01Top_HachiEng

การประชุมคณะกรรมการบริหาร การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งที่ 1/2561 ของ คณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) โดยมีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ซึ่งมีสาระสำคัญของการประชุม ดังนี้

การประชุมคณะกรรมการบริหาร การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

1. เห็นชอบการประกาศเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมเพิ่มเติม

ที่ประชุมเห็นชอบและนำเสนอคณะกรรมการนโยบายกำหนดเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมเพิ่มเติม   จากเดิมที่มีการกำหนดไปแล้วจำนวน 2 นิคม ประกอบด้วย นิคมอุตสาหกรรม Smart Park จังหวัดระยอง และนิคมอุตสาหกรรมเหมราช อีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 4 จังหวัดระยอง โดยเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมที่จะมีการประกาศเพิ่มเติมมีจำนวนทั้งสิ้น 18 แห่ง ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ประมาณเงินลงทุนทั้งสิ้น 1.25 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย จังหวัดระยอง จำนวน 5 แห่ง จังหวัดชลบุรี จำนวน 12 แห่ง และจังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 1 แห่ง

นอกจากนั้น ที่ประชุมยังมีมีมติเห็นชอบการยกระดับนิคมอุตสาหกรรม ซี.พี. ระยอง เป็นเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรม รองรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่สื่อสารด้วยภาษาจีนโดยเฉพาะเป็นเขตส่งเสริมแห่งที่ 19

ดังนั้นจะทำให้พื้นที่ EEC มีเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมรวมทั้งสิ้น 21 แห่ง เป็นพื้นที่ประกาศเขตส่งเสริมพิเศษ 86,775 ไร่ พื้นที่รองรับการลงทุน 28,666 ไร่ ประมาณการเงินลงทุน 1.31 ล้านล้านบาท

2. เห็นชอบแผนปฏิบัติการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในพื้นที่ EEC

ที่ประชุมเห็นชอบแผนปฏิบัติการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ EEC ที่มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาโลจิสติกส์แบบไร้รอยต่อ เชื่อมโยงทั้งทางบก น้ำ อากาศ เพื่อรองรับการพัฒนา EEC มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค ตั้งเป้าให้ท่าอากาศยานอู่ตะเภาเป็นศูนย์กลางและเมืองการบินของภูมิภาค และให้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นประตูเศรษฐกิจของ CLMV และอนุภูมิภาค และส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาคเอกชน รวมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ ประกอบด้วย 168 โครงการ กรอบวงเงินลงทุนรวม 988,948.10 ล้านบาท โดยเป็นงบ PPP 583,500 ล้านบาท (59%) งบประมาณแผ่นดิน 296,684 ล้านบาท (30%) งบรัฐวิสาหกิจ 98,895 ล้านบาท (10%)    และกองทุนหมุนเวียน (กองทัพเรือ) คิดเป็น 1% โดยแบ่งแผนดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย แผนงานระยะเร่งด่วน (พ.ศ. 2560-2561) แผนงานระยะกลาง (พ.ศ. 2562-2564) และแผนงานระยะต่อไป (ตั้งแต่ พ.ศ. 2565)

ผลที่คาดว่าจะได้รับคือระบบการขนส่งมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้แข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ และเมื่อรวมกับโครงข่ายภายนอกพื้นที่ EEC จะลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้ถึง 2% ของ GDP หรือ ปีละ 200,000 ล้านบาท  ซึ่งจะเหนี่ยวนำให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชนเพิ่มเติม โดยคาดจะเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 2.1 – 3.0 ล้านล้านบาท และประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนคุณภาพสูง

3. เห็นชอบแผนปฏิบัติการการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ EEC

ที่ประชุมเห็นชอบแผนปฏิบัติการการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยว ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกและให้นำไปรับฟังความเห็นจากพื้นที่ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวในพื้นที่ EEC ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยอง สู่การท่องเที่ยวระดับโลกอย่างยั่งยืน รองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และกลุ่มเชิงสุขภาพ เน้น พัทยา-สัตหีบ-ระยอง เป็นแกนการพัฒนาการท่องเที่ยว เน้นสนามบินอู่ตะเภาเป็นจุดเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ กับการท่องเที่ยวเชิงชุมชนและวิถีชีวิตชุมชน รวมทั้งการจัดการสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะการกำจัดขยะตามแนวชายฝั่งทะเลและเกาะท่องเที่ยวสำคัญ

แผนดังกล่าวประกอบไปด้วย 4 แผนงาน ได้แก่ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก การพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยว และการสร้างความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว รวมทั้งสิ้น 47 โครงการ กรอบวงเงินลงทุน 30,247.22 ล้านบาท โดยเป็นงบ PPP 23,000 ล้านบาท (76.04%) งบประมาณแผ่นดิน 6,897.22 ล้านบาท (22.80%) และงบรัฐวิสาหกิจ 350 ล้านบาท (1.16%)

ผลที่คาดว่าจะได้รับคือ มีผู้มาเยี่ยมเยือนเพิ่มขึ้นจาก 29.89 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2560 เป็น 46.72 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2564 (เพิ่มขึ้น 1.5 เท่า) และมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจาก 285,572 ล้านบาท ใน พ.ศ. 2560 เป็น 508,590 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2564 (เพิ่มขึ้น 1.8 เท่า)

4. รับทราบความคืบหน้า ร่างพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. ….

ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าว่าในขณะนี้ ร่างพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. …. อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ในขั้นที่ 2 โดยหลังจากที่มีการพิจารณาครบทุกมาตราแล้ว จะจัดทำรายงานเสนอประธานสภา เพื่อประชุมฯในวาระที่ 3 คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2561

5. รับทราบความคืบหน้าด้านโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โครงการ

ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าด้านโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะมีการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน (EEC Track) ใน 5 โครงการสำคัญ ดังนี้

  1. โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง เชื่อม ท่าอากาศยาน (ดอนเมือง – สุวรรณภูมิ – อู่ตะเภา)  กำหนดร่างขอบเขตงาน (TOR) จะแล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 และประกาศเชิญชวน และทำการคัดเลือกเอกชนได้ในเดือนกรกฎาคม 2561
  2. ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา  อยู่ระหว่างกำหนดร่างขอบเขตงาน (TOR) ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2561
  3. ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา (MRO) ของการบินไทย และ Airbus  จะมีการลงนามความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่าง การบินไทย และ Airbus ที่ตูลูส ประเทศฝรั่งเศสในเดือนกุมภาพันธ์ 2561
  4. ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3  ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาและวิเคราะห์ความเหมาะสมด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงินและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะได้ที่ปรึกษาประมาณเดือนมีนาคม 2561 และจะใช้เวลาศึกษาอีก 3 เดือน แล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม 2561 และจะได้เอกชนร่วมทุนประกอบการตามแผน EEC ในเดือนพฤศจิกายน 2561 และได้ผู้รับจ้างก่อสร้างฯ ตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ปี 2560 ภายในเดือนมกราคม 2562
  5. ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3  กำหนดร่างขอบเขตงาน (TOR) จะแล้วเสร็จภายในเดือน เมษายน 2561 และประกาศเชิญชวนเอกชนได้ในเดือนมิถุนายน 2561 จะทำให้ได้สามารถคัดเลือกเอกชนได้ในเดือนกันยายน 2561 และดำเนินการได้ในเดือนตุลาคม 2561 โดยขณะนี้ได้ทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) เสร็จสิ้นแล้วกำลัง รอรับความเห็นชอบ

6. รับทราบความคืบหน้าเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าในการจัดทำแผนแม่บท การพัฒนาพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ที่มีวิสัยทัศน์ให้ EECi เป็นระบบนิเวศนวัตกรรมชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ซึ่งผลงานวิจัยและนวัตกรรมนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ และความอยู่ดีกินดีของประชาคมอย่างยั่งยืน และมีกรอบการพัฒนา EECi ที่มุ่งเน้น “6 อุตสาหกรรมเป้าหมาย 3 เมืองนวัตกรรมมุ่งเน้น และ 5 ยุทธศาสตร์ดำเนินการ” คือ

     • 6 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่และเทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมแบตเตอรี่และยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และ อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ และอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์

     • 3 เมืองนวัตกรรมมุ่งเน้น ได้แก่ ศูนย์กลางการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมฐานชีวภาพ ศูนย์กลางการวิจัยและนวัตกรรมด้านระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบอัจฉริยะ และศูนย์กลางและฐานในการรังสรรค์นวัตกรรมจากเทคโนโลยีอากาศยาน อวกาศ และภูมิสารสนเทศ

     • ยุทธศาสตร์ดำเนินการและกลไกสนับสนุน ประกอบด้วย การนำ วทน. ยกระดับชุมชนและอุตสาหกรรม, วิจัยและนวัตกรรม การเตรียมความพร้อมและการพัฒนาบุคลากรด้าน วทน.พัฒนา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างกลไกความร่วมมือ และถ่ายทอดองค์ความรู้ จากในและต่างประเทศ

กระทรวงอุตสาหกรรมผนึกกำลัง สสว. ลุยยกระดับ SMEs จัดงาน SMEs สัญจร เสริมแกร่ง SMEs รอบรู้เรื่องบัญชีและการเงิน : พลิกธุรกิจสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ประเดิมเชียงใหม่จังหวัดแรก ดันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน เดินหน้าส่งเสริมยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการของไทย และเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าในระหว่างวันที่ 13 - 14 กรกฎาคม ศกนี้ จะเดินทางลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อเปิดงานกิจกรรม SMEs สัญจร เสริมแกร่ง SMEs รอบรู้เรื่องบัญชีและการเงิน : พลิกธุรกิจสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0  จัดโดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จะเป็นประธานการประชุมร่วมเครือข่ายภาครัฐและเอกชน ได้แก่ สภาเกษตรกรแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมภาคเหนือ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาพันธ์เอสเอ็มอีภาคเหนือ เครือข่าย Northern Thailand Food Valley  เครือข่ายเชียงใหม่เมืองกาแฟ  เครือข่าย Chiang Mai Digital Hub  สมาคมการค้าผู้ประกอบการผลิตเครื่องจักรชิ้นส่วนโลหะและอุตสาหกรรมไทย (MiC-T) สมาคมผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าหัตถกรรมภาคเหนือเชียงใหม่ (NOHMEX) - สมาคมส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการไทย (ATED.CM)  สถาบันการศึกษา และหน่วยงานร่วม (สสว. อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP), ศูนย์นวัตกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์ (FIN), คณะวิศวกรรมศาสตร์ มช., สวทช.ภาคเหนือ, สำนักงานอุตสาหกรรมเขตภาคเหนือตอนบน และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (สกท.) (BOI) และมหาวิทยาลัยแม่โจ้) 12 เพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อน SME 4.0 ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน

“กิจกรรม SMEs สัญจร เน้นสื่อสารใน 3 ประเด็นหลัก คือ iSME การยกเครื่องธุรกิจ พิชิตความสำเร็จ ITC ศูนย์ต้นแบบความสำเร็จยุค 4.0 และ Local Identity สร้างเศรษฐกิจ สร้างชีวิต และชุมชน และจะได้ตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิรูปสู่อุตสาหกรรม 4.0 (Industry Transformation Center : ITC) และทำพิธีเปิด UNIT Oil Extraction หน่วยสกัดพืชน้ำมันแบบสกัดเย็น ซึ่งศูนย์ ITC จังหวัดเชียงใหม่เป็นการนำรูปแบบจากศูนย์ ITC ต้นแบบที่กรุงเทพมหานคร มาปรับให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ เพื่อให้บริการและสนับสนุน SMEs ในระดับภูมิภาค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเกษตร แปรรูปของฝากและของที่ระลึกต่าง ๆ ในเบื้องต้นศูนย์ ITC เชียงใหม่ ได้ให้บริการ SMEs ประเภทด้านผลิตภัณฑ์กาแฟ ชาและสมุนไพร นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการถ่ายทอดองค์ความรู้ในด้านการเสริมแกร่งให้แก่ SMEs รอบรู้เรื่องบัญชีและการเงิน และการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับการส่งออก เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การแข่งขันในโลกยุค 4.0

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการ SME ภาคเอกชน และภาครัฐในพื้นที่ ยังต้องเตรียมตัวเพื่อรับกรอบความร่วมมือในบริบทต่างๆ เช่น ACMECS ของ 5 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง หรือ กรอบหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (One Belt One Road) ของจีน ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้ประกอบการจะฉกฉวยจังหวะนี้เพื่อเรียนรู้ ปรับตัวให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งพัฒนาขีดความสามารถของตนด้วย

ทั้งนี้ กิจกรรม SMEs สัญจรที่จัดขึ้นที่เชียงใหม่ในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก และกระทรวงอุตสาหกรรมมีแผนจะจัดขึ้นให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศในอีก 5 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี สงขลา สุพรรณบุรี และนครราชสีมา” นายอุตตม กล่าว

นายอุตตม กล่าวเสริมว่า “นอกจากนี้จะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานหมู่บ้านออนใต้ หมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry Village : CIV) หรือ “หมู่บ้าน CIV” ภายใต้โครงการสร้างสรรค์อุตสาหกรรมเชิงวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ณ บ้านออนใต้ อ.สันกำแพง หนึ่งใน 9 ชุมชนนำร่องหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระยะที่ 2 ที่เน้นการเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการชุมชนด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยนำเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของท้องถิ่นมาสร้างสรรค์เป็นของฝากของที่ระลึกควบคู่กับการ การบริหารจัดการเพื่อรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวด้วยตนเอง โดยคำนึงถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน และการบริหารจัดการตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า รวมถึงการลงพื้นที่หมู่บ้านไตลื้อลวงเหนือ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ หมู่บ้าน CIV+ หมู่บ้านที่มีศักยภาพจะพัฒนาเป็นหมู่บ้าน CIV ต่อไปได้ในอนาคต”

อนึ่งการจัดกิจกรรม SMEs สัญจร ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อตอบสนองพันธกิจของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมในการยกระดับเศรษฐกิจชุมชนฐานราก โดยเริ่มจากภาคเกษตรให้มีการปรับตัวให้สามารถพัฒนาผลผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่มในการแปรรูปผลผลิต โดยการต่อยอดกับภาคอุตสาหกรรม ในด้านการบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและยกระดับ รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปให้ไปสู่ SMEs 4.0 พร้อมกันนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนเครือข่าย ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาค และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ ให้เป็นศูนย์ปฏิรูปสู่อุตสาหกรรม 4.0 “Industry Transformation Center” หรือ ITC ด้วยแนวคิด “Where Transformation Begins” เพื่อเป็น Platform สำคัญในการสนับสนุนยกระดับ SMEs ในทุกมิติ เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถ “เข้าถึง เข้าใจ และพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ พร้อมก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0” รวมถึงส่งเสริมยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการของไทย ในการเข้าสู่ช่องทางการตลาดสมัยใหม่ หรือ E-Commerce และสามารถเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลกได้ 

นอกจากนี้การจัดกิจกรรม SME สัญจร ดังกล่าว ยังถือเป็นการร่วมมือกันระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม กับ สสว. ในการอบรมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ในด้านบัญชีและการเงิน ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจระดับเติบโต (SME Strong/Regular Level) ตามมาตรการส่งเสริมพัฒนาความรู้ด้านการบริหารจัดการการเงิน (Financial Literacy) ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการพิเศษเพื่อขับเคลื่อน SMEs สู่ยุค 4.0 ของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยคาดว่าการอบรมดังกล่าว จะทำให้ผู้ประกอบการ SMEs ได้รับความรู้ด้านบัญชีการเงิน และเห็นความสำคัญของการเข้าสู่ระบบบัญชีเดียว อันจะช่วยเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการให้สูงขึ้นและเสริมความเข้มแข็งให้กับ SMEs ให้มีความรอบรู้ในด้านการเงิน และเพื่อเตรียมความพร้อมให้เข้าถึงแหล่งทุนและปรับปรุงระบบบัญชีเพื่อผลักดันสู่ระบบบัญชีเดียวได้ต่อไป 

“เจน นำชัยศิริ” ประธาน ส.อ.ท. วาระปี 2559 - 2561
ชูนโยบาย “อุตสาหกรรมเป็นมิตร ช่วยเศรษฐกิจ ช่วยชาติ”

ประธาน ส.อ.ท. คนใหม่ วาระปี  2559 - 2561 ประกาศนโยบายการบริหารงานชูยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม 6 ด้าน ภายใต้วิสัยทัศน์ “อุตสาหกรรมเป็นมิตร ช่วยเศรษฐกิจ ช่วยชาติ”

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงพันธกิจหลักที่จะดำเนินการในวาระปี 2559-2561 ว่าจะสร้างความเข้มแข็งโดยเสริมสร้างภราดรภาพ ความเข้าใจ และความสามัคคี ของหมู่สมาชิก และเจ้าหน้าที่ของ ส.อ.ท. รวมถึงเสริมข้อมูล ข้อเท็จจริง และความรู้ต่างๆ เพื่อนำไปสู่การระดมความคิด กระบวนการตัดสินใจ และแก้ปัญหาต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเน้นการสื่อสารสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ บนพื้นฐานของความจริงและข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และส่งเสริมให้นักอุตสาหกรรมที่มีความรู้ ความสามารถ และมีจิตสาธารณะ เข้ามาร่วมงานใน ส.อ.ท. เพื่อให้เกิดความแข็งแกร่ง และยั่งยืน มากยิ่งขึ้น

สำหรับยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม 6 ด้าน จะได้รับการผลักดันให้เชื่อมโยงและบูรณาการกับยุทธศาสตร์ ของ ส.อ.ท. ทั้งจากยุทธศาสตร์กลุ่มอุตสาหกรรม และยุทธศาสตร์จังหวัด และภูมิภาค ได้แก่

  1. สร้างขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทย ด้วยประสิทธิภาพ ผลิตภาพ และนวัตกรรม
  2. พัฒนาอุตสาหกรรมไทยให้ยั่งยืนด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
  3. สร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมไทย ด้วยการรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์
  4. สร้างโอกาสให้อุตสาหกรรมไทยใช้ประโยชน์จากการเจรจาการค้า
  5. พัฒนาบุคลากรเพื่อยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมไทย
  6. ร่วมกับภาครัฐในการสร้างปัจจัยเอื้อต่อภาคอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมฯ ได้จัดทำกลไกหลักของ ส.อ.ท. ในการทำงานเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม โดยได้แบ่งหน่วยงานภายในองค์กรไว้ดังนี้

     กลุ่มเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน  ประกอบด้วย สถาบันรหัสสากล GS-1, สถาบันส่งเสริมความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีแห่งประเทศไทย RFID,สถาบันวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม  IRDI, สถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่ออุตสาหกรรม ICTI, สถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ HCI, สถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต SMI, สถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม IIE, และ Industry 4.0

     กลุ่มสัมพันธ์สมาชิก  ประกอบด้วย งานส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรม (45 กลุ่มอุตสาหกรรม), งานกิจการสภาอุตสาหกรรมจังหวัด (74 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด) และงานสมาชิกสัมพันธ์

     กลุ่มปัจจัยพื้นฐาน  ประกอบด้วย งานเศรษฐกิจ, งานส่งเสริมการค้าการลงทุน, งานวิชาการ, งานส่งเสริมการค้าชายแดนและเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ, งานโลจิสติกส์, งานกฎหมาย, งานพิธีการต่างประเทศ และงานแรงงาน

     กลุ่มสื่อสารสาธารณะ  ประกอบด้วย งานประชาสัมพันธ์, งานรายได้, งานกิจกรรมเพื่อสังคม, Young FTI, สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม TIPMSE,สถาบันสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม IEI และสถาบันน้ำเพื่อความยั่งยืน WIS

ทั้งนี้ เพื่อผลักดันให้แผนงานสามารถดำเนินได้ตามแผนที่วางไว้ สภาอุตสาหกรรมฯ จึงได้แต่งตั้ง นายสุพันธุ์  มงคลสุธี ประธานกิตติมศักดิ์ รองประธานอาวุโส รองประธาน เลขาธิการ นายทะเบียน และเหรัญญิก เพื่อดูแลรับผิดชอบสายงานต่างๆ ดังนี้

  1. นายบดินทร์ อัศวาณิชย์           รองประธานอาวุโส
  2. นายสมพงศ์ นครศรี                 รองประธานอาวุโส
  3. นายสุมิดา บุรณศิริ                   รองประธานอาวุโส
  4. นายทวี ปิยะพัฒนา                  รองประธานอาวุโส
  5. นายสมพงษ์ ตันเจริญผล          รองประธานอาวุโส
  6. นายเกรียงไกร เธียรนุกุล          รองประธาน - งานส่งเสริมการค้าการลงทุน สภาธุรกิจ และศูนย์อาเซียน
  7. ดร.ขัติยา ไกรกาญจน์              รองประธาน – งานสถาบันวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมเพื่อ อุตสาหกรรมและสถาบันส่งเสริมความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี
  8. นายเชิญพร เต็งอำนวย            รองประธาน – งานสำนักประธาน
  9. นายถาวร ชลัษเฐียร                 รองประธาน – งานสถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์
  10. นายธนารักษ์ พงษ์เภตรา          รองประธาน – งานกิจการสภาอุตสาหกรรมจังหวัด
  11. นายธวัชชัย เฮงประเสริฐ          รองประธาน – งานสำนักประธาน
  12. นายธานี พุฒิพันธุ์พฤทธิ์           รองประธาน – งานสำนักประธาน
  13. นายนิกร สุศิริวัฒนนนท์             รองประธาน – งานสำนักประธาน
  14. นายนิธิ ภัทรโชค                       รองประธาน - งานโลจิสติกส์ งานส่งเสริมการค้า ชายแดน และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ
  15. ดร.นิลสุวรรณ ลีลารัศมี             รองประธาน – งานสำนักประธาน
  16. นายบวร วงศ์สินอุดม                 รองประธาน – งานส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรม
  17. น.สพ.บุญเพ็ง สันติวัฒนธรรม   รองประธาน – งานสำนักประธาน
  18. นายปฐม สุทธาธิกุลชัย             รองประธาน – งานสำนักประธาน
  19. นายพิชิต บูรพวงศ์                   รองประธาน – สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์ และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม
  20. นายพีระ เพชรพาณิชย์             รองประธาน – งานสำนักประธาน
  21. นายไพรัตน์ เอื้อชูยศ                รองประธาน – งานกิจกรรมเพื่อสังคม
  22. นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์        รองประธาน – งานองค์กรระหว่างประเทศ
  23. นายมานะผล ภู่สมบุญ               รองประธาน – งานสำนักประธาน
  24. นายวศิน เตยะธิติ                      รองประธาน – งานสำนักประธาน
  25. นายวัลลภ วิตนากร                   รองประธาน – งานเศรษฐกิจ
  26. นายวีรศักดิ์ โฆสิตไพศาล          รองประธาน – งานสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม
  27. นายวีระชัย คุณาวิชยานนท์       รองประธาน – งานรายได้
  28. นายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล             รองประธาน – งานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต
  29. นายศักดิ์ณรงค์ แสงสง่าพงศ์      รองประธาน – งานสถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารเพื่ออุตสาหกรรม
  30. นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร       รองประธาน – งานวิชาการ
  31. นายสมชาย หวังวัฒนาพาณิช    รองประธาน – งานสถาบันสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม และสถาบันน้ำเพื่อความยั่งยืน
  32. นายสมยศ ตั้งมีลาภ                   รองประธาน – งานสำนักประธาน
  33. นายสมศักดิ์ ดารารัตนโรจน์        รองประธาน – งานประชาสัมพันธ์
  34. นายสมัย ลี้สกุล                          รองประธาน – งานสถาบันอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร
  35. นายสุชาติ จันทรานาคราช         รองประธาน – งานแรงงาน
  36. นายอรินทร์ จิรา                         รองประธาน – งานพิธีการต่างประเทศ
  37. นายกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา         เลขาธิการและงานกฎหมาย
  38. นางพัชนี ธนาพรสิน                   นายทะเบียน
  39. พญ.อัมพร จิตะพันธ์กุล               เหรัญญิก

“ส.อ.ท. ที่ผมอยากเห็น จะต้องเป็นสถาบันหลักของภาคอุตสาหกรรม ที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เป็นที่เชื่อมั่น ของสังคม เป็นที่พึ่งของนักอุตสาหกรรม พร้อมสร้างเสริมสถานภาพของอุตสาหกรรมในประเทศไทย ให้เป็นที่ยอมรับนับถือของประชาสังคม ภายใต้คำขวัญที่ว่า “อุตสาหกรรมเป็นมิตร ช่วยเศรษฐกิจ ช่วยชาติ” อีกทั้งเป็นสถาบันที่มีความเข้มแข็ง โดยเน้นหลักการทำงานที่ มั่นความจริง แม่นข้อมูล มุ่งส่วนรวม และพร้อมร่วมมือกับหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ รวมทั้งภาครัฐ ในแนวทางที่สร้างสรรค์ เสมอภาค และปลอดการเมือง” ประธาน ส.อ.ท. กล่าว

กสอ. โชว์ศักยภาพไทยเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน
พร้อมปักธงเร่งเครื่องอุตสาหกรรม New S-Curve ติดปีก อุตฯไทย

 กสอ. เผยศักยภาพอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอากาศยานไทยเป็นที่ต้องการในตลาดโลก พร้อมเร่งนโยบายในการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) โดยกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ในภาคอุตสาหกรรมของไทย เพื่อรองรับการเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ดร. สมชาย หาญหิรัญ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาล มีนโยบายในการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) อันเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ของภาคอุตสาหกรรม ในการก้าวเข้าสู่ยุคของการผลิตด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง  ทั้งนี้ กรมส่งเสริม-อุตสาหกรรม ได้ตอบสนองนโยบายดังกล่าว โดยมุ่งเน้นพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ใน 4 กลุ่ม ได้แก่ อุตสาหกรรมไบโอพลาสติก อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอากาศยาน  

สำหรับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอากาศยาน เป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมีอัตราการขยายตัวของธุรกิจการบินทั่วโลก โดยมีการคาดการณ์ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า จำนวนเครื่องบินโดยสารทั่วทั้งโลกที่มีอยู่ประมาณ 2 หมื่นลำในปัจจุบัน จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าหรือกว่า 4 หมื่นลำ (ที่มา: กระทรวงคมนาคม) ซึ่งไทยมีมูลค่าการส่งออกในอุตสาหกรรมนี้ประมาณ 2.7 พันล้านบาท (ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย) ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่จะสามารถผลิตชิ้นส่วนอากาศยานได้นั้น จะต้องได้รับมาตรฐานการผลิตขั้นสูงที่การบินสากลกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด รวมถึงการได้รับการสนับสนุนและพัฒนาผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้อย่างจริงจัง เพื่อช่วยต่อยอดให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตใหญ่ในอาเซียน ให้กับอุตสาหกรรมการบินในอนาคตต่อไปได้

ดร.สมชาย กล่าวต่อว่า กสอ. ได้กำหนดแนวทางในการส่งเสริมกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตดังกล่าว 3 แนวทาง ได้แก่ ด้านผลิตภาพ (Productivity) คือ การมุ่งเน้นการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต คุณภาพแรงงาน การใช้ทรัพยากร รวมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิต อาทิ การจัดการสต๊อก การลดต้นทุน การฝึกอบรมแรงงาน เป็นต้น ด้านมาตรฐาน (Standard) โดยมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และได้รับการรับรองคุณภาพการผลิต อาทิ มาตรฐาน ISO13485 ซึ่งเป็นระบบบริหารคุณภาพ สำหรับการผลิตเครื่องมือแพทย์ สำหรับผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ที่จัดจำหน่ายในสหภาพยุโรป และมาตรฐาน AS9100  สำหรับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอากาศยาน และ ด้านการสร้างเครือข่ายธุรกิจ (Networking) โดยส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มทางธุรกิจ เช่น การสร้างคลัสเตอร์ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอากาศยาน และการเจรจาธุรกิจกับคู่ค้าจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันในตลาดให้สูงขึ้น

นอกจากนี้ กสอ. ยังมีเป้าหมายสำคัญในการทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมแห่งอนาคตใน 2 ด้าน คือ Outside In คือ การจูงใจและเอื้ออำนวยให้นักลงทุนหรือคู่ค้าทางธุรกิจ สนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย หรือสั่งผลิตสินค้าภายใต้ตราสินค้าของลูกค้า (OEM) มากขึ้น และ Inside Out คือ การยกระดับผู้ประกอบการไทยให้สามารถผลิตสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตภายใต้ตราสินค้าของไทยมากขึ้นโดยการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศ  ทั้งนี้ ปัจจุบัน กสอ. มีโครงการเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตหลายโครงการ อาทิ โครงการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต โครงการพัฒนาการรวมกลุ่มและเชื่อมโยงอุตสาหกรรม (Clustering) โครงการสร้างเครือข่ายกลุ่มอุตสาหกรรม (Industry Networking) โครงการสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ดร. สมชาย กล่าวสรุป

ด้าน นายบุญเจริญ มโนบูรชัยเลิศ ประธานกรรมการบริษัท ซี.ซี.เอส. แอดวานซ์ เทค จำกัด กล่าวว่า กลุ่มบริษัท ซี.ซี.เอส. ได้มีการปรับปรุงและพัฒนาการผลิตเพื่อให้ก้าวทันต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ เริ่มต้นธุรกิจจากการเป็นโรงกลึงโดยมีการนำเข้าเครื่องจักรที่ทันสมัยระดับโลก และมีการขยายปริมาณและความสามารถในการผลิตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยกระดับปรับปรุงมาตรฐานในการดำเนินกิจการมาโดยตลอด โดยผลิตสินค้าหลายประเภท อาทิ แม่พิมพ์ โมลด์ดิ้งพาร์ท ส่วนประกอบโทรศัพท์มือถือสมาร์โฟน และชิ้นส่วนโลหะอากาศยาน เป็นต้น ซึ่งตนมีความคิดว่าอยากทำธุรกิจที่คนไทยยังทำไม่ได้สมัยนั้น จึงต้องการยกระดับกิจการของตนเองไปสู่อุตสาหกรรมอากาศยานที่ต้องให้เทคโนโลยีขั้นสูง นั่นคือการเป็นบริษัทที่ผลิตชิ้นส่วนสำหรับอากาศยานป้อนให้กับตลาดทั้งใน อเมริกา ยุโรป และเอเชีย รวมทั้งผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินพาณิชย์ให้กับบริษัทชั้นนำระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Boeing, Airbus, Rolls Royce, Pratt & Whitney เป็นต้น

นายบุญเจริญ กล่าวต่อว่า การจะผลิตชิ้นส่วนป้อนอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องบิน (Aircraft Manufacturer) ระดับโลกเหล่านี้ได้ จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบมาตรฐานที่แต่ละผู้ผลิตเครื่องบิน และสายการบินกำหนด อาทิ มาตรฐาน AS9100 ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนยุ่งยาก หลายขั้นตอน และมีความเข้มงวดในกระบวนการผลิตสูงมาก จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากสำหรับผู้ประกอบการไทย แต่ ซี.ซี.เอส. ก็สามารถพิสูจน์ตนเองได้ว่าบริษัทสัญชาติไทยก็สามารถพัฒนาคุณภาพกระบวนการผลิตจนมีมาตรฐานระดับโลกได้ ทั้งนี้ ซี.ซี.เอส. มีมูลค่าการส่งออกในส่วนชิ้นส่วนอากาศยานต่อปีประมาณ 350 ล้านบาท หรือมียอดการสั่งผลิตประมาณ 20,000 ชิ้น/เดือน ซึ่งสูงที่สุดสำหรับบริษัทสัญชาติไทยที่มีเจ้าของเป็นคนไทย และถือเป็นความภาคภูมิใจที่บริษัทของผู้ประกอบการไทยสามารถเป็นที่ยอมรับในระดับโลก

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัท ซี.ซี.เอส. ยังเป็นธุรกิจในอุตสาหกรรมขั้นสูงสัญชาติไทยที่ริเริ่มธุรกิจด้วยการวางแผนเชิงกลยุทธ์ในระยะยาว และพึ่งตนเองในการประกอบกิจการเป็นส่วนใหญ่ (Organic Growth) โดยได้มีการวางแผนที่จะขยายเครือข่ายในระดับโลกต่อไปในอนาคต พร้อมทั้งมีการนำระบบสากลในอุตสาหกรรมอากาศยานที่เรียกว่า “United Technology Aerospace System” มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ จึงถือว่าเป็นธุรกิจที่ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างเต็มตัว โดยพยายามสร้างความได้เปรียบจากคู่แข่งด้วยการนำเอานวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างโอกาสที่ดีทางธุรกิจ และเป็นเส้นทางที่นำไปสู่ความสำเร็จในระยะยาว ซึ่งเป็นแนวทางที่สำคัญในการบริหารจัดการธุรกิจให้เป็นไปตามเป้าหมาย นายบุญเจริญ กล่าวทิ้งท้าย

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 0 2367 8134 หรือที่ www.dip.go.th หรือ www.facebook.com/dip.pr

Page 7 of 7

Page Visitor

027871330
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
27125
55337
288266
858143
1699103
27871330
Your IP: 3.227.235.216
2021-09-17 13:04