เครือพีซีเอส ร่วมบรรยายพิเศษในงาน “THFM Seminar 2019” เพื่อยกระดับมาตรฐานระบบบริหารการจัดการและความเป็นเลิศด้านสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาล

บริษัท รักษาความปลอดภัย พีซีเอส และฟาซิลิตี้ เซอร์วิสเซส จำกัด (พีซีเอส) ในเครือโอซีเอส กรุ๊ป ผู้ให้บริการด้านการบริหารจัดการอาคารแบบครบวงจร จากประเทศอังกฤษ ร่วมบรรยายพิเศษในงานสัมนาความเป็นเลิศด้านระบบสิ่งสนับสนุนโรงพยาบาลในประเทศไทยประจำปี ครั้งที่ 4 “THFM Seminar 2019” เพื่อยกระดับมาตรฐานงานการบริการที่เป็นเลิศ พร้อมร่วมออกบูธจัดแสดงนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการ ณ ห้องแกรนด์บอลรูม A-B โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ หลักสี่

ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาลและทีมงาน บริษัทฟู้ดเฮ้าส์ เคเทอร์ริ่ง เซอร์วิสเซส

การสัมมนาความเป็นเลิศด้านระบบสิ่งสนับสนุนโรงพยาบาลในประเทศไทย (Thailand Healthcare Facility Management Seminar หรือ THFM) เป็นงานสัมมนางานแรกและงานเดียวของประเทศไทยที่จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 ภายใต้การกำกับดูแลของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ด้านการพัฒนาเครื่องมือแพทย์ เพื่อมุ่งเน้นเรื่องการบริหารจัดการระบบสิ่งสนับสนุนโรงพยาบาลโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการยกระดับคุณภาพการรักษาพยาบาล พร้อมอัพเดทเทรนด์ใหม่ๆ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันกับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิหลากสาขา

มร.พอล มอร์ตัน ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจโรงพยาบาล Global Healthcare Director บริษัท โอซีเอส กรุ๊ป กล่าวบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Environmental management for safety infection control” ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อการควบคุมการติดเชื้ออย่างปลอดภัย กล่าวว่าหลักสำคัญ คือ การบริหารจัดการระบบปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ ของระบบที่ดูแลและควบคุมการติดเชื้ออย่างปลอดภัย โดยเฉพาะในส่วนของการทำความสะอาดในแต่ละพื้นที่ ของโรงพยาบาล ซึ่งเป็นส่วนสำคัญ

เมนูสร้างสรรค์จาก ฟู้ดเฮ้าส์ เคเทอร์ริ่ง เซอร์วิสเซส

นอกจากนี้ บริษัท ฟู้ดเฮ้าส์ เคเทอร์ริ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด ภายใต้การดูแลในเครือโอซีเอส กรุ๊ป ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทยและเบเกอรี่ ยังได้ร่วมออกบูธจัดแสดงนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการที่เกี่ยวกับเทรนด์สุขภาพที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะนี้ รวมถึงการสร้างสรรค์เมนูที่หลากหลายเพื่อสุขภาพโดยได้นักโภชนาการมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ เข้ามาดูแลอย่างพิถีพิถันในการบริการและโภชนาการตามมาตรฐานที่โรงพยาบาลกำหนด โดยกลุ่มลูกค้าหลักของฟู้ดเฮ้าท์ฯ ส่วนใหญ่ 95% คือโรงพยาบาลเอกชนกว่า 23 แห่งทั่วประเทศ และมุ่งหวังที่จะขยายจำนวนลูกค้าสายกลุ่มธุรกิจในอนาคตอีกด้วย

กระทรวงพาณิชย์ชวนผู้ส่งออกสมัครรางวัล PM EXPORT AWARD 2019 สร้างโอกาสสู่ผู้นำการค้าโลก

สำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่ม กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เริ่มโครงการรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ประจำปี 2562 หรือ รางวัล Prime Minister’s Export Award 2019  (PM Export Award) รางวัลเกียรติยศสูงสุดของรัฐบาลที่มอบให้แก่ผู้ส่งออกและผู้ประกอบธุรกิจดีเด่นที่พัฒนาสินค้าและบริการให้มีคุณภาพได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากลจนสามารถแข่งขันได้ในตลาดต่างประเทศ

นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

นางสาวบรรจงจิตต์  อังศุสิงห์  อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ภาพรวมการส่งออกของไทยในปีที่ผ่านมาเผชิญกับหลายปัจจัยจากทั้งภายในและภายนอก อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายผลักดันการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น  เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ  ดังนั้นการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้มีการพัฒนามาตรฐานสินค้าและบริการให้มีศักยภาพแข็งแกร่งแข่งขันได้ในตลาดต่างประเทศ จึงเป็นนโยบายหลักที่ทางกรมได้ปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งโครงการ PM Export Award นับเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้มีภาพลักษณ์ของความมีคุณภาพโดดเด่นให้เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม

ผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่กรม

โครงการ PM Export Award ปีนี้เป็นปีที่ 28 ปัจจุบันมีบริษัทที่ได้รับการคัดเลือกรับรางวัลรวม 573 บริษัท 674 รางวัลโดยเป็นโครงการที่จัดขึ้นเพื่อดำเนินการคัดเลือกผู้ประกอบการไทยในกลุ่มธุรกิจส่งออกที่มีการผลิตสินค้าและบริการไทย ที่มีความโดดเด่นในด้านนวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์ มีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ตลอดจนมีความรับผิดชอบต่อสังคมให้เป็นผู้ที่มีสิทธิ์เข้ารับการพิจารณาเพื่อรับรางวัลจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายสาขาวิชาชีพ

สำหรับแนวคิดการจัดงานยังคงตอกย้ำการเป็น “Leading The Way” เส้นทางที่นำผู้ประกอบการไทยสู่ความสำเร็จในระดับสากล ความพิเศษของปีนี้คือมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์ประโยชน์ของโครงการสู่ผู้ประกอบการในภูมิภาคต่างๆของไทยเพราะผู้ประกอบการในแต่ละภูมิภาคย่อมมีความสามารถ ความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน เปรียบเสมือนพลังเล็กๆ ที่หล่อหลอมเป็นองค์ประกอบพลังที่ยิ่งใหญ่ของประเทศ

นางสาวประอรนุช ประนุช ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า

วัตถุประสงค์ของการจัดโครงการนี้ เพื่อกระตุ้นให้มีการพัฒนารูปแบบสินค้าที่เป็นของผู้ผลิต / ผู้ส่งออก และออกแบบโดยคนไทย รวมทั้งสร้างชื่อเสียงทางการค้าให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นในตลาดต่างประเทศ และกระตุ้นให้ผู้ผลิต / ผู้ส่งออกสร้าง ภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างภาพลักษณ์สินค้าและบริการส่งออกของไทยมากขึ้น อีกทั้งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการของไทยเปิดตลาดต่างประเทศโดยใช้ชื่อทางการค้าของตนเองและสามารถแข่งขันรักษาตลาดต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน

โครงการ PM Export Award จัดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ปัจจุบันแบ่งออกเป็น ๗ ประเภท ดังนี้

     1. รางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกยอดเยี่ยม (Best Exporter)

     2. รางวัลสินค้านวัตกรรมยอดเยี่ยม (Best Innovation)

     3. รางวัลแบรนด์ไทยยอดเยี่ยม (Best Thai Brand)

     4. รางวัลสินค้าไทยที่มีการออกแบบยอดเยี่ยม (Best Design)

          4.1 กลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์

          4.2 กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์

          4.3 กลุ่มความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นเครื่องแต่งกาย

          4.4 กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม

          4.5 กลุ่มออกแบบบรรจุภัณฑ์

          4.6 กลุ่มผลงานกราฟิกดีไซน์

          4.7 กลุ่มผลงานการออกแบบตกแต่งภายใน

     5. รางวัลสินค้าธุรกิจบริการยอดเยี่ยม (Best Service Enterprise Award)

          5.1 สาขาโรงพยาบาล/คลินิกแพทย์เฉพาะทาง

          5.2 สาขาดิจิทัลคอนเทนท์และซอฟต์แวร์

          5.3 สาขาธุรกิจสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์

          5.4 สาขาโลจิสติกส์การค้า

     6. รางวัลสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณท์ยอดเยี่ยม (Best OTOP)

     7. รางวัลสินค้าฮาลาลยอดเยี่ยม (Best Halal)

โดยการเข้าร่วมโครงการ PM Export Award บริษัทสามารถสมัครได้มากกว่า 1 ประเภท และมีโอกาสได้รับรางวัลมากกว่า 1 ประเภทเช่นกัน หากคณะกรรมการพิจารณาแล้วว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ของโครงการ

สำหรับความพิเศษของปีนี้ที่สอดคล้องกับนโยบายแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัล คือการเปิดช่องทางออนไลน์ให้ผู้ประกอบการ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ผ่านหน้าเว็บไซต์ซึ่งมีความสะดวกมากขึ้นทั้งผู้ประกอบการในกรุงเทพและต่างจังหวัดโดยบริษัทที่ผ่านการพิจารณาและผ่านเกณฑ์การตัดสินจะได้รับสิทธิประโยชน์จากรางวัลนี้ซึ่งแตกต่างจากรางวัลอื่น ๆ คือ ได้รับโล่และเกียรติบัตร สัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจ จากนายกรัฐมนตรี พร้อมได้รับสิทธิพิเศษกับกรมทั้งในและต่างประเทศ อาทิเช่น โอกาสในการร่วมกิจกรรมเจรจาการค้า,ร่วมออกบูทในต่างประเทศ,ร่วมกิจกรรมอบรมสัมมนา,ขายของออนไลน์บน Thaitrade.com พร้อมทั้งยังได้รับการประชาสัมพันธ์โดยรายชื่อผู้ได้รับรางวัลจะถูกเผยแพร่ผ่านสื่อทั้งในและต่างประเทศและกระจายไปยังผู้ซื้อทั่วโลกผ่านสำนักงานทูตพาณิชย์ 58 แห่งและเครือข่ายนอกจากนี้ สามารถใช้ตรา PM Export Award ในการส่งเสริมการขายได้อีกด้วย

ภายในงานแถลงข่าวได้เชิญวิทยากรพิเศษจาก 4 บริษัท คือ

  1. นางสุวรรณา เอี่ยมพิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบอร์แทรมเคมิคอล (1982) จำกัด ต้นตำรับยาหม่องน้ำเซียงเพียวอิ๊ว ยาหม่องน้ำสูตรสมุนไพรจีนแบบต้นตำรับที่คนไทยยกให้เป็นยาสามัญประจำบ้านสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น


  2. นายปรีชา สันลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิ๊กไอเดีย คอร์ปอเรท (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ก่อตั้งแบรนด์ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง วูดู (Voodoo) ที่ครองใจสาวไทยทั่วประเทศด้วยสูตรสมุนไพรระดับตำนานผสานกับสารสกัดเกลือหิมาลายัน การันตีคุณภาพสินค้าด้วยยอดขายระดับร้อยล้าน


  3. คุณฉัตรชัย ชลิตตานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคียงมูล พลังงานยั่งยืน (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลบ้านจากถ่าน Japanese Charcoal และ น้ำส้มควันไม้ เจ้าเดียวในประเทศไทย รับประกันคุณภาพการผลิตด้วยเตาอิวาเตะมาตรฐานประเทศญี่ปุ่น เป็นมิตรกับมนุษย์และสิ่งแวดล้อม


  4. คุณชวพล เทพผดุงพร ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์กะทิชาวเกาะ ต้นตำรับกะทิสำเร็จรูปที่อยู่คู่ครัวไทยกว่า 40 ปี

ซึ่งวิทยากรทั้ง 4 ท่านเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัล PM Export Award2018 มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การทำธุรกิจและประโยชน์ของการเข้าร่วมโครงการ  เช่น การประชาสัมพันธ์ธุรกิจการค้าในต่างประเทศและยกระดับภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์สินค้า เป็นต้น พร้อมทั้งแนะนำเคล็ดลับการเข้าเป็นหนึ่งในทำเนียบรางวัลผู้ส่งออกสินค้าและบริการดีเด่น 

เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ จนถึง 30 เมษายน 2562  ผู้ประกอบการที่สนใจ สอบถามรายละเอียดการรับสมัครได้ที่ สำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร 02-507 -8280 , 098-836-4539 064-943-7462 Line Official ID: @pmexportaward อีเมล์ : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. เว็บไซต์ www.pm-award.com    

หัวเว่ยฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ เรื่องกีดกันการขายสินค้า โดยสภาคองเกรส ชี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

เซินเจิ้น, จีน, 7 มีนาคม 2562 – วันนี้ หัวเว่ยได้ยื่นเรื่องฟ้องร้องต่อศาลรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกา คัดค้านการเห็นชอบมาตรา 889 ของกฎหมายการป้องกันประเทศ ฉบับปี 2562 (2019 National Defense Authorization Act: NDAA) โดยการยื่นฟ้องครั้งนี้ หัวเว่ยต้องการขอให้ศาลมีคำสั่งพิพากษาแสดงสิทธิของบุคคลว่า การกีดกันที่พุ่งเป้าไปที่หัวเว่ยนั้นเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และขอให้มีคำสั่งห้ามกฎหมายกีดกันนี้เป็นการถาวร

“สภาคองเกรสของสหรัฐฯ ได้ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าในการสร้างหลักฐานสนับสนุนคำสั่งกีดกันของสหรัฐอเมริกาต่อผลิตภัณฑ์หัวเว่ย เราจึงถูกบีบบังคับให้ต้องเลือกดำเนินการทางกฎหมายเป็นทางออกสุดท้าย" มร. กัว ผิง ประธานกรรมการบริหาร หมุนเวียนตามวาระของหัวเว่ย กล่าว “การแบนหัวเว่ยนี้ไม่เพียงแค่ผิดหลักกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการจำกัดไม่ให้หัวเว่ยเข้าร่วมการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคของสหรัฐฯ เสียประโยชน์ในที่สุด เราจะตั้งตารอคำตัดสินของศาล และเชื่อว่าคำตัดสินนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งหัวเว่ยและชาวอเมริกัน"

หัวเว่ยได้ยื่นฟ้องต่อศาลแขวงสหรัฐฯ ที่เมืองพลาโน รัฐเท็กซัส ตามคำร้องดังกล่าว มาตรา 889 ของกฎหมายการป้องกันประเทศ ฉบับปี 2562 ไม่เพียงห้ามไม่ให้หน่วยงานรัฐบาลของสหรัฐฯ ทุกหน่วยงาน ซื้ออุปกรณ์และบริการของหัวเว่ยเท่านั้น แต่ยังห้ามไม่ให้ทำสัญญาหรือให้เงินสนับสนุนหรือเงินกู้ยืมแก่บุคคลที่สามที่ซื้ออุปกรณ์หรือบริการของหัวเว่ยโดยไม่ผ่านกระบวนการพิจารณาคดีจากศาลหรือจากผู้บริหารด้วย การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดกฎหมายจำกัดตัดสิทธิบุคคล (Bill of Attainder Clause) และกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมาย (Due Process Clause) นอกจากนี้ ยังละเมิดหลักการแบ่งแยกอำนาจที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา เพราะสภาคองเกรสกำลังทำหน้าที่ทั้งออกกฎหมาย และพยายามพิจารณาตัดสินและบังคับใช้กฎหมายนี้ไปพร้อม ๆ กัน

มร. ซ่ง หลิ่วผิง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของหัวเว่ย กล่าวย้ำว่า "มาตรา 889 นั้นอิงจากข้อสมมติฐานที่ไม่ถูกต้อง อีกทั้งไม่ได้รับการพิสูจน์และการตรวจสอบ และตรงกันข้ามกับข้อสมมติฐานดังกล่าว รัฐบาลจีนไม่ได้เป็นเจ้าของ ไม่ได้ควบคุม และไม่มีอิทธิพลชักจูงหัวเว่ยแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น หัวเว่ยมีบันทึกสถิติและโปรแกรมด้านความปลอดภัยที่ดีเยี่ยม และจนถึงขณะนี้สหรัฐอเมริกาก็ยังไม่สามารถแสดงหลักฐานโต้แย้งใดๆ"

"ที่หัวเว่ย เราภูมิใจที่เราเป็นบริษัทที่เปิดกว้าง โปร่งใส และได้รับการตรวจสอบมากที่สุดในโลก" มร. จอห์น ซัฟโฟลค์ เจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวระดับโลกของหัวเว่ย กล่าว "แนวทางด้านความปลอดภัยของหัวเว่ยที่ผ่านการพัฒนาและการปรับใช้ออกแบบ ได้สร้างมาตรฐานระดับสูงที่มีเพียงไม่กี่บริษัทที่สามารถเทียบชั้นได้"

ในมุมมองของหัวเว่ย ข้อจำกัดของ NDAA กีดกันไม่ให้บริษัทสามารถจัดหาเทคโนโลยี 5G ที่มีความก้าวล้ำกว่าให้แก่ผู้บริโภคในสหรัฐฯ ได้ ซึ่งจะทำให้การใช้งาน 5G เชิงพาณิชย์ล่าช้าออกไป และเป็นการขัดขวางความพยายามในการปรับปรุงประสิทธิภาพของเครือข่าย 5G ในสหรัฐอเมริกาให้ดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ ผู้ใช้เครือข่ายในพื้นที่ชนบทและห่างไกลของสหรัฐฯ จะถูกบังคับให้เลือกระหว่างผลิตภัณฑ์ที่รัฐบาลให้ทุนสนับสนุนหรือผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงในราคาที่คุ้มค่า สิ่งนี้จะเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการอัพเกรดเครือข่าย และทำให้ช่องว่างด้านดิจิทัลขยายกว้างออกไปอีก และที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ การกีดกันหัวเว่ยจะทำให้การแข่งขันในตลาดหยุดชะงัก และทำให้ผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาต้องจ่ายเงินในราคาสูงขึ้นเพื่อผลิตภัณฑ์ที่ด้อยประสิทธิภาพกว่า

การคาดการณ์จากแหล่งอุตสาหกรรมแสดงให้เห็นว่า การอนุญาตให้หัวเว่ยเข้าร่วมแข่งขันในตลาดจะช่วยลดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานไร้สายได้ราวร้อยละ 15 - 40 ซึ่งจะช่วยให้อเมริกาเหนือประหยัดงบได้อย่างน้อย 20,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐในช่วงสี่ปีข้างหน้า

มร. กัว ผิง กล่าวเพิ่มเติมว่า "หากมีการยกเลิกกฎหมายฉบับนี้อย่างที่ควรจะเป็น หัวเว่ยจะสามารถนำเทคโนโลยีที่มีความก้าวล้ำกว่ามาสู่สหรัฐอเมริกา และช่วยสร้างเครือข่าย 5G ที่ดีที่สุดได้ หัวเว่ยยินดีที่จะพูดคุยหาทางออกเกี่ยวกับข้อกังวลด้านความปลอดภัยของรัฐบาลสหรัฐฯ การยกเลิกการแบนตามกฎหมาย NDAA จะช่วยให้รัฐบาลสหรัฐฯ มีความยืดหยุ่นซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการทำงานร่วมกับหัวเว่ย และจะช่วยแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยที่แท้จริงได้"

เอสซีจี ชูผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิลส่วนหนึ่งของนวัตกรรม GREEN MEETING สู่การประชุม ASEAN SUMMIT 2019 ที่ จ.เชียงใหม่
ผลักดันการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (CIRCULAR ECONOMY)

เอสซีจี ร่วมนำเสนอนวัตกรรม “GREEN MEETING” ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียนปี 2562 ได้จัดขึ้น ณ จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยการนำผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และผ่านการใช้ในงานแถลงข่าวการเป็นประธานอาเซียน (ASEAN SUMMIT 2019) เมื่อเดือนธันวาคม 2561 ที่ผ่านมากลับมาใช้ซ้ำ ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าที่สุด อาทิ ฉากหลังสำหรับถ่ายภาพ เก้าอี้กระดาษ แท่นบรรยาย กล่องกระดาษสำหรับรับคืนป้ายชื่อคล้องคอ รวมถึงกระเป๋าถุงปูน และตะกร้าสานจากเส้นเทปกระดาษ ที่นำวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตของเอสซีจีมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยรณรงค์สร้างจิตสํานึก และเชิญชวนผู้ร่วมงานร่วมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่ทุกคนสามารถร่วมกันปฏิบัติได้

ป้ายสัญลัษณ์ประธานอาเซียน 2562 จากกระดาษรีไซเคิล

 

ตะกร้าสานจากเส้นเทปกระดาษ ตามเเนวคิด Circular Economy

 

กระเป๋าถุงปูนเอสซีจี ตามเเนวคิด Circular Economy เอสซีจี

 

เก้าอี้ เเละเเท่นบรรยาย กระดาษ ตามเเนวคิด Circular Economy

ในโอกาสเดียวกันนี้ ภายหลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการดังกล่าว นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังได้มอบฉากหลังสำหรับถ่ายภาพ เก้าอี้กระดาษ และแท่นบรรยาย ให้กับโรงเรียนบ้านเวียงฝาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ สำหรับหมุนเวียนนำไปใช้ใหม่เป็นสื่อการเรียนการสอนให้เยาวชนตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าด้วย

ก้าวต่อไป เอสซีจีจะยังคงมุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพัฒนาต่อยอดความยั่งยืนโดยใช้ประโยชน์จากทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ผสานกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ภายในองค์กร ซึ่งจะช่วยยกระดับกระบวนการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจเติบโตควบคู่กับการสร้างความยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ตลอดจนเดินหน้าสร้างความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อนอาเซียนให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก และพร้อมที่จะเป็นหนึ่งในองค์กรต้นแบบที่ช่วยถ่ายทอด และเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ที่สนใจ ด้วยเชื่อมั่นว่าจะมีส่วนช่วยยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

5 บริษัทในเครือเอสซีจี ร่วมคว้า 4 ประเภท “รางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น ประจำปี 2561” สร้างสรรค์ตัวอย่างการพัฒนาประเทศ ให้ก้าวหน้าอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น ประจำปี 2561 The Prime Minister’s Industry Award 2018 ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 26 นับเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศที่มอบให้กับผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม ที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ ในการพัฒนาธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ พร้อมด้วยความคิดริเริ่มในการสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ โดยมี 5 บริษัทในเครือเอสซีจี ร่วมรับรางวัลใน 4 ประเภท ดังนี้

1.) ประเภทการเพิ่มผลผลิต ได้แก่ บริษัทไทยเคนเปเปอร์ จำกัด (มหาชน) โรงงานกาญจนบุรี ในธุรกิจแพคเกจจิ้ง เอสซีจี โดยมี นายกิตติ วิวัฒน์บวรวงษ์ ผู้จัดการโรงงาน เป็นตัวแทนรับมอบ จากผลงานการปรับปรุงกระบวนการผลิต ด้วยการลดของเสีย และบริหารเวลาในการผลิตและซ่อมบำรุงอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถเพิ่มผลผลิตได้มากยิ่งขึ้น

 

2.) ประเภทการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้แก่ บริษัท มาบตาพุด โอเลฟินส์ จำกัด จังหวัดระยอง ในธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี โดยมี นายมงคล เฮงโรจนโสภณ Vice President-Olefins Business and Operations เป็นตัวแทนรับมอบ

 

3.) ประเภทการบริหารความปลอดภัย ได้แก่ บริษัท นวพลาสติกอุตสาหกรรม จำกัด จังหวัดระยอง โดยมี นายจิระชัย กาญจนอำพร ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ เป็นตัวแทนรับมอบ

 

4.) ประเภทความรับผิดชอบต่อสังคม ได้แก่ บริษัทผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด หรือ CPAC ในธุรกิจซีเมนต์ และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี ประกอบด้วย โรงงานคอนกรีตผสมเสร็จเขาวง จังหวัดสระบุรี และโรงงานคอนกรีตผสมเสร็จอุบลราชธานี 2 จังหวัดอุบลราชธานี โดยมี นายนันทพงษ์ จันทร์ตระกูล Managing Director – CPAC เป็นตัวแทนรับมอบ โดยโรงงานได้ร่วมกับชุมชนและโรงเรียนบ้านคำเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี นำวัสดุเหลือใช้จากโรงงานและชุมชน มาประยุกต์เป็นเครื่องเล่นเด็กตามแนวทาง Circular Economy พร้อมพัฒนาทักษะการเรียนรู้ รวมทั้งร่วมมือกับชุมชนและโรงเรียนวัดราษฎร์บำรุง จังหวัดสระบุรี ออกแบบโรงเรือนเพาะพันธุ์ผักหวานป่า ประหยัดพลังงานไฟฟ้า และรวบรวมความรู้การเพาะปลูกอย่างถูกวิธี เพื่อส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

 

5.) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด (ส่วนเหมือง) จังหวัดลำปาง โดยมี นายวิสุทธ จงเจริญกิจ กรรมการผู้จัดการ ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) เป็นตัวแทนรับมอบ โดยบริษัทฯ ได้เลือกใช้วิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม “Semi Open Cut” และการฟื้นฟูสภาพพื้นที่หลังการทำเหมืองเพื่อคืนสภาพเป็นพื้นป่าสมบูรณ์ รวมทั้งคำนึงถึงแนวทางการยกระดับคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนให้กับชุมชนรอบข้างผ่านโครงการต่างๆ ของเอสซีจี เช่น “โครงการ SCG รักษ์น้ำ จากภูผาสู่มหานที” “สถานีปลูกคิดปันสุข” “ศูนย์เรียนรู้การฟื้นฟูเหมือง” และ “สระพวง” เป็นต้น

ซึ่งรางวัลนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสถานประกอบการอุตสาหกรรมอื่นๆ และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ทั้งในกระบวนการผลิตและกระบวนการทำงานที่มีคุณภาพ ใส่ใจต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม โดยพิธีมอบจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ

Page 4 of 7