ดีไอทีพีดันหลักสูตร “ความรู้เบื้องต้นฯธุรกิจส่งออก” กระตุ้นการส่งออกไทยสดใสอีกครั้ง

ดีไอทีพีดันหลักสูตร “ความรู้เบื้องต้นฯธุรกิจส่งออก” กระตุ้นการส่งออกไทยสดใสอีกครั้ง เตรียมดัน 20 หลักสูตรติวเข้ม ปั๊มยอดขายผู้ประกอบการปลายปี

  • สถาบันเอ็นอีเอ เปิดตัวเลขช่วงปิดเมือง ติวออนไลน์ได้กว่า 6,000 ราย ต่อยอดความรู้จากห้องเรียนสู่ธุรกิจได้เฉียด 800 ล้าน!! โชว์ 5 หลักสูตรท็อปฮิตที่ผู้ประกอบการไทยสนใจสูง

ดีไอทีพีดันหลักสูตร “ความรู้เบื้องต้นฯ ธุรกิจส่งออก” กระตุ้นการส่งออกไทยสดใสอีกครั้ง เตรียมดัน 20 หลักสูตรติวเข้ม โชว์ 5 หลักสูตรท็อปฮิตที่ผู้ประกอบการไทยสนใจสูง

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) เร่งกระตุ้นผู้ประกอบการรายใหม่ในธุรกิจการส่งออก ผ่านโครงการความรู้เบื้องต้นในการประกอบธุรกิจส่งออกให้กับผู้ประกอบการ 100 ราย ด้วยกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์สำหรับการส่งออก สิทธิประโยชน์ด้านภาษีและพิธีการศุลกากร ฯลฯ หวังเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าไปสู่ผู้ประกอบการรายภูมิภาคเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ในปี 2563 (เดือนตุลาคม 2562 – มีนาคม 2563)ที่สถาบันฯ ได้จัดกิจกรรมอบรมและสัมมนาหลักสูตรออนไลน์ พบว่ามีผู้ประกอบการเข้าร่วมเกือบ 6,000 ราย และสามารถนำเทคนิคและองค์ความรู้ที่ได้จากกสถาบัน ฯ ไปใช้ในทางธุรกิจ ก่อให้เกิดมูลค่าส่งออกรวม 776,219,810 บาท พร้อมโชว์ 5 อันดับหลักสูตรยอดนิยมที่ผู้ประกอบการให้ความสนใจในการเรียน กับสถาบัน NEA ได้แก่  อันดับ 1 หลักสูตรความรู้เบื้องต้นในการประกอบธุรกิจส่งออก อันดับ 2 หลักสูตรการขายสินค้าออนไลน์แบบข้ามพรมแดน  อันดับ 3 หลักสูตรการตลาดดิจิทัลเพื่อเน้นผลลัพธ์ทางธุรกิจ อันดับ 4 หลักสูตรการตลาดดิจิทัล  และ อันดับ 5 หลักสูตรสตาร์ทอัพเบื้องต้น

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการส่งออกของประเทศไทยมีอัตราการขยายตัวที่ดีอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการหลายสาขาให้ความสนใจในการทำธุรกิจการค้าระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น จนเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศไทยมีอัตราการขยายตัวในแต่ละปี แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยที่มีศักยภาพในการทำธุรกิจเพื่อการส่งออก แต่ยังขาดทั้งความรู้ โอกาสในการเข้าถึงการสนับสนุนจากภาคส่วนต่าง ๆ ขาดความเข้าใจในกระบวนการทำการค้าระหว่างประเทศที่มีความซับซ้อน รวมถึงขาดข้อมูลเกี่ยวกับตลาดปลายทางและนโยบายส่งออกระดับมหภาค จนทำให้ไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการการส่งออกสินค้าเหมือนผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ได้ ดังนั้น กรมฯ จึงได้เห็นความจำเป็นที่จะต้องผลักดันให้เกิดผู้ประกอบการส่งออกหน้าใหม่ ๆ ให้เพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในระดับภูมิภาค รวมถึงส่งเสริมให้รายเก่าสามารถทำธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่ง เพื่อให้สามารถขยายไปสู่ตลาดที่มีศักยภาพและดำเนินธุรกิจให้เป็นไปอย่างยั่งยืน

เพื่อให้กิจกรรมการส่งออกไทยมีศักยภาพ และกระจายโอกาสการค้าระหว่างประเทศให้เพิ่มอย่างต่อเนื่อง กรมฯ โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่(NEA) จึงได้จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “ความรู้เบื้องต้นในการประกอบธุรกิจส่งออก” หลักสูตรเพื่อสนับสนุนการส่งออกต้นฉบับของไทยที่ครอบคลุมทุกเนื้อหามาอย่างยาวนาน จากรุ่นที่ 1 จนถึงปัจจุบัน รุ่น 137 (ในรูปแบบออฟไลน์)ประกอบด้วยหัวข้อ เตรียมธุรกิจอย่างไรให้เป็นผู้ส่งออก การสร้างโมเดลธุรกิจเพื่อพิชิตตลาดโลก ขั้นตอนการดำเนินธุรกิจส่งออก –นำเข้า และระบบ Logistics การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์สำหรับการส่งออก เอกสารและการเงินเพื่อธุรกิจระหว่างประเทศ Workshop : ครบเครื่องเรื่องส่งออก สิทธิประโยชน์ด้านภาษีและพิธีการศุลกากร  ข้อควรระวังสำหรับการส่งสินค้าสู่ตลาดสากล ซึ่งที่ผ่านมาสามารถสร้างทักษะด้านการส่งออกรอบด้าน ช่วยให้ผู้ประกอบการประสบความสำเร็จในการนำสินค้าไทยไปเติบโตในตลาดต่างประเทศ และสามารถต่อยอดการทำธุรกิจให้สามารถส่งสินค้าออกไปต่างประเทศ และได้รับการยอมรับมากขึ้นอีกด้วย

นางอารดา เฟื่องทอง ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ กล่าวว่า การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “ความรู้เบื้องต้นในการประกอบธุรกิจส่งออก” รุ่นที่ 137 รุ่นล่าสุดมีผู้เข้าร่วมจำนวน 100 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มธุรกิจอาหาร สิ่งทอเสื้อผ้าและเครื่องประดับแฟชั่น ของขวัญ และเครื่องประดับตกแต่งบ้าน การจัดหลักสูตรนี้สถาบันมีความมุ่งหวังเพื่อให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่กระบวนการการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถดำเนินธุรกิจการค้าระหว่างประเทศในเศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามหลักสูตรนี้ยังถือเป็นหลักสูตรแรกเริ่มที่ผู้ประกอบการจำเป็นจะต้องเรียนรู้ ขั้นตอนการส่งออกตั้งแต่พื้นฐาน ศึกษากฏระเบียบด้านภาษีและพิธีการศุลกากร รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรม Workshop ร่วมกับผู้ประกอบการมากมาย เพื่อเป็นการสร้างความแข็งแรงของเครือข่ายผู้ประกอบการ อีกทั้งวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากโครงการดังกล่าว จะมาร่วมแบ่งปันเทคนิคการทำการค้าระหว่างประเทศให้ครอบคลุมทุกรอบด้าน และแนะนำข้อควรระวังจากการส่งออก เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการสามารถทำการค้าระหว่างประเทศได้อย่างประสบความสำเร็จ”

นอกเหนือจากหลักสูตรดังกล่าว สถาบัน NEA ยังได้มีการจัดทำหลักสูตรอื่น ๆ ควบคู่ไปพร้อมกันกับหลักสูตรความรู้เบื้องต้นในการประกอบธุรกิจส่งออก ผ่านการเรียนรู้รูปแบบ E-Learning ภายใต้ชื่อ “E-Academy” เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพและปูพื้นฐานผู้ประกอบการก่อนการส่งออก และให้สามารถเข้าสู่กระบวนการค้าระหว่างประเทศที่มีบรรทัดฐานเดียวกัน ส่วนในช่วงครึ่งปีหลัง 2563 ได้เตรียมเพิ่มอีกประมาณ 20 โครงการ เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการสามารถทำการค้ารูปแบบใหม่ รวมถึงการส่งออกได้เพิ่มมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามหลักสูตรสัมมนาต่าง ๆ นั้นจะถูกปรับรูปแบบไปสู่ออนไลน์ เนื่องด้วยสถานการณ์ในบริบทโลก และเป็นการเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการคุ้นชินกับระบบดังกล่าวให้มากขึ้น ซึ่งอยากให้ผู้ประกอบการติดตามโครงการของสถาบันอย่างใกล้ชิดและใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์

นางอารดา กล่าวเพิ่มเติมว่า และสำหรับในปี 2563 ช่วงเวลาตั้งแต่ (เดือนตุลาคม 2562 – มีนาคม 2563)สถาบันได้จัดกิจกรรมอบรมและสัมมนาออนไลน์ทั้งสิ้น 44 ครั้ง จากทั้งหมด 61 หลักสูตร มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 6,000 ราย  และสามารถนำเทคนิคและองค์ความรู้ที่ได้จากกรมฯ และสถาบัน ไปใช้ในทางธุรกิจก่อให้เกิดมูลค่าส่งออกจำนวน 776,219,810 บาท ดังนั้นจะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการได้รับความรู้ทักษะพื้นฐานจากโครงการของสถาบันและสามารถต่อยอดธุรกิจให้ก้าวเข้าสู่ระดับโลกได้ และทำให้เห็นว่าการเรียนผ่านระบบออนไลน์เป็นสิ่งสำคัญและไม่เป็นอุปสรรค ซึ่งในระยะต่อไปภาครัฐหรือหน่วยงานสนับสนุนจำเป็นต้องผลิตหลักสูตรที่สามารถอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา เพื่อให้ทุก ๆ กิจกรรมดำเนินไปอย่างคล่องตัว

จากการก่อตั้งสถาบันตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน พบว่าผู้ประกอบการไทยให้ความสนใจในการเข้าสู่ช่องทางออนไลน์ อาทิ การอบรมผ่านหลักสูตรออนไลน์ การใช้ออนไลน์เป็นช่องทางในการค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในส่วนของจำนวนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการกับสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่นั้น พบว่า 5 อันดับหลักสูตรที่ได้รับความนิยมผ่านช่องทางการเรียนรู้ของ E-Learning นั้น ได้แก่ อันดับ 1 หลักสูตรความรู้เบื้องต้นในการประกอบธุรกิจส่งออก อันดับ 2 หลักสูตรการขายสินค้าออนไลน์แบบข้ามพรมแดน  อันดับ 3 หลักสูตรการตลาดดิจิทัลเพื่อเน้นผลลัพธ์ทางธุรกิจ อันดับ 4 หลักสูตรการตลาดดิจิทัล และ อันดับ 5 หลักสูตรสตาร์ทอัพเบื้องต้น

หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) ได้ที่ nea.ditp.go.th หรือ www.ditp.go.th และ www.facebook.com/nea.ditp หรือ 1169 กด 1

#สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ #หลักสูตรออนไลน์ #NEA #DITP #JCCOTH

Rate this item
(0 votes)

Page Visitor

006272883
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
32569
40086
155252
3056125
509021
1292009
6272883
Your IP: 3.219.167.194
2020-08-12 21:48