
Biz Focus Magazine เป็นนิตยสารรายเดือนที่ร่วมส่งเสริมนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
ทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐ - เอกชน และนักลงทุน
+(662) 399-1388
editor@bizfocusmagazine.com
ฟู๊ด ดี โปปักธงปี 69 รายได้พุ่งแตะ 500 ลบ.
“ฟู๊ด ดี โป” ตั้งเป้าปี 69 เติบโตเพิ่มจากปีก่อนหน้า 30% รายได้ทะยานสู่ 500 ลบ. เติม Gross Margin อย่างน้อย 2-3% ผลักดัน Net Profit Margin ไปที่ระดับ 6-10% บวกเปิดแผนธุรกิจ เดินหน้ารุกตลาดเต็มพิกัด ทั้งการขยายช่องทางการจำหน่าย การเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ และอื่นๆ พร้อมตอกย้ำ 1 ทศวรรษแห่งความสำเร็จ หนุนเติบโตอย่างมั่นคง ชูคุณภาพสินค้าที่โดดเด่น ความตรงต่อเวลา ความรับผิดชอบ และจริยธรรมทางธุรกิจ การันตีความเชื่อมั่นลูกค้าและก้าวเดินเคียงข้างกันตลอดมา

คุณเอื้อเอ็นดู วิสุทธิรานนท์ กรรมการบริหาร (ขวา) คุณณัฐพร วงศ์พิสุทธิ์ไพศาล ผู้จัดการฝ่ายขาย (ซ้าย)
คุณเอื้อเอ็นดู วิสุทธิรานนท์ กรรมการบริหาร บริษัท ฟู๊ด ดี โป จำกัด กล่าวถึงเป้าหมายการดำเนินธุรกิจในปี 2569 ว่า บริษัทได้กำหนดแนวทางไว้ดังนี้ 1.ตั้งเป้ารายได้รวม (Revenue Target) 500 ล้านบาท หรือ เติบโตเพิ่มขึ้น 30% จากปี 2568 ซึ่งมีรายได้รวมอยู่ที่ 350 ล้านบาท 2.บริษัทมีเป้าหมายด้านกำไร (Profitability) โดยเพิ่ม Gross Margin อย่างน้อย 2-3% พร้อมทั้ง ผลักดัน Net Profit Margin ไปที่ระดับ 6-10% ผ่านการเพิ่มสินค้า Margin สูงและบริหารซัพพลายเชน
3.การขยายช่องทางขาย (Channel Expansion) โดยเปิดช่องทางใหม่อย่างน้อย 2 ช่องทาง เช่น B2B Marketplace, LINE OA และระบบสั่งซื้อออนไลน์, ตัวแทนจำหน่าย (Distributor) ต่างจังหวัด และ เพิ่มพื้นที่จัดจำหน่ายจากจังหวัดสมุทรสาครไปยังตลาดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และตลาดภาคเหนือมากกว่า 5 จังหวัด
4.การขยายฐานลูกค้า (Customer Base Expansion) เพิ่มยอดขายทั้งปริมาณ และชนิดสินค้า ของลูกค้าปัจจุบันกว่า 50% รวมทั้ง เพิ่มลูกค้ารายใหม่กว่า 30-40% โดยเฉพาะกลุ่ม Horeca, ร้านอาหารเชน, โรงแรม, โรงงานแปรรูปอาหาร และ Modern Trade
5.พอร์ตสินค้า (Product Portfolio Development) โดยเพิ่มซัพพลายเออร์ใหม่อย่างน้อย 5-10 ราย, เพิ่มสินค้าใหม่อย่างน้อย 10-15 รายการ และผลักดันสินค้า Value-Added / Ready-to-cook ให้เป็น 20–30% ของรายได้รวม 6.ซัพพลายเชน & โลจิสติกส์ (Supply Chain Improvement) ได้แก่ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ 5-10%, เพิ่มความแม่นยำสต็อก (Inventory Accuracy) 95% และยกระดับคุณภาพคลังแช่เย็น / กระบวนการจัดเก็บตามมาตรฐาน
7.มาตรฐานอาหาร & Food Safety โดยบริษัทผ่านการรับรองมาตรฐาน เช่น GMP, HACCP และ อย. เป็นต้น และมีระบบ Traceability ตรวจสอบย้อนกลับสินค้า 100% 8.ภาพลักษณ์แบรนด์และการตลาด (Brand & Marketing) โดยเพิ่มการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) มากกว่า 50%, สร้างคอนเทนต์การตลาดประจำ เช่น เมนู, วัตถุดิบและมาตรฐานสินค้า เป็นต้น รวมถึง การจัดทำแคมเปญออนไลน์อย่างน้อย 6 ครั้งต่อปี
9.การพัฒนาทีมงาน (People Development) โดยเพิ่มทีมขายหรือทีมปฏิบัติการตามแผนเติบโต, อบรมให้ความรู้ เกี่ยวกับสินค้า ระบบ การขาย และการบริการไม่น้อยกว่า 12 ครั้งต่อ ปี และตั้ง KPI รายไตรมาสให้ชัดเจน
“เป้าหมายรายได้รวมในปี 2569 ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของเรา เนื่องด้วยเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว อย่างไรก็ตาม เรามั่นใจว่าด้วยนโยบายของภาครัฐ ประกอบกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความเข้าใจและมีความเชื่อมั่นในเรื่องอาหารแช่แข็งที่เพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกัน เราจะนำสินค้าไปวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรดซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ของเราอยู่แล้วให้มากขึ้น หรือ กลุ่ม B2C อาทิ โลตัส แม็คโคร และบิ๊กซี เป็นต้น เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าได้ง่ายยิ่งขึ้น
พร้อมกันนี้ ในเดือนมกราคม เราได้เปิดตัวสินค้าใหม่ “ปลาหมูสีแช่แข็ง” ปลาทะเลน้ำลึก ซึ่งจะนำมาทดแทนปลากระพงที่มีราคาสูง และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม โดยแนวทางทั้งหมดเหล่านี้ จะส่งผลให้ตัวเลขรายได้รวมไม่หลุดกรอบ สามารถไต่ระดับจาก 350 ล้านบาทในปี 2568 ไปแตะที่ 500 ล้านบาท ได้ตามที่เราคาดการณ์” คุณเอื้อเอ็นดูกล่าว
สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2569 บริษัทได้วางแนวทางไว้ดังนี้ 1.ขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้า โดยการเสริมช่องทางจำหน่ายออนไลน์ (LINE OA, Marketplace B2B, Social Commerce), การเพิ่ม Partner Distributor ในต่างจังหวัด เพื่อเพิ่ม penetration ผ่าน Cold- Chain ของพื้นที่ และการเพิ่มความสามารถในการเข้าช่องทาง Modern Trade / ร้านปลีกอิสระ (Traditional Trade) ได้มากขึ้น
2.เสริมสร้างความได้เปรียบด้านซัพพลายเชนและการจัดหา (Supply Advantage) โดยจัดหาซัพพลายเออร์อาหารทะเลสด และแช่แข็งหลายแหล่ง เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มกำไร, ลงทุนเพิ่มคลังสินค้าแช่เย็น (Cold Storage) และรถห้องเย็น เพื่อช่วยลดต้นทุน และการวางแผน สต็อกเชิงกลยุทธ์ตามฤดูกาล (Seasonal Sourcing) ทำให้ควบคุมราคาต้นทุนได้ดียิ่งขึ้น
3.การบริโภคอาหารปลอดภัยและตรวจสอบย้อนกลับ (Food Safety / Traceability) เพื่อสร้างความมั่นใจและความน่าเชื่อถือให้แก่ลูกค้า โดยการคัดสรรและตรวจสอบซัพพลายเออร์ที่ได้มาตรฐาน อย. / GMP / HACCP รวมทั้ง มุ่งเน้นความโปร่งใสแหล่งที่มาของวัตถุดิบ (MD, ASC, BAP)
4.การบริหารราคาและพอร์ตสินค้า (Portfolio Optimization) โดยขยายรายการสินค้า Margin สูง เช่น Seafood Premium, Ready Meal, Value-Added Product, ลดสินค้าที่หมุนช้าและมีต้นทุนสูงเพื่อเพิ่ม Net Margin และกำหนดราคาแบบ Tier สำหรับลูกค้ากลุ่มต่างๆ
5.การขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partnerships) โดยร่วมมือกับบริษัทโลจิสติกส์ห้องเย็น / โรงงานแปรรูป, สร้าง Private Brand หรือ OEM ภายใต้ชื่อ Food Depot และสร้างPartnerships กับร้านอาหารเชนเพื่อเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบหลัก
การลงทุนด้านเทคโนโลยี โดยจัดทำระบบ ERP / Inventory เพื่อควบคุมสต็อกแบบ Real-Time,ระบบจัด Routes ส่งสินค้าให้คุ้มค่าน้ำมัน และ Data Analytics เพื่อคาดการณ์ดีมานด์ และ 7.การเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ โดยสื่อสารความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารทะเลแช่แข็ง, สร้าง Branding ให้ดูทันสมัย น่าเชื่อถือ เน้นคุณภาพ รวมถึง คอนเทนต์สร้างความรู้ เช่น วิธีเก็บรักษา และวิธีเลือกอาหารทะเลคุณภาพสูง เป็นต้น
คุณเอื้อเอ็นดูกล่าวต่อถึงปัจจัยผลักดันการเติบโต (Growth Drivers) ดีมานด์อาหารแช่แข็งในประเทศสำหรับบริษัทในปี 2569 ว่า ประกอบด้วย กลุ่มลูกค้า B2B (Horeca, โรงงาน, ร้านอาหารเชน) กลับมาขยายสาขาในปี 2569 ขณะที่ ลูกค้า B2C มีพฤติกรรมหันมาเลือกอาหารแช่แข็งที่คุณภาพดีเพราะ มีความสะดวกและราคาเหมาะสม นอกจากนี้ เทรนด์อาหารพร้อมปรุง-พร้อมทาน (Ready-to-Cook / Ready-to-Eat) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึง โอกาสจากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว (โรงแรม, ร้านอาหาร, ธุรกิจจัดเลี้ยง (Catering)
สำหรับโอกาสที่สนับสนุนให้ธุรกิจของบริษัทมีการเติบโตมากยิ่งขึ้น ได้แก่ 1.ตลาด B2B แข็งแรง โดยร้านอาหาร โรงแรม ร้านค้าส่ง ยังคงต้องการวัตถุดิบแช่แข็ง/อาหารทะเลแปรรูป 2.อาหารสะดวก /พร้อมปรุงเติบโต ซึ่งพฤติกรรมผู้บริโภคยุคชะลอรายได้ เน้นความสะดวก 3.ภาคท่องเที่ยวฟื้นตัว ช่วยเพิ่มความต้องการวัตถุดิบและอาหารแช่แข็ง และ 4.ตลาด Niche / คุณภาพ เน้นอาหารทะเลแช่แข็งคุณภาพสูง ลดการแข่งขันด้านราคา
ขณะที่ ความท้าทายในการดำเนินธุรกิจ ประกอบด้วย 1.กำลังซื้อผู้บริโภคอ่อน ซึ่งลดความต้องการ B2C 2.ต้นทุนสูง และโลจิสติกส์ยุ่งยาก เช่น Cold chain, สต็อก และการขนส่ง เป็นต้น 3.การแข่งขันสูง โดยมีคู่แข่งทั้งรายใหญ่และรายเล็ก 4.ความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก / ส่งออก เช่น ราคาวัตถุดิบ, นโยบายการค้า และอัตราแลกเปลี่ยน และ 5.มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร โดยต้องลงทุนระบบคุณภาพเพื่อรักษาลูกค้า
คุณเอื้อเอ็นดูกล่าวต่อว่า บริษัท ฟู๊ด ดีโป จำกัด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2558 โดยเกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์และความตั้งใจของผู้ก่อตั้งคุณอำไพ หาญไกรวิไลย์ และคุณสรุพงษ์ หาญไกรวิไลย์ ประธานบริษัท ไทยรอแยลฟรอเซนฟู๊ด จำกัด และบริษัท โกลด์เด้น ซีฟู้ด อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตกุ้งแช่แข็งชั้นนำของประเทศไทย
ด้วยประสบการณ์ยาวนานในอุตสาหกรรมอาหารทะเลและความเข้าใจในซัพพลายเชนแบบครบวงจร ผู้ก่อตั้งเล็งเห็นความจำเป็นของการยกระดับคุณภาพวัตถุดิบในตลาดไทย พร้อมความเชื่อมั่นว่า “อาหารที่ดี เริ่มต้นจากวัตถุดิบที่เชื่อถือได้” แนวคิดนี้จึงเป็นจุดกำเนิดของบริษัท
ทั้งนี้ จากคลังสินค้าขนาดเล็กและคู่ค้ารุ่นแรกเพียงไม่กี่ราย บริษัทเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง ด้วยการขยายเครือข่ายซัพพลายเออร์ไปยังหลายประเทศทั่วโลก ควบคู่กับการพัฒนาคลังแช่เย็นและระบบขนส่งที่ได้มาตรฐานสูง เพื่อให้วัตถุดิบทุกชิ้นยังคงคุณภาพที่สุดตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
สำหรับสิ่งที่ทำให้บริษัทได้รับความไว้วางใจ ไม่ได้มีเพียงคุณภาพสินค้าที่โดดเด่น แต่รวมถึง “ความตรงต่อเวลา ความรับผิดชอบ และจริยธรรมทางธุรกิจ” ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ลูกค้าหลายรายเติบโตเคียงข้างบริษัทตลอดมา
บริษัทมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินงาน ดังนี้ “มุ่งเป็นผู้นำด้านวัตถุดิบอาหารแช่แข็งครบวงจร ที่ยกระดับประสบการณ์อาหารของประเทศไทยสู่มาตรฐานสากล” ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงเดินหน้าตามพันธกิจเดิมและสร้างมาตรฐานใหม่ของวัตถุดิบอาหารคุณภาพสูง พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงงาน โรงแรม และผู้ค้าในทุกระดับ ให้สามารถสร้างสรรค์ธุรกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืน ด้วยวัตถุดิบที่ดีที่สุดในทุกวัน
“ปัจจุบันเรามีวัตถุดิบจากในโรงงานบริษัทแม่ของเราเองและนำเข้าจากต่างประเทศ เรามีซัพพลายเออร์จากทั่วทุกมุมโลกที่นำเข้ามา ขณะเดียวกัน เราเป็นซัพพลายเออร์ให้กับแบรนด์ชั้นนำของประเทศหลายราย รวมถึง SMEs โดยที่ผ่านมาเราได้รับรางวัลซัพพลายเออร์ดีเด่นจากแบรนด์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีชื่อให้จดจำในธุรกิจมากเช่นเดียวกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ แต่เราได้เข้าไปยืนอยู่ในใจข้างหลังบ้านของแบรนด์ต่างๆ เสมอมา พร้อมกันนี้ เรามีความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และวิธีการทำงานทั้งหมดให้สอดคล้องกับตลาดในประเทศและตลาดโลก นอกจากนี้ ในอนาคตเรามีแผนว่าจะเน้นธุรกิจส่งออกที่เป็นสินค้าไทย เพื่อโปรโมทสินค้าไทยให้ตลาดโลกรับทราบมากยิ่งขึ้น” คุณเอื้อเอ็นดูกล่าว