โนโวเทล ลิฟวิ่ง กรุงเทพฯ สุขุมวิท ลีแกซี คว้า Green Key
โรงแรมโนโวเทล ลิฟวิ่ง กรุงเทพฯ สุขุมวิท ลีแกซี ตอกย้ำความสำเร็จด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในทุกมิติ โดยได้รับการรับรอง Green Key เสริมแกร่งประสิทธิภาพการดำเนินงาน ภาพลักษณ์-การวางตำแหน่งทางการตลาด และการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว พร้อมชูเป้าหมายและการเติบโต มุ่งเสริมสร้างอัตรากำไรและประสิทธิภาพผลประกอบการให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ชูความมุ่งมั่น ก้าวสู่การเป็นโรงแรมรีสอร์ทใจกลางเมืองและที่พักระยะยาวชั้นนำในพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ

MR.Richard Grandis ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมโนโวเทล ลิฟวิ่ง กรุงเทพฯ สุขุมวิท ลีแกซี
MR.Richard Grandis ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมโนโวเทล ลิฟวิ่ง กรุงเทพฯ สุขุมวิท ลีแกซี กล่าวในโอกาสที่โรงแรมได้รับใบรับรอง Green Key ว่า Green Key เป็นการรับรองด้านความยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยยืนยันว่าโรงแรมได้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด ครอบคลุมด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การลดปริมาณของเสีย และการดำเนินงานอย่างยั่งยืน การรับรองดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานของกระบวนการตรวจประเมินโดยหน่วยงานอิสระ และกำหนดให้มีผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้ พร้อมทั้ง มีการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องในทุกปี
ทั้งนี้ โรงแรมของเราได้รับการรับรองเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 โดยกระบวนการตั้งแต่การยื่นเอกสารจนถึงการได้รับการรับรองใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 6 เดือน แนวทางการดำเนินงานของเราเป็นไปอย่างมีโครงสร้างและมุ่งเน้นระยะยาว ผ่านการจัดทำแผนงานด้านความยั่งยืน (Sustainability Roadmap)
โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ การติดตามและลดการใช้พลังงานอย่างเป็นระบบ, มาตรการประหยัดและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ, โครงการคัดแยกและลดปริมาณของเสีย, การลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง รวมถึง การเลือกใช้สิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญที่สุด คือ การมีส่วนร่วมของพนักงานผ่านโครงการ Green Champion
ทั้งนี้ เราได้บูรณาการทุกแผนกภายใต้กรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืนเดียวกัน พร้อมจัดเตรียมเอกสาร ระบบติดตามผล และการปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างครบถ้วน ก่อนเข้าสู่กระบวนการตรวจประเมินเพื่อการรับรองอย่างเป็นทางการ
สำหรับประโยชน์ที่โรงแรมได้รับการรับรอง Green Key สามารถสรุปได้เป็น 3 ประการสำคัญ ได้แก่ ประการแรก คือ ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน การบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานและทรัพยากรน้ำช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว ประการที่สอง คือ การเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านภาพลักษณ์และการวางตำแหน่งทางการตลาด ปัจจุบันนักเดินทางต่างชาติและลูกค้าองค์กรจำนวนมากให้ความสำคัญกับแนวทางความยั่งยืนในการเลือกที่พัก
ประการที่สาม คือ การเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว การดำเนินงานอย่างยั่งยืนสนับสนุนการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ และสอดคล้องกับความคาดหวังของทั้งนักเดินทางและนักลงทุน นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานในทิศทางเดียวกันอีกด้วย
ขณะที่ เป้าหมายและการเติบโตขององค์กร โดยวัตถุประสงค์ของเราในปี 2569 มีความชัดเจน ดังนี้ เสริมสร้างอัตรากำไรและประสิทธิภาพผลประกอบการให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น, เพิ่มรายได้ให้สอดคล้องกับการวางตำแหน่งในฐานะรีสอร์ทใจกลางเมือง, ยกระดับผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่องและที่สำคัญที่สุด คือ การเสริมสร้างความพึงพอใจของผู้เข้าพัก พร้อมพัฒนาและยกระดับทุกจุดสัมผัสตลอดเส้นทางประสบการณ์ของลูกค้า (Guest Journey) โดยความมุ่งมั่นของเราคือการก้าวสู่การเป็นโรงแรมรีสอร์ทใจกลางเมืองและที่พักระยะยาวชั้นนำในพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ
MR.Richard Grandis กล่าวถึงรายละเอียดของโรงแรมว่า เราเป็นโรงแรมขนาด 207 ห้อง ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 29 ใจกลางกรุงเทพมหานคร แนวคิดของเรา คือ การมอบประสบการณ์ “โอเอซิสใจกลางเมือง” ในทำเลศักยภาพสูง โดยแขกผู้เข้าพักจะได้ก้าวออกจากย่านธุรกิจที่คึกคัก เข้าสู่บรรยากาศกว้างขวาง ผ่อนคลาย ในสไตล์รีสอร์ท
เรามีความเชี่ยวชาญด้านห้องสตูดิโอและห้องสวีทที่มาพร้อมมุมครัวและพื้นที่นั่งเล่น ออกแบบรองรับทั้งการเข้าพักระยะสั้นและระยะยาว ขนาดห้องพักมีตั้งแต่ 28 ถึง 74 ตารางเมตร ซึ่งนับว่าใหญ่กว่าค่าเฉลี่ยของตลาดในย่านเดียวกัน สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกของเรา ได้แก่ สระว่ายน้ำกลางแจ้งขนาดใหญ่ สนามเทนนิส ห้องออกกำลังกาย และ Playtopia พื้นที่ที่ผสานโซนครอบครัวเข้ากับพื้นที่โคเวิร์กกิ้งสเปซอย่างลงตัว เราเป็นรีสอร์ทที่เป็นมิตรกับครอบครัวและเหมาะสำหรับการเข้าพักระยะยาว พร้อมทั้ง รองรับทั้งกลุ่มลูกค้าองค์กรและนักท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนอย่างครบครัน
ด้านแผนธุรกิจในการขยายกิจการของโรงแรม โดยลำดับความสำคัญของโรงแรมในปัจจุบันคือการเพิ่มประสิทธิภาพผลการดำเนินงาน มากกว่าการขยายโครงสร้างทางกายภาพในทันที โดยในปี 2567 และ 2568 ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการปรับตัวและสร้างการเติบโต ภายหลังการรีแบรนด์และการวางตำแหน่งทางการตลาดใหม่
สำหรับปี 2569 เป้าหมายหลักของเรา คือ การเสริมสร้างความสามารถในการทำกำไร ความชัดเจนของแบรนด์ และประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ โดยแบรนด์ยังคงเปิดโอกาสสำหรับการพัฒนาโครงการ Novotel Living แห่งใหม่ในทำเลยุทธศาสตร์เขตเมือง อาทิ บริเวณสุวรรณภูมิ ซึ่งมีความต้องการด้านการเข้าพักระยะยาวเพิ่มสูงขึ้น วัตถุประสงค์ของเราคือการเติบโตอย่างยั่งยืน มิใช่การขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ส่วนกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของโรงแรม โดยมุ่งเน้นลูกค้าหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มครอบครัวที่มองหาประสบการณ์การพักผ่อนในบรรยากาศสไตล์รีสอร์ท ซึ่งหาได้ยากในใจกลางกรุงเทพมหานคร, กลุ่มผู้เข้าพักระยะยาวและผู้ที่ย้ายถิ่นฐาน (Relocation) โดยได้รับประสบการณ์การพักผ่อนในรูปแบบรีสอร์ทควบคู่กับความสะดวกสบาย และกลุ่มลูกค้าองค์กรและนักเดินทางแบบ Bleisure ที่ต้องการหลีกหนีจากความคึกคักของย่านธุรกิจ โดยห้องพักขนาดกว้างขวางพร้อมมุมครัวเอื้อต่อการเข้าพักระยะยาว โดยแนวคิด “โอเอซิสใจกลางเมือง” ของเราตอบโจทย์ผู้เข้าพักที่ต้องการทั้งความสะดวกในการเดินทางและความผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน
MR.Richard Grandis กล่าวในตอนท้ายว่า ประเทศไทยมีนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการสำคัญ ได้แก่ โครงการวีซ่าระยะยาว (Long-Stay Visa) ซึ่งสอดคล้องอย่างยิ่งกับการวางตำแหน่งของเราในตลาดการเข้าพักระยะยาว, การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่งสาธารณะ และแหล่งความบันเทิง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ, การส่งเสริมอุตสาหกรรมการจัดประชุม สัมมนา และนิทรรศการ (MICE) ควบคู่กับการพัฒนาสถานที่จัดงานขนาดใหญ่ระดับนานาชาติ
รวมถึง นโยบายด้านความยั่งยืนในระดับประเทศ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ทศวรรษใหม่ของการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ โดยมาตรการเหล่านี้ช่วยสนับสนุนการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ความต้องการเข้าพักระยะยาว และการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องโดยตรงกับรูปแบบธุรกิจและทิศทางการดำเนินงานของเรา








