บอร์ด PPS ไฟเขียวลงทุนโครงการแหลมยามู จ.ภูเก็ต พร้อมอนุมัติการออกและเสนอขายหุ้นกู้ วงเงินไม่เกิน 500 ล้านบาท

ดร.พงศ์ธร ธาราไชย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (PPS) ดร.พงศ์ธร ธาราไชย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (PPS)

บอร์ด PPS ไฟเขียวลงทุนโครงการแหลมยามู จ.ภูเก็ต พร้อมอนุมัติการออกและเสนอขายหุ้นกู้ วงเงินไม่เกิน 500 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดิน

แนวโน้มครึ่งปีหลังคาดธุรกิจวิศวกรที่ปรึกษาปรับตัวดี    ลุ้นคว้างานใหม่หลายแห่ง พร้อมเดินหน้าประมูลงานต่อเนื่อง หนุน Backlog 258 ล้านบาท ขณะที่งบครึ่งปีแรกรายได้ 242.45 ล้านบาท กำไร 10.03 ล้านบาท

ดร.พงศ์ธร ธาราไชย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (PPS) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทอนุมัติการลงทุนทำโครงการในที่ดินแหลมยามู จ.ภูเก็ต ภายใต้ บริษัท โปรเจคท์ วัน พร็อพเพอตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ PPS ร่วมกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อพัฒนาเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่และแหล่งอำนวยความสะดวกต่างๆให้แก่นักลงทุนหรือผู้ที่สนใจ โดยใช้แหล่งเงินทุนจากการออกและเสนอขายหุ้นกู้ (Debenture) วงเงินรวมไม่เกิน 500 ล้านบาท โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้มอบหมายให้คณะกรรมการบริหารทบทวนการศึกษาความเป็นได้และจัดทำสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าว

“บริษัทเล็งเห็นว่าโครงการแหลมยามู จ.ภูเก็ต เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ และเป็นโอกาสที่ดีของบริษัทในการร่วมลงทุนครั้งนี้ โดยบริษัทในเครือ PPS ทั้งหมดสามารถต่อยอดโอกาสนี้ในการทำหน้าที่เป็น Project support หรือ Technical service ได้ บริษัทเชื่อว่าหากโครงการประสบความสำเร็จจะเป็นการเปลี่ยนโฉมธุรกิจครั้งใหญ่ และเป็นการเพิ่มช่องทางในการหารายได้ให้แก่กลุ่มบริษัท สามารถผลักดันรายได้ให้ PPS เติบโตตามแผนธุรกิจ 5 ปีอย่างก้าวกระโดด” ดร.พงศ์ธร กล่าว

ขณะที่ธุรกิจของบริษัทช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยครึ่งปีแรกบริษัทได้ยื่นประมูลงานภาคเอกชนหลายแห่ง ในกลุ่ม Retail งานโรงแรม และโรงงานอุตสาหกรรม คาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ ไตรมาส 3 เป็นต้นไป ส่วนงานโครงการภาครัฐ อาทิ สนามบินอู่ตะเภา งานรถไฟฟ้า งานรถไฟรางคู่ งานรถไฟความเร็วสูง ฯลฯ หากโครงการดังกล่าวเปิดประมูลตามแผน บริษัทได้เตรียมความพร้อมเข้าประมูลงานอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทมี Backlog อยู่ที่ 258 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้รายได้ประมาณ 103 ล้านบาทภายในปีนี้

สำหรับผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2562 บริษัทมีรายได้รวม 112.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 96.85 ล้านบาท จำนวน 15.19 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 15.68 % และมีขาดทุนสุทธิ 1.86 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 5.78 ล้านบาท จำนวน 7.64 ล้านบาท หรือลดลง 132.17%

ส่วนผลประกอบการครึ่งแรกปี 2562 บริษัทมีรายได้รวม 242.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 194.76 ล้านบาท จำนวน 47.69 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 24.48% และมีกำไรสุทธิ 10.03 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 14.51 ล้านบาท จำนวน 4.48 ล้านบาท หรือลดลง 30.87%

ทั้งนี้ รายได้ของบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการอยู่ในระยะเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่กำไรสุทธิปรับตัวลดลง เนื่องจากผลกระทบของการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ ที่ได้กำหนดอัตราค่าชดเชยกรณีการเลิกจ้างสำหรับลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 20 ปีขึ้นไป ให้มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน หรือ 13.3 เดือนเป็นผลทำให้บริษัทและบริษัทย่อยต้องมีการรับรู้ค่าใช้จ่ายดังกล่าว ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียวและไม่ใช่เงินสดรวมทั้งสิ้น 8.14 ล้านบาท  

Rate this item
(0 votes)