กรมศุลกากรพลิกบทบาทสู่ผู้ “ขับเคลื่อนการค้า” หนุนเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก
กรมศุลกากร เดินหน้าปรับบทบาทจากผู้กำกับดูแลสู่การเป็นผู้ขับเคลื่อนการค้า เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ปีนี้พร้อมผลักดันมาตรการใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวกการค้าและสนับสนุนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ควบคู่การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาพัฒนาการดำเนินงาน ยกระดับองค์กรสู่หน่วยงานศุลกากรสมัยใหม่

คุณพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร
คุณพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมากรมศุลกากรได้ดำเนินภารกิจทั้งในด้านการกำกับดูแลสินค้าไม่พึงประสงค์ไม่ให้เข้าสู่ประเทศ และการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐ ซึ่งสามารถจัดเก็บรายได้รวมประมาณ 6 แสนล้านบาท จากรายได้ภาครัฐทั้งประเทศราว 3 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของรายได้รัฐ โดยรายได้ดังกล่าวไม่ได้มาจากอากรขาเข้าที่มีมูลค่าประมาณ 120,000 ล้านบาทเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และภาษีเพื่อมหาดไทยด้วย
นอกจากนี้ กรมฯ ยังมีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งในปีที่ผ่านมา มีมูลค่าการค้ารวมกว่า 22 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นการส่งออกกว่า 11.1 ล้านล้านบาท และการนำเข้าประมาณ 10.9 ล้านล้านบาท โดยมีคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ขณะเดียวกัน กรมศุลกากรยังได้ดำเนินมาตรการปราบปรามการสวมสิทธิ์สินค้า เพื่อป้องกันการใช้ไทยเป็นทางผ่านในการส่งออกไปยังประเทศที่สาม ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาโดยรวมเป็นไปตามเป้าหมาย แม้จะมีรายได้ต่ำกว่าประมาณการเล็กน้อยจากผลกระทบของค่าเงินบาทที่แข็งค่า
คุณพันธ์ทอง กล่าวว่า ในปี 2569 ยังคงเป็นปีที่มีความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจโลก แต่กรมฯ จะเดินหน้าปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มที่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ ปีนี้เราพยายามปรับแนวคิดการดำเนินงานโดยเฉพาะการเป็นผู้ขับเคลื่อนการค้า ที่มุ่งเน้นการดำเนินมาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจมากขึ้น แทนการกำหนดแนวทางจากมุมมองของหน่วยงานเพียงฝ่ายเดียว โดยได้หารือกับภาคเอกชน อาทิ สภาหอการค้าไทย รวมถึงผู้ประกอบการต่าง ๆ เพื่อรับฟังข้อเสนอและนำมาปรับปรุงมาตรการทางศุลกากรให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ
หนึ่งในนโยบายสำคัญคือการจัดเก็บภาษีนำเข้าตั้งแต่บาทแรก ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลมอบหมายให้ดำเนินการ เพื่อสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SME สามารถแข่งขันได้ นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงระเบียบและกระบวนการทางศุลกากรเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ เช่น การดำเนินการใบขนสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ การขยายการขนส่งสินค้าผ่านแดนให้สามารถดำเนินการได้หลายรูปแบบ (Multimodal Transportation) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ
สำหรับการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐ ปีนี้ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอาจส่งผลต่อการบริโภคสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่เป็นแหล่งรายได้หลักจากอากรนำเข้า เช่น รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ยารักษาโรค เครื่องสำอาง และกระเป๋าสุภาพสตรี ซึ่งรถยนต์หรูถือเป็นสินค้าที่มีสัดส่วนรายได้สูง อย่างไรก็ตาม มาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าและข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ทำให้อัตราภาษีนำเข้าลดลงหรือเป็นศูนย์ โดยเฉพาะสินค้าที่นำเข้าจากจีน ยิ่งเพิ่มความท้าทายต่อการจัดเก็บอากร ซึ่งในปีนี้มีเป้าหมายการจัดเก็บประมาณ 122,200 ล้านบาท
ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ที่ต้องติดตาม เช่น ค่าเงินบาท สถานการณ์การเมืองโลก และปัญหาชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าวยังมีโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เช่น ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างมหาอำนาจที่อาจทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย รวมถึงโอกาสในการนำเข้าสินค้าทุนและเครื่องจักรในช่วงค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งอาจเป็นจังหวะให้ภาคธุรกิจขยายการลงทุนและเพิ่มศักยภาพการผลิตในระยะยาว
คุณพันธ์ทอง กล่าวต่อว่า การดำเนินงานในระยะกลางถึงระยะยาว กรมศุลกากรมีแผนปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออก เพื่อแก้ไขอุปสรรคและเพิ่มความคล่องตัวให้กับภาคการค้า รวมถึงแผนพัฒนาระบบงานให้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยมุ่งขยายการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีดิจิทัลในการดำเนินงานด้านศุลกากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดขั้นตอนในกระบวนการนำเข้า–ส่งออก
ในอนาคตการดำเนินงาน กรมศุลกากรมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่ทันสมัย ผ่านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ มาใช้สนับสนุนการทำงาน เช่น การตรวจสอบสินค้าด้วยเครื่องเอกซเรย์รุ่นใหม่ควบคู่กับระบบวิเคราะห์ข้อมูล ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ เพื่อปรับแนวคิดขององค์กรจากบทบาทผู้กำกับดูแล (Regulator) สู่การเป็นผู้ขับเคลื่อนการค้า โดยมุ่งสนับสนุนให้เกิดการค้าระหว่างประเทศที่เติบโตมากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้ประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมถึงส่งเสริมการผลิต การจ้างงาน และการขยายตลาดสินค้าไทยสู่เวทีโลก
“วิสัยทัศน์ของผมคือการทำให้ศุลกากรเป็นหน่วยงานที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและใส่ใจสังคม เรากำลังปรับภาพลักษณ์องค์กรให้มีความทันสมัยเหมือนหน่วยงานสากลในต่างประเทศ โดยนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ในการดำเนินงาน พร้อมทั้งพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ให้มีหัวใจของการเป็นผู้บริการและผู้ขับเคลื่อนการค้า เพื่อให้กรมศุลกากรเป็นฟันเฟืองหลักที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่ความมั่งคั่งอย่างมั่นคง” คุณพันธ์ทองกล่าวทิ้งท้าย








