
Biz Focus Magazine เป็นนิตยสารรายเดือนที่ร่วมส่งเสริมนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
ทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐ - เอกชน และนักลงทุน
+(662) 399-1388
editor@bizfocusmagazine.com
“ไมเนอร์” เตรียมขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนแก่ประชาชนทั่วไป ทดแทนรุ่นเดิมที่จะไถ่ถอนก่อนกำหนด ตอกย้ำความแข็งแกร่งและความมั่นคงทางด้านการเงิน
บมจ. ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ MINT (“บริษัทฯ”) เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนชุดใหม่ในเดือนกันยายนนี้ อันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ “BBB+” และอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทฯ “A” แนวโน้ม “Stable” เพื่อทดแทนหุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ ชุดเดิมที่จะไถ่ถอนก่อนกำหนด มั่นใจในศักยภาพของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และไลฟ์สไตล์ ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จากการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์และเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยในไตรมาส 1/2565 บริษัทฯ ทำรายได้รวมกว่า 20,700 ล้านบาท
20 ปี สทน. เดินหน้าสร้างเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ขยายศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค ตั้งเป้ามูลค่าเศรษฐกิจโต 2,000 ลบ.
สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) เดินหน้าสู่ปีที่ 20 ยกระดับบทบาทจากหน่วยงานด้านการวิจัยและบริการเทคโนโลยีนิวเคลียร์ สู่การพัฒนาเทคโนโลยีและงานวิศวกรรมด้วยตนเอง ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ลุยขยายศูนย์ฉายรังสีสู่ภูมิภาค เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการและภาคเกษตรเข้าถึงเทคโนโลยีมากขึ้น ตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มขึ้น 2,000 ล้านบาทในปี 2569

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของภารกิจด้านนิวเคลียร์ในประเทศไทยย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2504 หลังมีการติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และจัดตั้งสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติขึ้น เพื่อดูแลทั้งด้านการวิจัย พัฒนา กฎหมาย และการกำกับดูแลความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์ ก่อนจะมีการปรับโครงสร้างครั้งสำคัญในปี 2549 โดยแยกภารกิจด้านการกำกับดูแลออกจากการใช้ประโยชน์ทางนิวเคลียร์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและธรรมาภิบาล จึงมีการจัดตั้ง สทน. เป็นองค์การมหาชน เพื่อรับผิดชอบด้านการใช้ประโยชน์และโครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์
ปี 2569 นี้จึงถือเป็นวาระครบรอบ 20 ปีของ สทน. ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สถาบันได้ขยายการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปสู่หลากหลายอุตสาหกรรม จากเดิมที่ภาพจำของประชาชนมักเชื่อมโยงเทคโนโลยีนิวเคลียร์กับโรงไฟฟ้าหรืออาวุธนิวเคลียร์ ทั้งที่ในความเป็นจริงเทคโนโลยีดังกล่าวถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันและภาคเศรษฐกิจในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการแพทย์ที่มีการใช้สารเภสัชรังสีเพื่อการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรค เช่น การรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์ด้วยไอโอดีน-131 รวมถึงการตรวจติดตามลักษณะและการแพร่กระจายของมะเร็ง
ขณะที่ภาคการเกษตรและอาหารมีการนำเทคโนโลยีการฉายรังสีมาใช้เพื่อควบคุมเชื้อโรคและเพิ่มความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ เช่น อาหาร สมุนไพร และผลิตภัณฑ์ส่งออกต่าง ๆ นอกจากนี้ยังนำไปใช้ด้านการปรับปรุงพันธุ์พืช การตรวจวิเคราะห์ในภาคอุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม ตลอดจนการตรวจสอบและอนุรักษ์โบราณวัตถุ
อย่างไรก็ตาม ในภาคอุตสาหกรรม สทน. ให้บริการทั้งการทดสอบและวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ รวมถึงการลงพื้นที่ให้บริการ ด้วยเป้าหมายที่จะเปิดบริการตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ให้แก่ภาคเอกชนมากขึ้น อาทิ การตรวจน้ำผึ้งเพื่อหาการปลอมปน และการตรวจน้ำมะพร้าวหรือน้ำผลไม้ก่อนส่งออก เพื่อให้ผู้ประกอบการมีข้อมูลทางห้องปฏิบัติการรองรับมาตรฐานของตลาดต่างประเทศ โดย สทน. พยายามทำงานแบบบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อให้การตรวจสอบและรับรองผลิตภัณฑ์มีความคล่องตัวมากขึ้น
นอกจากงานบริการแล้ว สทน. ยังให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนา โดยรับโจทย์จากภาคธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐมาพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ประเทศ เช่น การใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์วิเคราะห์องค์ประกอบของฝุ่น PM2.5 เพื่อช่วยระบุแหล่งกำเนิดของฝุ่น และสนับสนุนข้อมูลสำหรับการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวว่า หนึ่งในทิศทางสำคัญของ สทน. คือการยกระดับขีดความสามารถด้านวิศวกรรม เพื่อให้สามารถออกแบบ พัฒนา และบำรุงรักษาเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ได้ด้วยตนเอง เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการพึ่งพาผู้ผลิตจากต่างประเทศ และลดการนำเข้าเทคโนโลยีในระยะยาว โดย สทน. ใช้แนวทางพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่กับการเรียนรู้และทำ Reverse Engineering เพื่อให้สามารถสร้างหรือทดแทนเทคโนโลยีบางส่วนได้เมื่อมีความพร้อม

ปัจจุบัน สทน. อยู่ระหว่างพัฒนาอุปกรณ์ที่ใช้ระบบแขนกลในการจัดการสารรังสีและบรรจุลงในแพ็กเกจ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่บุคลากรต้องสัมผัสรังสีโดยตรง รวมถึงเพิ่มความแม่นยำในการปฏิบัติงาน โดยในอนาคตเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเองอาจต่อยอดไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์หรือการถ่ายทอดให้ภาคเอกชนได้
ยิ่งไปกว่านั้น สทน. ได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนพัฒนาเครื่องเร่งอนุภาคต้นแบบ เพื่อเพิ่มขนาดกำลังการใช้งานจากระดับต้นแบบไปสู่ระดับที่สามารถรองรับภาคอุตสาหกรรมได้ โดยหนึ่งในแผนสำคัญคือการนำเทคโนโลยีเครื่องเร่งอนุภาคที่พัฒนาขึ้นเองไปใช้ในโครงการศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค ซึ่งขณะนี้ สทน. มีศูนย์ฉายรังสีอยู่ที่จังหวัดปทุมธานีเพียงแห่งเดียว ทำให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ห่างไกลต้องขนส่งสินค้าเข้ามาใช้บริการ ซึ่งแผนงานในระยะต่อไปคือการผลักดันศูนย์ฉายรังสีในภูมิภาคต่าง ๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออก เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงบริการได้สะดวกขึ้น ปัจจุบันแผนดังกล่าวอยู่ระหว่างเตรียมข้อมูลเพื่อเสนอต่อรัฐบาล
“ความท้าทายสำคัญของการขยายการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไม่ได้มีเพียงข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี แต่คือ ‘ความกลัว’ ของประชาชน เนื่องจากภาพจำเกี่ยวกับนิวเคลียร์มักเชื่อมโยงกับอาวุธหรืออุบัติเหตุจากโรงไฟฟ้า สทน. จึงต้องสร้างความเข้าใจผ่านการนำเทคโนโลยีไปใช้จริงและให้ประชาชนหรือผู้ประกอบการได้เห็นประโยชน์ด้วยตนเอง หนึ่งในตัวอย่างคือโครงการอาหารพื้นถิ่นฉายรังสี ซึ่ง สทน. ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564 โดยร่วมกับสถาบันการศึกษาและผู้ประกอบการในพื้นที่ ถ่ายทอดความรู้และนำผลิตภัณฑ์มาทดลองใช้เทคโนโลยีฉายรังสี จนผู้ประกอบการเกิดความมั่นใจและสามารถนำเทคโนโลยีไปใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและยกระดับสินค้า ซึ่งถือเป็นการเพิ่มโอกาสการแข่งขันทางธุรกิจด้วย” รศ.ดร.ธวัชชัยกล่าว
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายจากการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงไฟฟ้าแบบ Small Modular Reactor (SMR) ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกและในภูมิภาคอาเซียนกำลังเร่งพัฒนา โดยประเทศไทยยังอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางดังกล่าว ดังนั้นการสร้างความรู้ความเข้าใจและความเชื่อมั่นต่อระบบกำกับดูแลความปลอดภัยจึงเป็นโจทย์สำคัญในอนาคต
สำหรับทิศทางใน 5–10 ปีข้างหน้า รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวว่า สทน. ต้องการยกระดับจากการทำงานเบื้องหลัง ไปสู่การสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้างขึ้น โดยเน้นการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นตลอด Value Chain ไม่ใช่ดำเนินการเฉพาะในส่วนของเทคโนโลยีนิวเคลียร์เท่านั้น แต่ต้องเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันด้านอาหาร ด้านนวัตกรรม และกระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น เพื่อผลักดันทั้งเทคโนโลยี การพัฒนาธุรกิจ และการขยายตลาด เพื่อให้สามารถขยายผลไปยังผู้ประกอบการจำนวนมากและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงขึ้น ขณะเดียวกัน งานวิศวกรรมจะเป็นอีกหนึ่งกลไกในการสร้างธุรกิจใหม่ หาก สทน. สามารถพัฒนาเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์บางประเภทได้สำเร็จและมีประสิทธิภาพ จะมีโอกาสถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ภาคเอกชนผลิตต่อ หรือพัฒนาไปสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งอาจสร้างมูลค่าสูงประเทศได้
ทั้งนี้ ในปี 2568 สทน. สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมได้ถึง 2.6 หมื่นล้านบาท และตั้งเป้าเพิ่มขึ้นอีก 2,000 ล้านบาทในปี 2569 หรือแตะระดับประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาท โดยมองว่าการขยายงานบริการ การใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ และการสร้างการรับรู้ต่อบทบาทของ สทน. จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้ใช้บริการและขยายผลทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน สทน. จะมุ่งพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการขยายตัวของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ปัจจุบันประเทศไทยถือว่ามีผู้เชี่ยวชาญและองค์ความรู้ในระดับหนึ่ง ทั้งจาก สทน. สถาบันการศึกษา และหน่วยงานวิจัยต่าง ๆ แต่ในอนาคตหากมีการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือ SMR ก็จำเป็นต้องเตรียมกำลังคนเพิ่มเติมอีกมาก
“การพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของประเทศไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการนำเข้า แต่ต้องค่อย ๆ สร้างขีดความสามารถของไทยให้สามารถพัฒนาและต่อยอดได้ด้วยตนเอง ซึ่งเทคโนโลยีคือสิ่งประเทศไทยต้องมีเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน ทั้งนี้ ในโอกาสครบรอบ 20 ปี สทน. ยังยืนยันเป้าหมายในการทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ให้กับประเทศ ทั้งการให้บริการแก่โรงพยาบาล ภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และภาคเกษตร พร้อมเดินหน้าขยายการเข้าถึงเทคโนโลยีไปสู่ประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น โดยเชื่อว่าความสำเร็จตลอด 20 ปีที่ผ่านมาเกิดจากความร่วมมือของบุคลากรทั้งในอดีตและปัจจุบัน และจะเป็นฐานสำคัญสำหรับการยกระดับ สทน. ในอีก 5–10 ปีข้างหน้า” ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวทิ้งท้าย
‘อนันดา’ พร้อมเสนอขายหุ้นกู้ 2 รุ่น ผ่าน 7 สถาบันการเงิน ระหว่าง 11-13 ม.ค. นี้ ชู 4 จุดเด่น เชื่อนักลงทุนให้ความสนใจ
บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ออกสตาร์ทปี 2565 ประกาศความพร้อมในการเสนอขายหุ้นกู้ 2 รุ่น ให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไปและผู้ลงทุนสถาบัน ระหว่างวันที่ 11-13 มกราคมนี้ โดยหุ้นกู้อายุ 1 ปี 6 เดือน ให้อัตราดอกเบี้ย 4.50% ต่อปี ขณะที่หุ้นกู้อายุ 2 ปี 6 เดือน ให้อัตราดอกเบี้ย 5.40% ต่อปี ด้านสถาบันการเงินผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้เชื่อนักลงทุนให้ความสนใจ ระบุหุ้นกู้อนันดาฯ มีจุดเด่นอยู่ที่อายุหุ้นกู้ไม่ยาวเกินไป อัตราผลตอบแทนอยู่ในระดับที่น่าพอใจ อันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับ “ลงทุนได้” และความมั่นคงของกิจการที่มีเงินสดสภาพคล่องเพียงพอ จากเงินสดรับที่มาจากการที่ลูกค้ารับโอนโครงการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเงินที่ได้จากการเพิ่มทุน
TCRSS โชว์ผลงานเด่น
คว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุดสถานประกอบการดีเด่น

TCRSS รับรางวัลสถานประกอบกิจการดีเด่นด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน ประจำปี 2569 ระดับประเทศ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 ด้วยการวางระบบดูแลพนักงานอย่างต่อเนื่อง โดยปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน การจัดสวัสดิการ การสื่อสารระหว่างบริษัทกับพนักงาน เปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วม ตอกย้ำความมุ่งมั่นการให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต สวัสดิการ และแรงงานสัมพันธ์อย่างจริงจัง บวกเสริมภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กรให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมเป็นแรงผลักดันให้รักษาและพัฒนามาตรฐานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
คุณมนินทร์ อินพรหม หัวหน้าสายงานบริหารทั่วไป บริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TCRSS กล่าวว่า บริษัทได้รับรางวัลสถานประกอบกิจการดีเด่น ด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน ประจำปี 2569 ระดับประเทศ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 โดยเข้ารับรางวัลเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ในงาน Thailand Labour Management Excellence Award 2026 จัดโดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลด้านแรงงานสัมพันธ์ สวัสดิการและการคุ้มครองแรงงาน
สำหรับขั้นตอนการดำเนินการที่ส่งผลให้บริษัทได้รับดังกล่าว โดยสิ่งสำคัญของบริษัทไม่ใช่การทำงานเพื่อให้ได้รางวัล แต่เป็นการวางระบบดูแลพนักงานอย่างต่อเนื่อง บริษัทให้ความสำคัญทั้งเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน การจัดสวัสดิการ การสื่อสารระหว่างบริษัทกับพนักงาน รวมถึง การเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมและเสนอความคิดเห็นผ่านช่องทางต่าง ๆ
ขณะเดียวกัน อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ คือ การทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ผู้บังคับบัญชา และตัวแทนพนักงาน หรือ คณะกรรมการสวัสดิการ โดยมีการรับฟังปัญหา นำข้อเสนอไปพิจารณา และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เมื่อมีการสมัครเข้ารับการพิจารณารางวัล บริษัทจึงนำระบบและผลงานที่ปฏิบัติอยู่จริงมาแสดงต่อคณะกรรมการพิจารณารางวัล
“เรามีความมั่นใจว่าเรามีการปฏิบัติในการดูแลพนักงานเป็นปกติอย่างดีมาโดยตลอด ซึ่งเราได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องก่อนที่จะมีโครงการสมัครเข้ารับการพิจารณารางวัลดังกล่าวเมื่อปี 2549 ที่ผ่านมา เราอยากเสนอต่อภาครัฐให้เห็นว่าเราเป็นตัวอย่างที่ดีในการดูแลพนักงาน เพื่อที่จะให้บริษัทอื่น ๆ ที่มีความตั้งใจเช่นเดียวกันกับเรามีกำลัง และมีแรงผลักดันที่จะทำให้สวัสดิการของพนักงานมีการปรับปรุงได้เป็นอย่างดียิ่ง ๆ ขึ้นเป็นลำดับ” คุณมนินทร์กล่าว

ทั้งนี้ การได้รับจากการรับรางวัลสถานประกอบกิจการดีเด่นด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน ประจำปี 2569 ระดับประเทศ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 โดยประโยชน์ที่สำคัญที่สุด คือ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพนักงานว่าบริษัทให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต สวัสดิการ และแรงงานสัมพันธ์อย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน สร้างความภาคภูมิใจให้กับพนักงานทุกคน เพราะรางวัลนี้ไม่ได้เกิดจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่าย
พร้อมกันนี้ ในมุมขององค์กร รางวัลดังกล่าวยังช่วยเสริมภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือให้ทั้งกับพนักงาน คู่ค้า ผู้สมัครงาน หน่วยงานภาครัฐ และผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึง ยังเป็นแรงผลักดันให้บริษัทต้องรักษาและพัฒนามาตรฐานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
คุณมนินทร์กล่าวต่อถึงจุดประสงค์ของการนำบริษัทเข้าสู่รางวัลดังกล่าวว่า เป้าหมายหลักของบริษัทไม่ใช่เพียงแค่การได้รับรางวัล แต่ต้องการใช้มาตรฐานของรางวัลเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการประเมินและพัฒนาระบบแรงงานสัมพันธ์ รวมถึง สวัสดิการของบริษัท ทำให้บริษัทเห็นว่าสิ่งที่ดำเนินการอยู่มีจุดแข็งด้านใด และมีเรื่องใดที่ควรพัฒนาต่อไป ขณะเดียวกัน เมื่อบริษัทสามารถรักษารางวัลได้ต่อเนื่องถึงปีที่ 20 เป็นสิ่งที่สะท้อนว่าการดูแลพนักงานไม่ใช่โครงการระยะสั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการบริหารองค์กรของบริษัท
ทั้งนี้ รางวัลดังกล่าวครอบคลุมการดำเนินงานของบริษัททั้งด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน ตั้งแต่ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง การสื่อสารภายในองค์กร การเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วม การรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ตลอดจน การจัดสวัสดิการและการดูแลคุณภาพชีวิตของพนักงาน
โดยบริษัทมองเรื่องเหล่านี้เชื่อมโยงกันทั้งหมด เพราะถ้าพนักงานมีช่องทางสื่อสารที่ดี ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม และรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมกับองค์กร จะช่วยสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดีและนำไปสู่ประสิทธิภาพในการทำงานในระยะยาว
“พนักงานถือเป็นหัวใจและเป็นกำลังสำคัญของทุกองค์กร หากทุกองค์กรดูแลพนักงานได้อย่างมีความสุข จะทำให้พนักงานมีขวัญ มีกำลังใจ มีพลังที่จะขับเคลื่อนให้แต่ละองค์กรประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น ถ้าทุกองค์กรให้ความสำคัญในเรื่องแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการต่าง ๆ จะทำให้พนักงานมีความรัก มีแรงในการผลักดันองค์กรเติบโต พร้อมก้าวไปด้วยกัน รวมถึง มีแรงในการสร้างสรรค์ในสิ่งดี ๆ ให้แก่องค์กรอีกด้วย” คุณมนินทร์กล่าว
ปัจจุบันหลายองค์กรได้นำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Robot (เครื่องจักรอัตโนมัติที่ถูกออกแบบให้ทำงานแทนมนุษย์) เข้ามาประยุต์ใช้ในการทำงาน แต่จริงๆ แล้วเบื้องหลังที่ประสบความสำเร็จของทุกองค์กร ในมุมมองของตนคิดว่ามาจากพนักงาน โดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Robot (เครื่องจักรอัตโนมัติที่ถูกออกแบบให้ทำงานแทนมนุษย์) จะเป็นตัวช่วยที่เข้ามาเสริมให้ประสิทธิภาพในการดำเนินงานดียิ่งขึ้น แต่ไม่ใช่ตัวหลัก ซึ่งพนักงานยังคงเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนองค์กรอย่างแท้จริง
ขณะที่ ข้อเสนอแนะที่อยากฝากถึงภาครัฐให้เข้ามาส่งเสริม คุณมนินทร์กล่าวว่าอยากให้ภาครัฐยังคงสนับสนุนกิจกรรมลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นทั้งการยกย่ององค์กรที่ดำเนินการได้ดี และเป็นแรงกระตุ้นให้สถานประกอบการอื่นเห็นความสำคัญของแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการ