“AECS ” มองทิศทางตลาดหุ้นไทยยังไม่ไปไหน
ให้กรอบดัชนี 1
,673 -1,708 จุด แนะกลยุทธ์เล่นหุ้นตามสัญญาทางเทคนิค

บล.เออีซี มองตลาดหุ้นไทย ยังคงแกว่งตัวในกรอบแคบๆ เหตุไร้ปัจจัยหนุน ให้กรอบดัชนีแนวรับ 1,673 และแนวต้าน 1,708 จุด ด้านฝ่ายวิจัย แนะลงทุนเชิงเทคนิคเป็นหลัก ชูหุ้น BDMS , WHA, ROJNA, BBL,  STEC ,THG , BRR, KSL สัญญาณทางเทคนิคไปได้สวย

บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) หรือ AECS   เปิดเผยว่า  ทิศทางการลงทุนในส่วนตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบแคบๆให้แนวรับ  1,673 จุด  และแนวต้าน 1,708 จุด โดยมองว่าภาพรวมของตลาดหุ้นไทยยังคงผันผวน เนื่องจากตัวแปรจากต่างประเทศ ที่เข้ามาเป็นตัวแปรที่สำคัญ ดังนั้นจึงแนะนำกลยุทธ์การลงทุน โดยให้อิงกับสัญญาซื้อทางเทคนิค ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลยุทธ์ในเชิงเทคนิค คือ กลุ่ม Aggressive :  หุ้นที่อยู่ในกรอบขาขึ้น แต่มีการพักตัว เช่น กลุ่มโรงพยาบาล BDMS , กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมฯ WHA, ROJNA, กลุ่มธนาคาร BBL, กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ KCE, กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง STEC

และ 2. กลุ่ม Defensive :  หุ้นทางต่ำที่รอเริ่ม Cycle รอบใหม่ เช่น กลุ่มโรงพยาบาล THG , หุ้นกลุ่มน้ำตาล (Trading): ด้วยอานิสงส์บวกจากราคาน้ำตาลโลกฟื้นตัวจากเดือน ส.ค. 61 ที่มีราคาราว 9 เซนต์ต่อปอนด์ ซึ่งปัจจุบันราคาปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 13.4 เซนต์ต่อปอนด์ ทำ New High ในรอบ 4.5 เดือน เนื่องจากปริมาณน้ำตาลส่วนเกินปรับตัวลดลงขณะที่ปริมาณการใช้น้ำตาลเพิ่มขึ้นทุกๆ ปีตามความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น มองเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มน้ำตาล เลือก BRR, KSL

อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัย มองว่า ปัจจัยที่ยังคงเป็นแรงกดดันตลาด จนทำให้ดัชนีแกว่งตัวในกรอบแคบๆ ยังคงเป็นความเสี่ยงที่จะเกิด Currency War หลังสัปดาห์ที่ผ่านมาจีนใช้มาตรการลด Reserve Requirement เพื่อเพิ่มสภาพคล่องใน เศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ส่งผลให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงสร้างความไม่พอใจให้กับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการลดยอดขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ

นอกจากนี้ ปัจจุบันนักลงทุนรอติดตามการประกาศรายชื่อประเทศที่เข้าข่ายถูกสงสัยว่าปั้นค่าเงิน ส่วนใหญ่เป็นประเทศในเอเชียซึ่งอาจจะตามมาด้วยการถูกสหรัฐฯ ใช้มาตรการทางการค้าที่รุนแรงขึ้น อีกทั้งเรื่องข้อพิพาทระหว่างสหรัฐฯ- ซาอุฯ ที่อาจรุกรามเป็นปัญหาทางศก. หลังผู้สื่อข่าวซาอุฯ ซึ่งเน้นเขียนวิจารณ์ผู้นำซาอุฯ หายตัวไป และมีโอกาสที่จะถูกฆาตกรรมในสถานฑูตซาอุฯ ในตุรกี ซึ่งสหรัฐฯ ประกาศว่าจะลงโทษซาอุฯ ด้วยมาตรการทาง ศก. ขณะเดียวกันซาอุฯ ก็ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมในการโต้ตอบสหรัฐฯ ด้วยการลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ให้เร่งตัวขึ้น

สุดท้ายเรื่องความคืบหน้าของแผนถอนตัวจาก BREXIT ระหว่างอังกฤษ และ EU ที่จะมีการเจรจารอบใหม่ โดยหากทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถตกลงปัญหาบริเวณเขตตอนเหนือของอังกฤษในช่วงหลัง BREXIT ได้ อาจส่งผลให้อังกฤษอาจถูกบังคับให้ออกจากกลุ่มโดยไร้ข้อตกลง ซึ่งจะส่งผลเสียต่อทั้งอังกฤษ และ EU

CHIC เปิดบ้านต้อนรับคณะสื่อมวลชน โชว์แผนธุรกิจและอัพเดทความพร้อมเข้าตลาด mai

นายกิจจา ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ และคณะผู้บริหาร บริษัท ชิค รีพับบลิค จำกัด (มหาชน) (CHIC) พร้อมด้วย นายวิชา โตมานะ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน ร่วมให้การต้อนรับคณะสื่อมวลชนที่เยี่ยมชมกิจการ พร้อมนำเสนอแผนธุรกิจโอกาสการเติบโต และความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ณ CHIC สาขาราชพฤกษ์ เมื่อเร็วๆนี้

รีจัส เผยการทำงานที่ยืดหยุ่นช่วยสร้างเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจโลก
มูลค่ากว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030

  • การทำงานที่ยืดหยุ่น คือหนทางแห่งการประหยัดงบการเงินทางธุรกิจ ลดต้นทุน และ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ที่ส่งผลอย่างกว้างขวางต่อระบบเศรษฐกิจโลก
  • คาดระบบเศรษฐกิจในสหรัฐฯ อาจมีมูลค่าการเติบโตถึง 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี
  • จีน มีแนวโน้มของมูลค่าเพิ่มรวม (GVA) สูงขึ้นถึงร้อยละ 193
  • ภายในปี 2030 การเติบโตของเทรนด์การทำงานที่ยืดหยุ่นจะช่วยประหยัดเวลาการเดินทางของผู้คนได้ถึง53 พันล้านชั่วโมง

จากการศึกษาเชิงสังคม-เศรษฐกิจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงด้านสถานที่ทำงาน พบว่า ภายในปี 2030 กระแสนิยมการทำงานที่ยืดหยุ่นจะช่วยสร้างเม็ดเงินให้เศรษฐกิจโลกสูงถึง 10.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผลสำรวจของ Regus (รีจัส) ดังกล่าวนี้ ได้จัดทำและวิเคราะห์โดยนักเศรษฐศาสตร์อิสระ ซึ่งได้สำรวจข้อมูลในกลุ่มประเทศสำคัญทั้ง 16 ประเทศ เพื่อเจาะลึกถึงรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นอย่างละเอียดตั้งแต่ปัจจุบันตลอดจนถึงปี 2030

ผลประโยชน์ด้านระบบเศรษฐกิจ

จากผลสำรวจ รีจัส พบว่าการจ้างงานในกลุ่มประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วจะมีความเชื่อมโยงกับพื้นที่ทำงานที่ มีความยืดหยุ่นมากขึ้นถึงร้อยละ 8 - 13 ภายในปี 2030 ทั้งนี้รูปแบบการทำงานที่มีความยืดหยุ่นสูงขึ้นจะช่วยประหยัดงบประมาณทางธุรกิจ ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งล้วนแต่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจโลกได้อย่างกว้างขวาง ตั้งแต่กลุ่มธุรกิจสำคัญๆ ไปจนถึงห่วงโซ่อุปทาน

ผลประโยชน์สำคัญ ซึ่งองค์กรที่มีพื้นที่ทำงานที่ยืดหยุ่นได้รับ ได้แก่ ประสิทธิภาพในเชิงธุรกิจและส่วนบุคคลที่จะเพิ่มสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจที่ลดลง ตลอดจนเวลาในการเดินทางที่ประหยัดลงนับล้านชั่วโมง โดยปัจจัยเหล่านี้ ถือได้ว่าเป็นการช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มรวมให้แก่ระบบเศรษฐกิจอีกด้วย

ด้วยปัจจัยเหล่านี้ จึงมีการคาดการณ์ว่าประเทศจีนและอินเดียจะมีมูลค่าเพิ่มรวม (GVA) ที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากพื้นที่การทำงานที่ยืดหยุ่น โดยมีแนวโน้มที่มูลค่าเพิ่มรวมในระบบเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 193 และร้อยละ 141 ตามลำดับ ซึ่งมีมูลค่าเท่ากับ 1.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับประเทศจีน และ มากถึง 375.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับประเทศอินเดียในแต่ละปี ในขณะที่สหรัฐฯมีแนวโน้มมูลค่าเพิ่มรวมจากรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นในระบบเศรษฐกิจน้อยกว่าเล็กน้อย ที่ร้อยละ 109 ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มรวมสูงสุดถึง 4.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ผลประโยชน์ต่อตัวบุคคล

จากผลการสำรวจยังพบว่าการทำงานที่ยืดหยุ่นไม่เพียงแต่สร้างประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ต่อตัวบุคคลด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มีพื้นที่การทำงานที่ยืดหยุ่น มีแนวโน้มที่จะรักงานของตนเองมากกว่าผู้ที่ทำงานในแวดวงเดียวกัน ซึ่งต้องทำงานในพื้นที่ทำงานแบบเดิมมากถึงสองเท่า

ทั้งนี้เหตุผลที่สำคัญคือพื้นที่การทำงานที่ยืดหยุ่นสามารถช่วยพวกเขาประหยัดเวลาได้มากขึ้น จากแบบจำลองการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ผู้คนจะเริ่มหันมาทำงานที่มีความยืดหยุ่นในอัตราที่สูงขึ้นกว่าปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางลงด้วยการทำงานได้จากสถานที่ต่างๆ จึงสามารถประหยัดเวลาได้ถึง 3.53 พันล้านชั่วโมง ภายในปี 2030 ซึ่งเทียบเท่ากับเวลาที่ใช้ไปในการทำงานแต่ละปีของคนทั่วไปจำนวนกว่า 2.01 ล้านคน

ผู้คนในประเทศจีน, สหรัฐฯ, อินเดีย และญี่ปุ่น สามารถประหยัดเวลาในการเดินทางได้อย่างมหาศาล ภายใต้สถานการณ์จำลองการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบรวดเร็วนี้ โดยเหล่าพนักงานในประเทศจีนจะสามารถลดระยะเวลาในการเดินทางจนได้รับเวลากลับคืนมาถึงสองชั่วโมง ในขณะที่พนักงานในสหรัฐฯ ก็สามารถลดระยะเวลาในการเดินทางจนเทียบเท่ากับการได้รับวันหยุดเพิ่มขึ้นมาอีกเกือบเต็มวัน

คุณเอียน ฮอลเลทท์ กรรมการผู้จัดการกลุ่มรีจัส กล่าวว่า “รูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นนับเป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่ไม่เพียงสร้างประโยชน์ต่อภาคธุรกิจ แต่ยังรวมไปถึงภาคสังคมและเศรษฐกิจ เนื่องจากผู้คนต่างเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจกว่าล้านองค์กรทั่วโลก"

"นับเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เห็นว่าสังคมของเรา ได้รับประโยชน์จากการทำงานอันยืดหยุ่นซึ่งทวีจำนวนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยมีแนวโน้มที่จะเติบโตไปจนถึงปี 2030 ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าการทำงานที่ยืดหยุ่นมีความสำคัญมากเพียงใดในช่วงทศวรรษที่กำลังจะมาถึง กลุ่มธุรกิจต่างๆ ควรมองเห็นถึงโอกาสสำคัญนี้เพื่อกลายเป็นส่วนหนึ่งของการพลิกโฉมพื้นที่การทำงาน และร่วมมอบพื้นที่การทำงานที่มีความยืดหยุ่นให้แก่เหล่าพนักงานทั่วโลกต่อไป"

คุณสตีเฟ่น ลูคัส จากสถาบัน Development Economics เผยว่า “การสำรวจในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการทำงานที่ยืดหยุ่นสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมอย่างมากมาย เริ่มตั้งแต่การช่วยให้ผู้คนได้รับเวลาส่วนตัวกลับคืนมามากยิ่งขึ้น ไปจนถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการสร้างงานและการปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงานให้ดียิ่งขึ้น นับเป็นการตอกย้ำได้อย่างดีว่ารูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น ได้ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจซึ่งภาคธุรกิจและผู้คนต่างๆจะได้พบในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า"

คุณโนเอล โค้ก ผู้อำนวยการใหญ่ รีจัส ประจำประเทศไทย ไต้หวัน และเกาหลี เผยว่า “รีจัส ในประเทศไทยนับเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนและพัฒนาระบบธุรกิจ รวมถึงการแสวงหาโอกาสในการขยายธุรกิจในตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ และเป็นฐานในการรุกสู่ตลาด ASEAN โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเทพฯ นับเป็นศูนย์กลางธุรกิจ e-Commerce ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งธุรกิจประเภท Start Up ซึ่งเกิดขึ้นและขยายตัวอย่างรวดเร็วซึ่งตอบรับอย่างยิ่งกับบริการพื้นที่การทำงานอันยืดหยุ่นจากรีจัส ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกและสนับสนุนให้ธุรกิจประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น ด้วยการ “ประหยัดค่าใช้จ่าย” การสร้าง “ประสิทธิภาพ” ให้กับบุคลากรและหนุนให้ธุรกิจ “เติบโต” ได้อย่างยั่งยืน”

รีจัส พื้นที่บริการสำนักงานให้เช่านั้นมีเครือข่ายสาขาที่ครอบคลุมกว่า 21 แห่งทั่วประเทศไทย ทั้งในกรุงเทพ ภูเก็ต เชียงใหม่ และศรีราชา ซึ่งล่าสุดได้ขยายสาขาที่ 21 บนชั้น 30 ณ สิงห์ คอมเพล็กซ์ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรีจัส สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่ www.regus.co.th

บลจ.ไทยพาณิชย์ จ่ายปันผล 5 กองทุน รวมกว่า 33 ล้านบาท

นายณรงค์ศักดิ์  ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมจ่ายเงินปันผลพร้อมกัน 5 กองทุน  ประกอบด้วย กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาว ซีเล็คท์ (ชนิดจ่ายเงินปันผล) (SCBLTSED) กองทุนเปิดไทยพาณิชย์เพิ่มผลมั่นคง (ชนิดจ่ายเงินปันผล) (SCBPMO) ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นในประเทศ ซึ่งจะจ่ายให้กับผู้ถือหน่วยในวันที่ 18 ตุลาคม 2561 นอกจากนี้ยังมีกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ โกลบอล พร็อพเพอร์ตี้ (SCBGPROP) กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นญี่ปุ่น (ชนิดจ่ายเงินปันผล) (SCBNK225D) และกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้น LOW VOLATILITY (ชนิดจ่ายเงินปันผล) (SCBLEQ) โดยจะจ่ายในวันที่ 22 ตุลาคม 2561 นี้ รวมมูลค่ากว่า 33 ล้านบาท

โดยกองทุน SCBLTSED จะจ่ายปันผลในอัตรา 0.1000 บาทต่อหน่วย สำหรับผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 24 เมษายน 2561 - วันที่ 30 กันยายน 2561 เป็นการจ่ายปันผลครั้งแรก นับจากจัดตั้งกองทุนเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 ซึ่งกองทุนนี้เป็นกองทุนที่บริหารโดยทีมผู้จัดการกองทุนหุ้นไทยที่มีประสบการณ์ยาวนาน มีกองทุนภายใต้การบริหารที่ได้รับการจัดอันดับมอร์นิ่งสตาร์ 5 ดาว และ 4 ดาว เน้นสร้างผลตอบแทนเหนือตลาดอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีข้อจำกัดการลงทุน  มีการใช้กลยุทธ์ที่ผสมผสานหลากหลายโมเดลการลงทุนให้เหมาะสมตามสภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งในแต่ละโมเดลการลงทุนมีการคัดเลือกหุ้น ที่ผู้จัดการกองทุนมีความเชื่อมั่นว่ามีโอกาสสร้างผลตอบแทนให้กับพอร์ตการลงทุนได้สูงที่สุด โดยมีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 เดือน อยู่ที่ 5.26% (ข้อมูล ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2561)

กองทุน SCBPMO จะจ่ายปันผลในอัตรา 0.6300 บาทต่อหน่วย สำหรับผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2560 - วันที่ 30 กันยายน 2561 นับเป็นครั้งที่ 5 รวมจ่ายปันผล 3.6200 บาทต่อหน่วย (นับจากจัดตั้งกองทุนเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2541) มีนโยบายการลงทุนเน้นการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทหุ้น ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และมีแนวโน้มที่จะเจริญเติบโตยิ่งขึ้นในอนาคต โดยมี net exposure ในตราสารดังกล่าว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนรวม โดยมีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 4.00%  (ข้อมูล ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2561)

สำหรับกองทุน SCBGPROP จะจ่ายปันผลสำหรับผลการดำเนินระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2560 - วันที่ 30 กันยายน 2561 ในอัตรา 0.2396 บาทต่อหน่วย มีการจ่ายปันผลระหว่างกาลเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2561 ไปแล้ว 0.1556 บาทต่อหน่วย เหลือจ่ายงวดนี้ 0.0840 บาทต่อหน่วย นับเป็นครั้งที่ 4 รวมจ่ายปันผล 0.4896 บาทต่อหน่วย (นับจากจัดตั้งกองทุนเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2559) โดยมีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 0.54%  (ข้อมูล ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2561)  มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน BGF WORLD REAL ESTATE SECURITIES FUND ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80  ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งมีนโยบายเน้นบริหารเพื่อสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนใน REIT ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือหลักทรัพย์ของบริษัทที่ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก ภายใต้การบริหารจัดการของ BlackRock Investment Management (UK) Limited 

ทั้งนี้กองทุนหลักเน้นลงทุนใน REITs และหุ้นของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งส่งผลให้กองทุนมีความผันผวนต่ำกว่ากองทุน ที่เน้นลงทุนในหุ้นของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว โดยกระจายการลงทุนไปยังหลากหลายกลุ่มธุรกิจ เช่น ที่พักอาศัย สำนักงาน โรงแรม และอาคารพาณิชย์ เป็นต้น อีกทั้งยังมีการกระจายลงทุนในภูมิภาคต่าง ๆ มากกว่า 10 ประเทศทั่วโลก

ส่วนกองทุน SCBNK225D จะจ่ายปันผลสำหรับผลการดำเนินระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2560 - วันที่ 30 กันยายน 2561 ในอัตรา 0.3843 บาทต่อหน่วย มีการจ่ายปันผลระหว่างกาลเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2561 ไปแล้ว 0.3033 บาทต่อหน่วย เหลือจ่ายงวดนี้ 0.0810 บาทต่อหน่วย นับเป็นครั้งที่ 8 รวมจ่ายปันผล 2.7713 บาทต่อหน่วย (นับจากจัดตั้งกองทุนเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2556) โดยมีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 15.81% (ข้อมูล ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2561)  มีนโยบายการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Nikkei 225 Exchange Traded Fund (กองทุนหลัก) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน บริหารงานโดย Nomura Asset Management Co.,Ltd. จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และลงทุนในสกุลเงินเยน (JPY) มีนโยบายเน้นลงทุนในตราสารทุนทั้งหมดที่เป็นส่วนประกอบของดัชนีนิคเคอิ 225 และตราสารทุนที่กำลังจะมาเป็นส่วนประกอบของดัชนีนิคเคอิ 225 ในสัดส่วนการลงทุนเดียวกับจำนวนหุ้นในดัชนีนิคเคอิ 225 (Nikkei 225 Index หรือ Nikkei Stock Average)

และกองสุดท้ายกองทุน SCBLEQ จะจ่ายในอัตรา 0.1736 บาทต่อหน่วย สำหรับผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2561 - วันที่ 30 กันยายน 2561 นับเป็นครั้งที่ 5 รวมจ่ายปันผล 0.8338 บาทต่อหน่วย (นับจากจัดตั้งกองทุนเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2559)  โดยมีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 8.41% (ข้อมูล ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2561) มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน  Low Volatility Equity Portfolio ชนิดหน่วยลงทุน (Share Class) I สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) บริหารโดย AllianceBernstein L.P เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักลงทุนในตราสารทุนที่โดยพื้นฐานมีความผันผวนคาดการณ์ และความเสี่ยงขาลงคาดการณ์ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดโดยรวม

ซึ่งจัดการกองทุนจะคัดเลือกหลักทรัพย์เข้าพอร์ตการลงทุน โดยการใช้แบบจำลองเพื่อคำนวณค่าความเสี่ยงและผลตอบแทนของหลักทรัพย์ รวมถึงใช้หลักการวิเคราะห์ และประสบการณ์ด้านการลงทุนที่ยาวนาน เพื่อให้ได้มาซึ่งพอร์ตการลงทุนที่ประกอบไปด้วยหลักทรัพย์ที่มีความผันผวนต่ำที่สุด
ในขณะที่มีคุณภาพด้านปัจจัยพื้นฐานดีที่สุด โดยจะเน้นลงทุนในหลักทรัพย์ของบริษัทที่อยู่ในตลาดที่พัฒนาแล้วเป็นหลัก

CHIC เตรียมไอพีโอ 360 ล้านหุ้น เข้าตลาด mai ช่วงไตรมาส 4/61 ตั้งเป้า 5 ปี ขยาย 5 สาขาทั้งในและต่างประเทศ คาดรายได้ปีนี้ทรงตัว และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นในปี 62 ชี้กำลังซื้อฟื้น งานโครงการขยายตัวเพิ่ม ตุนแบ็กล็อก 156 ล้านบาท บล.ฟิลลิป ที่ปรึกษาทางการเงิน การันตีจุดเด่นธุรกิจโฮมแฟชั่น สโตร์แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย มั่นใจธุรกิจโตต่อเนื่องหลังระดมทุน

นายกิจจา ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชิค รีพับบลิค จำกัด (มหาชน) หรือ CHIC ผู้จัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ สินค้าตกแต่งบ้านและของใช้ในบ้านในรูปแบบร้านค้าเดี่ยวภายใต้แบรนด์ “ชิค รีพับบลิค” (CHIC) และ“ริน่า เฮย์” (RINA HEY) เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนการขยายสาขาให้ได้อีก 5 สาขา ภายในระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่ปี 61 โดยรวม 3 สาขาที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ อันได้แก่ 1) สาขาประเทศกัมพูชา โดยจะเปิดบริการในห้างสรรพสินค้า Aeon Mall 2 Sen Sok City กรุงพนมเปญ  คาดว่าจะเปิดให้บริการภายในไตรมาส 4/61 2) สาขารามอินทรา คาดว่าจะเปิดให้บริการภายในปี 62 และ 3) สาขาอุดรธานี คาดว่าจะเปิดให้บริการภายในปี 63

นอกจากนี้ บริษัทยังมีโครงการเปิดสาขาใหม่ในหัวเมืองใหญ่ของภูมิภาคต่างๆ ของประเทศทั้งภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ และภาคใต้ เช่น ภูเก็ต หรือ หาดใหญ่ เป็นต้น ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีสาขารวม 4 แห่ง ตั้งอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพ เป็นศูนย์กลางของชุมชนเมืองขนาดใหญ่ โดยมีสาขาในกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย ประดิษฐ์มนูธรรม บางนา ราชพฤกษ์ ส่วนสาขาต่างจังหวัด ได้แก่ พัทยา

สำหรับเป้าหมายการเติบโตบริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 61 ทรงตัวจากปีก่อนหน้า และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นในปี 62 เนื่องจาก มองแนวโน้มกำลังซื้อปรับตัวดีขึ้น ประกอบการงานโครงการขยายตัวเพิ่มขึ้น จึงมองว่าเป็นโอกาสที่บริษัทจะได้รับงานมากขึ้นตามไปด้วย และ CHIC ยังมีโครงการพัฒนาเว็บไซต์ของบริษัทสำหรับการขายแบบ E-Commerce ที่ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ในไตรมาส 2/61 เพื่อสนับสนุนช่องทางขายออนไลน์และส่งเสริมกลยุทธ์ Online to Offline ที่จะช่วยให้ลูกค้าค้นหาสินค้าของ CHIC ได้ง่ายขึ้นนอกจากนี้บริษัทยังมีการให้บริการพื้นที่เช่าสำหรับร้านค้าภายในสาขาต่างๆ เพื่อเป็นการดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาในสาขาเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ขณะที่สัดส่วนค้าปลีกและงานโครงการเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง (58 - 60)  ค้าปลีก 68% งานโครงการ 32%  และตั้งเป้าเพิ่มงานโครงการให้มากขึ้น โดยงานโครงการ ณ มิ.ย.61 บริษัทมีงานในมือ ( Backlog ) 156 ล้านบาท จากลูกค้าผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำหลายราย โดยจะทยอยรับรู้รายได้ไปจนถึงปี 63

นายวิชา โตมานะ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน เปิดเผยว่า ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้อนุญาตแบบคำขอเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชนของบริษัทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการเตรียมตัวนำหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ในช่วงไตรมาส 4/61 นี้

สำหรับวัตถุประสงค์การระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ ลงทุนขยายสาขา รองรับฐานลูกค้าที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ชำระคืนหนี้กับสถาบันการเงิน รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ ทั้งนี้บริษัทดำเนินธุรกิจร้านค้าปลีกในการจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ สินค้าตกแต่งบ้าน ของใช้ในบ้าน โคมไฟตกแต่ง ที่นอนและเครื่องนอนอย่างครบวงจร ในรูปแบบร้านค้าเดี่ยวภายใต้แบรนด์ “ชิค รีพับบลิค” (CHIC) และ “ริน่า เฮย์” (RINA HEY)

ปัจจุบัน CHIC มีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว 500 ล้านบาท และภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ CHIC จะมีทุนจดทะเบียนเพิ่มเป็น 680 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 0.50 บาท ทั้งนี้บริษัทจะทำการเสนอขายหุ้นไอพีโอจำนวน 360 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 26.47 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้

“CHIC เป็นร้านค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ที่มีความโดดเด่นเน้นความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดีไซน์สวยงาม ตรงต่อความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และมีโอกาสในการขยายสาขาเข้าไปในหัวเมืองต่างๆที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอีกเป็นจำนวนมาก ถือเป็นโฮมแฟชั่นสโตร์แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ที่มีความเชี่ยวชาญ มีมาตรฐานการดำเนินงานยาวนานมากกว่า 10 ปี” นายวิชากล่าว

Page Visitor

006239564
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
39336
41431
121933
3056125
475702
1292009
6239564
Your IP: 34.200.222.93
2020-08-11 23:22