เอพี ไทยแลนด์ ยิ้มรับความสำเร็จ รายได้รวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 27,110 ล้านบาท

 (สำนักงานใหญ่) - เอพีประกาศความสำเร็จรายได้รวม ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2561 พุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 27,110 ล้านบาท ผลจากการที่สินค้าแนวราบและคอนโดโตต่อเนื่อง ชูไฮไลต์เด็ดประจำไตรมาส VITTORIO อัลตร้า-ลักซ์คอนโดมิเนียม คีย์ไดรฟ์สำคัญหนุนรายได้พุ่งหลังปิดการขายทั้งโครงการ ด้านกำไรสุทธิรวม โตขึ้น 62% หรือกว่า 2,900 ล้านบาท ยอดขายรวม 10 เดือนคิดเป็น 38,540 ล้านบาท โค้งสุดท้ายของปีเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่อง มั่นใจสิ้นปีเตรียมยิ้มรับยอดขายที่คาดว่าจะทะลุเป้าอีกครั้ง

นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาถือว่าเกินความคาดหมายเป็นที่น่าพึงพอใจอย่างมาก ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในภาพรวมของเอพี ณ สิ้นไตรมาส 3 ของปี มีอัตราการเติบโตที่สูงมากเป็นประวัติการณ์ โดยสร้างรายได้รวมจากสินค้าแนวราบ กลุ่มคอนโดมิเนียม (100%JV) และธุรกิจอื่นๆ ได้สูงถึง 27,113 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.9% หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีรายได้รวมเท่ากับ 18,090 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากที่สินค้าแนวราบและคอนโดเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะใน   ไตรมาส 3 นี้ ส่วนหนึ่งของยอดรับรู้รายได้ที่เพิ่มขึ้น มาจากการทยอยโอนกรรมสิทธิ์โครงการ VITTORIO คอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ระดับอัลตร้า-ลักซ์ ซึ่งปัจจุบันประสบความสำเร็จอย่างสูงสามารถปิดการขายทั้งโครงการได้เป็นที่เรียบร้อย  ด้านกำไรสุทธิรวม ณ สิ้นไตรมาส 3 (Net Profit) สูงถึง 2,903 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62% หากเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2560 ที่มีกำไรสุทธิรวมเท่ากับ 1,792 ล้านบาท

“หนึ่งใน Key Success ของการพัฒนาโครงการเอพีคือ การมีสินค้าที่หลากหลายครอบคลุมทุกความต้องการของคนเมือง ทั้งในเรื่องของโมเดลสินค้าที่พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานการเข้าใจถึงความต้องการแฝงอย่างแท้จริง การกำหนดแพคเกจราคาขาย ตลอดจนจำนวนโครงการที่ตั้งอยู่ในทำเลรอบกรุงเทพ ซึ่งโครงการ VITTORIO ถือเป็นหนึ่งใน Key Drive ที่สำคัญต่อการเติบโตของรายได้รวม ณ สิ้นไตรมาส 3 ของปีนี้ นอกเหนือจากโครงการอื่นๆ ของเอพีทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียมที่ภาพรวมการโอนกรรมสิทธิ์ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง สะท้อนได้ถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าเครือ  เอพีเสมอมา ซึ่งมั่นใจว่าบริษัทฯ จะสามารถสร้างรายได้รวมได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน”  นายอนุพงษ์ กล่าวเสริม   

สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 10 เดือนแรก ณ วันที่ 31 ตุลาคมนี้ บริษัทฯ สร้างยอดขายรวมได้แล้วถึง 38,545 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากคอนโดมิเนียมมูลค่า 20,930 ล้านบาท แนวราบมูลค่า 17,615 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถสร้างยอดขายได้แล้วราว 96.8% ของเป้ายอดขายปี 2561 ที่ปรับขึ้นใหม่ (เป้ายอดขาย 39,800 ล้านบาท)

ทั้งนี้ในไตรมาส 4 บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการทั้งสิ้น 12 โครงการ มูลค่า 16,840 ล้านบาท  เปิดไปแล้วจำนวน 9 โครงการ 13,200 ล้านบาท คงเหลือเปิดตัวในช่วงโค้งสุดท้ายของปีอีกจำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 3,640 ล้านบาท โดยหนึ่งในไฮไลท์คือการเปิดพรีเซลคฤหาสต์หรู The Palazzo ศรีนครินทร์อย่างเป็นทางการในวันที่ 17-18 พฤศจิกายนนี้ รวมถึงยังคงมีโครงการอยู่ในพอร์ตพร้อมขาย ในทำเลศักยภาพรอบกรุงเทพอีกกว่า 100 โครงการ มูลค่าคงเหลือขายประมาณ 53,000 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่า ณ สิ้นปีจะสามารถทำยอดขายทะลุเป้าได้อย่างแน่นอน

“บริษัทฯ ยังคงมุ่งสู่เป้าหมายใหญ่ในการนำพาเอพีก้าวขึ้นสู่การเป็น 1 ใน 3 ของผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย ภายใต้พันธกิจสำคัญ คือการส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีในการอยู่อาศัย ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการคิดค้นนวัตกรรมดีไซน์ใหม่ๆ ให้กับวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย และวางแผนจัดตั้งหน่วยงานพิเศษ เพื่อทำหน้าที่ค้นหา คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมที่ส่งเสริมและยกระดับรูปแบบการดำเนินชีวิต สู่ประสบการณ์อยู่อาศัยในอสังหาริมทรัพย์สู่วิถีใหม่ๆ อย่างครบถ้วนด้วยคุณภาพ ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย เข้าถึงความหมายของคำว่าคุณภาพชีวิตที่ลูกค้าต้องการอย่างแท้จริง และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น” นายอนุพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ สรุปตัวเลขทางการเงินเฉพาะไตรมาส 3 ปี 2561 บริษัทฯ มีรายได้รวมจากสินค้าแนวราบกลุ่มคอนโดมิเนียม (100%JV) และธุรกิจอื่นๆ เท่ากับ 9,203 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 54.3% หากเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2560 ที่มีรายได้รวมเท่ากับ 5,965 ล้านบาท ด้านกำไรสุทธิเท่ากับ 915 ล้านบาท เติบโต 43.9% หากเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2560 ที่ได้ 636 ล้านบาท  

ณ 31 ตุลาคม 2561 บริษัทฯ มีสินค้ารอรับรู้รายได้ (Backlog) มูลค่ามากถึง 54,147 ล้านบาท เป็นโครงการแนวราบมูลค่าราว 7,542 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมมูลค่า 46,605 ล้านบาท (รวมโครงการร่วมทุน) ซึ่งคาดว่าจะรับรู้ภายในปีประมาณ 4,025 ล้านบาท และส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้ไปจนถึงปี 2566

“เอพี ไทยแลนด์ กล้าที่จะแตกต่าง ผู้นำด้านนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยสำหรับคนเมือง”

FTE เผยไตรมาส 4 แนวโน้มดี ความต้องการใช้งานอุปกรณ์-ระบบดับเพลิงเพิ่ม มั่นใจรายได้ทั้งปีโต 10% หรือ 1,080 ล้านบาท รักษาอัตรากำไร 12-13% ลุยขยายตลาดโรงงานอุตสาหกรรม ประมูลงานภาครัฐ - เอกชนต่อเนื่อง เตรียมปิดดีล 10 โครงการ มูลค่า 120 ล้านบาท หนุน Backlog 400 – 420 ล้านบาท ขณะที่ผลประกอบการ 9 เดือน รายได้ 727.48 ล้านบาท กำไร 89.03 ล้านบาท บริหารต้นทุนดี   ดันอัตรากำไรขั้นต้น 28.04%

นายทักษิณ ตันติไพจิตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฟร์เทรดเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) (FTE) ผู้นำธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์-ระบบดับเพลิงแบบครบวงจร บริการออกแบบ รับเหมาติดตั้ง ซ่อมแซม ตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์ดับเพลิง และงานระบบที่เกี่ยวข้องกับการดับเพลิง เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอุปกรณ์-ระบบดับเพลิงไตรมาส 4 มีแนวโน้มที่ดีอย่างต่อเนื่อง ความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นจากการลงทุนภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรม บริษัทมั่นใจว่ารายได้ในปีนี้จะเติบโต 10% หรือ 1,080 ล้านบาท และรักษาอัตรากำไรที่ระดับ 12-13% ตามเป้าหมายที่วางไว้

“หลังจากบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ธุรกิจของบริษัทเป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น ส่งผลให้ลูกค้าไว้วางใจและเปิดโอกาสให้บริษัทนำเสนอสินค้าและบริการ ถือเป็นโอกาสสร้างการเติบโตทางธุรกิจ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาบริษัทขยายตลาดอุปกรณ์-ระบบดับเพลิงเข้าไปในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และโรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยในช่วงไตรมาส 4 จะสามารถรับรู้รายได้งานระบบดับเพลิงจำนวนมาก บริษัทจึงมีแผนที่จะขยายตลาดโรงงานอุตสาหกรรม พร้อมเดินหน้าเข้าประมูลโครงการภาครัฐ-เอกชนอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอผลพิจารณางานออกแบบติดตั้งระบบดับเพลิงเพิ่มเติมอีก 10  โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมอยู่ที่ประมาณ 120 ล้านบาท คาดว่าจะทยอยทราบผลภายในไตรมาส 2 ปี 2562 นี้” นายทักษิณ กล่าว

ส่วนมูลค่างานในมือ (Backlog) ของบริษัท ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2561 อยู่ที่ 400 ล้านบาท แบ่งเป็นงานจัดจำหน่าย 130 ล้านบาท งานออกแบบติดตั้งระบบดับเพลิง 270 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้จำนวนประมาณ 230 ล้านบาท หรือประมาณ 57.50% ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้รายได้จนถึงปี 2562 

สำหรับผลประกอบการงวด 9 เดือนปี 2561 บริษัทมีรายได้รวม 727.48 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 732.55  ล้านบาท จำนวน 5.07 ล้านบาท หรือลดลง 0.69% และมีกำไรสุทธิ 89.03 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 94.55 ล้านบาท จำนวน 5.52 ล้านบาท หรือลดลง 5.84%

ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2561 มีรายได้รวม 248.54 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 279.89 ล้านบาท จำนวน 31.35 ล้านบาท หรือลดลง 11.20% และมีกำไรสุทธิ 30.57 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 40.10 ล้านบาท จำนวน 9.53 ล้านบาท หรือลดลง 23.76%

ทั้งนี้ผลประกอบการของบริษัทปรับตัวลดลง เนื่องจากโครงการขนาดใหญ่บางส่วนส่งมอบงานล่าช้า และมีบางโครงการที่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง ส่งผลให้บริษัทมีการตั้งสำรองหนี้สูญจำนวน 6.12 ล้านบาท ทั้งนี้คาดว่างานโครงการดังกล่าวจะสามารถส่งมอบงานได้ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2562 นี้ อย่างไรก็ตามบริษัทมีการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี ถึงแม้จะมีความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ส่งผลให้บริษัทมีอัตราส่วนกำไรขั้นต้นงวด 9 เดือนดีขึ้นอยู่ที่ 28.04% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 26.00%

สหไทย เทอร์มินอล (PORT) แจ๋วจริง โชว์กำไรโตกว่า 155 %

สหไทย เทอร์มินอล (PORT) หนึ่งในผู้นำการให้บริการท่าเทียบเรือและโลจิสติกส์แบบครบวงจร โชว์กำไรไตรมาส 3 ปีนี้เติบโต 118.13 % ในขณะที่ผลประกอบการ 9 เดือน เติบโต 155.75% จากปีก่อน

คุณเสาวคุณ ครุจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สหไทย เทอร์มินอล จำกัด (มหาชน) หรือ PORT กล่าวว่า “บริษัทฯมีความยินดีที่จะรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2561 ซึ่งบริษัทฯมีรายได้รวม 411.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.62% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรขั้นต้น 106.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72.29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 38.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิ 17.61 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิ 25.98 ล้านบาท ในไตรมาสที่ผ่านมา โดยสาเหตุหลักมาจากปริมาณการให้บริการท่าเรือที่เพิ่มขึ้น และบริษัทย่อย (บริษัท บางกอก บาร์จ เทอร์มินอล จำกัด “BBT”) เริ่มมีผลประกอบการที่เป็นกำไร พร้อมทั้งยังกล่าวเสริมว่า สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปีทางบริษัทฯยังคาดการว่า ปริมาณการให้บริการตู้สินค้าจะยังคงอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงประมาณการที่วางไว้ ประกอบกับการเปิดดำเนินการลานซ่อมและบำรุงรักษาตู้ของบริษัท จะช่วยให้ผลการดำเนินการโดยรวมของบริษัทเติบได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

สหไทย เทอร์มินอล ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงปลายปี 2560 โดยหนึ่งในวัตถุประสงค์หลักในการออกหุ้นเพิ่มทุนก็เพื่อนำมาลงทุนขยายธุรกิจลานซ่อมและบำรุงรักษาตู้ ในนามบริษัทย่อย (บริษัท บางกอก คอนเทนเนอร์ เดโป เซอร์วิส จำกัด “BCDS” ) ซึ่งได้เปิดดำเนินการเรียบร้อยแล้วทั้งโครงการในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ลานจัดเก็บตู้สินค้า ดูแลและซ่อมบำรุงตู้สินค้าแห่งใหม่นี้มีเนื้อที่รวม 37 ไร่ โดยพื้นที่เฟสสองที่เพิ่งเปิดให้บริการไปมีเนื้อที่ 22 ไร่ สามารถให้บริการดูแลและซ่อมบำรุงตู้ได้ปีละประมาณ 350,000 ทีอียู นอกจากนี้การย้ายกิจกรรมดังกล่าวออกจากพื้นที่ท่าเรือไปยังพื้นที่ใหม่ จะช่วยเพิ่มพื้นที่ให้บริการหลังท่าเรือ ทำให้สามารถรองรับปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเรือได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20% หรือ 80,000 ทีอียู จากความสามารถเดิมที่มีอยู่ แต่อย่างไรก็ตามต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน ในการปรับพื้นที่เดิมก่อนที่จะเริ่มให้บริการได้ ซึ่ง capacity ที่เพิ่มขึ้นมาจะเป็นปัจจัยในการเติบโตของรายได้ในอนาคตต่อไป

นอกจากนี้บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างศึกษาโครงการท่าเรือเชิงพาณิชย์ร่วมกับ บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด และพันธมิตรต่างชาติอีกแห่ง โดยคาดว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่ม capacity ในการให้บริการเรือขนส่งตู้สินค้าระหว่างประเทศที่มีความต้องการเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน

บริษัท สหไทย เทอร์มินอล จำกัด (มหาชน) หรือ PORT เป็นผู้ให้บริการท่าเรือเอกชนครบ วงจรรายใหญ่ของประเทศไทยโดยให้บริการตั้งแต่ 1. ธุรกิจการให้บริการท่าเทียบเรือเชิงพาณิชย์ครบวงจรสำหรับเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (Feeder) และเรือขนส่งสินค้าชายฝั่ง (Barge)  รวมถึงการให้บริการบรรจุสินค้าเข้าและถ่ายสินค้าออกจากตู้คอนเทนเนอร์ (CFS) และซ่อมแซมทำความสะอาดตู้คอนเทนเนอร์ (Container Depot) 2. ธุรกิจการให้บริการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทางบก ภายในบริเวณจังหวัดกรุงเทพมหานครและปริมณฑลบริเวณเขตพื้นที่แหลมฉบัง 3. ธุรกิจการให้บริการพื้นที่จัดเก็บตู้คอนเทนเนอร์และคลังสินค้าโดยให้บริการพื้นที่ลานพักตู้คอนเทนเนอร์ และคลังจัดเก็บสินค้ากับลูกค้า ทั้งที่เป็นเขตให้บริการปกติและปลอดภาษีอากร (Free Zone) ซึ่งปัจจุบัน บริษัทฯให้บริการแก่กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลกกลุ่มธุรกิจ e-commerce และอีกหลากหลายอุตสาหกรรม 4. ธุรกิจการให้บริการ เกี่ยวเนื่องอื่นๆ อาทิ การให้บริการ Freight Forwarding เป็นต้น

SONIC โชว์ผลงาน 9 เดือนรายได้พุ่ง 21.85% จ่อปันผล 0.045 บาท/หุ้น
พร้อมผนึก “ ซีกัลล์ ซัพพลาย เชน ” รุกให้บริการขนส่งข้ามแดน เจาะตลาด CLMV

บมจ.โซนิค อินเตอร์เฟรท (SONIC) ประกาศผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนมีรายได้จากการให้บริการ จำนวน 860.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  21.85% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันกับปีก่อน และกำไรสุทธิ 37.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.29% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันกับปีก่อน จากการขยายตัวธุรกิจโลจิสติกส์ ทั้งทางทะเล ทางบก และอากาศ ด้านผู้บริหาร “ดร.สันติสุข โฆษิอาภานันท์” ระบุบอร์ดมีมติจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.045 บาท/หุ้น ล่าสุดจับมือ “ซีกัลล์ ซัพพลาย เชน”  หนึ่งในผู้นำการให้บริการธุรกิจขนส่งสินค้าผ่านชายแดนไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ ทางรถบรรทุก เช่าอาคารสถานที่ ศูนย์จัดเก็บสินค้า และมีแผนต่อยอดการส่งสินค้าข้ามแดนเพิ่มขึ้น เล็งบุกตลาดCLMV  พร้อมเดินตามแผนขยายการลงทุน เพื่อรองรับการให้บริการลูกค้า ในเขตEEC ตอกย้ำรายได้ปีนี้แตะ 1,000 ล้านบาท     

ดร.สันติสุข โฆษิอาภานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โซนิค อินเตอร์เฟรท จำกัด (มหาชน) หรือ SONIC ผู้นำธุรกิจให้บริการการจัดการระบบโลจิสติกส์แบบครบวงจรระดับภูมิภาค เปิดเผยถึงผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกปี 2561 สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2561 ว่า บริษัทฯ มีรายได้จากการให้บริการ  860.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.85% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 706.20 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 37.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.29%  จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 35.19 ล้านบาท

ขณะที่ภาพรวมผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3/2561 บริษัทฯมีรายได้จากการให้บริการ 311.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.81% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 234.40 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 11.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.97% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 10.29 ล้านบาท

สำหรับสาเหตุที่บริษัทฯมีผลการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทฯมีการบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น  รวมถึงปริมาณงานทั้งในประเทศ และ ระหว่างประเทศ มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น จากความต้องการใช้บริการขนส่งทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ  ส่งผลให้อัตราการเติบโต  จากยอดขายและบริการ จาก3 ธุรกิจหลัก 1) ธุรกิจบริการขนส่งทางเรือ ซึ่งเติบโตเพิ่มขึ้น 22.07% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 2) ธุรกิจบริการขนส่งทางบก จากการขยายจำนวนรถที่ให้บริการ และเส้นทางขนส่งแบบข้ามพรมแดน ที่เติบโตเพิ่มขึ้น 8.30 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 3) การเติบโตของธุรกิจการจัดการขนส่งทางอากาศ ที่เติบโตเพิ่มขึ้น 104.41 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งจากอัตราการเติบโตดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทฯ มีอัตรากำไรขั้นต้น อยู่ที่ 20%

นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯได้มีมติจ่ายปันผลระหว่างกาลประจำงวดปี 2561 (ม.ค.-ก.ย.) ในอัตรา 0.045 บาทต่อหุ้น คิดเป็นผลตอบแทนประมาณ 2.8% เทียบกับราคาปิดวันที่ 13 พฤศจิกายน โดยจะมีการกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล (Record date) วันที่ 28 พฤศจิกายน และกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 27 พฤศจิกายน เพื่อจ่ายปันผลในวันที่ 12 ธันวาคม ที่จะถึงนี้

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โซนิค อินเตอร์เฟรท (SONIC) กล่าวเพิ่มเติมว่า ล่าสุด บริษัทฯได้เซ็นสัญญาความร่วมมือทางธุรกิจ กับกลุ่มบริษัท ซีกัลล์ ซัพพลาย เชน (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติมาเลเซีย หนึ่งในผู้นำการให้บริการธุรกิจขนส่งสินค้าผ่านชายแดนไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ ทางรถบรรทุก  ซึ่งได้มีการเช่าอาคารสถานที่ศูนย์จัดเก็บสินค้า บนพื้นที่ขนาด 2,000 ตารางเมตร เพื่อรองรับการกระจายสินค้า และการขนส่งข้ามแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งในเบื้องต้น บริษัทฯจะเริ่มทยอยรับรู้รายได้ จากการเช่าพื้นที่ของ บริษัท ซีกัลล์ ซัพพลาย เชน ตั้งแต่เดือนธันวาคมนี้ เป็นต้นไป และจะรับรู้รายได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ไตรมาส 1/ 2562

ทั้งนี้ นอกจากความร่วมมือดังกล่าวแล้ว  ยังเป็นการต่อยอดทางธุรกิจ เพื่อรองรับการขยายตลาดไปในกลุ่มประเทศ CLMV อาทิ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้อีกด้วย ซึ่งการที่ SONIC มี strategic partner ที่ดีอย่าง กลุ่มบริษัท ซีกัลล์ ซัพพลาย เชน (ไทยแลนด์) จำกัด เข้ามาในครั้งนี้จะเป็นการเสริมทัพทางธุรกิจให้กับบริษัทฯได้เป็นอย่างดี 

พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายการลงทุน ตามแผนที่บริษัทฯวางไว้ ไม่ว่าจะเป็น 1.ลงทุนเพิ่มจำนวนรถบรรทุกหัวลาก หางลากและรถบรรทุก เพื่อขยายการให้บริการธุรกิจขนส่งทางบกและการขนส่งข้ามชายแดน (Cross-border transport) ให้มีความครอบคลุมกว้างขวางมากยิ่งขึ้น 2. การลงทุนปรับปรุงอาคารและพื้นที่ศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าให้มีความทันสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการสินค้าและความรวดเร็วในการขนส่งและการให้บริการ  3. การลงทุนซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์ เพื่อดำเนินสาขาแหลมฉบัง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านค่าเช่าในระยะยาว และ ลงทุนพัฒนาระบบสารสนเทศ เพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดเก็บวิเคราะห์ข้อมูลการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ซึ่งแผนการลงทุนดังกล่าว เพื่อเป็นการรองรับการขยายตัวของกลุ่มลูกค้าเดิม และขยายฐานลูกค้ารายใหม่ ที่จะเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น และยังเป็นการรองรับการขนส่งด้านโลจิสติกส์ ที่จะขยายไปตามโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

“ประเทศไทยถือว่าเป็น ฮับด้านโลจิสติกส์ เนื่องจากความได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์ ซึ่งเอื้อต่อการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทั้งด้านทางบก ทางทะเล และทางอากาศ รวมไปถึงมีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทำให้มีอัตราการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจสูง ขณะที่ภาครัฐฯ ยังคงการส่งเสริมแผนพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับกิจกรรมการขนส่งสินค้า ดังนั้นจากปัจจัยดังกล่าว ทำให้ SONIC ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจในการให้บริการจัดการระบบโลจิสติกส์ ครบวงจร แบบ One Stop Service จะได้รับอานิงส์จากการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศ” ดร.สันติสุข กล่าว

อย่างไรก็ตาม สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานในปีนี้ บริษัทฯคาดว่าจะมีอัตราการเติบโต แตะ ระดับ 1,000 ล้านบาท  ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้จากการให้บริการ 964.30 ล้านบาท และ มีกำไรสุทธิ  47.92 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้หลักยังคงมาจากการให้บริการขนส่งสินค้าทางทะเล (Sea Freight) ประมาณ 65% รองลงมาธุรกิจการจัดการขนส่งทางบก ภายในประเทศ (Transport) และการจัดการขนส่งสินค้าข้ามแดน (Cross-border Transport) 25% และ ธุรกิจการจัดการขนส่งระหว่างประเทศทางอากาศ (Air Freight) 10% 

PDJ เผยงบ 9 เดือน ปรับกลยุทธ์การผลิต ลดต้นทุน ดันกำไรขั้นต้นดีที่สุดในรอบ 2 ปี ขณะที่ Q3/61 กำไรจากการดำเนินงานเป็นบวกที่ 7 ล้านบาท ด้านแนวโน้ม Q4/61 พร้อมบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ รักษาการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่อง

นายชนัตถ์ สรไกรกิติกูล ประธานกรรมการการเงินและบริหารความเสี่ยง บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน) “PDJ” ผู้นำธุรกิจผลิต จัดจำหน่าย และค้าปลีกเครื่องประดับอัญมณี เปิดเผยถึงผลประกอบการงวด 9 เดือนปี 2561 บริษัทมีรายได้รวม 2,039.67 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 108.47  ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีผลขาดทุน 143.80 ล้านบาท จำนวน ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 175.43%

ส่วนผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2561 มีรายได้รวม 716.07 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 627.23  ล้านบาท จำนวน 88.84 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 14.16%

ทั้งนี้ผลประกอบการงวด 9 เดือนของบริษัทมีกำไรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากรายได้พิเศษการขายที่ดินจำนวน 334.57 ล้านบาท อีกทั้งมีการปรับปรุงการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการขาย และอัตรากำไรขั้นต้นของฐานการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น ส่งผลให้บริษัททำกำไรขั้นต้นดีที่สุดในรอบ 2 ปีอยู่ที่ 603.04 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 29.57% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรขั้นต้น 575.83 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 26.19%

ขณะที่ผลประกอบการงวดไตรมาส 3 รายได้ปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากบริษัทมุ่งเน้นการขายและให้บริการไปยังลูกค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการขายลดลงเป็นผลมากจากการลดค่าใช้จ่ายจากบริษัทย่อย ส่งผลให้บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) กลับมาเป็นบวกอยู่ที่ 7 ล้านบาท

“แนวโน้มธุรกิจของบริษัทในช่วงไตรมาส 4 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้ง 3 ธุรกิจ โดยบริษัทจะรับรู้รายได้จากฐานการผลิต และธุรกิจค้าปลีกอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ฐานการจัดจำหน่ายมีแนวโน้มดีขึ้น รวมถึงบริหารจัดการต้นทุนทุกธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเชื่อว่าการดำเนินงานจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ส่งผลให้บริษัทสามารถรักษาการเติบโตให้อยู่ในระดับดีได้” นายชนัตถ์ กล่าว