
Biz Focus Magazine เป็นนิตยสารรายเดือนที่ร่วมส่งเสริมนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
ทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐ - เอกชน และนักลงทุน
+(662) 399-1388
editor@bizfocusmagazine.com
ปตท. ผนึก บีไอจี วางศิลาฤกษ์โรงแยกอากาศ แห่งที่ 2 ต่อยอดนวัตกรรมความเย็นจาก LNG มุ่งผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ณ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง – บริษัท มาบตาพุด แอร์โปรดักส์ จำกัด (MAP) บริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) กับ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี) ผู้นำนวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ จัดพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการโรงแยกอากาศแห่งที่ 2 (MAP2) โดยได้รับเกียรติจาก นายบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ ปตท. (กลาง) เป็นประธาน พร้อมด้วย ดร.สุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ซ้ายสุด) นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร กรรมการ บีไอจี (ที่ 2 จากซ้าย) นางอรลา เจริญลาภ กรรมการผู้จัดการ บีไอจี (ที่ 2 จากขวา) และ นายเชิดชัย บุญชูช่วย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ปตท. (ขวาสุด) ร่วมพิธี

โครงการ MAP2 เป็นโรงแยกอากาศแห่งที่ 2 ของประเทศไทยที่ใช้นวัตกรรมพลังงานความเย็นจากการเปลี่ยนสถานะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มาผลิตก๊าซอุตสาหกรรม เช่น ออกซิเจน ไนโตรเจน และอาร์กอน ด้วยกำลังการผลิตรวมสูงสุดถึง 450,000 ตันต่อปี มูลค่าการลงทุนราว 2,000 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการที่ขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในประเทศ พร้อมช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตได้มากกว่าร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับระบบที่ใช้ไฟฟ้าทำความเย็นทั้งหมด โดยโครงการ MAP2 ถือเป็นการขยายผลความสำเร็จจาก MAP1 ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถลดการปล่อยคาร์บอนสะสมได้กว่า 3.7 แสนตัน นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการ สะท้อนความมุ่งมั่นของ ปตท. และ บีไอจี ในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050
บี.กริม เพาเวอร์ เสริมความแข็งแกร่งอุตสาหกรรมพลังงานไทย
ลงนาม MOU ต่อเนื่อง พัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาคุณภาพ
รองรับการเติบโตของภาคพลังงานระยะยาว
บีโอไอไฟเขียว “เพียวไซเคิล” ทุ่ม 8 พันล้าน
สร้างฐานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลระดับโลกในไทย
บีโอไอหนุน “เพียวไซเคิล” ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีรีไซเคิลพลาสติกโพลีโพรพิลีนคุณภาพสูงจากสหรัฐอเมริกา เดินหน้าลงทุนกว่า 8,100 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง จ.ระยอง ยกระดับอุตสาหกรรมรีไซเคิลไทย สอดรับกระแสเศรษฐกิจสีเขียวที่กำลังเติบโตทั่วโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท เพียวไซเคิล (ประเทศไทย) จำกัด (PureCycle) เพื่อลงทุนโครงการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลชนิดโพลีโพรพิลีน มูลค่าเงินลงทุนกว่า 8,100 ล้านบาท ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตอุตสาหกรรมไออาร์พีซี จังหวัดระยอง โครงการนี้ใช้เทคโนโลยี Dissolution Recycling จากสหรัฐฯ ซึ่ง “เพียวไซเคิล” เป็นบริษัทเดียวที่ได้รับสิทธิ์ใช้งานผลิตเชิงพาณิชย์ภายใต้สิทธิบัตรจากบริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (P&G) โดยเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นกระบวนการรีไซเคิลที่ใช้ตัวทำละลายในการแยกสี กลิ่น และสิ่งปนเปื้อนออกจากพลาสติกโพลีโพรพิลีนที่ผ่านการใช้งานแล้วในระดับโมเลกุล ทำให้สามารถผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงพลาสติกบริสุทธิ์ ภายใต้ชื่อ "PureFive™" ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนขยะพลาสติกให้กลายเป็นทรัพยากรที่หมุนเวียนได้อย่างยั่งยืน
โครงการนี้ มีกำลังผลิตประมาณ 59,000 ตันต่อปี โดยใช้เศษพลาสติกในประเทศเป็นวัตถุดิบ 100% คิดเป็นปริมาณราว 65,600 ตันต่อปี หรือมูลค่ากว่า 1,150 ล้านบาท จุดเด่นของโครงการนี้ คือ การนำเศษพลาสติกโพลีโพรพิลีนที่เกิดขึ้นภายในประเทศไทย กลับมาเพิ่มมูลค่าผ่านเทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูง ซึ่งไทยมีทั้งปริมาณวัตถุดิบและห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่พร้อมรองรับธุรกิจรีไซเคิลยุคใหม่ได้อย่างครบวงจร จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ PureCycle เลือกประเทศไทยเป็น "ฐานการผลิตหลัก" ผลิตภัณฑ์ที่ได้จะจำหน่ายในประเทศร้อยละ 50 ให้กับ P&G และลอรีอัล (ประเทศไทย) ส่วนที่เหลือจะส่งออกไปยังตลาดเอเชีย เช่น ประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย
ในปัจจุบัน ความต้องการพลาสติกรีไซเคิลในตลาดโลกกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่ากว่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะแตะ 132,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2576 หรือเติบโตเฉลี่ยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี แรงขับเคลื่อนหลักมาจากกฎระเบียบ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ของสหภาพยุโรป ที่กำหนดเป้าหมายด้านความสามารถในการรีไซเคิลและการใช้วัสดุรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ รวมถึงพันธสัญญาด้าน ESG และเป้าหมาย Net Zero ของแบรนด์สินค้าชั้นนำอย่าง Coca-Cola, P&G, Unilever และ Nestlé ส่งผลให้ความต้องการเม็ดพลาสติกรีไซเคิลโพลีโพรพิลีนความบริสุทธิ์สูง (Ultra-Pure Recycled Polypropylene: UPRP) เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“การที่ PureCycle ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีรีไซเคิลพลาสติกระดับโมเลกุลจากสหรัฐอเมริกา ตัดสินใจเลือกไทยเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อให้บริการตลาดเอเชีย คือ สิ่งที่พิสูจน์ว่าไทยมีความพร้อมทั้งด้านวัตถุดิบ โครงสร้างพื้นฐาน และห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่รองรับธุรกิจรีไซเคิลยุคใหม่ได้ โครงการนี้ถือเป็นการลงทุนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อให้ไทยก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูงที่จะเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคได้” นายนฤตม์ กล่าว
*********************************
เริ่มแล้ว !! HVO น้ำมันไบโอดีเซลเจนเนอเรชั่นใหม่
บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้เริ่มทำการทดสอบการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ผสม HVO น้ำมันไบโอดีเซลเจนเนอเรชั่นใหม่สังเคราะห์จากน้ำมันพืชใช้แล้ว ซึ่งจะสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO2 ได้สูงสุด 30% โดยนำมาทดสอบกับรถบรรทุก Isuzu ELF ของบริษัท มนต์ทรานสปอร์ต จำกัด บริษัททำธุรกิจขนส่งชั้นนำของประเทศไทย ภายใต้สภาพการใช้งานจริง จากการตรวจเช็กล่าสุดที่ระยะวิ่ง 5,000 กิโลเมตร ยังไม่พบปัญหาหรือความผิดปกติแต่อย่างใด
OR จับมือ Big C เปิดให้บริการสถานีชาร์จ “EV Station PluZ” กว่า 80 แห่ง
เดินหน้าปักหมุดใน Big C ทุกสาขาทั่วประเทศ
บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ร่วมกับ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด(มหาชน) (Big C) ประกาศความสำเร็จของความร่วมมือในการเปิดให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า “EV Station PluZ” ณ ศูนย์การค้าบิ๊กซีครบ 80 แห่งทั่วประเทศ เมื่อช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมา เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง
และตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า

คุณพิมาน พูลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน OR และ คุณปวีณรัช นุตสติ รองผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการเงินกลุ่มบริษัทฯ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)
เปิดเผยถึงความร่วมมือดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการติดตั้งและเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2566 โดยปัจจุบันมีสถานีชาร์จ EV Station PluZ เปิดให้บริการรวมกว่า 80 แห่งภายในศูนย์การค้าบิ๊กซีทั่วประเทศ โดยเน้นการติดตั้งเครื่องชาร์จเร็ว (Quick Charger) ที่มีกำลังไฟตั้งแต่ 40–180 กิโลวัตต์ (kW) ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานในแต่ละพื้นที่
เพื่อความสะดวกสบายสูงสุด ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถใช้งานสถานีชาร์จได้ผ่านแอปพลิเคชัน EV Station PluZ ตั้งแต่การค้นหาสถานี การจองชาร์จล่วงหน้า การเริ่ม-หยุดชาร์จ ชำระเงิน สะสมคะแนน blueplus+ จากการชาร์จ ได้ภายในแอปเดียว นอกจากนี้ ยังมีระบบแจ้งเตือนเมื่อใกล้หมดช่วงเวลาชาร์จ และแจ้งเตือนเมื่อหยุดชาร์จ ช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้เวลาภายในศูนย์การค้าทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกสบายและไร้กังวลระหว่างรอการชาร์จไฟ
สำหรับแผนการดำเนินงานในระยะถัดไป OR และ Big C เตรียมเดินหน้าขยายเครือข่ายสถานีชาร์จ EV Station PluZ ภายในศูนย์การค้าบิ๊กซีให้ครบ 120 แห่ง ภายในปี 2569 โดยพิจารณาการขยายสถานีชาร์จในรูปแบบ “EV HUB” ที่มีเครื่องชาร์จความเร็วสูงกำลังไฟกว่า 180 kW จำนวนหัวชาร์จรูปแบบ DC CCS2 ไม่น้อยกว่า 6 หัว ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับความต้องการใช้งานในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าสูงนอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีเป้าหมายเปิดให้บริการสถานีชาร์จ EV Station PluZ ให้ครอบคลุมทุกสาขาของศูนย์การค้าบิ๊กซีทั่วประเทศภายในปี 2570 เพื่อยกระดับการให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาใช้บริการได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

EV Station PluZ ได้เปิดให้บริการแล้วกว่า 1,350 แห่ง ครอบคลุมครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2569) โดย OR ยังคงมุ่งมั่นขยายเครือข่ายสถานีชาร์จอย่างต่อเนื่อง ทั้งในสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น และพื้นที่เชิงพาณิชย์ศักยภาพสูง อาทิ ศูนย์การค้า โรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร และอาคารสำนักงาน เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านการพัฒนาและขยายเครือข่ายสถานีชาร์จให้เพียงพอและรองรับความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
PEA เปิดการใช้งานระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ (BESS) บนพื้นที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
นายศุภชัย เอกอุ่น ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นประธานในพิธีเปิดการใช้งานระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ (BESS) บนพื้นที่เกาะสมุย โดยมีคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ร่วมพิธี ณ อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ดีลยักษ์พลังงานสะอาด บางกอกเคเบิ้ล ปรับทิศทางธุรกิจ
“มากกว่าผู้พัฒนาสายไฟ” ผนึก ION Energy ขึ้นแท่นบริษัทในเครือ
รุกตลาดโซลาร์รูฟท็อปหลักแสนล้าน
บางกอกเคเบิ้ล เดินแผนปรับทิศทางธุรกิจครั้งใหญ่ จากผู้พัฒนาสายไฟฟ้า สู่ Energy Solution Provider เข้าซื้อกิจการ ION Energy ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ชั้นนำ สู่สถานะบริษัทในเครือ มองความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลกและไทย และมาตรการลดหย่อนภาษี 200,000 บาท หนุนตลาดโซลาร์ก้าวสู่ธุรกิจกระแสหลัก ด้าน ION Energy ประเมิน ไทยมีครัวเรือนติดโซลาร์ได้ 1.3 ล้านครัวเรือน มูลค่าตลาดหลักแสนล้าน เพิ่งติดโซลาร์สะสมแค่ 70,000 ครัวเรือน เดินหน้าชูเทคโนโลยีใหม่ อาทิ โดรนล้างโซลาร์ เสริมแกร่งบริการหลังการขาย เพิ่มความมั่นใจผู้บริโภค หวังติดตั้งใหม่ 1,500-2,000 หลังในปีนี้

คุณพงศภัค นครศรี ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด
คุณพงศภัค นครศรี ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด หรือ Bangkok Cable (BCC) ผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลชั้นนำของประเทศไทย และผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ION Energy กล่าวว่า ตลอด 61 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ผลิต พัฒนา และส่งมอบสายไฟฟ้า อันเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญของไทยให้ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคครัวเรือนมาอย่างต่อเนื่อง ในปีที่ 62 นี้ บริษัทยังคงมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรให้สามารถเติมเต็มความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้าอย่างครบวงจร จึงได้ปรับโครงสร้างและทิศทางธุรกิจให้เป็น “มากกว่าผู้พัฒนาสายไฟฟ้า” และก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันด้านพลังงานไฟฟ้า (Energy Solution Provider) อย่างครบวงจร
ล่าสุด บริษัทได้เข้าซื้อกิจการ บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ION Energy ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจรชั้นนำของไทย เข้ามาเป็นบริษัทในเครือบางกอกเคเบิ้ล เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่กำลังเกิดขึ้นทั้งในระดับโลกและประเทศไทย
“3-5 ปีก่อน ตลาดธุรกิจโซลาร์ ยังถือเป็นตลาดธุรกิจเฉพาะ หรือ Niche Market ที่ผู้คนยังไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก แต่ในปีนี้ แนวโน้มพลังงานโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างชัดเจน จากความผันผวนของสถานการณ์ต่างๆ ขณะเดียวกัน ไทยเองยังมีมาตรการภาครัฐที่ช่วยลดหย่อนภาษีให้ผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป สูงสุดถึง 200,000 บาท เรามองว่าทั้งหมดกำลังทำให้ตลาดโซลาร์ ก้าวเข้าสู่ตลาดกระแสหลัก หรือ Mainstream และเป็นส่วนที่เราเข้าไปต่อยอดในฐานะกระดูกสันหลังของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้” คุณพงศภัคกล่าว

สำหรับสาเหตุที่เลือกลงทุนใน ION Energy นั้น เนื่องจาก ION Energy ถือเป็นผู้นำในตลาดกลุ่มโซลาร์รูฟท็อปสำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์ ได้รับความไว้วางใจจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ อาทิ แสนสิริ ศุภาลัย เอสซี เอพี มีปริมาณการติดตั้งสะสมมากกว่า 6,500 หลัง มีจุดเด่นใน 3 ด้าน ได้แก่ 1.เครือข่ายพันธมิตรแข็งแกร่ง สร้างการเติบโตในตลาดจริง ION Energy มีความร่วมมือกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำและพันธมิตรทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ช่วยขยายฐานลูกค้าและเร่งการเข้าถึงตลาดในวงกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.ความเชี่ยวชาญในการดำเนินงาน บริษัทมีประสบการณ์ในการติดตั้งโซลาร์จริงในระดับใหญ่ พร้อมควบคุมคุณภาพ เวลา และต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงศักยภาพในการส่งมอบงานที่เชื่อถือได้ในระดับอุตสาหกรรม 3.แพลตฟอร์มพร้อมรองรับการเติบโตในอนาคต ION Energy มีโครงสร้างธุรกิจที่สามารถขยายจากโซลาร์รูฟท็อปไปสู่โครงการขนาดใหญ่ รวมถึงการต่อยอดสู่ Energy Platform รองรับการเติบโตของตลาดพลังงานสะอาดในระยะยาว

คุณพีรกานต์ มานะกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ION Energy
ด้าน คุณพีรกานต์ มานะกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ION Energy ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร กล่าวว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 2563 ภูมิทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโซลาร์ (Solar Energy Business Landscape) มีความเปลี่ยนแปลงไปมาก อาทิ ความสำคัญของพลังงานสะอาดต่อภาคธุรกิจ ต้นทุนเทคโนโลยีที่ปรับตัวลงมาอยู่ในระดับราคาขายที่จับต้องได้มากขึ้น จำนวนผู้เล่นในตลาดที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ตลาดธุรกิจโซลาร์ในไทยถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก โดยประเทศไทยมีประชากรประมาณ 20 ล้านครัวเรือน บริษัทประเมินว่าน่าจะมีครัวเรือนที่สามารถติดตั้งโซลาร์ได้ไม่น้อยกว่า 1.3 ล้านครัวเรือน ส่งผลให้ตลาดโซลาร์เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าหลักแสนล้านบาท ขณะที่ปัจจุบัน มีครัวเรือนไทยที่ติดตั้งโซลาร์สะสมเพียงแค่ 70,000 ครัวเรือนเท่านั้น
“การที่เราเข้ามาเป็นบริษัทในเครือบางกอกเคเบิ้ล จะช่วยให้เรามีต้นทุนในการแข่งขันที่ดียิ่งขึ้น เพราะสายไฟฟ้าถือเป็นต้นทุนอันดับ 3 ของธุรกิจโซลาร์ รองจากตัวแผงโซลาร์และ Inverter ขณะเดียวกัน การได้เป็นส่วนหนึ่งของบางกอกเคเบิ้ล ช่วยให้เราขยายตลาดโซลาร์ในภูมิภาค มีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และมีขีดความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีของเราให้โดดเด่นเหนือภาพรวมตลาด” คุณพีรกานต์กล่าว
ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาการเปิดตัวศูนย์บริการในหัวเมืองใหญ่ที่มีความต้องการโซลาร์เพิ่มเติม เพื่อให้สามารถเข้าถึงลูกค้าในแต่ละท้องถิ่นได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภค ทันการใช้สิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท เบื้องต้น บริษัทตั้งเป้าติดตั้งโซลาร์ให้แก่ครัวเรือน 1,500-2,000 หลัง ภายในสิ้นปี 2569

สำหรับบริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ION Energy เป็นผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร และเป็นผู้ต่อยอดโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจรให้ตอบโจทย์ทั้งภาคครัวเรือนและอสังหาริมทรัพย์ มีวิสัยทัศน์ผลักดันพลังงานสะอาดให้เข้าถึงครัวเรือนไทยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยผสานเทคโนโลยีโซลาร์ อินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี่ และระบบบริหารพลังงานอัจฉริยะไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ทำให้ผู้ใช้งานสามารถติดตามผลผลิตพลังงานได้แบบเรียลไทม์ ลดค่าไฟและเสริมความปลอดภัยของระบบในทุกขั้นตอน มีประสบการณ์การติดตั้งให้แก่ที่อยู่อาศัยของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ รวมถึงบ้านของผู้บริโภคทั่วไป รวมแล้วกว่า 6,500 หลังทั่วประเทศ
ขณะที่ บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด หรือ Bangkok Cable (BCC) เป็นผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลชั้นนำของประเทศไทย ก่อตั้งในปี พ.ศ.2507 ให้บริการครอบคลุม 7 กลุ่มการใช้งาน ได้แก่ 1.ระบบผลิตและส่งพลังงานไฟฟ้า (Transmission) 2.ระบบจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า (Distribution) 3.ระบบไฟฟ้าภายในบ้านพักและอาคาร (Construction and Building) 4.ระบบขนส่งและคมนาคม (Transportation and Mobility) 5.ระบบไฟฟ้าในโรงงาน และภาคอุตสาหกรรม (Industrial) 6.พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)
บี.กริม เทคโนโลยี จับมือ ยาร์ร่า พาวเวอร์ นำเสนอโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจรแก่หลากหลายกลุ่มลูกค้า
บี.กริม เทคโนโลยี ได้ลงนามความร่วมมือกับ บริษัท ยาร์ร่า พาวเวอร์ จำกัด ผู้จำหน่ายและติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อผนึกกำลังและยกระดับความแข็งแกร่งของธุรกิจโซลาร์ รูฟท็อป ของทั้งสองบริษัท ด้วยการให้บริการระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร มุ่งขยายฐานลูกค้าทั้งในกลุ่มที่พักอาศัย ธุรกิจพาณิชย์ โรงแรม รีสอร์ท และโรงงานอุตสาหกรรม
BE Petrothai ชี้อุตสาหกรรมพลังงานต้องก้าวข้าม KPI ระยะสั้น
สู่การตัดสินใจที่โปร่งใส มีจริยธรรมและตอบโจทย์สู่ความยั่งยืน

BE Petrothai Group ปรับบทบาทสู่การเป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ด้านระบบและอุปกรณ์ในโรงงานด้วยองค์ความรู้ทางวิศวกรรม (Value Engineering) ที่สั่งสมมากว่า 40 ปี เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ชี้อุตสาหกรรมพลังงานไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญที่ความสำเร็จไม่อาจวัดได้จากการลดต้นทุน หรือ KPI ระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการตัดสินใจบนพื้นฐานของจริยธรรม ความโปร่งใส และข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ควบคู่กับความปลอดภัยและความยั่งยืนในระยะยาว
คุณตาม จำนงค์อาษา ผู้บริหาร BE Petrothai Group กล่าวว่า “เราเชื่อว่า การแก้ปัญหาเฉพาะจุดในโรงงานไม่เพียงพออีกต่อไป การที่กลุ่มบริษัทเป็นพันธมิตรกับผู้ผลิตเทคโนโลยีระดับโลกมานาน และทีมงานเห็นภาพรวมการทำงานของทั้งระบบ ทำให้มีความรู้ในเชิงลึกของตัวอุปกรณ์ เครื่องจักร ในฐานะเป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ ด้านระบบและอุปกรณ์ในโรงงาน เราทำ Engineering management วางโครงสร้างข้อมูล ทำให้สามารถวิเคราะห์ และออกแบบการแก้ปัญหาของโรงงานทั้งระบบ ด้วยการใช้ AI ผ่าน Dashboard ร่วมกับลูกค้า เพื่อให้เห็นภาพตรงกันและสร้างความยืดหยุ่น มั่นคงให้ธุรกิจ โดยมีเสาหลัก 3 ข้อ ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ลูกค้าใช้พิจารณา ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน (Cost Optimization), การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารความเสี่ยง (Performance & Risk Management), การสร้างความยั่งยืน (ESG)”

เสาหลักที่ 1: การเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน โดยใช้องค์ความรู้เป็นตัวช่วยให้ผู้บริหาร นำไปประกอบการตัดสินใจได้ ทำให้งบประมาณไม่บานปลาย
เราช่วยลูกค้าบริหารจัดการงบประมาณ ด้วยข้อมูลเชิงกลยุทธ์ ในจุดที่สำคัญและจำเป็นก่อนได้ จากประสบการณ์การส่งมอบงานสำเร็จในราคาที่คุ้มค่าอย่างต่อเนื่องมากว่า 40 ปี ทำให้กลุ่มบริษัทได้รับความไว้วางใจจากพันธมิตร
เสาหลักที่ 2: การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารความเสี่ยง ก้าวข้าม KPI ระยะสั้น
BE Petrothai Group นำองค์ความรู้กว่า 40 ปี มาประยุกต์ใช้ ยกระดับการบำรุงรักษาด้วย Data และ AI เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบการผลิตของโรงงาน ช่วยประเมินอายุการใช้งานของอุปกรณ์ และแนะนำแนวทางการบำรุงรักษาที่เหมาะสมที่สุด ผลที่ลูกค้าได้รับ ได้แก่
ยืดอายุการใช้งานเครื่องจั
รักษาระดับการผลิตได้อย่างต่
ลดการหยุดกระบวนการผลิตทั้
เพิ่มความปลอดภัยให้พนักงานผู้
เสาหลักที่ 3: ESG และการสร้างความยั่งยืนขับเคลื่
Environmental: ลดการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์
Social & Safety: ยกระดับความปลอดภัยและคุณภาพชี
Governance: สร้างระบบการทำงานที่โปร่
ทิศทางอนาคตของ BE Petrothai Group
“ยุคของการซ่อมอุปกรณ์เมื่อเกิดความเสียหายได้สิ้นสุดแล้ว BE Petrothai Group ไม่ได้มุ่งขายเพียงอุปกรณ์ แต่ส่งมอบความมั่นใจให้กับระบบพลังงานของประเทศ ผ่านการใช้ AI และข้อมูลเชิงลึกเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจอย่างแม่นยำ ช่วยให้โรงงานบริหารความเสี่ยง ก้าวข้าม KPI ระยะสั้น และสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจควบคู่กับความยั่งยืนในระยะยาว” คุณตาม กล่าวทิ้งท้าย
ด้วยความเป็น “Adaptive Innovation Partner พันธมิตรนวัตกรรมของธุรกิจพลังงานไทย” BE Petrothai Group พร้อมก้าวสู่บทบาทที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ ด้านระบบและอุปกรณ์ในโรงงานด้วยองค์ความรู้ทางวิศวกรรม (Value Engineering) เพื่อร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลังงานไทยให้ก้าวผ่านยุคเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน สู่อนาคตของอุตสาหกรรมสีเขียวอย่างมั่นคง
========
ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มบริษัท บี ปิโตรไทย (BE Petrothai Group)
กลุ่มบริษัท บี ปิโตรไทย เป็นตัวแทนผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องจักร เทคโนโลยี และการจัดการทางวิศวกรรม ตลอดจนการให้บริการหลังการขาย ซ่อมบำรุง รักษาอุปกรณ์ ตลอดอายุการใช้งาน (Equipment life cycle) และบริหารจัดการสินค้าคงคลังให้ลูกค้าได้อย่างครบวงจร ในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมี บริษัทก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2524 เพื่อให้บริการด้านวิศวกรรมแก่อุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมีไทย ในช่วงที่ประเทศไทยได้เริ่มพบก๊าซธรรมชาติและปิโตรเลียมเป็นครั้งแรก
ปัจจุบันมีบริษัทในเครือ 5 แห่ง ที่ครอบคลุมการบริการ 5 ด้าน ได้แก่ การเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดให้แก่พันธมิตร การคัดเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสมตามความต้องการของลูกค้า การบริหารจัดการงานวิศวกรรมและบริการหลังการขาย เทคโนโลยีและระบบข้อมูลเพื่อให้เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและกระบวนการทำงานให้แก่ลูกค้า และให้บริการจัดการด้านทรัพยากรต่างๆ
ราช กรุ๊ป แจ้งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กาลาบังก้า กำลังผลิต 74 เมกะวัตต์ ในฟิลิปปินส์
บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) แจ้งวันนี้ว่า โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กาลาบังก้า กำลังการผลิตไฟฟ้าสูงสุด 74 เมกะวัตต์ (MWp) ได้เริ่มผลิตไฟฟ้าจำหน่ายเชิงพาณิชย์แล้วเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2567 กระแสไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าแห่งนี้ จะจำหน่ายให้กับบริษัทย่อยในกลุ่มของบริษัท Aboitiz Power Corporation ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะเวลา 10 ปี เป็นหลัก