บลูบิค แนะธุรกิจ B2C เร่งประยุกต์ใช้ Big Data – AI เสริมศักยภาพธุรกิจ

บลูบิค แนะธุรกิจ B2C เร่งประยุกต์ใช้ Big Data – AI เสริมศักยภาพธุรกิจ ปล่อย “Bluebik Win-Back” ช่วยเสริมแกร่ง ดันอัตราปิดการขายพุ่งรับผลกระทบโควิด

บลูบิค (Bluebik) แนะธุรกิจที่มีปริมาณข้อมูลลูกค้าในมือจำนวนมาก อาทิ ประกันภัย ธนาคาร โทรคมนาคม และอีคอมเมิร์ซ เร่งนำ Big Data และ AI พัฒนาเครื่องมือการตลาด ด้วยระบบ Bluebik Win-Back ช่วยดึงข้อมูลกลุ่มลูกค้าที่เคยสนใจผลิตภัณฑ์หรือบริการแต่ยังไม่มีการซื้อ กลับมาวิเคราะห์จัดลำดับลูกค้าที่มีโอกาสกลับมาซื้อสูงแบบเรียลไทม์ ช่วยให้พนักงานสามารถดึงลูกค้าเข้าสู่ช่องทางขายและปิดการขายได้สำเร็จ หวังลดความผิดพลาดจากการตัดสินใจโดยใช้สัญชาตญาณของพนักงานขาย และเร่งกระตุ้นยอดที่ซบเซาหลังวิกฤตโควิด-19

นายพิพัฒน์ ประภาพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการและหัวหน้าทีม Data Science (Machine Learning) บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำด้านกลยุทธ์และการจัดการด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการธุรกิจควรให้ความสำคัญกับการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสร้างมูลค่าทางธุรกิจในทุกๆ ด้าน เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในยุคดิจิทัล ซึ่งกระบวนการขายนับเป็นกระบวนการที่สำคัญมาก เพราะเป็นส่วนที่สร้างรายได้ ทั้งยังเป็นกระบวนการที่มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าที่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมของลูกค้าในทุกขั้นตอน ฉะนั้นหากบริษัทมีการบริหารจัดการข้อมูลที่ดีผนวกกับการประยุกต์นำเทคโนโลยีมาปรับใช้จะสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในเชิงความเข้าใจลูกค้าได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซาจากพิษโควิด

บลูบิค กรุ๊ป ได้พัฒนาโมเดลเพื่อช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถปิดการขายได้ง่ายขึ้น ด้วยจากการนำเทคนิค Algorithms Machine Learning มาใช้วิเคราะห์เพื่อศึกษาหาความสัมพันธ์ของชุดข้อมูลต่างๆ และสร้างออกมาเป็นแพทเทิร์น จำแนกลูกค้าออกเป็นกลุ่มๆ เพื่อให้เข้าใจลูกค้าแต่ละประเภทได้อย่างลึกซึ้ง ทำให้ธุรกิจสามารถนำเสนอสินค้าและบริการที่ตรงใจลูกค้า (Product Recommendation) รวมถึงโปรโมชันที่ตรงกับ Lifestyle ของลูกค้าแต่ละราย นอกจากนั้นการนำเทคโนโลยี Big Data และ AI มาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาด ภายใต้ชื่อระบบ Bluebik Win-Back จะเป็นการนำข้อมูลของลูกค้าที่เคยแสดงท่าทีสนใจซื้อหรือใช้บริการโดยลงทะเบียนไว้ในระบบแต่ยังไม่ดำเนินการซื้อ ซึ่งเราเรียกว่า ลูกค้ากลุ่ม Lost  มาวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ ช่วยให้ลูกค้ากลับมาซื้อผลิตภัณฑ์และบริการอีกครั้ง โดยระบบจะเก็บข้อมูลพื้นฐานของลูกค้าที่มีศักยภาพ และรายละเอียดที่สำคัญทุกอย่างเข้าไว้ในระบบ เพื่อนำมาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อช่วยให้บริษัทปิดการขายได้ง่ายขึ้น  

สำหรับกระบวนการ Bluebik Win-Back จะแบ่งการทำงานออกเป็น 2 หลักการ ดังนี้

  1. Lead Prioritization เป็นการสร้างและเรียงลำดับรายชื่อลูกค้าที่มีโอกาสในการกลับมาซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการ ซึ่งการใช้ Big Data และ AI จะช่วยลดเวลาการทำงานให้แก่ทีม โดย Lead Prioritization Model จะทำการดึงข้อมูลจากระบบฐานข้อมูลลูกค้า และวิเคราะห์หาความน่าจะเป็นของลูกค้าที่มีโอกาสจะ Win-back แทนพนักงาน พร้อมทั้งจัดเรียงลำดับรายชื่อลูกค้าจากคนที่มีโอกาสซื้อมากที่สุดก่อน เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขายให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

  2. Win-Back Dashboard เป็นการรวบรวมและแสดงผลข้อมูลที่สำคัญของลูกค้าแบบรายบุคคล เป็นหนึ่งในเรื่องที่สำคัญของการนำ Big Data และ AI มาใช้งานจริงในกระบวนการทำงาน การใช้ Dashboard แสดงผลข้อมูลที่สำคัญจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าใจข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมของทีมดีขึ้น สามารถดึงลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าหรือเข้าสู่กระบวนการขายได้อีกครั้ง

นายพิพัฒน์ ยังระบุว่า จากประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการและวิเคราะห์ชุดข้อมูลขนาดใหญ่ของบลูบิค ได้พิสูจน์จากการให้คำปรึกษากับองค์กรธุรกิจหลายราย พบว่า Big Data ช่วยให้กระบวนการ Win-back ดีขึ้นทั้งในเชิงประสิทธิภาพและประสิทธิผล จากการทำ A/B Testing เพื่อเปรียบเทียบผลการใช้งานระบบและผลการดำเนินงานปกติ โดยทีม A ใช้ระบบเป็นตัวช่วย โดยใช้รายชื่อจากการจัดลำดับลูกค้าตามความน่าจะกลับมาซื้อสินค้าหรือเข้าสู่กระบวนการขาย ส่วนทีม B ดำเนินงานปกติโดยการโทรแบบสุ่มรายชื่อ โดยผลการทำ A/B Testing จะถูกวัดผลผ่านตัวชี้วัด 2 ประเภท คือ ประสิทธิภาพ หรือความสามารถที่ทำให้เกิดผลในการทํางาน และประสิทธิผล หรือผลสำเร็จที่เกิดขึ้น ได้ผลลัพธ์ดังนี้

  1. สัดส่วนลูกค้าที่สนใจในผลิตภัณฑ์หรือบริการเพิ่มขึ้นจากการดำเนินงานปกติ 30% ตัวอย่าง เช่น การโทรศัพท์เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการให้แก่ลูกค้าเดิม 7,500 สายต่อเดือน จะสามารถเพิ่มอัตราการปิดการขายมากขึ้นจาก 1,200 สายเป็น 1,600 สาย เมื่อนำระบบ Bluebik Win-Back ไปใช้

  2. ลดเวลาสูญเปล่าในการติดต่อลูกค้าที่ไม่ควรติดต่อ เนื่องจากรูปแบบความสนใจของลูกค้ายังไม่ตรงกับการนำเสนอผลิตภัณพ์และบริการได้มากถึง 80%

ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันอย่างดีว่า หากสามารถวิเคราะห์และเข้าถึงลูกค้าได้ถูกกลุ่ม ด้วยข้อเสนอที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย ยอดขายที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้มาจากลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อตั้งแต่ครั้งแรกเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากลูกค้าที่หายไปและกลับมาได้เช่นกัน

“ที่ผ่านมาผู้ประกอบการหลายรายมีความเข้าใจผิดว่าธุรกิจของตนเองไม่ได้รับผลกระทบจาก Digital Disruption ทำให้ยังไม่มีการปรับตัว แต่กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นผู้ตามคู่แข่งและเสียพื้นที่ในตลาดไปแล้ว ดังนั้นทุกธุรกิจจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมและกล้าที่จะนำเทคโนโลยีด้านการจัดการและวิเคราะห์ฐานข้อมูลลูกค้ามาปรับใช้ เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด” นายพิพัฒน์ ทิ้งท้าย

Rate this item
(0 votes)

Page Visitor

011417777
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
2334
52508
265334
8039087
1299572
1507065
11417777
Your IP: 3.238.107.166
2020-11-27 01:17