการมาตรฐานและการถ่ายทอดองค์ความรู้ ควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงทุนวิจัย เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก
ขณะที่ ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย. ยุคใหม่ ได้ปรับบทบาทจากผู้ควบคุมกฎมาเป็นผู้ส่งเสริมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพอย่างเต็มตัว เราได้ปฏิรูปกลไกทางกฎหมายและปรับเกณฑ์การขึ้นทะเบียนสารสกัดไทยให้มีความยืดหยุ่นและรวดเร็ว เอื้อต่อนวัตกรรมใหม่ ๆ แต่ยังคงไว้ ซึ่งมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด นอกจากนี้ อย. ยังพร้อมให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อสร้างระบบนิเวศสารสกัดไทยที่ปลอดภัย ปราศจากการปนเปื้อน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าในเครือข่ายระดับโลก
ด้าน คุณสินิทธ์นุช ลีพัฒนะพันธ์ เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงามฯ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐเอกชน ในการจัดงานคือการต่อภาพจิ๊กซอว์ที่สมบูรณ์ของระบบนิเวศอุตสาหกรรม การที่ภาครัฐนำนาโนเทคโนโลยีมาพิสูจน์ประสิทธิภาพงานวิจัย ผนวกกับการการันตีจาก อย. ถือเป็นใบเบิกทางชั้นเลิศที่ทำให้สารสกัดไทยยกระดับเป็น ‘Global Ingredient’ ได้อย่างแท้จริง ภาคเอกชนมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะรับไม้ต่อเพื่อแปรเปลี่ยนงานวิจัยเหล่านี้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายได้จริงในเชิงพาณิชย์ ซึ่งการลดขั้นตอนทางกฎหมายของ อย. จะช่วยเพิ่มความเร็วในการส่งสินค้าออกสู่ตลาด (Time-to-Market) และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพได้อย่างมั่นคง
สำหรับไฮไลต์สำคัญของงานในปีนี้ ได้แก่
Australia Pavilion : การเปิดตัวพาวิลเลียนใหม่จากประเทศออสเตรเลีย นำเสนอนวัตกรรมส่วนผสมคุณภาพสูง พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจและการจับคู่คู่ค้าในระดับสากล
Pet Nutraceutical Showcase: โซนใหม่ล่าสุดที่รวบรวมนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ส่วนผสม และโซลูชันสุขภาพสำหรับสัตว์เลี้ยง เพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาด Pet Humanization และ Pet Nutraceuticals
Thailand Health Product Awards เวทีประกวดนวัตกรรมและการพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำเร็จรูปของไทย พื้นที่ปล่อยของสำหรับผู้ประกอบการและนักวิจัยไทย ในการแสดงศักยภาพการแปรรูปสารสกัดท้องถิ่นและยกระดับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไทยสู่มาตรฐานสากล
ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ฝันอยากมีแบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นของตัวเอง งาน Vitafoods Asia 2026 คือจุดเริ่มต้นที่ครบที่สุด เพราะรวมโรงงานผู้ผลิต OEM/ODM มาตรฐานสากล ผู้เชี่ยวชาญด้านสารสกัดและวัตถุดิบ ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐที่พร้อมให้คำปรึกษาด้านการขึ้นทะเบียน ไว้ในงานเดียว ไม่ว่าจะเริ่มต้นจากไอเดียหรือมีสูตรผลิตภัณฑ์อยู่แล้ว ก็สามารถหาพันธมิตรเพื่อผลิตและวางขายได้จริง เพียงมางานเดียวครบจบ
ในงาน Vitafoods Asia 2026 เตรียมจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ บนพื้นที่จัดงานกว่า 15,000 ตารางเมตร คาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าชมงานกว่า 16,000 คน และรวบรวมผู้จัดแสดงสินค้าชั้นนำจากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก งานจัดระหว่างวันที่ 2 – 4 กันยายน 2569 ณ ฮอลล์ 1 – 3 และ 5 – 7 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์