WHA Group ปลื้มกระแสตอบรับการออกหุ้นกู้ 4,000 ลบ. ยอดจองเกินเป้า

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group

WHA Group ปลื้มกระแสตอบรับการออกหุ้นกู้ 4,000 ลบ. ยอดจองเกินเป้า นักลงทุนแห่จองล้น สะท้อนความเชื่อมั่นที่มีต่อบริษัทฯ

บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น หรือ WHA Group ได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักลงทุนในการออกหุ้นกู้ ครั้งที่ 1/2563 มูลค่าเสนอขายรวม 4,000 ล้านบาท ถือเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อบริษัทฯ สะท้อนให้เห็นถึงปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง โครงสร้างทางการเงินที่มั่นคง และแผนการขยายธุรกิจที่ชัดเจน ด้าน Group CEO “จรีพร จารุกรสกุล” มั่นใจครึ่งปีหลังธุรกิจเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยธุรกิจโลจิสติกส์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องตามธุรกิจ E-Commerce และ Consumer ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมจ่อขายที่ดินภายหลังการคลี่คลายของสถานการณ์โควิด-19 และลุยเปิดนิคมอุตสาหกรรมแห่งที่ 10  บนพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) จากโครงการนิคมอุตสาหกรรมทั้งหมด 12 แห่ง รวมเวียดนาม

สำหรับธุรกิจสาธารณูปโภคคาดว่ามีการเติบโตจากการจำหน่ายน้ำมากกว่าครึ่งปีแรกภายหลังจากปัญหาภัยแล้งเริ่มคลี่คลาย และกำลังการผลิตรวมของธุรกิจไฟฟ้าแตะ 590 เมกะวัตต์ ภายในสิ้นปีนี้ สำหรับธุรกิจดิจิทัลถือเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างดีซึ่งได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์โควิด-19 นอกจากนี้ บริษัทได้มีการลงนามในสัญญาการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ในการให้บริการเช่าพื้นที่วางเครื่องเซิร์ฟเวอร์จำนวน 109 ตู้ ตลอดจนการได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. ในการทดสอบระบบ 5G ร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายชั้นนำของประเทศภายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม นอกจากนี้บริษัทฯ พร้อมเตรียมเสนอขายทรัพย์สินเข้ากองทรัสต์ WHART และ HREIT มูลค่ารวมประมาณ 4,600 ล้านบาท ในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งเป็นไปตามแผนและเป้าหมายที่วางไว้    

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักลงทุนในการเสนอขายหุ้นกู้ ครั้งที่ 1/2563 มูลค่ารวม 4,000 ล้านบาท หลังจากที่เปิดเสนอขายระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ถึง 2 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งแบ่งเป็น 3 ชุด โดยหุ้นกู้ชุดที่ 1 จำนวน 2,050 ล้านบาท มีอายุ 3 ปี  อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 3.30 ต่อปี ครบกำหนดไถ่ถอนปี พ.ศ. 2566 ส่วนชุดที่ 2 จำนวน 1,450 ล้านบาท อายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 3.75 ต่อปี ครบกำหนดไถ่ถอนปี พ.ศ. 2567 และหุ้นกู้ชุดที่ 3 จำนวน 500 ล้านบาท อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 4.20 ต่อปี ครบกำหนดไถ่ถอนปี พ.ศ.2568 ซึ่งสะท้อนถึงความความเชื่อมั่นของกลุ่มนักลงทุน ที่มีต่อดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ทั้งนี้เป็นผลมาจากแผนการขยายธุรกิจที่มีความต่อเนื่องและชัดเจน ความมุ่งมั่นในการบริหารงาน ปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง รวมถึงโครงสร้างทางการเงินที่มั่นคง ทำให้ตอบโจทย์ความน่าเชื่อถือของกลุ่มนักลงทุน

สำหรับเม็ดเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ในครั้งนี้ บริษัทฯ จะนำเงินไปชำระคืนหนี้เดิม และ/หรือ เงินลงทุนเพื่อขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ และ/หรือ ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน

ทั้งนี้หุ้นกู้ของบริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ A- เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 และได้เสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2563 - 2 กรกฎาคม 2563 ผ่านผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ 3 รายประกอบด้วย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารยูโอบี

ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA Group) กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับทิศทางธุรกิจในครึ่งหลังปี 2563 ทางดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ยังคงเดินหน้าพัฒนาธุรกิจใน 4 กลุ่มธุรกิจหลักของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจโลจิสติกส์ที่สดใสตามการเติบโตของธุรกิจ E-Commerce และ Consumer ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมเตรียมจ่อขายที่ดินภายหลังการคลี่คลายของสถานการณ์โควิด-19 รวมถึงการเปิดนิคมอุตสาหกรรมแห่งที่ 12 ซึ่งเป็นโครงการนิคมอุตสาหกรรมแห่งที่ 10 บนพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เพื่อรองรับการลงทุนทั้งจากลุ่มลูกค้าในประเทศ และต่างประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น ที่ทยอยกลับมาลงทุนอีกครั้งหลังที่การผ่อนคลายให้มีการเดินทางระหว่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อภาคการลงทุน ทั้งนี้บริษัทฯ คาดว่าในเร็วๆนี้ จะเริ่มเห็นความชัดเจนการเซ็นสัญญาซื้อขายที่ดินอีกครั้ง และเชื่อว่าภาพรวมยอดขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม สามารถกลับมาเติบโตตามแผนในครึ่งหลังของปีนี้

สำหรับธุรกิจสาธารณูปโภคคาดว่ามีการเติบโตจากการจำหน่ายน้ำมากกว่าครึ่งปีแรกภายหลังจากปัญหาภัยแล้งเริ่มคลี่คลาย รวมถึงการเพิ่มขึ้นของยอดขายน้ำแก่ลูกค้ารายใหม่ ตลอดจนการเร่งการลงทุนในโครงการ Reclaimed Water สำหรับการให้บริการน้ำที่มีคุณภาพสูงในช่วงครึ่งปีหลัง และในส่วนของธุรกิจไฟฟ้า กำลังการผลิตรวมแตะ 590 เมกะวัตต์ ภายในสิ้นปีนี้ จากปัจจุบันซึ่งมีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 569 เมกะวัตต์ สำหรับธุรกิจดิจิทัล จากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้ความสนใจในดิจิทัลเพิ่มขึ้น เป็นอานิสงส์ให้บริษัทได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้า นอกจากนี้ บริษัทได้มีการลงนามในสัญญาการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ในการให้บริการเช่าพื้นที่วางเครื่องเซิร์ฟเวอร์จำนวน 109 ตู้ ตลอดจนบริษัทได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. ในการทดสอบระบบ 5G ร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายชั้นนำของประเทศภายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของบริษัท

นอกจากนี้ บริษัทฯ เตรียมแผนการขายทรัพย์สินของบริษัทฯ เข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม โกรท (กองทรัสต์ WHART) มูลค่าไม่เกิน 3,234 ล้านบาท และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เหมราช (กองทรัสต์ HREIT) มูลค่าไม่เกิน 1,357 ล้านบาท ณ ไตรมาส 1 ปี 2563  กองทรัสต์ WHART และกองทรัสต์ HREIT มีอัตราการเช่าที่ 91.9% และ 95.3% ตามลำดับ โดยคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้ภายในไตรมาส 4/2563 ซึ่งเป็นไปตามแผนและเป้าหมายที่วางไว้   

Rate this item
(0 votes)

Page Visitor

006068107
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
33320
43135
261982
2751522
304245
1292009
6068107
Your IP: 3.235.107.209
2020-08-07 17:05