ค้าปลีกไทยกระหึ่ม “ชฎาทิพ จูตระกูล” ได้รับการจารึกชื่อใน หอเกียรติยศสภาค้าปลีกโลก และ “ไอคอนสยาม” คว้ารางวัลสูงสุด Best Store Design of the Year 2019 จาก World Retail Awards

  • “ชฎาทิพ จูตระกูล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ได้รับ เกียรติสูงสุดในฐานะผู้หญิงไทยคนแรกที่ได้รับการจารึกชื่อในหอเกียรติยศของสภาการค้าปลีกโลก (World Retail Hall of Fame 2019)
  • “ไอคอนสยาม” คว้ารางวัลชนะเลิศ โครงการที่ออกแบบดีที่สุดในโลกจาก World Retail Awards 2019 สาขา Best Store Design of the Year ตอกย้ำความสำเร็จของการรวมพลังความคิดสร้างสรรค์ระดับชาติ การผนึกกำลังหัวใจคนไทยหลายภาคส่วน ร่วมกับผู้มีฝีมือจากทั่วโลก

เราต้องการให้โครงการต่างๆ ของเรา สร้างสรรค์ประสบการณ์ที่แตกต่างและน่าตื่นตาตื่นใจ สร้างคุณค่าและแรงบันดาลใจให้กับผู้คนที่มาเยี่ยมเยือน และเราปรารถนาให้สยามพิวรรธน์เป็นบริษัทไทยที่นำพาเกียรติยศและการยอมรับนับถือในเวทีโลก มาสู่คนไทยและประเทศไทยของเรานางชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด

เครือพีซีเอส ร่วมบรรยายพิเศษในงาน “THFM Seminar 2019” เพื่อยกระดับมาตรฐานระบบบริหารการจัดการและความเป็นเลิศด้านสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาล

บริษัท รักษาความปลอดภัย พีซีเอส และฟาซิลิตี้ เซอร์วิสเซส จำกัด (พีซีเอส) ในเครือโอซีเอส กรุ๊ป ผู้ให้บริการด้านการบริหารจัดการอาคารแบบครบวงจร จากประเทศอังกฤษ ร่วมบรรยายพิเศษในงานสัมนาความเป็นเลิศด้านระบบสิ่งสนับสนุนโรงพยาบาลในประเทศไทยประจำปี ครั้งที่ 4 “THFM Seminar 2019” เพื่อยกระดับมาตรฐานงานการบริการที่เป็นเลิศ พร้อมร่วมออกบูธจัดแสดงนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการ ณ ห้องแกรนด์บอลรูม A-B โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ หลักสี่

ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาลและทีมงาน บริษัทฟู้ดเฮ้าส์ เคเทอร์ริ่ง เซอร์วิสเซส

การสัมมนาความเป็นเลิศด้านระบบสิ่งสนับสนุนโรงพยาบาลในประเทศไทย (Thailand Healthcare Facility Management Seminar หรือ THFM) เป็นงานสัมมนางานแรกและงานเดียวของประเทศไทยที่จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 ภายใต้การกำกับดูแลของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ด้านการพัฒนาเครื่องมือแพทย์ เพื่อมุ่งเน้นเรื่องการบริหารจัดการระบบสิ่งสนับสนุนโรงพยาบาลโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการยกระดับคุณภาพการรักษาพยาบาล พร้อมอัพเดทเทรนด์ใหม่ๆ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันกับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิหลากสาขา

มร.พอล มอร์ตัน ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจโรงพยาบาล Global Healthcare Director บริษัท โอซีเอส กรุ๊ป กล่าวบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Environmental management for safety infection control” ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อการควบคุมการติดเชื้ออย่างปลอดภัย กล่าวว่าหลักสำคัญ คือ การบริหารจัดการระบบปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ ของระบบที่ดูแลและควบคุมการติดเชื้ออย่างปลอดภัย โดยเฉพาะในส่วนของการทำความสะอาดในแต่ละพื้นที่ ของโรงพยาบาล ซึ่งเป็นส่วนสำคัญ

เมนูสร้างสรรค์จาก ฟู้ดเฮ้าส์ เคเทอร์ริ่ง เซอร์วิสเซส

นอกจากนี้ บริษัท ฟู้ดเฮ้าส์ เคเทอร์ริ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด ภายใต้การดูแลในเครือโอซีเอส กรุ๊ป ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทยและเบเกอรี่ ยังได้ร่วมออกบูธจัดแสดงนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการที่เกี่ยวกับเทรนด์สุขภาพที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะนี้ รวมถึงการสร้างสรรค์เมนูที่หลากหลายเพื่อสุขภาพโดยได้นักโภชนาการมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ เข้ามาดูแลอย่างพิถีพิถันในการบริการและโภชนาการตามมาตรฐานที่โรงพยาบาลกำหนด โดยกลุ่มลูกค้าหลักของฟู้ดเฮ้าท์ฯ ส่วนใหญ่ 95% คือโรงพยาบาลเอกชนกว่า 23 แห่งทั่วประเทศ และมุ่งหวังที่จะขยายจำนวนลูกค้าสายกลุ่มธุรกิจในอนาคตอีกด้วย

กระทรวงพาณิชย์ชวนผู้ส่งออกสมัครรางวัล PM EXPORT AWARD 2019 สร้างโอกาสสู่ผู้นำการค้าโลก

สำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่ม กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เริ่มโครงการรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ประจำปี 2562 หรือ รางวัล Prime Minister’s Export Award 2019  (PM Export Award) รางวัลเกียรติยศสูงสุดของรัฐบาลที่มอบให้แก่ผู้ส่งออกและผู้ประกอบธุรกิจดีเด่นที่พัฒนาสินค้าและบริการให้มีคุณภาพได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากลจนสามารถแข่งขันได้ในตลาดต่างประเทศ

นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

นางสาวบรรจงจิตต์  อังศุสิงห์  อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ภาพรวมการส่งออกของไทยในปีที่ผ่านมาเผชิญกับหลายปัจจัยจากทั้งภายในและภายนอก อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายผลักดันการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น  เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ  ดังนั้นการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้มีการพัฒนามาตรฐานสินค้าและบริการให้มีศักยภาพแข็งแกร่งแข่งขันได้ในตลาดต่างประเทศ จึงเป็นนโยบายหลักที่ทางกรมได้ปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งโครงการ PM Export Award นับเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้มีภาพลักษณ์ของความมีคุณภาพโดดเด่นให้เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม

ผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่กรม

โครงการ PM Export Award ปีนี้เป็นปีที่ 28 ปัจจุบันมีบริษัทที่ได้รับการคัดเลือกรับรางวัลรวม 573 บริษัท 674 รางวัลโดยเป็นโครงการที่จัดขึ้นเพื่อดำเนินการคัดเลือกผู้ประกอบการไทยในกลุ่มธุรกิจส่งออกที่มีการผลิตสินค้าและบริการไทย ที่มีความโดดเด่นในด้านนวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์ มีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ตลอดจนมีความรับผิดชอบต่อสังคมให้เป็นผู้ที่มีสิทธิ์เข้ารับการพิจารณาเพื่อรับรางวัลจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายสาขาวิชาชีพ

สำหรับแนวคิดการจัดงานยังคงตอกย้ำการเป็น “Leading The Way” เส้นทางที่นำผู้ประกอบการไทยสู่ความสำเร็จในระดับสากล ความพิเศษของปีนี้คือมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์ประโยชน์ของโครงการสู่ผู้ประกอบการในภูมิภาคต่างๆของไทยเพราะผู้ประกอบการในแต่ละภูมิภาคย่อมมีความสามารถ ความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน เปรียบเสมือนพลังเล็กๆ ที่หล่อหลอมเป็นองค์ประกอบพลังที่ยิ่งใหญ่ของประเทศ

นางสาวประอรนุช ประนุช ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า

วัตถุประสงค์ของการจัดโครงการนี้ เพื่อกระตุ้นให้มีการพัฒนารูปแบบสินค้าที่เป็นของผู้ผลิต / ผู้ส่งออก และออกแบบโดยคนไทย รวมทั้งสร้างชื่อเสียงทางการค้าให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นในตลาดต่างประเทศ และกระตุ้นให้ผู้ผลิต / ผู้ส่งออกสร้าง ภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างภาพลักษณ์สินค้าและบริการส่งออกของไทยมากขึ้น อีกทั้งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการของไทยเปิดตลาดต่างประเทศโดยใช้ชื่อทางการค้าของตนเองและสามารถแข่งขันรักษาตลาดต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน

โครงการ PM Export Award จัดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ปัจจุบันแบ่งออกเป็น ๗ ประเภท ดังนี้

     1. รางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกยอดเยี่ยม (Best Exporter)

     2. รางวัลสินค้านวัตกรรมยอดเยี่ยม (Best Innovation)

     3. รางวัลแบรนด์ไทยยอดเยี่ยม (Best Thai Brand)

     4. รางวัลสินค้าไทยที่มีการออกแบบยอดเยี่ยม (Best Design)

          4.1 กลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์

          4.2 กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์

          4.3 กลุ่มความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นเครื่องแต่งกาย

          4.4 กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม

          4.5 กลุ่มออกแบบบรรจุภัณฑ์

          4.6 กลุ่มผลงานกราฟิกดีไซน์

          4.7 กลุ่มผลงานการออกแบบตกแต่งภายใน

     5. รางวัลสินค้าธุรกิจบริการยอดเยี่ยม (Best Service Enterprise Award)

          5.1 สาขาโรงพยาบาล/คลินิกแพทย์เฉพาะทาง

          5.2 สาขาดิจิทัลคอนเทนท์และซอฟต์แวร์

          5.3 สาขาธุรกิจสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์

          5.4 สาขาโลจิสติกส์การค้า

     6. รางวัลสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณท์ยอดเยี่ยม (Best OTOP)

     7. รางวัลสินค้าฮาลาลยอดเยี่ยม (Best Halal)

โดยการเข้าร่วมโครงการ PM Export Award บริษัทสามารถสมัครได้มากกว่า 1 ประเภท และมีโอกาสได้รับรางวัลมากกว่า 1 ประเภทเช่นกัน หากคณะกรรมการพิจารณาแล้วว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ของโครงการ

สำหรับความพิเศษของปีนี้ที่สอดคล้องกับนโยบายแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัล คือการเปิดช่องทางออนไลน์ให้ผู้ประกอบการ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ผ่านหน้าเว็บไซต์ซึ่งมีความสะดวกมากขึ้นทั้งผู้ประกอบการในกรุงเทพและต่างจังหวัดโดยบริษัทที่ผ่านการพิจารณาและผ่านเกณฑ์การตัดสินจะได้รับสิทธิประโยชน์จากรางวัลนี้ซึ่งแตกต่างจากรางวัลอื่น ๆ คือ ได้รับโล่และเกียรติบัตร สัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจ จากนายกรัฐมนตรี พร้อมได้รับสิทธิพิเศษกับกรมทั้งในและต่างประเทศ อาทิเช่น โอกาสในการร่วมกิจกรรมเจรจาการค้า,ร่วมออกบูทในต่างประเทศ,ร่วมกิจกรรมอบรมสัมมนา,ขายของออนไลน์บน Thaitrade.com พร้อมทั้งยังได้รับการประชาสัมพันธ์โดยรายชื่อผู้ได้รับรางวัลจะถูกเผยแพร่ผ่านสื่อทั้งในและต่างประเทศและกระจายไปยังผู้ซื้อทั่วโลกผ่านสำนักงานทูตพาณิชย์ 58 แห่งและเครือข่ายนอกจากนี้ สามารถใช้ตรา PM Export Award ในการส่งเสริมการขายได้อีกด้วย

ภายในงานแถลงข่าวได้เชิญวิทยากรพิเศษจาก 4 บริษัท คือ

  1. นางสุวรรณา เอี่ยมพิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบอร์แทรมเคมิคอล (1982) จำกัด ต้นตำรับยาหม่องน้ำเซียงเพียวอิ๊ว ยาหม่องน้ำสูตรสมุนไพรจีนแบบต้นตำรับที่คนไทยยกให้เป็นยาสามัญประจำบ้านสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น


  2. นายปรีชา สันลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิ๊กไอเดีย คอร์ปอเรท (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ก่อตั้งแบรนด์ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง วูดู (Voodoo) ที่ครองใจสาวไทยทั่วประเทศด้วยสูตรสมุนไพรระดับตำนานผสานกับสารสกัดเกลือหิมาลายัน การันตีคุณภาพสินค้าด้วยยอดขายระดับร้อยล้าน


  3. คุณฉัตรชัย ชลิตตานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคียงมูล พลังงานยั่งยืน (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลบ้านจากถ่าน Japanese Charcoal และ น้ำส้มควันไม้ เจ้าเดียวในประเทศไทย รับประกันคุณภาพการผลิตด้วยเตาอิวาเตะมาตรฐานประเทศญี่ปุ่น เป็นมิตรกับมนุษย์และสิ่งแวดล้อม


  4. คุณชวพล เทพผดุงพร ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์กะทิชาวเกาะ ต้นตำรับกะทิสำเร็จรูปที่อยู่คู่ครัวไทยกว่า 40 ปี

ซึ่งวิทยากรทั้ง 4 ท่านเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัล PM Export Award2018 มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การทำธุรกิจและประโยชน์ของการเข้าร่วมโครงการ  เช่น การประชาสัมพันธ์ธุรกิจการค้าในต่างประเทศและยกระดับภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์สินค้า เป็นต้น พร้อมทั้งแนะนำเคล็ดลับการเข้าเป็นหนึ่งในทำเนียบรางวัลผู้ส่งออกสินค้าและบริการดีเด่น 

เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ จนถึง 30 เมษายน 2562  ผู้ประกอบการที่สนใจ สอบถามรายละเอียดการรับสมัครได้ที่ สำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร 02-507 -8280 , 098-836-4539 064-943-7462 Line Official ID: @pmexportaward อีเมล์ : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. เว็บไซต์ www.pm-award.com    

หัวเว่ยฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ เรื่องกีดกันการขายสินค้า โดยสภาคองเกรส ชี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

เซินเจิ้น, จีน, 7 มีนาคม 2562 – วันนี้ หัวเว่ยได้ยื่นเรื่องฟ้องร้องต่อศาลรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกา คัดค้านการเห็นชอบมาตรา 889 ของกฎหมายการป้องกันประเทศ ฉบับปี 2562 (2019 National Defense Authorization Act: NDAA) โดยการยื่นฟ้องครั้งนี้ หัวเว่ยต้องการขอให้ศาลมีคำสั่งพิพากษาแสดงสิทธิของบุคคลว่า การกีดกันที่พุ่งเป้าไปที่หัวเว่ยนั้นเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และขอให้มีคำสั่งห้ามกฎหมายกีดกันนี้เป็นการถาวร

“สภาคองเกรสของสหรัฐฯ ได้ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าในการสร้างหลักฐานสนับสนุนคำสั่งกีดกันของสหรัฐอเมริกาต่อผลิตภัณฑ์หัวเว่ย เราจึงถูกบีบบังคับให้ต้องเลือกดำเนินการทางกฎหมายเป็นทางออกสุดท้าย" มร. กัว ผิง ประธานกรรมการบริหาร หมุนเวียนตามวาระของหัวเว่ย กล่าว “การแบนหัวเว่ยนี้ไม่เพียงแค่ผิดหลักกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการจำกัดไม่ให้หัวเว่ยเข้าร่วมการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคของสหรัฐฯ เสียประโยชน์ในที่สุด เราจะตั้งตารอคำตัดสินของศาล และเชื่อว่าคำตัดสินนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งหัวเว่ยและชาวอเมริกัน"

หัวเว่ยได้ยื่นฟ้องต่อศาลแขวงสหรัฐฯ ที่เมืองพลาโน รัฐเท็กซัส ตามคำร้องดังกล่าว มาตรา 889 ของกฎหมายการป้องกันประเทศ ฉบับปี 2562 ไม่เพียงห้ามไม่ให้หน่วยงานรัฐบาลของสหรัฐฯ ทุกหน่วยงาน ซื้ออุปกรณ์และบริการของหัวเว่ยเท่านั้น แต่ยังห้ามไม่ให้ทำสัญญาหรือให้เงินสนับสนุนหรือเงินกู้ยืมแก่บุคคลที่สามที่ซื้ออุปกรณ์หรือบริการของหัวเว่ยโดยไม่ผ่านกระบวนการพิจารณาคดีจากศาลหรือจากผู้บริหารด้วย การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดกฎหมายจำกัดตัดสิทธิบุคคล (Bill of Attainder Clause) และกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมาย (Due Process Clause) นอกจากนี้ ยังละเมิดหลักการแบ่งแยกอำนาจที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา เพราะสภาคองเกรสกำลังทำหน้าที่ทั้งออกกฎหมาย และพยายามพิจารณาตัดสินและบังคับใช้กฎหมายนี้ไปพร้อม ๆ กัน

มร. ซ่ง หลิ่วผิง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของหัวเว่ย กล่าวย้ำว่า "มาตรา 889 นั้นอิงจากข้อสมมติฐานที่ไม่ถูกต้อง อีกทั้งไม่ได้รับการพิสูจน์และการตรวจสอบ และตรงกันข้ามกับข้อสมมติฐานดังกล่าว รัฐบาลจีนไม่ได้เป็นเจ้าของ ไม่ได้ควบคุม และไม่มีอิทธิพลชักจูงหัวเว่ยแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น หัวเว่ยมีบันทึกสถิติและโปรแกรมด้านความปลอดภัยที่ดีเยี่ยม และจนถึงขณะนี้สหรัฐอเมริกาก็ยังไม่สามารถแสดงหลักฐานโต้แย้งใดๆ"

"ที่หัวเว่ย เราภูมิใจที่เราเป็นบริษัทที่เปิดกว้าง โปร่งใส และได้รับการตรวจสอบมากที่สุดในโลก" มร. จอห์น ซัฟโฟลค์ เจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวระดับโลกของหัวเว่ย กล่าว "แนวทางด้านความปลอดภัยของหัวเว่ยที่ผ่านการพัฒนาและการปรับใช้ออกแบบ ได้สร้างมาตรฐานระดับสูงที่มีเพียงไม่กี่บริษัทที่สามารถเทียบชั้นได้"

ในมุมมองของหัวเว่ย ข้อจำกัดของ NDAA กีดกันไม่ให้บริษัทสามารถจัดหาเทคโนโลยี 5G ที่มีความก้าวล้ำกว่าให้แก่ผู้บริโภคในสหรัฐฯ ได้ ซึ่งจะทำให้การใช้งาน 5G เชิงพาณิชย์ล่าช้าออกไป และเป็นการขัดขวางความพยายามในการปรับปรุงประสิทธิภาพของเครือข่าย 5G ในสหรัฐอเมริกาให้ดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ ผู้ใช้เครือข่ายในพื้นที่ชนบทและห่างไกลของสหรัฐฯ จะถูกบังคับให้เลือกระหว่างผลิตภัณฑ์ที่รัฐบาลให้ทุนสนับสนุนหรือผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงในราคาที่คุ้มค่า สิ่งนี้จะเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการอัพเกรดเครือข่าย และทำให้ช่องว่างด้านดิจิทัลขยายกว้างออกไปอีก และที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ การกีดกันหัวเว่ยจะทำให้การแข่งขันในตลาดหยุดชะงัก และทำให้ผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาต้องจ่ายเงินในราคาสูงขึ้นเพื่อผลิตภัณฑ์ที่ด้อยประสิทธิภาพกว่า

การคาดการณ์จากแหล่งอุตสาหกรรมแสดงให้เห็นว่า การอนุญาตให้หัวเว่ยเข้าร่วมแข่งขันในตลาดจะช่วยลดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานไร้สายได้ราวร้อยละ 15 - 40 ซึ่งจะช่วยให้อเมริกาเหนือประหยัดงบได้อย่างน้อย 20,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐในช่วงสี่ปีข้างหน้า

มร. กัว ผิง กล่าวเพิ่มเติมว่า "หากมีการยกเลิกกฎหมายฉบับนี้อย่างที่ควรจะเป็น หัวเว่ยจะสามารถนำเทคโนโลยีที่มีความก้าวล้ำกว่ามาสู่สหรัฐอเมริกา และช่วยสร้างเครือข่าย 5G ที่ดีที่สุดได้ หัวเว่ยยินดีที่จะพูดคุยหาทางออกเกี่ยวกับข้อกังวลด้านความปลอดภัยของรัฐบาลสหรัฐฯ การยกเลิกการแบนตามกฎหมาย NDAA จะช่วยให้รัฐบาลสหรัฐฯ มีความยืดหยุ่นซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการทำงานร่วมกับหัวเว่ย และจะช่วยแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยที่แท้จริงได้"

เอสซีจี ชูผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิลส่วนหนึ่งของนวัตกรรม GREEN MEETING สู่การประชุม ASEAN SUMMIT 2019 ที่ จ.เชียงใหม่
ผลักดันการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (CIRCULAR ECONOMY)

เอสซีจี ร่วมนำเสนอนวัตกรรม “GREEN MEETING” ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียนปี 2562 ได้จัดขึ้น ณ จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยการนำผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และผ่านการใช้ในงานแถลงข่าวการเป็นประธานอาเซียน (ASEAN SUMMIT 2019) เมื่อเดือนธันวาคม 2561 ที่ผ่านมากลับมาใช้ซ้ำ ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าที่สุด อาทิ ฉากหลังสำหรับถ่ายภาพ เก้าอี้กระดาษ แท่นบรรยาย กล่องกระดาษสำหรับรับคืนป้ายชื่อคล้องคอ รวมถึงกระเป๋าถุงปูน และตะกร้าสานจากเส้นเทปกระดาษ ที่นำวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตของเอสซีจีมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยรณรงค์สร้างจิตสํานึก และเชิญชวนผู้ร่วมงานร่วมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่ทุกคนสามารถร่วมกันปฏิบัติได้

ป้ายสัญลัษณ์ประธานอาเซียน 2562 จากกระดาษรีไซเคิล

 

ตะกร้าสานจากเส้นเทปกระดาษ ตามเเนวคิด Circular Economy

 

กระเป๋าถุงปูนเอสซีจี ตามเเนวคิด Circular Economy เอสซีจี

 

เก้าอี้ เเละเเท่นบรรยาย กระดาษ ตามเเนวคิด Circular Economy

ในโอกาสเดียวกันนี้ ภายหลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการดังกล่าว นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังได้มอบฉากหลังสำหรับถ่ายภาพ เก้าอี้กระดาษ และแท่นบรรยาย ให้กับโรงเรียนบ้านเวียงฝาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ สำหรับหมุนเวียนนำไปใช้ใหม่เป็นสื่อการเรียนการสอนให้เยาวชนตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าด้วย

ก้าวต่อไป เอสซีจีจะยังคงมุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพัฒนาต่อยอดความยั่งยืนโดยใช้ประโยชน์จากทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ผสานกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ภายในองค์กร ซึ่งจะช่วยยกระดับกระบวนการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจเติบโตควบคู่กับการสร้างความยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ตลอดจนเดินหน้าสร้างความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อนอาเซียนให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก และพร้อมที่จะเป็นหนึ่งในองค์กรต้นแบบที่ช่วยถ่ายทอด และเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ที่สนใจ ด้วยเชื่อมั่นว่าจะมีส่วนช่วยยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

Page 3 of 6