5 บริษัทในเครือเอสซีจี ร่วมคว้า 4 ประเภท “รางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น ประจำปี 2561” สร้างสรรค์ตัวอย่างการพัฒนาประเทศ ให้ก้าวหน้าอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น ประจำปี 2561 The Prime Minister’s Industry Award 2018 ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 26 นับเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศที่มอบให้กับผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม ที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ ในการพัฒนาธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ พร้อมด้วยความคิดริเริ่มในการสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ โดยมี 5 บริษัทในเครือเอสซีจี ร่วมรับรางวัลใน 4 ประเภท ดังนี้

1.) ประเภทการเพิ่มผลผลิต ได้แก่ บริษัทไทยเคนเปเปอร์ จำกัด (มหาชน) โรงงานกาญจนบุรี ในธุรกิจแพคเกจจิ้ง เอสซีจี โดยมี นายกิตติ วิวัฒน์บวรวงษ์ ผู้จัดการโรงงาน เป็นตัวแทนรับมอบ จากผลงานการปรับปรุงกระบวนการผลิต ด้วยการลดของเสีย และบริหารเวลาในการผลิตและซ่อมบำรุงอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถเพิ่มผลผลิตได้มากยิ่งขึ้น

 

2.) ประเภทการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้แก่ บริษัท มาบตาพุด โอเลฟินส์ จำกัด จังหวัดระยอง ในธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี โดยมี นายมงคล เฮงโรจนโสภณ Vice President-Olefins Business and Operations เป็นตัวแทนรับมอบ

 

3.) ประเภทการบริหารความปลอดภัย ได้แก่ บริษัท นวพลาสติกอุตสาหกรรม จำกัด จังหวัดระยอง โดยมี นายจิระชัย กาญจนอำพร ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ เป็นตัวแทนรับมอบ

 

4.) ประเภทความรับผิดชอบต่อสังคม ได้แก่ บริษัทผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด หรือ CPAC ในธุรกิจซีเมนต์ และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี ประกอบด้วย โรงงานคอนกรีตผสมเสร็จเขาวง จังหวัดสระบุรี และโรงงานคอนกรีตผสมเสร็จอุบลราชธานี 2 จังหวัดอุบลราชธานี โดยมี นายนันทพงษ์ จันทร์ตระกูล Managing Director – CPAC เป็นตัวแทนรับมอบ โดยโรงงานได้ร่วมกับชุมชนและโรงเรียนบ้านคำเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี นำวัสดุเหลือใช้จากโรงงานและชุมชน มาประยุกต์เป็นเครื่องเล่นเด็กตามแนวทาง Circular Economy พร้อมพัฒนาทักษะการเรียนรู้ รวมทั้งร่วมมือกับชุมชนและโรงเรียนวัดราษฎร์บำรุง จังหวัดสระบุรี ออกแบบโรงเรือนเพาะพันธุ์ผักหวานป่า ประหยัดพลังงานไฟฟ้า และรวบรวมความรู้การเพาะปลูกอย่างถูกวิธี เพื่อส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

 

5.) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด (ส่วนเหมือง) จังหวัดลำปาง โดยมี นายวิสุทธ จงเจริญกิจ กรรมการผู้จัดการ ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) เป็นตัวแทนรับมอบ โดยบริษัทฯ ได้เลือกใช้วิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม “Semi Open Cut” และการฟื้นฟูสภาพพื้นที่หลังการทำเหมืองเพื่อคืนสภาพเป็นพื้นป่าสมบูรณ์ รวมทั้งคำนึงถึงแนวทางการยกระดับคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนให้กับชุมชนรอบข้างผ่านโครงการต่างๆ ของเอสซีจี เช่น “โครงการ SCG รักษ์น้ำ จากภูผาสู่มหานที” “สถานีปลูกคิดปันสุข” “ศูนย์เรียนรู้การฟื้นฟูเหมือง” และ “สระพวง” เป็นต้น

ซึ่งรางวัลนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสถานประกอบการอุตสาหกรรมอื่นๆ และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ทั้งในกระบวนการผลิตและกระบวนการทำงานที่มีคุณภาพ ใส่ใจต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม โดยพิธีมอบจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ส่งโซลูชั่นย้ำคำมั่น เร่งสร้างความเป็นกลางด้านคาร์บอน ภายในปี 2573 ในงาน COP24

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น เข้าร่วมการประชุม COP 24 (Conference of Parties) หรือการประชุมรัฐภาคีออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 24 ณ เมืองคาโตวีตเซ ประเทศโปแลนด์ โดยมีผู้บริหารระดับสูงและผู้เชี่ยวชาญ จากชไนเดอร์ อิเล็คทริค ร่วมนำเสนอนวัตกรรมด้านโซลูชัน เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกที่รุนแรงขึ้นทุกวัน

จากรายงานล่าสุดของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change) ที่ได้เรียกร้องให้มีการดำเนินการเร่งด่วนในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งชไนเดอร์  อิเล็คทริค ในฐานะองค์กรที่มุ่งเน้นการสนับสนุนเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด ได้เร่งการมีส่วนร่วมในการประชุมสหประชาชาติ เพื่อดำเนินการตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (United Nations’ Sustainable Development Goals) โดยในวาระของการประชุม COP24 ที่จัดขึ้น ณ เมืองคาโตวีตเซ ประเทศโปแลนด์ ระหว่างวันที่ 3 ถึง 14 ธันวาคม 2561 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังได้ตอกย้ำคำมั่นสัญญาในการเป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนให้ได้ภายในปี 2573 ด้วยการใช้โซลูชั่นที่จะช่วยเร่งสู่การพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

สร้างความเป็นกลางทางคาร์บอนให้ได้ในปี 2573

“สภาพภูมิอากาศกำลังตกอยู่ในภาวะฉุกเฉินหนักขึ้นและหลายประเทศกำลังพยายามรับมือกับปัญหาดังกล่าว ซึ่งการเซ็นสัญญาข้อตกลงปารีสเมื่อสามปีที่ผ่านมา ยิ่งทำให้เราเข้าใจถึงปัญหาได้ชัดเจนมากขึ้น ตอนนี้เรามาถึงจุดสำคัญที่ต้องเปลี่ยนเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น ด้วยการจำกัดภาวะโลกร้อนให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส ซึ่งต่ำกว่าที่อุตสาหกรรมเคยกำหนดไว้ก่อนหน้านั้น ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติในระบบนิเวศที่สำคัญ” นายกิลเลส เวอร์มอท เดสโรชส์ รองประธานอาวุโสฝ่ายความยั่งยืน กล่าว

ในเดือนพฤศจิกายน 2558 ก่อนวันงาน COP 21 หนึ่งวัน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ประกาศแผนงานในการสร้างความเป็นกลางด้านคาร์บอนภายในปี 2573 และนับเป็นการประกาศคำมั่นที่มีต่อวาระการประชุม COP24 โดยชไนเดอร์ อิเล็คทริค จะยกระดับความมุ่งมั่นพยายามในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศอย่างแข็งขัน บนฐานความริเริ่มสามประการ

  1. ก่อนปี 2563: บรรลุพันธสัญญาใหม่ 21 ข้อ ภายใต้โครงการ Schneider Sustainability Impact ซึ่งเป็นโครงการสร้างความยั่งยืนของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในช่วงระหว่างปี 2561 - 2563 ที่ให้โครงร่างเพื่อเป็นแนวทางเฉพาะโดยอิงตามข้อสันนิษฐานว่าโลกจะทะลุภาวะโลกร้อนเกิน 2 องศาเซลเซียสจากอุณภูมิสูงสุดที่ควรจะเป็นภายในปีพ.ศ. 2593 และประเมินความถูกต้องผ่านแนวคิดริเริ่ม Science Based Targets ที่กลุ่มธุรกิจของชไนเดอร์ อิเล็คทริคได้มีการลงนามไว้ในปี 2559
  2. บรรลุความเป็นกลางด้านคาร์บอนภายในปี 2573 ทั้งในส่วนของโรงงานและไซต์งานต่างๆที่มีส่วนร่วมในระบบนิเวศอุตสาหกรรมเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นซัพพลายเออร์และลูกค้า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว บริษัทฯ จะดำเนินการในเรื่องต่อไปนี้
  • ช่วยลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้กับลูกค้าที่ใช้ EcoStruxure
  • เปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน 100% ใช้บรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่ 100% และสามารถนำของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมกลับมาใช้ใหม่ได้100%
  • เพิ่มกำลังการผลิตพลังงานให้เป็นสองเท่าของกำลังการผลิตในปี 2548
  1. เริ่มตั้งแต่วันนี้จนถึงปี 2593: ลดขอบเขตการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งใน scope 1 และ scope 2 ให้น้อยลงกว่าปี 2558 ถึง 50% สอดคล้องตามหลักการที่ชี้นำแนวทางความริเริ่ม Science Based Targets ซึ่งเป็นเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามฐานทางวิทยาศาสตร์

สร้างอนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน จากประสิทธิภาพด้านพลังงาน

“การตัดสินใจของเราในวันนี้ นับเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้มั่นใจว่าโลกจะปลอดภัยและยั่งยืนสำหรับทุกคน ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เราเชื่อว่านวัตกรรมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในปัจจุบันเกิดขึ้นได้ด้วยเทคโนโลยี การประชุม COP24 ในประเทศโปแลนด์ในปีนี้ นับเป็นโอกาสอันดี ที่เราจะได้แสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของเราผ่านโซลูชั่น ที่ช่วยแก้ไขปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่าเราช่วยตอบโจทย์เป้าหมายของการพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน 17 ประการ (17 Sustainable Development Goals) ขององค์การสหประชาชาติได้อย่างไร”  นายกิลเลส เวอร์มอท เดสโรชส์ กล่าว

สิ่งที่ดีสำหรับสภาพภูมิอากาศ คือสิ่งที่ดีสำหรับเศรษฐกิจเช่นกัน โซลูชั่นของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ช่วยเร่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ที่ให้โอกาสมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตที่ยั่งยืนของการสร้างงาน ช่วยพัฒนาด้านสาธารณสุข ฯลฯ ซึ่งหลายโครงการของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในโปแลนด์ยังแสดงให้เห็นถึงประเด็นต่อไปนี้

  • ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ทำการปรับปรุงระบบจ่ายไฟฟ้าของโรงงานกระจกเซนต์ โกเบน (Saint Gobain) ที่ตั้งอยู่ในเมือง ดอมบรอวากูร์ญิตชาให้มีความทันสมัย ซึ่งโครงการแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2560 โดยได้มีการเปลี่ยนหม้อแปลงและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ผ่านบริการ EcoSruxure Power Consulting Services ซึ่งช่วยลดการสูญเสียพลังงานลงถึง 16% ในปี 2561 อีกทั้งยังช่วยลดรายจ่ายการลงทุนได้ถึง 30%
  • ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ติดตั้งระบบบริหารจัดการพลังงานในอาคารให้กับศูนย์การประชุมนานาชาติแห่งคาโตวีตเซ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน COP24 รวมถึง Polish National Radio Symphony Orchestra Hall ที่ใช้จัดแสดงคอนเสิร์ตในวันพิธีเปิด ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการใช้พลังงานลงได้มากแล้ว ยังช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ผู้ที่มาร่วมงานอีกด้วย

มุ่งแก้ปัญหาความยากไร้ด้านพลังงาน และภาวะฉุกเฉินของสภาพภูมิอากาศ

การเข้าถึงพลังงานเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ การต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศจะไม่เกิดผล หากไม่คำนึงถึงความต้องการของประชาชนจำนวน 2.3 พันล้านคนที่ยังเข้าถึงพลังงานได้ยาก นั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชไนเดอร์ อิเล็คทริค มุ่งส่งเสริมการเข้าถึงพลังงานอย่างยั่งยืนในทุกพื้นที่อย่างจริงจัง แม้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็ยังต้องต่อสู้กับความขาดแคลนเชื้อเพลิง ในสถานการณ์ที่ชาวบ้านไม่สามารถจ่ายเงินสำหรับการทำให้บ้านตัวเองมีอากาศอบอุ่นในราคาที่จ่ายไหว ซึ่งในการประชุม COP24 มูลนิธิชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric Foundation) ภายใต้การอุปถัมภ์ของมูลนิธิเดอฟรองซ์ (Foundation de France) ร่วมกับ Ashoka ซึ่งเป็นองค์กรที่ดำเนินการด้านสังคม จะเกาะติดความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาความยากจนด้านเชื้อเพลิงในยุโรป ด้วยการเปิดตัวข้อเรียกร้องโครงการใหม่สำหรับปี 2562

การเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นประเด็นสำคัญอย่างหนึ่ง เนื่องจากหลายคนต้องอพยพออกจากบ้าน อันเป็นสาเหตุมาจากภัยธรรมชาติที่รุนแรง จากสถานการณ์ดังกล่าวจึงทำให้เกิดการเรียกร้องให้มีโซลูชันที่ช่วยให้เข้าถึงพลังงานสะอาด น่าเชื่อถือและราคาไม่แพง โดยในการประชุม COP24 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้มีการเปิดตัวโซลูชัน Villaya Emergency เพื่อช่วยให้ผู้เดือดร้อนสามารถเข้าถึงพลังงานได้ง่ายขึ้นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นโซลูชั่นโครงข่ายไมโครกริดแบบใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ที่พร้อมใช้งานได้ในทุกสถานการณ์ ด้วยระบบที่ผสานรวมเทคโนโลยีต่างๆ ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค พร้อมความเชี่ยวชาญขององค์กรสตาร์ท-อัพ โดยโซลูชั่นทั้งหมดได้ถูกติดตั้งในคอนเทนเนอร์มาตรฐาน เพื่อความสะดวกในการขนย้าย และติดตั้งง่ายในทุกพื้นที่ในโลก

ชไนเดอร์ อิเล็คทริคในงาน COP24

การประชุม COP24 มีผู้เข้าร่วมประมาณ 20,000 คน มีทั้งผู้นำทางการเมือง ตัวแทนจาก NGOs องค์กรธุรกิจ รวมถึงหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ และการวิจัย) จากกว่า 190 ประเทศ โดยคนเหล่านี้จะทำงานร่วมกัน เพื่อเร่งดำเนินการตามแนวทางต่างๆ ให้ได้ภายในปี 2020 โดยผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จะเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ตลอดจนการประชุมในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน อาทิ นายยาเซค ลุคาสเซวิคซ์ ประธานกลุ่มชไนเดอร์ อิเล็คทริค โปแลนด์ สาธารณรัฐเช็ก และสโลวาเกีย นายกิลเลส เวอร์มอท เดสโรชส์ รองประธานอาวุโสฝ่ายความยั่งยืน และนายออเรลี จาร์แดง ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสาธารณะและพันธมิตรธุรกิจ เป็นต้น

“ความมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อสร้างความยั่งยืนและสร้างความเป็นกลางทางด้านคาร์บอน ให้กับโลกใบนี้ ต้องอาศัยทั้งความเชี่ยวชาญด้านการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ซึ่งการผสานเทคโนโลยีที่มีอยู่ภายใต้แพลตฟอร์ม EcoStruxure นับเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยสร้างนวัตกรรมเปลี่ยนโลกในวันนี้ได้ นอกจากจะช่วยให้องค์กรและภาคธุรกิจ ลดต้นทุนด้านพลังงานและลดการปล่อยก๊าซคาบอนได้มหาศาลแล้ว ยังช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้ในระดับมหภาค ที่สำคัญส่งผลให้โลกใบนี้ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างมีนัย เพื่อให้โลกสามารถฟื้นฟูทรัพยากรเหล่านั้นได้ทันตามสัดส่วนของการใช้งานที่เหมาะสม ก่อนที่ทุกสิ่งจะสายไป”

# # #

 

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น ตั้งแต่ บ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมต่างๆ  ด้วยการยืนหยัดอยู่ในเวทีระดับโลกในกว่า 100 ประเทศ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เป็นผู้นำที่โดดเด่นในด้านการจัดการพลังงาน ทั้งแรงดันไฟฟ้าขนาดกลาง-ต่ำ และระบบสำรองไฟฟ้า รวมถึงระบบออโตเมชั่นต่างๆ เรานำเสนอโซลูชั่นแบบบูรณาการที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการผสานการทำงานร่วมกันทั้งในส่วนของพลังงาน ระบบออโตเมชั่น และซอฟต์แวร์ เรามีระบบนิเวศทั่วโลก ซึ่งเป็นการประสานความร่วมมือกับคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด รวมถึงชุมชนนักพัฒนาและผู้วางระบบบนแพลตฟอร์มเปิด เพื่อมอบประสิทธิภาพด้านการดำเนินงาน และการควบคุมในแบบเรียลไทม์ เราเชื่อว่าด้วยผู้คนที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้ และพันธมิตรของเรา จะช่วยให้ชไนเดอร์ อิเล็คทริคเป็นบริษัทที่เยี่ยมยอด พร้อมกับคำมั่นสัญญาของเราที่มุ่งมั่นในเรื่องการสร้างนวัตกรรม ความหลากหลาย และความยั่งยืนช่วยให้ทุกคนมั่นใจได้ว่า “Life is On” ในทุกที่สำหรับทุกคน และทุกช่วงเวลา www.schneider-electric.co.th

 

กพร. ผนึกกำลังภาครัฐและเอกชนอัด 1,250 ลบ. เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) จัดพิธีเปิดโครงการ นำร่องรีไซเคิลเศษโลหะอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และพิธีลงนามความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน จำนวน 7 ราย เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก กว่า 1,250 ล้านบาท

นายวิษณุ ทับเที่ยง อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์สำคัญของ กพร. ในการพัฒนาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมพื้นฐานให้เข้าสู่ยุค 4.0 คือการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สมัยใหม่ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มและปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 ได้จัดพิธีเปิดโครงการลดมลภาวะทางอากาศจากโรงงานรีไซเคิลเศษโลหะ โดยเฉพาะมลพิษที่ตกค้างยาวนานซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยไม่จงใจ (U-POPs) อาทิ ไดออกซินและฟิวแรน ซึ่งข้อมูลจากการศึกษาที่ผ่านมาพบการปลดปล่อยสารไดออกซินหรือฟิวแรน จากอุตสาหกรรมหลอมโลหะของไทยแต่ละปีมีปริมาณมากกว่า 119 กรัม TEQ (Toxic Equivalent) หรือคิดเป็นร้อยละ 11 ของการปลดปล่อย U-POPs จากภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด การดำเนินโครงการจึงตั้งเป้าลดปริมาณการปลดปล่อยมลพิษดังกล่าวให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 โดยใช้เทคนิคที่ดีที่สุด (Best Available Technique: BAT) และแนวทางปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุด (Best Environmental Practice: BEP) ในการพัฒนาอุตสาหกรรมหล่อหลอมโลหะ เพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ กพร. จะดำเนินงานร่วมกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Industrial Development Organization: UNIDO) โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของไทยจำนวน 7 ราย ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย บริษัท โรงงานเหล็กกรุงเทพฯ จำกัด บริษัท เอ็น.ที.เอส สตีลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท ไดกิ อลูมิเนียม อินดัสทรี (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ไทยเม็ททอล อลูมิเนียม จำกัด ภายใต้วงเงินกว่า 38 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1,250 ล้านบาท  มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี

การดำเนินงานโครงการดังกล่าว จะมีการกำหนดแนวทางการพัฒนากลุ่มผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายที่สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ “การพัฒนากฎระเบียบ” เพื่อปรับปรุงกฎ ระเบียบ และมาตรฐานต่าง ๆ พร้อมทั้งกำหนดนโยบายเพื่อผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรม มีความใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาของอุตสาหกรรมหลอมโลหะตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ “การพัฒนาบุคลากร” เพื่อจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สำหรับกระบวนการรีไซเคิลเศษโลหะ รวมทั้งการให้ความรู้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการรับซื้อเศษโลหะรายย่อย

ในเรื่องการคัดแยกขยะหรือของเสีย รวมทั้งการจัดเก็บที่ถูกวิธี ซึ่งจะช่วยมลพิษที่จะเกิดขึ้นจากสารปนเปื้อนที่ติดมากับเศษโลหะได้อย่างตรงจุดมากที่สุด “การพัฒนาโรงงาน” เพื่อจัดตั้งโรงงานรีไซเคิลเศษโลหะต้นแบบที่มีการนำ BAT/BEP มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต จำนวน 4 โรงงาน เพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้ประกอบการได้เข้ามาศึกษา พร้อมบริการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยไปปรับใช้ในโรงงานได้จริง ทั้งนี้ตลอดระยะเวลา 5 ปีของโครงการจะมีการประชาสัมพันธ์และถ่ายทอดความรู้ให้แก่ภาคเอกชนและประชาชนผู้สนใจอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งติดตามประเมินผลมาตรการต่าง ๆ เพื่อกำหนดแนวทางการขยายผลไปยังกลุ่มเป้าหมายในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจอื่น ๆ ที่มีการปลดปล่อย U-POPs ด้วย

ทั้งนี้ ภายหลังพิธีเปิดโครงการและการลงนามความร่มมือฯ  ยังมีการจัดเสวนาเรื่อง “ทิศทางอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะไทยในยุค 4.0” โดยผู้ทรงคุณวุฒิ ถึง 4 ท่านได้แก่ นางสุนีย์ ปิยะพันธุ์พงศ์  นายกสมาคมการจัดการของเสีย (ประเทศไทย), นายวิโรจน์ โรจน์วัฒนชัย ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย, นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ Dr. Pasquale Spezzano ด้าน BAT/BEP จากประเทศอิตาลี เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจกับผู้เข้าร่วมงาน โดยมี ดร.อุมา วิรัตน์สกุลชัย ผู้เชี่ยวชาญด้าน Industrial Symbiosis ของ UNIDO เป็นผู้ดำเนินรายการ

“กพร. มีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมพื้นฐานโดยยึดแนวทางการสานพลังประชารัฐ ด้วยการบูรณาการความร่วมมือร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้สามารถก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 ควบคู่ไปกับการประกอบการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน” นายวิษณุ กล่าวทิ้งทาย

 Forbes Global CEO Conference เริ่มแล้วที่กรุงเทพฯ

งาน Forbes Global CEO Conference ครั้งที่ 18 เริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ที่กรุงเทพฯ โดยมีนักธุรกิจชั้นนำระดับซีอีโอ เจ้าของธุรกิจระดับโลก ผู้ประกอบการรายใหญ่ นักธุรกิจระดับแนวหน้ารุ่นใหม่ นักลงทุน และผู้นำทางความคิดประมาณ 400 คน จากทั่วโลกร่วมงาน การประชุมในปีนี้จัดขึ้นในธีม “The World Reboots” โดยให้ความสำคัญกับการที่ซีอีโอ ผู้นำธุรกิจสำคัญๆ ในประเทศต่างๆ รับมือกับความท้าทายและใช้โอกาสที่มาจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมากมายให้เป็นประโยชน์

หนึ่งในวิทยากรสำคัญที่มาร่วมงานในปีนี้คือ ฯพณฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะกล่าวปาฐกถาท่ามกลางผู้ทรงคุณวุฒิและผู้นำทางความคิดในวันที่ 31 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันที่สองของงานตลอดการประชุม 2 วัน วิทยากร 50 คน จากทั่วโลกจะร่วมแสดงความคิดเห็นในประเด็นสำคัญอาทิ สภาวะเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลง นวัตกรรม และโอกาสการลงทุนในธุรกิจต่างๆ เช่น การเงินและอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ วิทยากรบนเวทียังจะพูดคุยเกี่ยวกับกลยุทธที่ดีที่สุดในด้านต่างๆ เช่น ความเป็นผู้นำ การเป็นผู้ประกอบการ การดำเนินธุรกิจของครอบครัว การทำกิจกรรมเพื่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

วิทยากรชั้นนำที่ร่วมแสดงความคิดเห็นในการประชุมครั้งนี้ประกอบด้วย สตีฟ ฟอร์บส ประธานและบรรณาธิการบริหารของฟอร์บสมีเดีย คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์และประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น คุณปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เอช โรเจอร์ หวาง ประธานและซีอีโอ Golden Eagle International Group และประธาน Committee of 100 เอ็นริเก้ เค ราซอน จูเนียร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธาน International Container Terminal Services, Inc. อัลลัน เซแมน ประธาน Lan Kwai Fong Group กู๊ดวิล เกา ผู้อำนวยการและประธาน Gaw Capital Partners คุณชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ศ. กิตติคุณ ดร. สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ ผู้อำนวยการบริหาร ศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและผู้อำนวยการบริหาร บริษัทกลุ่มเซ็นทรัลจำกัด มิวาโกะ ดาเตะ ประธานและซีอีโอ บริษัทโมริ ทรัสต์ จำกัด ฟาน กัง ประธาน China Development Institute และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติ อองตวน บลองโด ผู้บริหารร่วมของ Alpha Intelligence Capital ไชรุล ทันจุง ประธาน CT Corp เนียร์จา เบอร์ล่า ประธานของ Mpower ปีเตอร์ มัวร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล เจพี กัน หุ้นส่วนบริหาร Qiming Venture Partners มิทช์ การ์เบอร์ ประธานของ Cirque du Soleil และประธาน Invest in Canada เหงียน ถิ เฟือง ทาว ประธานและซีอีโอ Vietjet Air ตัน มิน-เลียง ประธานและ    ซีอีโอ Razer เซา ชังเปง ซีอีโอของ Binance โก๊ะ ชุน ฟง หัวหน้าคณะผู้บริหาร Singapore Airlines  คุณอภิชาติ จูตระกูล ซีอีโอ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) แครี่ โจนส์-บาร์เบอร์ หัวหน้าคณะผู้บริหาร Dawn Foods วิลเลี่ยม อี ไฮเน็คกี้ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 

วิทยากรท่านอื่นๆ ประกอบด้วย ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกลุ่มบริษัทบี.กริม (มหาชน) จำกัด จอห์น ลิม หัวหน้าคณะผู้บริหารของกลุ่ม ARA Asset Management Holdings Pte Ltd ตัน โฮ ลิง ผู้ร่วมก่อตั้ง Grab ก๊อก เมง รู หัวหน้าคณะผู้บริหาร BandLab Technologies ชินต้า วิดจาจา กัมดานิ หัวหน้าคณะผู้บริหาร Sintesa Group บี อาร์ เชตตี้ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธาน NMC Healthcare มาริโอ โมเรตติ โพลีกาโต้ ผู้ก่อตั้ง ประธาน GEOX Group เซิร์จ ปัน ประธานบริหาร Yoma Group of Companies แพททริค โกรฟ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม Catcha Group ปีเตอร์ แซนด์ ผู้อำนวยการบริหาร The Global Fund โนนิ เพอร์โนโม ประธานผู้อำนวยการ Blue Bird Group Holding ฌอง เอริค ซัลลาตา หัวหน้าคณะผู้บริหาร Baring Private Equity Asia ปรากาช พี ฮินดูจา ประธาน Hinduja Group of Companies (Europe) โยชิโตะ โฮริ ประธาน GLOBIS University และหุ้นส่วนบริหารของ GLOBIS Capital Partners บิโนช เค โชฮารีย์ ประธานบริหาร CG Corp Global เซียง บิง คณบดีผู้ก่อตั้งและศาสตราจารย์ China Business and Globalization ของ Cheung Kong Graduate School of Business แจ๊ค เลสลี่ ประธานบริษัทเวเบอร์ แชนด์วิค วี ชานก้า ซีอีโอและหุ้นส่วน Gateway Partners ฮันส์ พอล เบิร์คเนอร์ ประธาน The Boston Consulting Group ฟู จิซุน หุ้นส่วนบริหาร GGV Capital แกรี่ ไวท์ หัวหน้าคณะผู้บริหาร Water.org และ Water Equity ยูวา เฮดริก หว่อง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ มาสเตอร์การ์ด จิม วอล์คเกอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ Asianomics Group และ พารัค กานนา หุ้นส่วนบริหาร FutureMap

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิทยากรและหัวข้อในการพูดคุยสามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.forbesglobalceoconference.com/#agenda

บริษัทที่ร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุม Forbes Global CEO Conference ในปีนี้ได้แก่ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด และ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยมีผู้สนับสนุนหลักได้แก่ บริษัทกลุ่มเซ็นทรัลจำกัดและธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้สนับสนุนภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) International Container Terminal Services Inc. วัน แบงค็อก บริษัท  อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท Invest in Canada บริษัทเวเบอร์ แชนด์วิค เวิลด์ไวด์ และบริษัท ฮิลล์ แอนด์ แอสโซซิเอทส์ ผู้ให้การสนับสนุนรองคือ Bank Mayapada และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) FWD เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต และ Huawei Technologies

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการประชุม สามารถดูได้ที่เว็ปไซต์ www.forbesglobalceoconference.com

สามารถติดตามโซเชี่ยลมีเดียของฟอร์บสได้ที่ @ForbesAsia และ #ForbesGlobalCEO

เกี่ยวกับ Forbes Media

ฟอร์บส มีเดีย เป็นบริษัทด้านสื่อ การสร้างแบรนด์ และเทคโนโลยี ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วโลก โดยเน้นการนำเสนอข่าวและข้อมูลด้านการเงิน การลงทุน เทคโนโลยี ธุรกิจในแนวผู้ประกอบการ ผู้นำธุรกิจและเจ้าของกิจการ รวมถึงนำเสนอไลฟ์สไตล์ของผู้ที่ประสบความสำเร็จ ฟอร์บส มีเดีย เป็นเจ้าของและผู้ตีพิมพ์นิตยสารธุรกิจ “ฟอร์บส” (Forbes) และ Forbes Asia รวมถึงเว็บไซต์ Forbes.com แบรนด์ Forbes สามารถเข้าถึงผู้คนมากกว่า 117 ล้านคนทั่วโลกในแต่ละเดือนด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับธุรกิจผ่านนิตยสารและนิตยสารฉบับท้องถิ่น 40 ฉบับใน 70 ประเทศ และผ่าน Forbes.com รายการโทรทัศน์ การจัดการประชุม การวิจัย ผ่านแพลทฟอร์มต่างๆ รวมทั้งโทรศัพท์มือถือ ฟอร์บส มีเดียแบรนด์ ครอบคลุม การจัดประชุมสัมมนา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การศึกษา การบริการด้านการเงิน และข้อตกลงในการใช้งานเทคโนโลยี

อสส. ยกระดับ เป็นเจ้าภาพจัดประชุมประจำปีสมาคมสวนสัตว์
และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 26 ที่เชียงใหม่

รองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ปานเทพ รัตนากร (ที่ 3 จากขวา) ประธานกรรมการองค์การสวนสัตว์ ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดงานประชุมประจำปีสมาคมสวนสัตว์ และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asian Zoos and Aquariums Association : SEAZA) ครั้งที่ 26 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก “One Voice for Nature & Wildlife” มุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค พร้อมยกระดับศักยภาพประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขึ้นมาเป็นผู้นำหลักในการอนุรักษ์สัตว์ป่าและการบริหารจัดการสวนสัตว์ในระดับสากล โดยมี Dr. Lam Viet Phan (ที่ 8 จากซ้าย) ประธานสมาคมสวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย Dr. Jenny Gray (ที่ 7 จากซ้าย) ประธานสมาคมสวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโลก นายเบญจพล นาคประเสริฐ (ซ้ายสุด) ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ และผู้บริหารจากภาครัฐและเอกชน ร่วมให้การต้อนรับ

องค์การสวนสัตว์ (อสส.) ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมระหว่างประเทศ งานประชุมประจำปีของสมาคมสวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 26 (The 26th Southeast Asian Zoos and Aquariums Association : SEAZA Annual Conference 2018) ในระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2561 ที่ จ.เชียงใหม่ ณ เอ็มเพรส คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ โรงแรมดิเอ็มเพรส จ.เชียงใหม่ เมื่อเร็ว ๆ นี้

รองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ปานเทพ รัตนากร ประธานกรรมการองค์การสวนสัตว์ กล่าวว่า ประเทศไทยถือได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้นำหลักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า และการบริหารจัดการสวนสัตว์ตามมาตรฐานสากล อย่างไรก็ตามผู้นำหลักในเวทีโลก ยังคงเป็นกลุ่มประเทศมหาอำนาจในภูมิภาคอื่น ดังนั้นรูปแบบหลักของการประชุมประจำปีของสมาคมสวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAZA) ครั้งที่ 26 คือการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค เพื่อสร้างความเข้มแข็ง และพัฒนาให้ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำหลักในการอนุรักษ์สัตว์ป่าและการบริหารจัดการสวนสัตว์ในระดับสากล  คาดหวังว่าผู้เข้าร่วมประชุมและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย จะได้รับประโยชน์จากการประชุมในครั้งนี้ และนำไปพัฒนาต่อยอดเพื่อความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตต่อไป

ด้าน นายเบญจพล นาคประเสริฐ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์  กล่าวว่า นับเป็นที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ประเทศไทยได้รับความไว้วางใจจากคณะกรรมการสมาคมสวนสัตว์โลกฯ ให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติทั้ง 3 ประชุมในปี 2561นี้ ณ  ประเทศไทย  คืองานประชุมระหว่างประเทศ และประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสมาคมสวนสัตว์และและพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโลก (World Association of Zoos and Aquariums : WAZA) ครั้งที่ 73   การจัดประชุมประจำปีของ IUCN/SSC Conservation Planning Specialist Croup (CPSG)  และในครั้งนี้ งานประชุมประจำปีสมาคมสวนสัตว์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asian Zoos and Aquariums Association : SEAZA) ครั้งที่ 26  ในระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2561 ที่ จ.เชียงใหม่

ซึ่งการได้รับเกียรติในครั้งนี้ ถือเป็นตัวชี้วัดบ่งบอกถึงการมีมาตรฐานทางด้านการบริหารจัดการสัตว์สมัยใหม่ตามมาตรฐานสากล จนเป็นที่ยอมรับในระดับโลก

การประชุมในครั้งนี้ เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ การนำเสนอผลงานวิจัย การศึกษาค้นคว้าวิชาการ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ การสร้างเครือข่ายวิชาการ ด้านการอนุรักษ์และส่งเสริมการนำองค์ความรู้จากการศึกษาวิจัยไปใช้ประโยชน์ คาดว่าผู้เข้าประชุมจะได้รับประโยชน์และนำไปต่อยอด อันจะนำไปสู่การขยายความร่วมมือในระดับภูมิภาคและนานาชาติต่อไป

Page 4 of 6