KTIS มั่นใจปี 63 สายธุรกิจชีวภาพเติบโตดี กระแสรักสิ่งแวดล้อมดันผลิตภัณฑ์ธรรมชาติบูม

นายณัฎฐปัญญ์ ศิริวิริยะกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KTIS นายณัฎฐปัญญ์ ศิริวิริยะกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KTIS

KTIS มั่นใจปี 63 สายธุรกิจชีวภาพเติบโตดี กระแสรักสิ่งแวดล้อมดันผลิตภัณฑ์ธรรมชาติบูม

กลุ่ม KTIS มั่นใจสายธุรกิจชีวภาพปี 2563 ยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งโรงไฟฟ้า เอทานอล และธุรกิจเยื่อกระดาษชานอ้อย รับกระแสรักสิ่งแวดล้อมดันผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติบูม ส่งผลความต้องการสินค้ารองรับเต็มกำลังการผลิต

นายณัฎฐปัญญ์ ศิริวิริยะกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KTIS ผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจร เปิดเผยว่า จากผลการดำเนินงานที่มีการเติบโตที่ดีของสายธุรกิจชีวภาพของกลุ่ม KTIS ในปี 2562 โดยมีรายได้จากการขายไฟฟ้าเชื้อเพลิงชีวมวลเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 28.8% รายได้ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเอทานอลเพิ่มขึ้น 23.3% และรายได้จากธุรกิจเยื่อกระดาษจากชานอ้อย เพิ่มขึ้น 7.6% นั้น มั่นใจว่าทั้ง 3 ธุรกิจนี้จะยังมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่องในปี 2563 เนื่องจากแนวโน้มราคาขายไฟฟ้า เอทานอล และเยื่อกระดาษ ยังอยู่ในทิศทางที่ดี ในขณะที่ปริมาณการขายก็ยืนอยู่ในระดับที่เต็มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง

“การขายไฟฟ้านั้นมีสัญญารับซื้อจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ แน่นอนอยู่แล้ว สำหรับเอทานอลที่ผ่านมาก็มีความต้องการซื้อรองรับเต็มกำลังการผลิตโดยตลอด ส่วนเยื่อกระดาษชานอ้อย เนื่องจากโรงงานของเราเป็นโรงงานขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่ผลิตเยื่อกระดาษชานอ้อย ในขณะที่ผู้บริโภคก็ให้ความสนใจเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมและการลดการตัดไม้ทำลายป่า ดังนั้น จึงมีความต้องการสินค้ารองรับเต็มกำลังการผลิตเช่นกัน” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม KTIS กล่าว

สำหรับสายธุรกิจอ้อยและน้ำตาลทรายนั้น เชื่อว่าราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ประกอบกับปริมาณผลผลิตอ้อยที่ลดลงเนื่องจากปัญหาภัยแล้ง จึงเชื่อว่าราคาขายน้ำตาลเฉลี่ยในปี 2563 จะสูงกว่าปี 2562 อีกทั้งคุณภาพของอ้อยหรือค่าความหวานของอ้อยในฤดูหีบปี 2562/2563 คาดว่าจะดีกว่าปีก่อน เพราะมีช่วงอากาศหนาวเย็นนานพอสมควร และการลดอ้อยไฟไหม้ตามนโยบายของรัฐบาลก็ทำให้มีอ้อยสดนำส่งเข้าโรงงานเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายถึงคุณภาพอ้อยที่ดีขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ธุรกิจในสายชีวภาพของกลุ่ม KTIS นอกเหนือจากที่สร้างรายได้อยู่ในปัจจุบันแล้ว ได้เริ่มดำเนินการผลิตบรรจุภัณฑ์จากชานอ้อยซึ่งเป็นการลงทุนร่วมกับผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ต่างๆ ของประเทศจีน และโครงการไบโอคอมเพล็กซ์ ซึ่งร่วมลงทุนกับ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม ปตท. ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงาน และคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้และผลกำไรให้กับกลุ่ม KTIS ได้ในช่วงปลายปี 2563 หรือต้นปี 2564 เป็นต้นไป

Rate this item
(0 votes)