
Biz Focus Magazine เป็นนิตยสารรายเดือนที่ร่วมส่งเสริมนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
ทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐ - เอกชน และนักลงทุน
+(662) 399-1388
editor@bizfocusmagazine.com
โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ร่วมงาน Rayong Zero Food Waste 2026 จับมือภาครัฐ-หน่วยงานส่วนท้องถิ่น ขับเคลื่อน จ.ระยอง
สู่เมืองคาร์บอนต่ำ พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้ในเวทีเสวนา“ระยองไม่เทรวม เปลี่ยนขยะเป็นประโยชน์ สู่สิ่งแวดล้อมระยองที่ยั่งยืน”

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) ร่วมขับเคลื่อนโครงการ “Rayong Zero Food Waste 2026” ในงาน Knowledge & Experience Expo มหกรรมการเรียนรู้และประสบการณ์การจัดการขยะ พร้อมผนึกภาครัฐ-หน่วยงานท้องถิ่น-ชุมชน ขับเคลื่อน จ.ระยอง สู่เมืองคาร์บอนต่ำ และถ่ายทอดความรู้นวัตกรรมกำจัดขยะเศษอาหารด้วยหนอนแม่โจ้ BSF และการแปรรูปเศษใบไม้เป็นดินพร้อมปลูกลดภาระการฝังกลบของเทศบาล มุ่งขับเคลื่อนจังหวัดระยองสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืน ผ่านเวทีเสวนา “ระยองไม่เทรวม เปลี่ยนขยะเป็นประโยชน์ สู่สิ่งแวดล้อมระยองที่ยั่งยืน
นายอดิศร วังมูล ผู้อำนวยการสายงานบริหารและองค์กรสัมพันธ์ บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด เผยในงาน Knowledge & Experience Expo มหกรรมการเรียนรู้และประสบการณ์การจัดการขยะ ภายใต้โครงการ Rayong Zero Food Waste 2026 “ระยองไม่เทรวม” ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายกัฬชัย เทพวรชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายกิตติ เกียรติ์มนตรี รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนร่วมงานจำนวนมากว่า จุดเริ่มต้นของการบริหารจัดการขยะโดยใช้องค์ความรู้ด้านการดูแลสิ่งแวดล้อมและการกำจัดขยะอย่างได้ผล เกิดความตระหนักถึงจากปัญหาขยะใบไม้จำนวนมากในพื้นที่โรงไฟฟ้าทำให้ทางเทศบาลไม่สามารถขนไปกำจัดได้ทัน จึงต้องหาวิธีจัดการเองด้วยการนำความรู้เรื่องน้ำหมักอินทรีย์จากชุมชนที่เคยทำงานร่วมกันมาปรับใช้ในการหมักใบไม้ให้กลายเป็นดิน จากนั้นจึงขยับมาสู่การจัดการเศษอาหารซึ่งเป็นขยะเปียกที่ท้าทายกว่า เนื่องจากโรงอาหารของโรงไฟฟ้าให้บริการพนักงานเฉลี่ยราว 300 คนต่อวัน และอาจเพิ่มขึ้นถึง 1,000 คนต่อวันในช่วงซ่อมบำรุงใหญ่ ทำให้เศษอาหารที่เหลือกลายเป็นปัญหาทั้งเรื่องกลิ่นและภาระของเทศบาลในการจัดเก็บ

ด้วยความคิดที่จะลดภาระให้กับเทศบาลและขยะส่วนนี้ ทีมงานของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี จึงใช้เวลากว่า 1 ปี ค้นคว้า ศึกษาข้อมูล และดูงานหลายแห่งของกรุงเทพมหานคร ทั้งศูนย์จัดการขยะขององค์การบริหารส่วนจังหวัด สำนักงานเขตหลักสี่ และโรงขยะหนองแขม จนได้พบทางออกในการใช้หนอนแม่โจ้ หรือ หนอนแมลงวันลาย (Black Soldier Fly: BSF) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกินอาหารเร็วกว่าไส้เดือนถึง 5 เท่า สามารถย่อยสลายขยะอินทรีย์ได้มากถึง 2.5 กิโลกรัม ภายในเวลาเพียง 12 ชั่วโมง และย่อยสลายขยะอินทรีย์ได้ถึง 70% ของขยะอินทรีย์ทั้งหมดโดยไม่ก่อให้เกิดกลิ่นเหม็น ปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดโรค เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเกิดผลพลอยได้โดยนำมูลหนอนแม่โจ้มาแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสำหรับใช้ในพื้นที่สีเขียวและการเกษตร ส่วนตัวหนอนนำไปใช้เป็นแหล่งโปรตีนสำหรับอาหารสัตว์ เช่น ไก่และปลา รวมถึงพัฒนาต่อยอดเป็นขนมสำหรับสุนัข สะท้อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่เปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นทรัพยากรมีคุณค่าทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นยังได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารเทศบาลเมืองมาบตาพุด จังหวัดระยอง ให้พื้นที่สำหรับทดลองเลี้ยงไก่โดยใช้หนอนแมลงวันลายแม่โจ้เป็นอาหาร เนื่องจากในเขตนิคมอุตสาหกรรมไม่สามารถเลี้ยงสัตว์ปีกได้ จึงต้องทดลองในพื้นที่ส่วนบุคคล ทำให้ทีมงานพัฒนาต่อยอดจนผลิตเป็นอาหารสัตว์ได้ ทั้ง สุนัข ไก่ และแมว พร้อมเตรียมเปิดศูนย์เรียนรู้ให้ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมได้หลังปรับปรุงพื้นที่แล้วเสร็จ
ปัจจุบันองค์ความรู้ในด้านสิ่งแวดล้อมและการกำจัดขยะ ได้ขยายผลถ่ายทอดสู่หน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่น อาทิ การร่วมมือกับเรือนจำกลางระยอง ซึ่งมีเศษอาหารจำนวนมาก โดยส่วนหนึ่งทางเรือนจำนำไปจำหน่าย ส่วนที่เหลือ โรงไฟฟ้าบีแอลซีพีเข้าไปช่วยให้ความรู้เรื่องกำจัดด้วยหนอนแมลงวันลายแม่โจ้ รวมถึงยังร่วมมือกับเทศบาลนครมาบตาพุดในการจัดการขยะใบไม้และขยะอินทรีย์ในพื้นที่ พร้อมนำแนวทางดังกล่าวไปนำเสนอในโครงการต่างๆ เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนชาวระยองอีกด้วย
ดังนั้นการร่วมงาน Knowledge & Experience Expo ในครั้งนี้ และการร่วมร่วมจัดบูธจัดแสดงองค์ความรู้ นวัตกรรม รวมทั้งโครงการต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นโครงการ Seacrafty การเพิ่มมูลค่าอวนประมงใช้แล้วสู่ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปทำพวงกุญแจจากขยะทะเล, โครงการเลี้ยงหนอนแม่โจ้ นวัตกรรมการเปลี่ยนเศษอาหารให้เป็นทรัพยากร พร้อมสาธิตการปลูกผักสลัดอินทรีย์และมอบปุ๋ยมูลหนอนแม่โจ้ให้ผู้ร่วมงาน และ การบริหารจัดการขยะอินทรีย์จากเศษใบไม้ ที่ร่วมกับเทศบาลนครมาบตาพุดถ่ายทอดกระบวนการเปลี่ยนเศษใบไม้ให้เป็นดินพร้อมปลูก เพื่อลดการเผา ลดปริมาณขยะ และเพิ่มคุณค่าให้ทรัพยากรธรรมชาติ จึงเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อร่วมผลักดันการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้ทรัพยากรใหม่ และร่วมขับเคลื่อนจังหวัดระยองสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาวต่อไป
บางจาก จับมือ SHARGE เปิดตัว Bangchak Fleet Card Powered by SHARGE
ยกระดับการบริหารฟลีทรถไฟฟ้าครบวงจร

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด ผู้ให้บริการสถานีชาร์จภายใต้แบรนด์ REVERSHARGER เปิดตัวโซลูชันใหม่ "Bangchak Fleet Card Powered by SHARGE" แพลตฟอร์มบริหารจัดการฟลีทยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับองค์กรแบบครบวงจร เพื่อสนับสนุนกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ การขนส่ง และองค์กรผู้ให้บริการรถเช่าที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้สามารถจัดการงบประมาณการชาร์จไฟรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความร่วมมือกับ SHARGE ในครั้งนี้ เป็นการนำจุดแข็ง ของเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันบางจากที่ครอบคลุมทั่วประเทศมาผสานเข้ากับเทคโนโลยีแพลตฟอร์มการชาร์จรถไฟฟ้าที่ทันสมัย เพื่อสร้างระบบนิเวศที่พร้อมรองรับทุกความต้องการของภาคธุรกิจ ตัวบัตรออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถควบคุมงบประมาณ (Budget Management) ติดตามการใช้งานของรถแต่ละคันได้แบบเรียลไทม์ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยรองรับการใช้งานผ่านหลากหลายช่องทาง ทั้งแอปพลิเคชัน บัตร RFID ไปจนถึงระบบ Plug & Charge ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับองค์กรในเรื่องความเพียงพอของสถานีชาร์จรถไฟฟ้าและความคุ้มค่าในการลงทุน
ด้าน นายพีระภัทร ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด ผู้ให้บริการสถานีชาร์จภายใต้แบรนด์ RÊVERSHARGER และผู้นำด้านการให้บริการชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร กล่าวว่า สำหรับตลาด Fleet และกลุ่มลูกค้าองค์กรนั้น ยังค่อยๆ เติบโต เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้มี Pain Point และความกังวลหลายด้าน เช่น ไม่มั่นใจว่าจะมีระบบหรือแพลตฟอร์มที่สามารถช่วยบริหารจัดการความคุ้มค่า และระยะเวลาคุ้มทุน ตลอดจนไม่แน่ใจเรื่องความเพียงพอของสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งนี้ ทาง บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด จึงได้ร่วมกันมอบโซลูชันที่ช่วยให้การบริหารจัดการรถยนต์องค์กรจำนวนมากทำได้ง่ายขึ้น และเพิ่มความสะดวกจากการที่มีสถานีบริการครอบคลุมทั่วประเทศ

บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นผู้นำอันดับต้นๆ ของไทยที่ให้บริการ EV Charging Solution แบบครบวงจรทั้งด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ มีบริการทั้งขายและติดตั้ง EV Charger บริการขายไฟฟ้าในสถานีชาร์จสาธารณะ ไปจนถึงบริการโซลูชั่นด้านการชาร์จครบวงจรสำหรับองค์กร เพื่อตอบโจทย์ Customer Journey ในการใช้บริการชาร์จรถยนต์ของลูกค้าทุกกลุ่ม ทั้ง Night (กลางคืน) กับการชาร์จข้ามคืนในที่อยู่อาศัย เช่น บ้าน คอนโดมิเนียม Day (กลางวัน) กับการชาร์จตามอาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า และ On-the-go กับการชาร์จระหว่างเดินทางตามปั๊ม โชว์รูม มีพันธมิตรครอบคลุมหลากหลายเซ็กเตอร์ทั้งอสังหาริมทรัพย์ พลังงาน ยานยนต์ มีสถานีชาร์จครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดทุกภูมิภาคทั่วประเทศ
เกี่ยวกับบริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด
สำหรับบริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นผู้นำอันดับต้นๆ ของไทยที่ให้บริการ EV Charging Solution แบบครบวงจรทั้งด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ เพื่อรองรับ Lifestyle Charging Ecosystem ทั้ง Night, Day, On-the-go เติบโตจากสตาร์ทอัพสู่ฐานะผู้เล่นรายใหญ่ของตลาดในปัจจุบัน มีบริษัทขนาดใหญ่จากหลากหลายเซ็กเตอร์เข้าร่วมลงทุนเป็นผู้ถือหุ้น อาทิ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ทั้งยังร่วมกับบริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PEA ENCOM) ในเครือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จัดตั้งบริษัทร่วมทุนบริษัท เอ็นคอม ชาร์จ ยูทิลิตี เซอร์วิสเซส จำกัด หรือ ENCOM SHARGE ดำเนินธุรกิจให้บริการติดตั้ง EV Charger ตามที่อยู่อาศัย ทั้งบ้านและคอนโดมิเนียมในพื้นที่ต่างจังหวัดทุกภูมิภาคทั่วประเทศ
ปัจจุบัน ชาร์จ แมเนจเม้นท์ ให้บริการธุรกิจแก่ลูกค้าใน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ 1.Charger Sales & Installation ขายและติดตั้งเครื่องชาร์จให้แก่เจ้าของบ้านจัดสรร บ้านส่วนตัว 2.Charging as a Service ขายพลังงานไฟฟ้าสำหรับชาร์จรถยนต์ EV ตามจุดให้บริการสาธารณะต่างๆ หรือตามอาคารที่มีผู้อยู่อาศัยจำนวนมาก เช่น คอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงพยาบาล 3.Custom Corporate & Fleet Solution ขายพลังงานไฟฟ้าให้แก่องค์กรเอกชนและผู้ให้บริการยานพาหนะจำนวนมาก
ปตท. คว้า 8 รางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย สะท้อนความแข็งแกร่งด้านการบริหารและความยั่งยืนระดับสากล

เมื่อเร็ว ๆ นี้ – นางสาวภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน พร้อมด้วย นางมีนา ศุภวิวรรธน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารชื่อเสียงองค์กรและกิจการเพื่อสังคม และ นายอาภากร ชอุ่มทอง ผู้จัดการฝ่ายผู้ลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เป็นผู้แทน ปตท. รับ 8 รางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย ประจำปี 2569 (16th Asian Excellence Award) สะท้อนความโดดเด่นด้านการบริหารองค์กรในระดับสากลภายใต้หลักธรรมาภิบาล การสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างโปร่งใส และการดำเนินธุรกิจบนหลัก “ความยั่งยืนอย่างสมดุล” ควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม
ปตท. ได้รับรางวัลสูงสุดถึง 8 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลซีอีโอยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s Best CEO) รางวัลซีเอฟโอยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s Best CFO) รางวัลซีเอสอาร์ยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s Best CSR) รางวัลนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม (Best Investor Relations Professional) รางวัลบริษัทนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม (Best Investor Relations Company) รางวัลความยั่งยืนแห่งเอเชีย (Sustainable Asia Award) รางวัลความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมยอดเยี่ยม (Best Environmental Responsibility) และรางวัลสื่อสารองค์กรยอดเยี่ยม (Best Corporate Communications)
ทั้งนี้ Asian Excellence Awards จัดโดย Corporate Governance Asia ซึ่งเป็นนิตยสารด้านการเงินของฮ่องกงและเอเชีย มอบให้แก่ผู้นำและองค์กรในภูมิภาคเอเชียที่มีความโดดเด่นด้านการบริหารองค์กร การกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารจัดการทางการเงิน นักลงทุนสัมพันธ์ และการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยพิจารณาจากข้อมูลองค์กรร่วมกับผลสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุน นักวิเคราะห์ และผู้ทรงคุณวุฒิ ทั่วภูมิภาคเอเชีย
ปตท. ผนึก บีไอจี วางศิลาฤกษ์โรงแยกอากาศ แห่งที่ 2 ต่อยอดนวัตกรรมความเย็นจาก LNG มุ่งผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ณ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง – บริษัท มาบตาพุด แอร์โปรดักส์ จำกัด (MAP) บริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) กับ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี) ผู้นำนวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ จัดพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการโรงแยกอากาศแห่งที่ 2 (MAP2) โดยได้รับเกียรติจาก นายบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ ปตท. (กลาง) เป็นประธาน พร้อมด้วย ดร.สุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ซ้ายสุด) นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร กรรมการ บีไอจี (ที่ 2 จากซ้าย) นางอรลา เจริญลาภ กรรมการผู้จัดการ บีไอจี (ที่ 2 จากขวา) และ นายเชิดชัย บุญชูช่วย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ปตท. (ขวาสุด) ร่วมพิธี

โครงการ MAP2 เป็นโรงแยกอากาศแห่งที่ 2 ของประเทศไทยที่ใช้นวัตกรรมพลังงานความเย็นจากการเปลี่ยนสถานะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มาผลิตก๊าซอุตสาหกรรม เช่น ออกซิเจน ไนโตรเจน และอาร์กอน ด้วยกำลังการผลิตรวมสูงสุดถึง 450,000 ตันต่อปี มูลค่าการลงทุนราว 2,000 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการที่ขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในประเทศ พร้อมช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตได้มากกว่าร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับระบบที่ใช้ไฟฟ้าทำความเย็นทั้งหมด โดยโครงการ MAP2 ถือเป็นการขยายผลความสำเร็จจาก MAP1 ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถลดการปล่อยคาร์บอนสะสมได้กว่า 3.7 แสนตัน นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการ สะท้อนความมุ่งมั่นของ ปตท. และ บีไอจี ในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050