พฤกษา โฮลดิ้ง คว้า 2 รางวัลเกียรติยศต่อเนื่อง ตอกย้ำความใส่ใจเพื่อสร้างองค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน

พฤกษา โฮลดิ้ง คว้า 2 รางวัลเกียรติยศ ในงานประกาศผลรางวัลต้นแบบองค์กรที่ยั่งยืน “SET Sustainability Awards 2018” จัดขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมี นางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) รับรางวัล บริษัทจดทะเบียนด้านความยั่งยืน ต่อเนื่องปีที่ 2 โดยในปีนี้ได้รับรางวัล Outstanding Sustainability Awards 2018 และ นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท แวลู บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) รับรางวัลหุ้นยั่งยืน Thailand Sustainability Investment 2018 (THIS) ต่อเนื่องปีที่ 3 ซึ่งทั้ง 2 รางวัลนับเป็นเครื่องการันตีถึงความใส่ใจในการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักบรรษัทภิบาล ตลอดจนมีความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมไปถึงการใส่ใจด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

TTW เผยผลประกอบการไตรมาส 3/2561 กำไรสุทธิ 807 ลบ. รายได้รวมเติบโต 9.8%

บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) หรือ TTW เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ของปี 2561 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 807 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72.3 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.8 เมื่อเทียบจากช่วงไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

นางสาววลัยณัฐ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) หรือ TTW เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2561 เติบโตดีขึ้นเมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อน เนื่องจากรายได้จากการขายน้ำประปาเพิ่มขึ้นจำนวน 72.6 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.2 เมื่อเทียบจากช่วง ไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลัก ๆ มีผลมาจากความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของภาคครัวเรือนและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนใน CKP เพิ่มขึ้น 59.4 ล้านบาท หรือร้อยละ 143.1

โดยสินทรัพย์รวมของบริษัทฯ ณ วันที่ 30 กันยายน 2561 มีจำนวน 22,663 ล้านบาท หนี้สิน 10,967 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 11,696 ล้านบาท และมีอัตราส่วนหนี้สิน: ทุนเพียง 0.94 เท่า ซึ่งแสดงถึงความแข็งแกร่งของบริษัทฯ

TTW มุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของประชาชน คำนึงถึง คุณภาพ ความสะอาด รวมไปถึงความเพียงพอ ต่อเนื่องของการให้บริการ และจะไม่หยุดนิ่ง ในการพัฒนาเดินหน้าเพื่อยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้น

Fintech และ เทคโนโลยีสมัยใหม่: ตอบรับโอกาสพร้อมทั้งเข้าใจความเสี่ยงกับกรณีศึกษาประเทศสิงค์โปร์

Disruptive technology หรือ นวัตกรรมเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ได้สร้างผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อเศรษกิจทั่วโลก ธุรกิจหนึ่งที่ได้รับผลกระทบชัดเจนทั้งแง่บวกและลบจาก disruptive technology ก็คือธุรกิจการเงินและการธนาคาร ยิ่งเป็นโลกดิจิตอลมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็ยิ่งจำเป็นต้องปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงยิ่งข้น ซึ่งไม่เพียงแต่ธุรกิจการเงินการธนาคารเท่านั้น แต่ธุรกิจประเภทอื่น ๆเองต่างก็ได้รับผลกระทบจาก disruptive technology ด้วยเช่นกัน  การที่ธุรกิจต่าง ๆนำเทคโนโลยีมาใช้งาน มีการเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายมากขึ้น ก็นำไปสู่ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อทั้งตัวบริษัทเองและระบบเครือข่าย ทำให้ธุรกิจต้องแบกรับความเสี่ยงที่ไม่สามารรถคาดการณ์ล่วงหน้าเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

โอกาสมักมาพร้อมกับความเสี่ยง  ในข้อดีของเทคโนโลยี ก็มีความเสี่ยงที่เราต้องระวัง ต้องประเมิน บริหารจัดการและป้องกันอย่างเหมาะสม ความเสี่ยงที่เกี่ยวเนื่องกับ Disruptive technology สามารถแบ่งได้เป็นหลายระดับดังต่อไปนี้

ระดับความเสี่ยง 1: ผลกระทบระดับองค์กร

ต้องมีการวิเคราะห์ความซับซ้อนที่เกิดขึ้น  ผู้บริหารด้านความเสี่ยงหรือ CRO (Chief Risk Officer) ของสถาบันการเงินจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการวางกลยุทธ์ในการกำกับดูแลและการควบคุมขององค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของความเสี่ยงในระดับปฏิบัติการ เช่น การป้องกันการฟอกเงิน และ การต่อต้านการจัดหาเงินทุนของการก่อการร้าย, ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล, และ ความเสี่ยงด้านไซเบอร์

ระดับความเสี่ยง 2: ผลกระทบระดับกลุ่มอุตสาหกรรม

ในปัจจุบันองค์กรทางการเงินมีความเสี่ยงอย่างสูง ที่การบริการทางด้านการเงินแบบเดิมจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น Blockchain หรือ P2P lending  ตัวอย่างการปรับตัวที่หลายองค์กรกำลังเดินหน้าทำคือการ ร่วมมือกันกับบริษัท Fintech เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาด

ระดับความเสี่ยง 3: ผลกระทบระดับบุคคลและสังคม

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีใหม่ๆก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงกับการปฏิบัติงานขององค์กร งานพื้นฐานที่ไม่ได้มีความซับซ้อนมีโอกาสสูงที่จะโดนทดแทนโดยระบบอัตโนมัติ ในขณะที่สายงานที่มีความซับซ้อนและต้องการการวิเคราะห์ อาจได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีที่จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น นี่เป็นสัญญานเตือนให้องค์กรเตรียมพร้อมบุคลากร กับการเปลี่ยนแปลงของความรู้ความชำนาญสำหรับการทำงานในอนาคต

กรณีศึกษา: การรับมือกับความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงของประเทศสิงค์โปร์

สิงคโปร์เป็นประเทศที่โดดเด่นในด้านการขับเคลื่อนและส่งเสริมเทคโนโลยีสารสนเทศ ในทุกส่วนของสังคมมาเป็นเวลานาน รวมถึงการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีในภูมิภาค สิงค์โปร์ให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมพร้อมๆไปกับการควบคุมและระวัง ที่จะเอื้อการพัฒนาเติบโตของนวัตกรรมที่ยั่งยืน

โดยสิงค์โปร์วางนโยบายและแนวทางปฏิบัติไว้เป็น 3 หัวข้อหลัก ดังต่อไปนี้

1) วิสัยทัศน์: การลงทุนระยะยาวในอนาคต

ภายใต้แผนงาน  “Smart Nation Transformation” รัฐบาลสิงคโปร์ได้ลงทุนจำนวนหลายพันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Industry Transformation Programme) และกองทุนงานวิจัย (National Research & National Productivity Funds) เพื่อให้มั่นใจว่า ภาคธุรกิจและวิชาการได้รับแรงจูงใจ และส่งเสริมการลงทุนในการวิจัยเพื่อพัฒนาให้สิงคโปร์เป็นผู้ทำทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี 

2) การศึกษา: การบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถให้เป็นผู้นำในอนาคต

รัฐบาลสิงคโปร์ลงทุนกว่า 145 ล้านเหรียญสิงคโปร์ ผ่านทางสภาเศรษฐกิจในอนาคต (The Future Economy Council (FEC)) เพื่อสนับสนุนและเพิ่มทักษะของบุคลากรตนเองโดยใช้โปรแกรมการเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น TechSkills Accelerator (TeSA) และ SkillsFuture for Digital Workplace เพื่อให้มั่นใจได้ว่าพลเมืองของประเทศมีความพร้อมที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ

3) นวัตกรรม: งานวิจัยที่สอดคล้องกับภาคอุตสาหกรรม

เพื่อลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยทางวิชาการ(ภาคทฤษฎี) และอุตสาหกรรม(ภาคปฏิบัติ)   Agency for Science and Technology Research (A*STAR) มีโครงการต่าง ๆ เช่น Tech Depot ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงเทคโนโลยีและดิจิตอลโซลูชั่นสำหรับองค์กรในท้องถิ่น และ Tech Access ซึ่งช่วยให้ องค์กรขนาดกลาง และ ขนาดย่อม (SME) สามารถเข้าถึงอุปกรณ์เทคโนโลยีและบุคลากรที่มีความชำนาญได้  นอกจากนั้นรัฐบาลยังให้ความสำคัญไปที่โครงการหุ่นยนต์เพื่อกระตุ้นการใช้หุ่นยนต์ให้แพร่หลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการก่อสร้าง

สำหรับอุตสาหกรรมทางการเงินแล้ว นี่อาจเป็นตัวเปลี่ยนเกมสำหรับองค์กรที่จะเพิ่มความสามารถและบริการแบบใหม่  รวมถึงวิธีการปรับตัวต่อตลาดและเศรษฐกิจที่พัฒนาตามเทคโนโลยี โดยการส่งเสริม ความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และความร่วมมือระหว่างองค์กร การบริหารจัดการความเสี่ยงโดยรวมและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคม

ในวันที่ 12-16 พฤศจิกายน 2018 สิงคโปร์จะเป็นเจ้าภาพจัดงาน Singapore FinTech Festival 2018 ซึ่งเป็นเวทีที่ใหญ่ที่สุดสำหรับ FinTech ทั่วโลก ซึ่งรวมไปถึงงานที่น่าตื่นเต้น เช่น FinTech Conference & Exhibition, Global FinTech Hackcelerator Demo Day, AI in Finance Summit และอื่น ๆ

Deloitte ในฐานะผู้สนับสนุนหลักของงานนี้ ใคร่ขอเรียนเชิญบริษัท FinTech และสถาบันการเงินรวมไปถึงสมาคมการเงินที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานระดับโลกในครั้งนี้ ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ที่ https://fintechfestival.sg/  และดูข้อมูลเกี่ยวกับ Deloitte Insight ของงานปีนี้และในอดีตที่: https://www2.deloitte.com/sg/en/pages/financial-services/topics/singapore-fintech-festival.html หลังงานเราจะมาแชร์ว่ามีข้อมูลที่น่าตื่นเต้นน่าสนใจ รวมถึงนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นภายใน Fintech Festival  รอติดตามนะครับ

แหล่งข้อมูล: Deloitte FSIReview Issue 18, August 2018

“AGE” โชว์งบ 9 เดือนกำไร 92 ล้านบาท โลจิสติกส์รุ่ง ส่อแววทั้งปีโกยรายได้โต 20-25% ตามคาด

บมจ.เอเชีย กรีน เอนเนอจี (AGE) แจ้งไตรมาส 3/61 โชว์รายได้รวมแตะ  2,236  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10 % ขณะที่กำไรสุทธิ 13 ล้านบาท ส่งผล 9 เดือน กวาดยอดขายถ่านหิน 2.64 ล้านตัน จากการจำหน่ายถ่านหินในประเทศ และต่างประเทศ เพิ่มขึ้น ด้านผู้บริหาร “พนม ควรสถาพร” เผยธุรกิจขนส่งด้านโลจิสติกส์ ส่อแววดาวรุ่ง สร้างฐานโกยรายได้เข้าบริษัทฯ พร้อมระบุ มั่นใจภาพรวมผลการดำเนินงานในปีนี้ มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น 20-25% ตามเป้าที่วางไว้

นายพนม ควรสถาพร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด(มหาชน) หรือ AGE ผู้จัดจำหน่ายถ่านหินบิทูมินัส (ถ่านหินสะอาด) เปิดเผยถึงผลประกอบการงวดไตรมาส 3/2561 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2561 ว่า บริษัทฯมีรายได้รวม 2,236 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งที่มีรายได้รวม 2,039 ล้านบาท โดย รายได้ดังกล่าวมาจากธุรกิจขายถ่านหิน ที่ 2,092 ล้านบาท และรายได้จากธุรกิจให้บริการที่ 144 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิ อยู่ที่ 13 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 73 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ส่วนผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกปี 2561 ของบริษัทฯมีรายได้รวม 5,876 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 26  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่ง มีรายได้รวม อยู่ที่ 4,659 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 92 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1.6

ทั้งนี้ สาเหตุที่บริษัทฯมีผลการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น เป็นผลจากการขยายตลาด และมีการวางกลยุทธ์การขาย ทั้งในประเทศ และ ต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยจะเห็นจากปริมาณการขายในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ อยู่ที่ 2.64 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 34 จากงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มีปริมาณการขายอยู่ที่ 1.97 ล้าน ขณะเดียวกันบริษัทฯยังมีรายได้ จากธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ด้านการขนส่ง ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามจำนวนกองเรือลำเลียง 12 ลำ โดยรายได้จากธุรกิจบริการ ช่วง 9 เดือนอยู่ที่ 317 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 219 จากปีที่ผ่านมา

“ผลการดำเนินงานใน 9 เดือนที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มขึ้น จากการขยายตลาดในประเทศ และต่างประเทศ และรายได้จากธุรกิจโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น จากการขยายกองเรือลำเลียง รวมทั้งขยายพื้นที่กองเก็บคลังสินค้าเพิ่ม โดยบริษัทมองว่ารายได้ในส่วนนี้จะทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงในปีหน้า” นายพนม กล่าว

ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เอเชีย กรีน เอนเนอจี (AGE)  กล่าวถึงภาพรวมธุรกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ โดยยังคงมั่นใจว่าในปีนี้ บริษัทฯจะมีอัตราการเติบโตของรายได้รวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 20-25 จากปี 2560 ที่บริษัทฯมีรายได้รวม 5,949 ล้านบาท และยอดขายถ่านหินที่ระดับ 3 ล้านตัน ขณะที่ธุรกิจการให้บริการโลจิสติกส์ และคลังสินค้า บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ที่ร้อยละ 5 จากรายได้รวม เติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีรายได้ ร้อยละ 2.5 ของรายได้รวม

บริษัทฯได้ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้รวมในปี 2562 อยู่ที่เติบโตร้อยละ 20 หรือ 9,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นสัดส่วนรายได้จากธุรกิจถ่านหินร้อยละ 90 และรายได้จากธุกิจให้บริการ ร้อยละ 10 คาดว่าสัดส่วนรายได้จากธุรกิจถ่านหินในประเทศจะอยู่ที่ร้อยละ 75  และ รายได้จากการขายถ่านหินในต่างประเทศในอยู่ที่ร้อยละ 15

ธุรกิจด้านโลจิสติกส์ ขนส่งทางน้ำและทางบก รวมทั้งการให้บริการท่าเรือ และคลังสินค้านั้น บริษัทฯ ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ในปี 2562 ที่ร้อยละ 10 ของรายได้รวม โดยบริษัทฯได้ขยายพื้นที่คลังสินค้า เพื่อเพิ่มพื้นที่กองเก็บถ่านหิน และพื้นที่ให้บริการ รวมทั้งมีการต่อเรือลำเลียงเพิ่มเติมจำนวน 12 ลำ คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 1 ปี 2562 ทำให้บริษัทฯ จะมีกองเรือลำเลียงทั้งหมด 24 ลำ ซึ่งสามารถรองรับความต้องการใช้บริการขนส่งทางน้ำ ของบรรดากลุ่มผู้ประกอบการในหลายอุตสาหกรรม ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

BEM รับรางวัล Thailand Sustainability Investment 2018

บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ได้รับคัดเลือกอยู่ในรายชื่อ Thailand Sustainability Investment 2018 (THSI) หรือหุ้นยั่งยืน ประจำปี 2561 ในฐานะบริษัทจดทะเบียนที่มีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการบริหารงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล ตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการสร้างผลตอบแทนที่ดีทางเศรษฐกิจ เมื่อเร็วๆ นี้