เปิดทิศทาง “กรมฝนหลวงและการบินเกษตร” เดินหน้าบริหารน้ำรับภัยแล้ง เร่งพัฒนาศูนย์ทุ่งกุลาฯ ควบคู่ภารกิจกรมฯ
กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เดินหน้าภารกิจบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งและภัยพิบัติอย่างบูรณาการ
ควบคู่การวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีด้านการดัดแปลงสภาพอากาศ โดยมีโครงการสำคัญในการพัฒนาศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาฝนหลวง
ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ จ.บุรีรัมย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เกษตรกรรม

คุณไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ เปิดเผยว่า ปัจจุบันกรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีภารกิจในการบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งและภัยพิบัติอย่างบูรณาการ รวมถึงการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการในชั้นบรรยากาศ ตลอดจนการบริหารจัดการด้านการบินที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการฝนหลวง การดัดแปลงสภาพอากาศ และภารกิจด้านการเกษตร
หนึ่งในโครงการที่กรมฯ ให้ความสำคัญ คือการพัฒนา ศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาฝนหลวงในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งได้รับงบประมาณในปี 2569 และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาการทำฝนหลวงให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ รวมถึงศึกษาสารและเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ เพื่อเพิ่มศักยภาพการปฏิบัติการในพื้นที่
สำหรับพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเป็นสินค้า GI ที่มีความสำคัญของพื้นที่ โดยกรมฯ มองว่าการเพิ่มศักยภาพการผลิตในพื้นที่เดิมจำเป็นต้องอาศัยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่นอกเขตชลประทานและพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก
คุณไพจิตร กล่าวว่า แนวทางของกรมฯ คือการพัฒนาการปฏิบัติการฝนหลวงให้สามารถเติมน้ำได้อย่างเพียงพอต่อการเพาะปลูกในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยศูนย์ดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็นพื้นที่สำหรับการศึกษาวิจัย เพื่อค้นหาแนวทาง สาร และเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้โดยเฉพาะ ขณะเดียวกันกรมฯ ยังได้นำแนวทาง “ฝนหลวงโมเดลทุ่งกุลาร้องไห้” มาทดลองใช้ และประสบความสำเร็จในเบื้องต้นแล้ว
นอกจากการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและการบริหารจัดการน้ำแล้ว กรมฯ ยังให้ความสำคัญกับภารกิจด้านการบรรเทาปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งเป็นภารกิจที่เพิ่มเข้ามาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หลังรัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาฝุ่นละออง โดยกรมฯ ได้ปรับแผนการปฏิบัติงานและจัดกำลังเพื่อรองรับภารกิจดังกล่าวควบคู่กับภารกิจหลัก

คุณไพจิตร กล่าวว่า การปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหา PM2.5 ใช้กระบวนการดัดแปลงสภาพอากาศเพื่อเปิดช่องระบายฝุ่นละอองในชั้นบรรยากาศ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความหนาแน่นของฝุ่นให้อยู่ในระดับที่ลดผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งนี้ การปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการ “บรรเทา” ปัญหา ไม่ใช่การทำให้ฝุ่นละอองหมดไปทั้งหมด เนื่องจากการกำจัดฝุ่นให้หมดจำเป็นต้องใช้ปัจจัยและทรัพยากรในระดับสูง
สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวง กรมฯ ใช้ข้อมูลจากเรดาร์และสภาพอากาศ เช่น ความเร็วลม ความชื้นสัมพัทธ์ และทิศทางลม มาวิเคราะห์เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนขึ้นปฏิบัติการ โดยหลักการสำคัญของฝนหลวงคือการเพิ่มปริมาณน้ำฝนจากกลุ่มเมฆที่มีศักยภาพอยู่แล้ว และช่วยให้ฝนตกในพื้นที่เป้าหมาย ไม่ใช่การสร้างฝนขึ้นมาโดยปราศจากปัจจัยทางธรรมชาติ
ขณะเดียวกัน การดำเนินงานของกรมฯ ยังอาศัยการบูรณาการข้อมูลและการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมอุตุนิยมวิทยาและกรมชลประทาน เพื่อใช้ข้อมูลสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำประกอบการวางแผนปฏิบัติการ รวมถึงความร่วมมือกับกองทัพอากาศในการสนับสนุนภารกิจทั้งด้านฝนและฝุ่น
ด้านการพัฒนาองค์ความรู้ กรมฯ มีความร่วมมือด้านการดัดแปลงสภาพอากาศกับ 6 ประเทศ ได้แก่ จีน มองโกเลีย เกาหลี สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และศึกษาวิจัยร่วมกัน รวมถึงทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการศูนย์ดัดแปลงสภาพอากาศอาเซียน หรือ AWMC ซึ่งเป็นกลไกความร่วมมือด้านการศึกษา ถ่ายทอด และวิจัยพัฒนาการดัดแปลงสภาพอากาศในระดับภูมิภาค
คุณไพจิตร กล่าวทิ้งท้ายว่า ภารกิจของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรมุ่งช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำและภัยพิบัติ ขณะที่การพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการดัดแปลงสภาพอากาศจะเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและการรับมือกับปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในแต่ละพื้นที่







