
Biz Focus Magazine เป็นนิตยสารรายเดือนที่ร่วมส่งเสริมนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
ทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐ - เอกชน และนักลงทุน
+(662) 399-1388
editor@bizfocusmagazine.com
บางจาก จับมือ SHARGE เปิดตัว Bangchak Fleet Card Powered by SHARGE
ยกระดับการบริหารฟลีทรถไฟฟ้าครบวงจร

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด ผู้ให้บริการสถานีชาร์จภายใต้แบรนด์ REVERSHARGER เปิดตัวโซลูชันใหม่ "Bangchak Fleet Card Powered by SHARGE" แพลตฟอร์มบริหารจัดการฟลีทยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับองค์กรแบบครบวงจร เพื่อสนับสนุนกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ การขนส่ง และองค์กรผู้ให้บริการรถเช่าที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้สามารถจัดการงบประมาณการชาร์จไฟรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความร่วมมือกับ SHARGE ในครั้งนี้ เป็นการนำจุดแข็ง ของเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันบางจากที่ครอบคลุมทั่วประเทศมาผสานเข้ากับเทคโนโลยีแพลตฟอร์มการชาร์จรถไฟฟ้าที่ทันสมัย เพื่อสร้างระบบนิเวศที่พร้อมรองรับทุกความต้องการของภาคธุรกิจ ตัวบัตรออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถควบคุมงบประมาณ (Budget Management) ติดตามการใช้งานของรถแต่ละคันได้แบบเรียลไทม์ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยรองรับการใช้งานผ่านหลากหลายช่องทาง ทั้งแอปพลิเคชัน บัตร RFID ไปจนถึงระบบ Plug & Charge ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับองค์กรในเรื่องความเพียงพอของสถานีชาร์จรถไฟฟ้าและความคุ้มค่าในการลงทุน
ด้าน นายพีระภัทร ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด ผู้ให้บริการสถานีชาร์จภายใต้แบรนด์ RÊVERSHARGER และผู้นำด้านการให้บริการชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร กล่าวว่า สำหรับตลาด Fleet และกลุ่มลูกค้าองค์กรนั้น ยังค่อยๆ เติบโต เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้มี Pain Point และความกังวลหลายด้าน เช่น ไม่มั่นใจว่าจะมีระบบหรือแพลตฟอร์มที่สามารถช่วยบริหารจัดการความคุ้มค่า และระยะเวลาคุ้มทุน ตลอดจนไม่แน่ใจเรื่องความเพียงพอของสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งนี้ ทาง บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด จึงได้ร่วมกันมอบโซลูชันที่ช่วยให้การบริหารจัดการรถยนต์องค์กรจำนวนมากทำได้ง่ายขึ้น และเพิ่มความสะดวกจากการที่มีสถานีบริการครอบคลุมทั่วประเทศ

บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นผู้นำอันดับต้นๆ ของไทยที่ให้บริการ EV Charging Solution แบบครบวงจรทั้งด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ มีบริการทั้งขายและติดตั้ง EV Charger บริการขายไฟฟ้าในสถานีชาร์จสาธารณะ ไปจนถึงบริการโซลูชั่นด้านการชาร์จครบวงจรสำหรับองค์กร เพื่อตอบโจทย์ Customer Journey ในการใช้บริการชาร์จรถยนต์ของลูกค้าทุกกลุ่ม ทั้ง Night (กลางคืน) กับการชาร์จข้ามคืนในที่อยู่อาศัย เช่น บ้าน คอนโดมิเนียม Day (กลางวัน) กับการชาร์จตามอาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า และ On-the-go กับการชาร์จระหว่างเดินทางตามปั๊ม โชว์รูม มีพันธมิตรครอบคลุมหลากหลายเซ็กเตอร์ทั้งอสังหาริมทรัพย์ พลังงาน ยานยนต์ มีสถานีชาร์จครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดทุกภูมิภาคทั่วประเทศ
เกี่ยวกับบริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด
สำหรับบริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นผู้นำอันดับต้นๆ ของไทยที่ให้บริการ EV Charging Solution แบบครบวงจรทั้งด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ เพื่อรองรับ Lifestyle Charging Ecosystem ทั้ง Night, Day, On-the-go เติบโตจากสตาร์ทอัพสู่ฐานะผู้เล่นรายใหญ่ของตลาดในปัจจุบัน มีบริษัทขนาดใหญ่จากหลากหลายเซ็กเตอร์เข้าร่วมลงทุนเป็นผู้ถือหุ้น อาทิ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ทั้งยังร่วมกับบริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PEA ENCOM) ในเครือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จัดตั้งบริษัทร่วมทุนบริษัท เอ็นคอม ชาร์จ ยูทิลิตี เซอร์วิสเซส จำกัด หรือ ENCOM SHARGE ดำเนินธุรกิจให้บริการติดตั้ง EV Charger ตามที่อยู่อาศัย ทั้งบ้านและคอนโดมิเนียมในพื้นที่ต่างจังหวัดทุกภูมิภาคทั่วประเทศ
ปัจจุบัน ชาร์จ แมเนจเม้นท์ ให้บริการธุรกิจแก่ลูกค้าใน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ 1.Charger Sales & Installation ขายและติดตั้งเครื่องชาร์จให้แก่เจ้าของบ้านจัดสรร บ้านส่วนตัว 2.Charging as a Service ขายพลังงานไฟฟ้าสำหรับชาร์จรถยนต์ EV ตามจุดให้บริการสาธารณะต่างๆ หรือตามอาคารที่มีผู้อยู่อาศัยจำนวนมาก เช่น คอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงพยาบาล 3.Custom Corporate & Fleet Solution ขายพลังงานไฟฟ้าให้แก่องค์กรเอกชนและผู้ให้บริการยานพาหนะจำนวนมาก
บีโอไอไฟเขียว “เพียวไซเคิล” ทุ่ม 8 พันล้าน
สร้างฐานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลระดับโลกในไทย
บีโอไอหนุน “เพียวไซเคิล” ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีรีไซเคิลพลาสติกโพลีโพรพิลีนคุณภาพสูงจากสหรัฐอเมริกา เดินหน้าลงทุนกว่า 8,100 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง จ.ระยอง ยกระดับอุตสาหกรรมรีไซเคิลไทย สอดรับกระแสเศรษฐกิจสีเขียวที่กำลังเติบโตทั่วโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท เพียวไซเคิล (ประเทศไทย) จำกัด (PureCycle) เพื่อลงทุนโครงการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลชนิดโพลีโพรพิลีน มูลค่าเงินลงทุนกว่า 8,100 ล้านบาท ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตอุตสาหกรรมไออาร์พีซี จังหวัดระยอง โครงการนี้ใช้เทคโนโลยี Dissolution Recycling จากสหรัฐฯ ซึ่ง “เพียวไซเคิล” เป็นบริษัทเดียวที่ได้รับสิทธิ์ใช้งานผลิตเชิงพาณิชย์ภายใต้สิทธิบัตรจากบริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (P&G) โดยเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นกระบวนการรีไซเคิลที่ใช้ตัวทำละลายในการแยกสี กลิ่น และสิ่งปนเปื้อนออกจากพลาสติกโพลีโพรพิลีนที่ผ่านการใช้งานแล้วในระดับโมเลกุล ทำให้สามารถผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงพลาสติกบริสุทธิ์ ภายใต้ชื่อ "PureFive™" ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนขยะพลาสติกให้กลายเป็นทรัพยากรที่หมุนเวียนได้อย่างยั่งยืน
โครงการนี้ มีกำลังผลิตประมาณ 59,000 ตันต่อปี โดยใช้เศษพลาสติกในประเทศเป็นวัตถุดิบ 100% คิดเป็นปริมาณราว 65,600 ตันต่อปี หรือมูลค่ากว่า 1,150 ล้านบาท จุดเด่นของโครงการนี้ คือ การนำเศษพลาสติกโพลีโพรพิลีนที่เกิดขึ้นภายในประเทศไทย กลับมาเพิ่มมูลค่าผ่านเทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูง ซึ่งไทยมีทั้งปริมาณวัตถุดิบและห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่พร้อมรองรับธุรกิจรีไซเคิลยุคใหม่ได้อย่างครบวงจร จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ PureCycle เลือกประเทศไทยเป็น "ฐานการผลิตหลัก" ผลิตภัณฑ์ที่ได้จะจำหน่ายในประเทศร้อยละ 50 ให้กับ P&G และลอรีอัล (ประเทศไทย) ส่วนที่เหลือจะส่งออกไปยังตลาดเอเชีย เช่น ประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย
ในปัจจุบัน ความต้องการพลาสติกรีไซเคิลในตลาดโลกกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่ากว่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะแตะ 132,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2576 หรือเติบโตเฉลี่ยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี แรงขับเคลื่อนหลักมาจากกฎระเบียบ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ของสหภาพยุโรป ที่กำหนดเป้าหมายด้านความสามารถในการรีไซเคิลและการใช้วัสดุรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ รวมถึงพันธสัญญาด้าน ESG และเป้าหมาย Net Zero ของแบรนด์สินค้าชั้นนำอย่าง Coca-Cola, P&G, Unilever และ Nestlé ส่งผลให้ความต้องการเม็ดพลาสติกรีไซเคิลโพลีโพรพิลีนความบริสุทธิ์สูง (Ultra-Pure Recycled Polypropylene: UPRP) เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“การที่ PureCycle ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีรีไซเคิลพลาสติกระดับโมเลกุลจากสหรัฐอเมริกา ตัดสินใจเลือกไทยเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อให้บริการตลาดเอเชีย คือ สิ่งที่พิสูจน์ว่าไทยมีความพร้อมทั้งด้านวัตถุดิบ โครงสร้างพื้นฐาน และห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่รองรับธุรกิจรีไซเคิลยุคใหม่ได้ โครงการนี้ถือเป็นการลงทุนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อให้ไทยก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูงที่จะเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคได้” นายนฤตม์ กล่าว
*********************************
ปตท. ผนึก บีไอจี วางศิลาฤกษ์โรงแยกอากาศ แห่งที่ 2 ต่อยอดนวัตกรรมความเย็นจาก LNG มุ่งผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ณ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง – บริษัท มาบตาพุด แอร์โปรดักส์ จำกัด (MAP) บริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) กับ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี) ผู้นำนวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ จัดพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการโรงแยกอากาศแห่งที่ 2 (MAP2) โดยได้รับเกียรติจาก นายบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ ปตท. (กลาง) เป็นประธาน พร้อมด้วย ดร.สุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ซ้ายสุด) นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร กรรมการ บีไอจี (ที่ 2 จากซ้าย) นางอรลา เจริญลาภ กรรมการผู้จัดการ บีไอจี (ที่ 2 จากขวา) และ นายเชิดชัย บุญชูช่วย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ปตท. (ขวาสุด) ร่วมพิธี

โครงการ MAP2 เป็นโรงแยกอากาศแห่งที่ 2 ของประเทศไทยที่ใช้นวัตกรรมพลังงานความเย็นจากการเปลี่ยนสถานะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มาผลิตก๊าซอุตสาหกรรม เช่น ออกซิเจน ไนโตรเจน และอาร์กอน ด้วยกำลังการผลิตรวมสูงสุดถึง 450,000 ตันต่อปี มูลค่าการลงทุนราว 2,000 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการที่ขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในประเทศ พร้อมช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตได้มากกว่าร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับระบบที่ใช้ไฟฟ้าทำความเย็นทั้งหมด โดยโครงการ MAP2 ถือเป็นการขยายผลความสำเร็จจาก MAP1 ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถลดการปล่อยคาร์บอนสะสมได้กว่า 3.7 แสนตัน นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการ สะท้อนความมุ่งมั่นของ ปตท. และ บีไอจี ในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050
OR จับมือ Big C เปิดให้บริการสถานีชาร์จ “EV Station PluZ” กว่า 80 แห่ง
เดินหน้าปักหมุดใน Big C ทุกสาขาทั่วประเทศ
บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ร่วมกับ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด(มหาชน) (Big C) ประกาศความสำเร็จของความร่วมมือในการเปิดให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า “EV Station PluZ” ณ ศูนย์การค้าบิ๊กซีครบ 80 แห่งทั่วประเทศ เมื่อช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมา เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง
และตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า

คุณพิมาน พูลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน OR และ คุณปวีณรัช นุตสติ รองผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการเงินกลุ่มบริษัทฯ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)
เปิดเผยถึงความร่วมมือดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการติดตั้งและเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2566 โดยปัจจุบันมีสถานีชาร์จ EV Station PluZ เปิดให้บริการรวมกว่า 80 แห่งภายในศูนย์การค้าบิ๊กซีทั่วประเทศ โดยเน้นการติดตั้งเครื่องชาร์จเร็ว (Quick Charger) ที่มีกำลังไฟตั้งแต่ 40–180 กิโลวัตต์ (kW) ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานในแต่ละพื้นที่
เพื่อความสะดวกสบายสูงสุด ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถใช้งานสถานีชาร์จได้ผ่านแอปพลิเคชัน EV Station PluZ ตั้งแต่การค้นหาสถานี การจองชาร์จล่วงหน้า การเริ่ม-หยุดชาร์จ ชำระเงิน สะสมคะแนน blueplus+ จากการชาร์จ ได้ภายในแอปเดียว นอกจากนี้ ยังมีระบบแจ้งเตือนเมื่อใกล้หมดช่วงเวลาชาร์จ และแจ้งเตือนเมื่อหยุดชาร์จ ช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้เวลาภายในศูนย์การค้าทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกสบายและไร้กังวลระหว่างรอการชาร์จไฟ
สำหรับแผนการดำเนินงานในระยะถัดไป OR และ Big C เตรียมเดินหน้าขยายเครือข่ายสถานีชาร์จ EV Station PluZ ภายในศูนย์การค้าบิ๊กซีให้ครบ 120 แห่ง ภายในปี 2569 โดยพิจารณาการขยายสถานีชาร์จในรูปแบบ “EV HUB” ที่มีเครื่องชาร์จความเร็วสูงกำลังไฟกว่า 180 kW จำนวนหัวชาร์จรูปแบบ DC CCS2 ไม่น้อยกว่า 6 หัว ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับความต้องการใช้งานในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าสูงนอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีเป้าหมายเปิดให้บริการสถานีชาร์จ EV Station PluZ ให้ครอบคลุมทุกสาขาของศูนย์การค้าบิ๊กซีทั่วประเทศภายในปี 2570 เพื่อยกระดับการให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาใช้บริการได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

EV Station PluZ ได้เปิดให้บริการแล้วกว่า 1,350 แห่ง ครอบคลุมครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2569) โดย OR ยังคงมุ่งมั่นขยายเครือข่ายสถานีชาร์จอย่างต่อเนื่อง ทั้งในสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น และพื้นที่เชิงพาณิชย์ศักยภาพสูง อาทิ ศูนย์การค้า โรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร และอาคารสำนักงาน เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านการพัฒนาและขยายเครือข่ายสถานีชาร์จให้เพียงพอและรองรับความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง