ผลสำรวจคอร์น เฟอร์รี่ เผย นักลงทุนในเอเชียแปซิฟิก เห็นพ้องผู้นำองค์กรส่วนใหญ่ปรับตัวไม่ทันกับอนาคต

การศึกษาเรื่อง ผู้นำที่ปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลง” ชี้ว่ามีผู้นำไม่ถึง 2 ใน 10 ที่มีทักษะจำเป็น เพื่อจะนำองค์กรให้รับมือกับความท้าทายในอนาคต

การศึกษาครั้งสำคัญโดย คอร์น เฟอร์รี่ (รหัสในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก: KFY) ซึ่งดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนเกือบ 800 รายและทำการวิเคราะห์โดยละเอียดกับผู้นำองค์กรธุรกิจมากกว่า 150,000 ราย รายงานผลว่า ผู้นำองค์กรส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมสำหรับการเตรียมรับมือกับความท้าทายในอนาคต

“ผู้พิทักษ์ป่า” กับภารกิจ “ดับไฟป่า” เพื่อปกป้องผืนป่าของไทย แนะวิธีรับมือหากต้องอยู่ในพื้นที่เสี่ยง มูลนิธิเอสซีจี ชวนร่วมส่งต่อกำลังใจสู่คนเฝ้าป่า ผ่านกิจกรรม “Run for Heroes”

ประเทศไทยมีสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งไม่เพียงจะกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังส่งผลให้เกิด “ไฟป่า” ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ นับว่าสร้างความเสียหายให้แก่ผืนป่าและชีวิตสัตว์ป่าเป็นจำนวนมาก เมื่อเกิด “ไฟป่า” ขึ้น บุคคลกลุ่มแรกๆ ที่จะเข้าไปในพื้นที่เพื่อปฏิบัติหน้าที่ดับไฟ นั่นคือ “ผู้พิทักษ์ป่า” นับเป็นงานที่มีชีวิตอยู่ท่ามกลางความเสี่ยง เพื่อปกป้องผืนป่าของประเทศ

“สถาปนิก’62” จุดประกายแนวคิด Green พร้อมสนับสนุนนวัตกรรมการออกแบบ ลดปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบทั้งเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิต โดยปัญหาหลักที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือ ภาวะโลกร้อนและขยะที่เป็นมลภาวะต่อโลก สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อภาพรวมในการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างยิ่ง จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันมนุษย์เริ่มใส่ใจเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น แนวคิด “Green” จึงเกิดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้มนุษย์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิต หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วโลกพร้อมใจกันรณรงค์ส่งเสริมให้เห็นความสำคัญของการดูแลสิ่งแวดล้อม รวมถึง สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด  มุ่งมั่นสนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ล่าสุดได้จัดงาน “สถาปนิก’62” ภายใต้แนวคิด “กรีน อยู่ ดี : Living Green” ที่ชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงปณิธานในความตั้งใจแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม และร่วมสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรมและวัสดุก่อสร้างต่างๆ

เอ็กซพีเรียนเผยผลวิจัยกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยต้องการความปลอดภัย มากกว่าความสะดวกสบายในการใช้บริการดิจิทัล

จากผลการวิจัยของเอ็กซพีเรียน พบว่า 69% ของผู้บริโภคชาวไทยยกให้ “ความปลอดภัย” เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการใช้งานบริการดิจิทัล

องค์กรต่างๆ และผู้บริโภคมีการใช้งานและติดต่อสื่อสารระหว่างกันผ่านช่องทางดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นแล้ว สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายต้องพัฒนาหรือเพิ่มเติมให้ดีก็คือ แนวทางการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจที่ดีขึ้น จากข้อมูลเชิงลึกจากผู้บริโภคเกือบ 6,000 รายและองค์กรธุรกิจ 590 แห่งทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ปรากฏในรายงานประจำปีของเอ็กซพีเรียนด้านอัตลักษณ์บุคคล (การพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคล) และการทุจริต (Global Identity and Fraud Report) ฉบับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค  สะท้อนถึงความเกี่ยวข้องในช่องทางออนไลน์ในแง่ของความเชื่อถือในการใช้งาน ซึ่งเกิดจากการที่ธุรกิจนั้นสร้างทั้งสภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัยควบคู่ไปกับประสบการณ์ใช้งานที่ดี โดยผลการวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาจากกลุ่มผู้บริโภค 546 รายและกลุ่มธุรกิจซึ่งเป็นบริษัท 50 แห่งในประเทศไทย ที่เข้าร่วมตอบผลวิจัยในครั้งนี้

จากรายงานพบว่าผู้บริโภคชาวไทยส่วนใหญ่ (69%) ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของประสบการณ์การใช้งานออนไลน์ ตามด้วย 'ความสะดวกสบาย' (20%) และ 'ความชอบเฉพาะบุคคล' (11%) นอกจากนี้ ยังพบว่าธุรกิจในประเทศไทยเกือบครึ่งหนึ่ง (40%) ได้ประสบกับความสูญเสียที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตทางออนไลน์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงการขโมยบัญชีใช้งานและเปิดบัญชีปลอม จากผลการสำรวจพบว่า 66% ของผู้บริโภคในประเทศไทยรู้สึกว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูลในสังคมดิจิทัลของตัวเอง แลกกับความสะดวกสบายนั้น ถือเป็นเรื่องส่วนตัว โดยที่พบว่า 63% ของธุรกิจในประเทศไทยเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลมากขึ้นเพื่อพัฒนาประสบการณ์หรือเพื่อใช้ในการนำเสนอสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น

มิสเตอร์เดฟ ดิมาน กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตลาดเกิดใหม่

มิสเตอร์เดฟ ดิมาน กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตลาดเกิดใหม่ บริษัท เอ็กซพีเรียน กล่าวว่า “ด้วยปฏิสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจและผู้บริโภคที่เกิดขึ้นผ่านช่องทางดิจิทัลที่มีมากขึ้นนั้น จำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่โดดเด่นด้วยความปลอดภัยและความไว้วางใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก” และกล่าวเสริมว่า “ผู้บริหารในองค์กรจำเป็นอย่างยิ่งต้องลงทุนในเรื่องของการตรวจสอบตัวตนและความสามารถในการจัดการการทุจริต เพื่อสะท้อนถึงศักยภาพของเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย”

ข้อมูลเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้ประมาณการณ์ไว้ว่าจะมีมูลค่าถึงหนึ่งในสี่ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศในปี 2570 และข้อมูลจากการวิจัยของกูเกิล-เทมาเสค ในรายงาน e-Conomy SEA 2018 ระบุว่าเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยนั้นได้รับการผลักดันด้วยการเติบโตอย่างรวดเร็วของอีคอมเมิร์ซ รวมถึงจำนวนประชากรออนไลน์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วและมีอัตราเฉลี่ยในการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากถึง 5 ชั่วโมงต่อวันผ่านทางอุปกรณ์มือถือ ซึ่งถือว่าเป็นอัตราเฉลี่ยที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ ในโลก

ในขณะที่วิธีการรักษาความปลอดภัยที่ใช้อยู่ในองค์กรนั้นยังคงเป็นเทคโนโลยีแบบดั้งเดิม ผลการวิจัยพบว่าผู้บริโภคชื่นชอบเทคโนโลยีใหม่และโซลูชั่นพิสูจน์ตัวตนที่ล้ำสมัย ยกตัวอย่างเช่น ระบบตรวจสอบตัวตนชีวมิติ (biometrics) ทั้งลักษณะทางกายภาพและลักษณะทางพฤติกรรมแบบที่ผู้ใช้คุ้นเคยของธนาคารในประเทศไทย ซึ่งมีมาตรฐานในระดุบที่สูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิค 84% ของผู้บริโภคชาวไทยเชื่อมั่นต่อความปลอดภัยแบบระบบตรวจสอบชีวมิติทางกายภาพ (physical biometrics) ของธนาคารออนไลน์ว่ามีมาตรการรักษาความปลอดภัยสูง ในขณะที่ 80% ระบุว่ามีความเชื่อมั่นสูงต่อระบบการตรวจสอบทางชีวมิติแบบลักษณะทางพฤติกรรมการใช้งานของตนเอง1 (behavioural biometrics)

มิสเตอร์เดฟ กล่าวว่า “ผู้บริโภคมองหาองค์กรหรือธุรกิจ ที่ยกระดับมาตรการเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและระบบป้องกันในการติดต่อสื่อสารบนดิจิทัล และพวกเขากำลังมองหาวิธีการที่ง่ายขึ้น วิธีการหนึ่งที่พิสูจน์ได้ว่ามีประสิทธิภาพและได้รับการตอบรับดีจากผู้บริโภค คือ การพิสูจน์ตัวตนทางชีวภาพซึ่งเพิ่มความเร็วและลดความซับซ้อนของกระบวนการตรวจสอบตัวตนสำหรับผู้บริโภค“

หลายธุรกิจไม่ว่าจะเป็น ธนาคาร สถาบันการเงินและภาคประกันภัย หน่วยงานราชการและผู้ให้บริการระบบการชำระเงินมุ่งมั่นที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในระดับสูงสุดในเรื่องของการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล ปัจจุบันผู้ให้บริการระบบการชำระเงินในประเทศไทยได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากผู้บริโภค (76%) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลไทยในความพยายามผลักดันการใช้ธุรกรรมดิจิทัลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการไทยแลนด์ 4.0

ความโปร่งใส เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน จากรายงานการสำรวจพบว่า 93% ของผู้บริโภคชาวไทยคาดหวังเรื่องความโปร่งใสในทุกขั้นตอนจากธุรกิจว่าจะใช้ข้อมูลของพวกเขาอย่างไร: ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขสูงสุดในภูมิภาคเอเชียแฟซิฟิค จากความต้องการดังกล่าว พบว่าองค์กรธุรกิจ 70% ในประเทศไทยที่สำรวจได้ลงทุนในโครงการที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความโปร่งใสในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โดยมีอีก 76% ของธุรกิจในประเทศไทยมีแผนที่จะลงทุนเพิ่มเติมในเรื่องดังกล่าว การลงทุนหรือความตั้งใจในการลงทุนเพื่อความโปร่งใสของธุรกิจในประเทศไทยถือเป็นอันดับสองในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกรองจากเวียดนาม ตัวอย่างของการริเริ่มเหล่านี้ ได้แก่ การให้ความรู้แก่ผู้บริโภค การสื่อสารข้อตกลงอย่างชัดเจน และช่วยให้ผู้บริโภครู้สึกควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเขา

สำหรับผู้ที่สนใจรายงานประจำปีฉบับเต็มของเอ็กซพีเรียนด้านอัตลักษณ์บุคคล (การพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคล) และการทุจริต (Global Identity and Fraud Report - Asia-Pacific edition)  สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่

บริการด้านการพิสูจน์อัตลักษณ์ (การพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคล) และการทุกจริตของเอ็กซพีเรียน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีป้องกันการทุจริตเกือบ 300 คนทั่วโลกที่ทำงานเพื่อปกป้องตัวตนของผู้คน และต่อสู้กับการทุจริตสำหรับธุรกิจในหลายภาคส่วน รวมถึงบริการด้านการเงิน โทรคมนาคม การค้าปลีก / อีคอมเมิร์ซ ประกันภัย รัฐบาล และการดูแลสุขภาพ

 

เกี่ยวกับเอ็กซพีเรียน

เอ็กซพีเรียน บริษัทผู้ให้บริการข้อมูลชั้นนำของโลก ด้วยบริการข้อมูลสำหรับช่วงเวลาสำคัญของชีวิตไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้านหรือรถยนต์ การส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัย จนกระทั่งถึงการสร้างการเติบโตทางธุรกิจ โดยการเชื่อมต่อกับลูกค้าใหม่ เอ็กซพีเรียนช่วยให้ผู้บริโภคและลูกค้าของเราจัดการข้อมูลได้อย่างมั่นใจ มีบริการสำหรับลูกค้ารายย่อยในการควบคุมการใช้จ่ายเงินและเข้าถึงบริการทางการเงินสำหรับธุรกิจเพื่อการตัดสินใจที่ดีขึ้นและเจริญเติบโตได้ บริการสำหรับกลุ่มผู้ออกสินเชื่อเพื่อการกู้ยืมอย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้น และบริการสำหรับองค์กรเพื่อป้องกันการฉ้อโกงและอาชญากรรม เอ็กซพีเรียนมีพนักงาน 16,500 คน ทำงานใน 39 ประเทศ และในทุกๆ วัน เอ็กซพีเรียนลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ บุคลากรที่มีความสามารถและนวัตกรรม เพื่อช่วยให้ลูกค้าของเราได้รับประโยชน์สูงสุดในทุกโอกาส เอ็กซพีเรียนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (EXPN) และเป็นส่วนหนึ่งของ FTSE 100

สามารถศึกษาและหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.experian.co.th หรือเยี่ยมชมบล็อกที่มีทั้งข่าวสารและข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มบริษัทเอ็กซพีเรียนโกลบอล ได้ที่ www.experian.com/blog/news

 

..............................

 

Thailand consumers demand greater security on top of convenient digital experiences, uncovers Experian research

New Experian research highlights that 69% of Thailand consumers value ‘security’ as the most important element of their online experience

BANGKOK, 30 April 2019 – As organisations and consumers increasingly interact over digital channels, both parties must find ways to establish mutual trust. Based on insights from almost 6,000 consumers and 590 businesses across Asia-Pacific (APAC), Experian’s Global Identity and Fraud Report APAC edition highlights that trusted online relationships are based on businesses providing both a secure environment and seamless consumer experiences. 546 consumers and 50 businesses from Thailand participated in the study.

The report found that the majority (69%) of Thailand consumers valued ‘security’ as the most important element of an online experience, followed by ‘convenience’ (20%) and ‘personalisation’ (11%). It also found that close to half (40%) of Thailand businesses had experienced an increase in online fraud-related losses over the past 12 months. This includes account takeover attacks and fraudulent account openings. As a result, 66% of Thailand consumers surveyed felt that the trade-off for convenience in today’s digital society was privacy, with 63% of businesses in Thailand collecting more personalised data to develop a more tailored user experience, targeted products and offers.

“With interactions between businesses and consumers increasingly taking place over digital channels, building an environment characterised by security and mutual trust should be a leading priority,” said Dev Dhiman, Managing Director, Southeast Asia and Emerging Markets, Experian. “It will be imperative for business leaders to invest in identity verification and fraud management capabilities to realise the full potential of Thailand’s digital economy.”

Data is a cornerstone of Thailand’s digital economy, which is estimated by Thailand’s Board of Investment to contribute a quarter of the country’s GDP by 2027. According to Google-Temasek’s e-Conomy SEA 2018 report, Thailand’s digital economy is driven by an e-commerce boom and a rapidly growing digital population that spends about five hours each day on the Internet via mobile devices; more than any other country in the world.

While existing security methods used by organisations are still more traditional in nature, report findings revealed that new technologies and advanced authentication solutions are viewed favourably by consumers. For instance, the use of physical and behavioural biometrics by banks in Thailand instilled some of the highest levels of consumer confidence within APAC. 84% of Thailand consumers who have encountered physical biometrics during online banking had high confidence in security measures, while 80% indicated high confidence in behavioural biometrics[1].

“Consumers are increasingly looking to organisations to implement measures to enhance security and protection in digital interactions, and they are also looking to them for a more simplified approach. One approach that has proven both effective and well received among consumers is biometrics, which speeds up and simplifies the identity verification process for consumers”, said Mr Dhiman.

Organisations from the banking, financial services and insurance sector, government agencies, and payment system providers were determined to elicit the greatest levels of consumer confidence when it comes to handling personal data. Payment system providers in Thailand currently enjoy the highest level of consumer trust (76%) within APAC, likely due to the Thai government’s efforts to drive the use of digital transactions as part of the Thailand 4.0 initiatives.

Transparency is another key determinant in building mutual trust. The report found that 93% of Thailand consumers expected full transparency from businesses on how their information is used: the highest in APAC. Recognising this need, 70% of Thailand businesses surveyed have invested more into programmes designed to increase transparency in the last six months, with 76% of Thailand businesses also having plans to invest more into such initiatives. Thailand businesses’ investment or intent to invest in transparency is the second highest in APAC after Vietnam. Examples of these initiatives include educating consumers, communicating terms more concisely and helping consumers feel in control of their personal data.

The full Global Identity and Fraud Report - Asia-Pacific edition can be downloaded here.

Experian’s identity and fraud business comprises of nearly 300 fraud experts around the world working to protect people’s identities and fight fraud for businesses across multiple sectors, including financial services, telecommunications, retail/e commerce, insurance, government and healthcare.

 

About Experian

Experian® is the world’s leading global information services company. During life’s big moments – from buying a home or a car, to sending a child to college, to growing a business by connecting with new customers – we empower consumers and our clients to manage their data with confidence. We help individuals to take financial control and access financial services, businesses to make smarter decisions and thrive, lenders to lend more responsibly, and organisations to prevent identity fraud and crime. We have 16,500 people operating across 39 countries and every day we’re investing in new technologies, talented people and innovation to help all our clients maximise every opportunity.  We are listed on the London Stock Exchange (EXPN) and are a constituent of the FTSE 100 Index.

Learn more at http://www.experian.co.th/ or visit our global content hub at our global news blog for the latest news and insights from the Group.

 

[1] According to the 2019 Experian Identity and Fraud Report, examples of behavioural biometrics include speech patterns, keystroke dynamics, signature analysis, etc.

“ซีพี ออลล์” เปิดพื้นที่ขายโอทอปประจำถิ่นเมืองนครพนม ประเดิมเซเว่นฯ สาขาแลนด์มาร์คพญานาค

ซีพี ออลล์ เดินหน้าหนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ร่วมกับ จ.นครพนม โดยสำนักงานพัฒนาชุมชน นำร่องเปิดพื้นที่ในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น สาขาแลนด์มาร์คพญานาค จ.นครพนม นำสินค้าโอทอปผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนมาวางจำหน่าย ให้ลูกค้าได้เลือกซื้อแบบสะดวก ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้คนท้องถิ่นมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เป็นที่รู้กันว่าผลิตภัณฑ์ชุมชนของไทยมีกระจายอยู่ทุกจังหวัด และมีความโดดเด่นที่แตกต่างกันไป บางชิ้นนอกจากจะเป็นของดีของเด่นประจำจังหวัดแล้ว ยังสามารถติดปีกโบยบินไปไกลถึงต่างแดน สร้างรายได้ไม่น้อยให้แก่ชุมชน

จากศักยภาพเหล่านี้เองทำให้ “ซีพี ออลล์” เห็นโอกาสที่จะช่วยพัฒนาชุมชนและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน เมื่อผนวกเข้ากับทำเลทองร้านเซเว่น อีเลฟเว่น สาขาแลนด์มาร์คพญานาค ที่ผู้คนที่ผ่านไปต้องมาเช็คอิน จึงสร้างโอกาสในการขายผลิตภัณฑ์ชุมชน มีทั้งของกิน ของใช้ จำนวน 32 รายการ อาทิ กาละแมสูตรโบราณ กระติบข้าวเหนียว ตะกร้าหวาย ผ้าขาวม้า เสื่อกก และเสื้อภูไทด้นมือ ฯลฯ ได้จำหน่ายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น นับเป็นการสร้างโอกาสในการขายสินค้าเหล่านี้ให้คนในท้องถิ่น ได้ยืนด้วยขาของตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ ซึ่งนอกจากจะมีรายได้เลี้ยงครอบครัวที่มั่นคงแล้วยังได้ช่วยส่งต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

โดย “นายวิชัย จันทร์จริยากุล” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่นในประเทศไทย บอกว่า ร้านเซเว่นฯ มีสาขาอยู่ทั่วไทย ดังนั้นการเปิดพื้นที่ให้สินค้าโอทอปมาจำหน่ายภายในร้านจึงเป็นเรื่องที่ดี โดยเซเว่น อีเลฟเว่น สาขาแลนมาร์คพญานาคนี้ จะใช้บริเวณชั้น 2 จัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งให้กับสินค้าโอทอป ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสำนักพัฒนาชุมชนจังหวัดนครพนม ในการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการรายย่อย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่อยู่ในพื้นที่เพื่อสร้างธุรกิจให้เติบโตไปด้วยกัน

“โครงการนี้เกิดจากแนวคิดร่วมกันระหว่าง ซีพี อออล์ และ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนครพนม ที่ต้องการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ให้เป็นที่ยอมรับในกลุ่มนักท่องเที่ยวและผู้คนทั่วไป ได้เห็นถึงคุณค่าภูมิปัญญาไทยที่ถูกถ่ายทอดเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน เพราะนอกจากจะช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนโดยตรงแล้ว ยังช่วยสร้างงานให้คนหนุ่มสาวได้กลับมาพัฒนาบ้านเกิดจากสินค้าโอทอป ซึ่งเริ่มนำร่องเปิดพื้นที่ให้สินค้าโอทอปมาวางจำหน่ายที่สาขาแลนด์มาร์คพญานาค เพราะเป็นแหล่งที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก จึงเป็นโอกาสดีสำหรับสินค้าโอทอปได้เข้ามาทดลองเปิดตลาด พร้อมศึกษาความต้องการของลูกค้าเพื่อนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองต่อไป” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าว

ขณะที่พ่อเมืองนครพนม “นายสยาม ศิริมงคล” ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม กล่าวว่า  เป็นโอกาสดีที่จะทางซีพี ออลล์ เข้ามาช่วยเพิ่มพื้นที่การส่งเสริมการขายของผลิตภัณฑ์ชุมชน หลังจากที่หน่วยงานราชการ ได้เข้าไปส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนผลิตสินค้าที่ดี พร้อมต้องหาตลาดควบคู่กันไป จากเดิมจะมีการออกไปงาน OTOP ตามสถานที่ต่างๆ ทั้งในตัวจังหวัดและออกร้านตามจังหวัดใหญ่ๆ ในภูมิภาคซึ่งการที่มีร้านสะดวกซื้อโดยเฉพาะเซเว่น อีเลฟเว่น เปิดพื้นที่ภายในร้านให้นำผลิตภัณฑ์ชุมชนเข้ามาวางจำหน่ายได้ก็ถือเป็นโอกาสดี เพราะในแต่ละวันจะมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาในร้านจำนวนมาก และเป็นเรื่องดีที่ทางจังหวัดนครพนม ได้มีโอกาสร่วมงานกับเซเว่น อีเลฟเว่น ทำให้ผู้ที่มีสินค้าชุมชน ได้ความรู้ในเรื่องการพัฒนาคุณภาพ รสชาติ ให้ถูกสุขอนามัย รวมถึงพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ให้จูงใจผู้ซื้อ แค่นี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วที่ได้ร่วมทำงานกับมืออาชีพด้านค้าปลีกของประเทศ

“การเลือกสาขาแลนด์มาร์คพญานาค ซึ่งเป็นใจกลางของจังหวัด และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่ใครผ่านมาก็จะแวะเวียนมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นเมื่อมีสินค้าชุมชนเข้ามาจำหน่ายในร้านเซเว่นฯ ก็ยิ่งช่วยเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชมสินค้าและเลือกซื้อไปเป็นของขวัญของฝากกลับไป จากคุณภาพและราคาที่เหมาะสม” ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม กล่าว

สำหรับสินค้าที่ขึ้นชื่อของจังหวัดนครพนม สามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วน ได้แก่ ของใช้ อย่าง เสื้อผ้า ผ้าทอ ขณะที่ของกิน เป็นประเภท อาหาร และขนม โดย “นางพักสุดา วงศ์ตาพรม ประธานกลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าไทพิมาน เผยว่า หนึ่งในสินค้าที่ขึ้นชื่อของจังหวัดนครพนม คือผ้าย้อมสีธรรมชาติจากเปลือกไม้หรือใบไม้ โดยจะเลือกไม้มงคล เช่น ไม้ขาม ไม้พยุง ต้นคูณ หรือชัยพฤกษ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลกับผู้สวมใส่ หรือนำมาพัฒนาเป็นของใช้ เช่น ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ หรือจะนำมาย้อมเป็นผ้าตัดเสื้อ และนำมาแปรรูปตัดเย็บด้วยจักร พร้อมปักลวดลายด้วยมือ กลายเป็นสินค้าขึ้นชื่อของ อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม

และล่าสุดยังได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสินค้าชุมชนที่จำหน่ายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เธอบอกว่า โครงการนี้สร้างประโยชน์อย่างมากให้คนในชุมชน เพราะอำเภอนาแก ไม่ได้อยู่ในเขตเมือง ดังนั้นการเข้าถึงผลิตภัณฑ์โอทอปของนักท่องเที่ยวเพื่อมาอุดหนุนสินค้าจึงเป็นเรื่องยาก เพราะถ้าไม่ได้ออกบูธแสดงสินค้าที่เมืองทองในงานโอทอป ก็จะไม่มีช่องทางการตลาด แต่ทางซีพี ออลล์ ได้มอบพื้นที่นำสินค้าที่ผลิตได้ยังไม่มากมาจำหน่ายเพื่อเพิ่มยอดแล้ว กลายเป็นตัวช่วยโฆษณาให้คนรู้จักผ้าไทพิมานมากขึ้น

“เห็นได้ชัดว่าช่องทางจำหน่ายในร้านเซเว่นฯ ช่วยให้ผ้าไทพิมานเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว เพราะถ้าไปวางจำหน่ายเองเพียงแค่กลุ่มเดียวก็ไม่ได้รับสนใจ แต่เมื่อซีพี ออลล์ให้โอกาส เมื่อคนมาเห็นมาซื้อก็จะบอกต่อ ๆ ทำให้กลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้ามีอาชีพ และมีรายได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นแม่บ้าน ที่เมื่อก่อนต้องทิ้งครอบครัวไปเย็บผ้าที่กรุงเทพฯ แต่ตอนนี้เราก็ดึงกันกลับมารวมกลุ่ม แล้วก็ตัดเย็บเสื้อผ้า และส่งมาขาย ถือเป็นการให้โอกาสมากมายที่สุดสำหรับกลุ่มแม่บ้าน แถมยังช่วยลดช่องว่างในครอบครัว เพราะเมื่อมีอาชีพตัดเย็บเสื้อผ้า สมาชิกในครอบครัวก็ไม่ต้องออกไปหางานทำในกรุงเทพฯ ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาครอบครัวอบอุ่นขึ้น จากเดิมเมื่อสิ้นสุดฤดูทำนาแม่บ้านจะต้องทิ้งครอบครัวไปเย็บผ้าที่กรุงเทพฯ แต่ตอนนี้เราไม่ได้ไปแล้ว และรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูปขึ้นกลายเป็นความยั่งยืนในชุมชนที่ไม่เคยคิดว่าจะมีวันนี้” ประธานกลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าไทพิมาน กล่าว

ขณะที่มุมมองของลูกค้า “นายยงยุทธ ลักษณะพรหม” เจ้าของธุรกิจส่วนตัว ให้ความเห็นว่า การขายสินค้าโอทอปในร้านเซเว่นฯเป็นแนวคิดที่ดี เพราะอย่างน้อยที่สุดก็เป็นช่องทางให้กับกลุ่มชาวบ้านที่มีช่องช่องทางการจำหน่ายค่อนข้างจะจำกัดอยู่แล้วให้กว้างขึ้น และจะยิ่งประโยชน์แก่ชาวบ้านขึ้นไปอีกหากบุคลากรของซีพี ออลล์ ที่มีมากพออยู่แล้ว ได้เข้าไปช่วยเหลือกลุ่มชาวบ้านให้ประสิทธิภาพในการพัฒนาสินค้าผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะรูปแบบสินค้า การจัดจำหน่าย ก็จะช่วยทำให้สินค้ามีความน่าสนใจมากขึ้น

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ซีพี ออลล์ ได้ส่งเสริมและสนับสนุนสินค้าของผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กหรือเอสเอ็มอีที่มีผลิตสินค้าคุณภาพมาตรฐานและเป็นที่นิยมจากประชาชนมาตลอด โดยบริษัทจะเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการ SME มีโอกาสส่งสินค้าตรงถึงมือผู้บริโภคผ่านร้านเซเว่นฯ ทั่วประเทศ และผ่านช่องทางของบริษัท ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง จำกัด ซึ่งมีหลากหลายช่องทาง ทั้งนิตยสารทเวนตี้โฟร์ แคตตาล็อก ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ และอีคอมเมิร์ซ ปัจจุบันทั้งเซเว่น อีเลฟเว่น และทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง ได้จัดจำหน่ายสินค้าเอสเอ็มอีรวมทั้งสิ้นกว่า 13,000 รายการ และมีการพัฒนา SME ให้เติบโต แข็งแรงเป็นบริษัทขนาดใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามปณิธานองค์กรที่ว่า “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน”

Page 1 of 7