3 ผู้ว่าการการไฟฟ้า เยี่ยมชมเทคโนโลยี ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

นายกีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์ (กลาง) ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) นายสมพงษ์ ปรีเปรม (ที่ 3 จากขวา) ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย (ที่ 2 จากขวา) ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และคณะ เข้าเยี่ยมชมแพลตฟอร์ม ‘อีโคสตรัคเจอร์ กริด’ ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ทำให้ระบบไฟฟ้าของประเทศเข้าสู่ความเป็นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบด้วยขุมพลังแห่ง IoT ช่วยให้สามารถมอนิเตอร์และควบคุมการจ่ายพลังงานได้ในแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ยังได้เยี่ยมชมโซลูชั่นสมาร์ทซิตี้ รวมถึงโซลูชั่นเอดจ์ และโซลูชั่นการบริหารจัดการอาคารอีกด้วย โดยมี นายมงคล ตั้งศิริวิช (ขวาสุด) รองประธานฝ่ายธุรกิจพลังงานให้การต้อนรับ ในงาน IEEE PES GTD ASIA 2019 ณ บูธ U9 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคบางนา เมื่อเร็วๆ นี้

#EcoStruxure and #IoT together #SchneiderElectricThailand

“UAC” ผนึกพันธมิตรลงนามสัญญา สปป.ลาว ลุยโครงการจัดการขยะเพื่อผลิตพลังงานทดแทน

ฯพณฯ คำจัน วงแสนบูน รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงแผนการและการลงทุน สปป.ลาว ร่วมเป็นประธานในพิธีลงนามในสัญญาว่าด้วยการสัมปทานที่ดิน และบ่อขยะเพื่อสร้างโรงงานแปรรูปขยะผลิตเป็นพลังงานทดแทน ระหว่างท่านพูขง บันนะวง หัวหน้าแผนกแผนการและการลงทุน นครหลวงเวียงจันทน์, ท่าน นางวิไลวอน จันทะลาตี หัวหน้าห้องการคุ้มครองและบริหารตัวเมืองเวียงจันทน์, ท่านจันทะลา อินทะลังสี เจ้าเมืองเมืองไซทานี, คุณกิตติ ชีวะเกตุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท  ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) ในฐานะบริษัทแม่บริษัท ยูเอซี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด,  ดร.คำหล้า นากคะวง ประธานบริษัทขวัญเมืองกรุ๊ป และ คุณเศรษฐศิริ ศักดิ์สิทธิเสรีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศแบง ซัสเทนเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ร่วมลงนามภายใต้บริษัทร่วมทุน Vientiane Waste Management (VWM) เพื่อผลิตพลังงานทดแทนมีกำลังผลิตไฟฟ้า 6 เมกะวัตต์ และขายพลาสติกรีไซเคิลให้กับบริษัทเอกชน ประมาณ 13,200 ตัน/ปี และขายปุ๋ยอินทรีย์เคมีให้กับหน่วยงานภาคเกษตรกรรมของ สปป.ลาว 30,000 ตัน/ปี โดยมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ ณ โรงแรมแลนด์มาร์ค แม่โขง นครเวียงจันทน์ เมื่อเร็วๆนี้  

UAC ให้การต้อนรับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

นายกิตติ ชีวะเกตุ (ที่ 4 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ นายชัชพล ประสพโชค (ที่ 3 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) หรือ UAC พร้อมด้วยผู้จัดการโรงงาน PPP และทีมงาน ให้การต้อนรับ ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและคณะ เข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิตของโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม (PPP) และโรงไฟฟ้าเสาเถียรเอ ณ จังหวัดสุโขทัย เมื่อเร็วๆนี้

พพ. เปิดเกณฑ์มาตรฐานการใช้ไฟในครัวเรือน ปี 62 ครั้งแรกของประเทศ พร้อมชูโปรแกรมคำนวณการใช้ไฟด้วยตนเอง ตั้งเป้าประหยัดพลังงานภาคครัวเรือน  

  • นักวิชาการสถาปัตย์ฯ ชี้เทรนด์บ้านอีโค่ยืนหนึ่ง! พร้อมแนะ 5 ทริคสังเกตบ้านยุคใหม่ ไม่ใช่แค่สวย แต่ช่วยประหยัดไฟ

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน โชว์แผนช่วยประหยัดพลังงานในครัวเรือน เพื่อเป็นมาตรฐานการออกแบบทางพลังงานสำหรับบ้านอยู่อาศัย และจัดทำเกณฑ์มาตรฐานประสิทธิภาพการใช้พลังงานในบ้านอยู่อาศัยขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทำให้ประชานทราบได้ว่าบ้านพักอาศัยกำลังใช้ไฟฟ้าเกินความจำเป็นหรือไม่ โดยปี 62 นี้ บ้านเดี่ยวสร้างใหม่ ควรมีค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 25 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/ตร.ม.-ปี และสำหรับห้องแถว ทาวน์เฮาส์ บ้านแฝด สร้างใหม่ ควรมีตัวเลขไม่เกิน 44 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/ตร.ม.-ปี สำหรับพลังงานไฟฟ้าในระบบปรับอากาศและระบบแสงสว่าง พร้อมพัฒนา “โปรแกรมคำนวนการใช้พลังงานในบ้าน” ตัวช่วยพิจารณาสภาพการใช้ไฟฟ้าในบ้าน บนดิจิทัลแพลตฟอร์ม ง่ายๆ ด้วยบิลค่าไฟย้อนหลัง และแปลนบ้านอีโค่ออนไลน์ เพื่อเป็นแนวทางการออกแบบบ้านอนุรักษ์พลังงานที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมประเทศไทย

นายสาร์รัฐ ประกอบชาติ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ร่วมกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ได้พัฒนาเกณฑ์มาตรฐานประสิทธิภาพการใช้พลังงานในบ้านอยู่อาศัยขึ้นเป็นครั้งแรก และสร้างต้นแบบบ้านประหยัดพลังงาน เพื่อเป็นแนวทางส่งเสริมการจัดการพลังงานที่อยู่อาศัย โดยเกณฑ์มาตรฐานสำหรับปี 2562 - 2564 พบว่า บ้านเดี่ยวควรมีค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 25 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/ตร.ม.-ปี และสำหรับห้องแถว ทาวน์เฮาส์ บ้านแฝด ควรมีค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 44 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/ตร.ม.-ปี สำหรับพลังงานไฟฟ้าในระบบปรับอากาศและระบบแสงสว่าง

“เพื่อให้ง่ายแก่การเปรียบเทียบสำหรับประชาชน และนักออกแบบ ในการพิจารณาสภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าในบ้านอยู่อาศํย พพ. ได้พัฒนาโปรแกรมคำนวนการใช้พลังงานในบ้านใหม่ล่าสุด โดยคำนวณค่าพลังงานไฟฟ้าตลอดทั้งปี ในระบบปรับอากาศและระบบไฟฟ้าแสงสว่างของบ้าน เทียบกับพื้นที่ใช้สอยที่มีการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า แล้วเปรียบเทียบกับตัวเลขมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงาน รวมถึงพัฒนาต้นแบบแปลนบ้านอีโค่ออนไลน์ ทั้งในรูปแบบของบ้านเดี่ยว บ้านสองชั้น ตึกแถว ฯลฯ เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบ หรือพิจารณาประกอบการเลือกซื้อบ้านได้ในอนาตต โดยโปรแกรมคำนวนพลังงาน และแบบแปลนบ้านออนไลน์ สามารถดาวน์โหลดใช้งานได้ง่ายๆ ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มที่ www.dede.go.th”

ตัวเลขมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานดังกล่าว จะนำไปใช้ส่งเสริมในระยะ 20 ปี โดยจะมีการวิจัยค่ามาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานใหม่ทุกๆ 5 ปี เพื่อเป็นมาตรฐานในการออกแบบทางพลังงานสำหรับบ้านอยู่อาศัย อันจะก่อให้เกิดผลในวงกว้างเช่นเดียวกับมาตรฐานด้านพลังงานในอาคารขนาดใหญ่ และเกิดการประหยัดพลังงานของประเทศได้ตามเป้าหมาย โดยตั้งเป้าลดปริมาณการใช้พลังงานภาคที่อยู่อาศัยรวมลงประมาณ 13,633 กิกะวัตต์ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การใช้พลังงานของประเทศกำลังเพิ่มขึ้นแบบไร้ขีดจำกัด หนึ่งในสัดส่วนสำคัญมาจากการใช้พลังงานในที่อยู่อาศัย ปัจจุบัน มีสัดส่วนจำนวนบ้านเรือนที่มีการใช้ไฟเกินทั่วประเทศเฉลี่ยราวร้อยละ 40 หรือคิดเป็นมูลค่าราว 10,000ล้านบาท ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการใช้พลังงานในระบบปรับอากาศเกินความจำเป็น นายสาร์รัฐ กล่าวสรุป

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รุ่งโรจน์ วงศ์มหาศิริ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) หัวหน้าโครงการศึกษาเพื่อจัดทำเกณฑ์มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานของบ้านอยู่อาศัย กล่าวว่า หนึ่งในเทรนด์บ้านที่กำลังมาแรง ได้แก่ บ้านที่มีระบบการจัดการพลังงานที่เหมาะสม หรือบ้าน “อีโค่” ที่รองรับกับความต้องการของตลาดเทคโนโลยีที่อยู่อาศัย และความจำเป็นในการจัดสรรพลังงาน เพื่อไปบริหารเทคโนโลยีใหม่ๆ ในบ้านพักที่จะเข้ามาในอนาคต อาทิ ระบบพลังงานทดแทน เอไอในบ้านอยู่อาศัย รถพลังงานไฟฟ้า ฯลฯ โดยการออกแบบบ้านในประเทศส่วนใหญ่ ยังตกอยู่ภายใต้กลไกทางการตลาด ที่เน้นตอบสนองความต้องการด้านความสวยงาม และไลฟ์สไตล์ผู้ซื้อ ดังนั้นก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อบ้านใหม่ จึงควรพิจารณาข้อสังเกตง่ายๆ ที่จะทำให้ทราบว่าบ้านดังกล่าว มีระบบการจัดการพลังงาน และการออกแบบที่เหมาะสม ได้แก่

  1. ชายคาขั้นต่ำ 2 เมตร หรือการบังแดดให้ผนัง – ช่องเปิดอาคารด้วยวิธีอื่นๆ สาเหตุหลักของการใช้ไฟเกินของระบบปรับอากาศ มีสาเหตุมาจากโครงสร้างบ้านที่ไม่มีร่มเงาจากต้นไม้ หรือชายคาบังแดดให้กับตัวบ้าน โดยระยะชายคาที่เหมาะสม ควรไม่ต่ำกว่า 2 เมตร เนื่องจากจะช่วยบังแดดให้ได้ทั้งตัวบ้าน ช่วยให้ระบบปรับอากาศทำงานได้อย่างเหมาะสม
  2. หลังคาทรงสูง พร้อมฉนวนกันความร้อน หลังคาที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่มักเป็นทรงเตี้ย ซึ่งนอกจากจะระบายความร้อนได้ยากกว่าแล้ว ยังเป็นปัจจัยให้เกิดน้ำซึมหลังคา โดยควรพิจารณาหลังคาบ้านที่ทำมุมเป็นทรงสูง ไม่ต่ำกว่า 30-35 องศา พร้อมมีการใช้วัสดุฉนวนกันความร้อนบริเวณเหนือฝ้าเพดานในช่องว่างใต้หลังคา เทียบเท่าฉนวนใยแก้ว ความหนา 3 นิ้ว เป็นอย่างน้อย
  3. กระจกบ้าน ใครว่าเรื่องเล็ก ควรเลือกใช้กระจกที่เป็นสีชา หรือสีเขียว ที่ช่วยกรองแสงได้ในระดับหนึ่ง และกรอบหน้าต่างจากวัสดุไวนิล ที่นำความร้อนได้น้อยกว่ากรอบหน้าต่างจากเหล็ก
  4. ตำแหน่งหน้าต่าง ช่วยระบายความร้อน จากการศึกษาพบว่า ห้องที่มีหน้าต่างเพียงบานเดียว จะมีการระบายความร้อนที่น้อยกว่าห้องที่มีหน้าต่างหลายบาน โดยควรพิจารณาตำแหน่งหน้าต่างให้อยู่ตรงข้ามกัน หรืออย่างน้อยควรทำมุม 90 องศา เพื่อให้มีการไหลเวียนเข้า – ออก ของอากาศ
  5. เครื่องใช้ไฟฟ้ามาตรฐานพลังงาน ควรเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดที่ได้รับฉลากเบอร์ 5 และการออกฉลากรับรองมาตรฐานบ้านประหยัดพลังงาน และมีจำนวนที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินความจำเป็น

ทั้งนี้ โปรแกรมคำนวนพลังงาน และแบบแปลนบ้านออนไลน์ สามารถดาวน์โหลดใช้งานได้ง่ายๆ ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มที่ www.dede.go.th สำหรับผู้สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมพัฒนาพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน โทรศัพท์ 02-223-0021 หรือเข้าไปที่ www.dede.go.th และเฟซบุ๊กแฟนเพจ www.facebook.com/dedeofthailand

ฟิวเจอร์ เอนเนอร์ยี เอเชีย 2018 ผนึกกำลังผู้นำด้านก๊าซและพลังงานของเอเชีย อภิปรายกลยุทธ์สำหรับอนาคต ผลักดันประเทศไทยก้าวสู่ ศูนย์กลางด้านพลังงานแห่งเอเชีย

  • ตัวแทนภาคธุรกิจเข้าร่วมงานกว่า 5,000 รายตลอดการจัดงานทั้ง 3 วัน
  • ประเทศไทยสานต่อเป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงเทคโนโลยี และการประชุมด้านพลังงานเพื่ออนาคตแห่งเอเชียครั้งถัดไปวันที่ 12 – 14 กุมภาพันธ์ 2563 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพมหานคร
  • ตั้งเป้ายอดตัวแทนภาคธุรกิจเข้าร่วมงานเพิ่มขึ้น 80% ในปี 2020

ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมัน ก๊าซ และแอลเอ็นจี จำนวน 5,061 รายเข้าร่วมงานแสดงเทคโนโลยีและการประชุมด้านพลังงานเพื่ออนาคตแห่งเอเชีย ฟิวเจอร์ เอนเนอร์ยี เอเชีย (FEA) ครั้งปฐมฤกษ์ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 – 14 ธันวาคม 2561 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ในกรุงเทพมหานคร โดยมีเหล่าผู้นำทางอุตสาหกรรม และผู้มีอำนาจตัดสินใจจากแวดวงพลังงานให้ความสนใจเข้าร่วมการอภิปรายในระดับสูง มุ่งเน้นประเด็นเรื่องพลวัตการพัฒนาแลนด์สเคปด้านพลังงานของเอเชีย ตลอดจนโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ สำหรับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับก๊าซ  แอลเอ็นจี และน้ำมัน เพื่อสนับสนุนการเติบโตต่อไปทั้งวันนี้และในอนาคต

งานประชุมและแสดงเทคโนโลยีในงานครั้งนี้มียอดผู้เข้าชมทะลุเป้า โดยมีตัวแทนภาคธุรกิจนับรวมทั้งหมดถึงวันสุดท้ายถึง 5,061 ราย และผู้เข้าร่วมประชุม 338 ราย แล้วยังมีวิทยากรผู้ร่วมบรรยายในงานประชุมเชิงกลยุทธ์และงานประชุมด้านเทคนิคกว่า 121 ท่าน และบริษัทที่นำสินค้าและนวัตกรรมมาจัดแสดงอีกจาก 30 ประเทศทั่วโลก การจัดงานครั้งปฐมฤกษ์นี้ได้รับเกียรติจาก ดร. ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดงาน และยังได้รับความสนใจจากพันธมิตรด้านพลังงานจากทั่วภูมิภาครวมถึงภาคส่วนอุตสาหกรรมเข้าร่วมงาน โดยงานฟิวเจอร์ เอนเนอร์ยี เอเชีย 2018 มีทั้งผู้นำจากภาครัฐ บริษัทภาคเอกชนที่ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานครบวงจร ผู้ให้บริการเทคโนโลยีสะอาด ผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักในอุตสาหกรรมพลังงานรวมพลังกัน เพื่อหารือและกำหนดกลยุทธ์และนโยบายสำหรับอนาคตของแผนการพัฒนาด้านก๊าซ แอลเอ็นจี และน้ำมันสำหรับภูมิภาคเอเชีย  

ด้วยนโยบายการขับเคลื่อนด้านพลังงานในอนาคตอย่างแข็งแกร่งของรัฐบาลไทย ตลอดจนการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน บริษัทสปอนเซอร์ต่างๆ และสมาคมต่างๆ ที่ให้การสนับสนุนทำให้งานแสดงเทคโนโลยีและการประชุมด้านพลังงานเพื่ออนาคตแห่งเอเชีย ฟิวเจอร์ เอนเนอร์ยี เอเชีย 2018 เป็นหนึ่งในงานแสดงเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบด้านก๊าซ แอลเอ็นจี น้ำมัน และพลังงานที่สำคัญที่สุดของเอเชียในปัจจุบัน อีกทั้งงานดังกล่าวยังเป็นการเน้นย้ำจุดยืนและความพร้อมของประเทศไทย ในการเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานชั้นนำแห่งใหม่ของเอเชียด้วยการรับรู้จากประชาคมด้านพลังงานระดับโลก

ฯพณฯ ดร. ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแห่งประเทศไทย ในฐานะตัวแทนของรัฐบาลขึ้นกล่าวในพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการว่า “งานแสดงนิทรรศการและการประชุมในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการประสานความร่วมมือครั้งสำคัญ เพื่อการเผยแพร่ถึงนโยบายและความพร้อมของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางแห่งการลงทุน เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางพลังงานที่ยั่งยืนของเอเชียในยุคไทยแลนด์ 4.0 การเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาประเทศไทยถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับเหล่าบริษัทด้านพลังงานทั้ง ในแบบครบวงจรและไม่ครบวงจรทั่วโลก”

พิธีเปิดงานนับเป็นจุดเริ่มต้นของการประชุมเชิงกลยุทธ์ตลอดทั้งสามวัน สำหรับเวทีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและโอกาสในการขยายเครือข่ายธุรกิจ ซึ่งมีผู้นำด้านพลังงานเข้าร่วมงานอย่างมากมาย ตั้งแต่เจ้าภาพร่วมอย่าง บริษัท ปตท. จำกัด และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผู้สนับสนุนเลานจ์ วีไอพีอย่างเป็นทางการ บริษัท เทลลูเรียน (Tellurian) โกลด์ สปอนเซอร์ ซึ่งได้แก่ บริษัท โมซัมบิก แอลเอ็นจี (Mozambique LNG) บริษัท ปตท.สผ. (PTTEP) และบริษัท ชีเนียร์ (Cheniere) ซิลเวอร์ สปอนเซอร์ อย่าง บริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียม (Mubadala Petroleum) บริษัท เชฟรอน (Chevron) และ บริษัท โอซาก้า ก๊าซ แอนด์ เวนเจอร์ โกลบอล แอลเอ็นจี (Osaka Gas & Venture Global LNG) บรอนซ์ สปอนเซอร์ อย่าง บริษัท เบคเทล (Bechtel) และ แอสโซซิเอท สปอนเซอร์ อย่าง อาร์ดับเบิ้ลยูอี (RWE)   

นายวิรัตน์  เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวในพิธีเปิดงานว่า “ปตท. เชื่อมั่นว่าการเติบโตอย่างมั่นคงและต่อเนื่องขององค์กรรวมถึงผู้มีส่วนได้เสีย ต่างมีความเกี่ยวข้องกับ 3 ด้าน หรือ 3P ที่สำคัญอย่างมาก ได้แก่ ประชาชน โลก และความสำเร็จ

  • สำหรับด้านประชาชน ในฐานะที่ ปตท. เป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติ จึงได้จัดหาแหล่งพลังงานในราคาที่หมาะสมแก่การแข่งขันในท้องตลาด เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาวต่อประเทศไทยและประชาชน นอกจากนี้เรายังส่งเสริมการเติบโตของแหล่งชุมชนและภาคสังคม ผ่านโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมต่างๆ ของเรา
  • ในส่วนของโลกนั้น ธุรกิจในกลุ่มปตท. ต่างดำเนินงานโดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดผลกระทบจากการดำเนินงานต่อกลุ่มธุรกิจเชื้อเพลิงฟอสซิล ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดและให้ความสามารถอย่างยอดเยี่ยมของเราจึงมั่นใจได้ ว่า ปตท. ได้ปฏิบัติการตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม
  • ขณะที่ด้านความสำเร็จ ปตท. มุ่งมั่นที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระยะยาว โดยการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพผ่านการขยายธุรกิจไปสู่ห่วงโซ่คุณค่า (value chain) และมีระบบการกำกับดูแลบริหารความเสี่ยงและการปฏิบัติงานตามกฎระเบียบที่เหมาะสม (Good Corporate Governance Risk & Compliance - GRC)"

นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไฟฟ้าในอนาคตจะมีรูปแบบที่แตกต่างออกไป เนื่องจากการใช้พลังงานในรูปแบบของพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น (Electrification) การกระจายตัวออกของแหล่งพลังงาน (Decentralization) ทำให้มีแหล่งพลังงานทางเลือกกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ในขณะเดียวกันการใช้เทคโนโลยีดิจิตอล (Digitalization) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมไฟฟ้า กฟผ. มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมพลังงานด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้า มีความน่าเชื่อถือในราคาที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศซึ่งอุตสาหกรรมไฟฟ้า ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุดดิจิตอล”

สำหรับความโดดเด่นของการประชุมตลอดทั้ง 3 วัน มีหัวข้อที่น่าสนใจมากมาย อาทิ การประสานนโยบายพลังงานในระดับภูมิภาค การส่งเสริมความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมพลังงานของไทย การพัฒนาในด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่ประสบผลสำเร็จ สำหรับเศรษฐกิจเอเชียที่เกิดขึ้นใหม่และภูมิภาคเอเชียที่กำลังก้าวสู่การเป็นแหล่งพลังงานสีเขียว

นอกจากนี้ภายในงานยังมีการประชุมเชิงเทคนิค หรือ Centres of Technical Excellence (COTES) โดยมีหัวข้อการประชุมที่น่าสนใจ ได้แก่ การจัดประชุมด้านเทคนิคการพัฒนาต้นน้ำและการวางแผนเชิงกลยุทธ์ เทคโนโลยีและการพัฒนาก๊าซและ แอลเอ็นจี การพัฒนาแหล่งต้นน้ำและกลยุทธ์การวางแผน ระบบพลังงานยุคดิจิตอล 4.0 การผลิตกระแสไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภค และการกลั่น – การขนส่ง รวมถึงการกระจายพลังงานต่างๆ

ด้วยเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ร่วมงานซึ่งรวมถึงตัวแทนทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องทุกท่านที่เข้าร่วมงานเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ขยายเครือข่ายทางธุรกิจ และวางแผนกลยุทธ์สำหรับอนาคต    งานแสดงเทคโนโลยีและการประชุมด้านพลังงานเพื่ออนาคตแห่งเอเชีย ฟิวเจอร์ เอนเนอร์ยี เอเชีย จะกลับมาจัดที่เมืองไทยอีกครั้งในวันที่ 12 – 14 กุมภาพันธ์ 2563 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ

Page 5 of 7