เปิดแล้วอย่างเป็นทางการ “โปเตโต้ คอร์เนอร์”
เสิร์ฟความอร่อยต้นตำรับเฟรนช์ฟรายส์ปรุงรสเกรดพรีเมี่ยม
ให้ชาวลำปางได้ลิ้มลอง ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลำปาง วันนี้เป็นต้นไป

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลำปาง ร่วมกับ โปเตโต้ คอร์เนอร์ จัดงานแกรนด์โอเพนนิ่งร้านโปเตโต้ คอร์เนอร์ ต้นตำรับแบรนด์เฟรนช์ฟรายส์ปรุงรสสุดเข้มข้น ให้พี่น้องชาวลำปางได้ลิ้มลองกันแล้วอย่างเป็นทางการ เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ 22 กันยายน 2561 ณ ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลำปาง ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยม กลุ่มลูกค้ามารอชิมเฟรนช์ฟรายส์รสเข้มข้นกันอย่างล้นหลาม ทั้งมี “คุณพีช-พชร จิราธิวัฒน์” 1 ในเจ้าของแบรนด์ และนักแสดงวัยรุ่นชื่อดัง ก็มาร่วมมาถ่ายทอดประสบการณ์ตรง และแรงบัลดาลใจในการเริ่มต้นเปิดร้านโปเตโต้ คอร์เนอร์ พร้อมร่วมพบปะแฟนคลับ ถ่ายรูป และแจกเฟรนช์ฟรายส์อร่อยๆ ให้คนลำปางได้ทานกันฟรี! ถึง 500 ถ้วยกันเลยทีเดียว งานนี้ทำเอาเหล่าแฟนคลับยิ้มกันไม่หุบเลย

กล่าวถึงโปเตโต้ คอร์เนอร์ ต้นตำรับเฟรนช์ฟรายส์ปรุงรสที่มีมากว่า 25 ปี มีมากกว่า 1,000 สาขาใน 8 ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย สิงค์โปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย กัมพูชา ปานามา และประเทศไทย โปเตโต้ คอร์เนอร์ ได้เข้าสู่ประเทศไทยตั้งแต่ปี 2559 โดยคุณพีช-พชร จิราธิวัฒน์ และหุ้นส่วน ได้เล็งเห็นโอกาสในธุรกิจ ขนมขบเคี้ยว (Snacking) และได้เล็งว่ายังไม่มีผลิตภันฑ์ที่ใกล้เคียงกัน ในราคาที่เข้าถึงง่ายกับคนไทยทุกคน จึงได้ตัดสินใจ มาเปิดสาขาแรกที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ต่อมากิจการได้ขยายและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี 3 เดือนเท่านั้นกับจำนวน 27 สาขาในประเทศไทย ซึ่งสาขาที่ 27 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลำปาง และเป็นสาขาที่ 3 ที่โปเตโต้ คอร์เนอร์ได้บุกตลาดในภาคเหนือ หลังจากได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมจาก 2 สาขาก่อนหน้า  ทั้งนี้โปเตโต้ คอร์เนอร์ ยังมีแผนที่จะขยายสาขาอื่นๆในภูมิภาคนี้อีกในอนาคต

โปเตโต้ คอร์เนอร์ จัดเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เติบโตเร็วที่สุดในประเทศไทย สินค้าหลักของโปเตโต้ คอร์เนอร์ นั้นคือ เฟรนช์ฟรายส์ที่ทอดสดๆ ก่อนนำมาคลุกเคล้ากับผงปรุงรสอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งสิ้น 7 รสชาติ แบ่งเป็น 4 รสชาติ Original คือ รสชีส, รสบาร์บีคิว, รสซาวครีม, และรสชิลลี่บาร์บีคิว นอกจากนี้ยังมีรสพิเศษหรือ Seasonal อย่าง รสทรัฟเฟิล รสพิซซ่า และรสคาราเมล อีกด้วย

จุดเด่นของโปเตโต้ คอร์เนอร์นั้น คือคุณภาพที่ดีเยี่ยมของสินค้าและบริการในราคาที่ใครต่อใครก็เอื้อมถึง เพราะราคาเริ่มต้นเพียง 39 บาทเท่านั้น ด้านของคุณภาพทางร้านโปเตโต้ คอร์เนอร์ ใช้วิธีการทอดสดใหม่ในทุกๆถ้วย ไม่มีการเก็บเฟรนช์ฟรายส์ทิ้งไว้ ในส่วนผงปรุงรสที่ขึ้นชื่อนั้น ก็เป็นสูตรต้นตำรับมากว่า 25 ปีแล้ว อีกทั้งโปเตโต้ คอร์เนอร์ยังแสดงถึงการใส่ใจลูกค้า โดยออกนโยบาย “หากลูกค้าไม่พอใจในสินค้าสามารถเปลี่ยนถ้วยใหม่ได้ ฟรี”  ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม สามารถขอเปลี่ยนได้หากยังรับประทานไม่ถึงครึ่งถ้วย และลูกค้าสามารถเลือกได้อีกว่าอยากได้ผงเยอะ หรือผงน้อย เพราะทางร้านโปเตโต้ คอร์เนอร์ มีจุดประสงค์จะทำให้ลูกค้าทุกๆ คนมีช่วงเวลาที่ดีขึ้นในทุกๆครั้งที่เข้ามาที่ร้านโปเตโต้ คอร์เนอร์ โดยร้านโปเตโต้ คอร์เนอร์ เปิดให้บริการแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ณ บริเวณ ชั้น 3 (ตรงข้าม Eat & Play Zone) ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลำปาง

สำหรับพิธีเปิดได้รับเกียรติจากคุณพรเทพ อรรถกิจไพศาล ผู้จัดการทั่วไปศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลำปาง เป็นประธานเปิดงาน โดยมีคุณพชร จิราธิวัฒน์ เจ้าของแบรนด์ โปเตโต้ คอร์เนอร์ พร้อมคุณพิมมุก ทวีวัฒน์, คุณปิยวดี ทวีกิจจินดา พร้อมแขกผู้มีเกียรติร่วมงาน เมื่อเร็วๆนี้

#PotatoCornerAtCentralPlazaLampang #NowOpen
#
โปเตโต้คอร์เนอร#CentralPlazaLampang

กลุ่มธุรกิจ TCP เปิดตัว “เรดดี้ บู้ท” พร้อมคุณสมบัติเพื่อความฟิตและเฟิร์ม
เจาะกลุ่มชายหนุ่มรุ่นใหม่ ชูคอนเซ็ปต์ ‘เรดดี้ บู้ท พร้อมรุก… ทุกสถานการณ์’
ย้ำตำแหน่งเจ้าตลาดเครื่องดื่มให้พลังงานระดับพรีเมี่ยม

  • สูตรใหม่! ผสานคุณประโยชน์จาก ‘แอล-อาร์จินีน’ และ ‘ซิงค์’  มีคุณสมบัติในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า ผสมผสานกับน้ำองุ่นและทับทิม ในรสชาติหวานน้อย
  • คว้า “ก๊อต จิรายุ” นักแสดงหนุ่มสุดฮอตเป็นพรีเซนเตอร์ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ
  • จัดเต็มโปรโมชั่นทุกช่องทาง สร้างสีสันตลาดเครื่องดื่มให้พลังงานพรีเมี่ยม

เมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มธุรกิจ TCP ผู้ผลิตและจำหน่าย ‘เรดดี้’ ผู้นำตลาดเครื่องดื่มให้พลังงาน พรีเมี่ยมสำหรับคนรุ่นใหม่ สร้างสีสันตลาดต่อยอดการเติบโต เปิดตัว “เรดดี้ บู้ท” (Ready Boott) สำหรับชายหนุ่ม คนรุ่นใหม่ที่อยากดูดีอยู่เสมอ เพิ่มคุณประโยชน์จากซิงค์ และแอล-อาร์จินีน ชูคอนเซ็ปต์ ‘เรดดี้ บู้ท พร้อมรุก… ทุกสถานการณ์’ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนวัยทำงาน ดึงนักแสดงหนุ่มสุดฮอต “ก๊อต จิรายุ ตันตระกูล” เป็นพรีเซนเตอร์คนล่าสุด พร้อมทุ่มงบ 100 ล้านบาท จัดเต็มแคมเปญสื่อสารการตลาดทุกช่องทางเพื่อเข้าถึงคนรุ่นใหม่ ทั้งนี้เรดดี้คือรายแรกที่จับกลุ่มเป้าหมาย White Collar หรือกลุ่มคนทำงานออฟฟิศอย่างชัดเจน ซึ่งตอบโจทย์ทั้งคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์และภาพลักษณ์ที่ดีให้กับกลุ่มเป้าหมาย

การเปิดตัว เรดดี้ บู้ท ในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดจากความสำเร็จในการเปิดตัว เรดดี้ พิงค์ และเรดดี้ แบล็ค ในปีที่แล้ว ที่สร้างการเติบโตให้กับแบรนด์เรดดี้เพิ่มขึ้นถึงกว่า 20% ทำให้ในปัจจุบัน เรดดี้ เป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มให้พลังงานระดับพรีเมี่ยม และมียอดขายเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยส่วนแบ่งมากกว่า 50%

นายสุรชัย จงเลิศวราวงศ์ ผู้อำนวยการสายงานการขายและการตลาด ประเทศไทย กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า “กลุ่มพนักงานออฟฟิศและกลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพ สามารถขับเคลื่อนการเติบโตในตลาดเครื่องดื่มให้พลังงานพรีเมี่ยม ยอดขายแบรนด์เรดดี้ จึงเติบโตมากกว่า 20% (ขณะที่ตลาดเครื่องดื่ม ให้พลังงานระดับพรีเมี่ยมเติบโต 10%) ความท้าทายของเราคือจะต้องเสริมสร้างการเติบโต เราจึงต้องคิดค้นและแนะนำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ในทุกๆ ด้านให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็น รสชาติ คุณประโยชน์ และรูปลักษณ์บรรจุภัณฑ์ที่ดูดีดูโดดเด่น เรดดี้ถือเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์สำคัญที่ผลักดันให้ยอดขายรวมของเครื่องดื่ม ให้พลังงานของกลุ่มธุรกิจ TCP เติบโตขึ้นทุกปี การเปิดตัว ‘เรดดี้ บู้ท’ สูตรใหม่ พร้อมพรีเซนเตอร์ใหม่ ในครั้งนี้จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์เรดดี้ ที่เติบโตสวนทางกับภาพรวมของตลาดเครื่องดื่มให้พลังงาน และตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มให้พลังงานพรีเมี่ยมอย่างแท้จริง

เครื่องดื่มเรดดี้ บู้ท เหมาะสำหรับผู้ชายยุคใหม่อายุ 20-34 ปีที่มีความมุ่งมั่นในการทำงาน แต่ก็ยังใส่ใจ ให้ตนเองดูดีและมีรูปร่างฟิตแอนด์เฟิร์ม อีกทั้งปรับสูตรให้เข้ากับเทรนด์สุขภาพในปัจจุบันด้วยการ นำเสนอส่วนผสมของแอล-อาร์จีนีน และซิงค์ ที่ช่วยในเรื่องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ในสูตรน้ำตาลน้อย และความหอมจากน้ำองุ่นและทับทิม รสชาติเปรี้ยวหวานกำลังดี

“เราเตรียมงบประมาณด้านการตลาดไว้ 100 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรมทางการตลาดอย่างครบวงจร อาทิ ภาพยนต์โฆษณา สื่อกลางแจ้ง สื่อ ณ จุดขาย โปรโมชั่นในร้านค้า กิจกรรมสุดพิเศษกับพรีเซนเตอร์ และการแจกผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภค ได้ลิ้มลองรสชาติของเรดดี้ บู้ทสูตรใหม่อีกด้วย” นายสุรชัย กล่าวเสริม

“เพื่อขยายฐานไปยังกลุ่มเป้าหมายชายหนุ่มวัยทำงาน ใส่ใจสุขภาพและความฟิตแอนด์เฟิร์ม เราจึงเลือก คุณก๊อต จิรายุ นักแสดงหนุ่มสุดฮอตมากความสามารถมาเป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อนำเสนอจุดเด่นของเรดดี้ บู้ทเครื่องดื่มให้พลังงานพรีเมี่ยมที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่แอคทีฟได้ตลอดเวลา ทั้งเรื่องงานและ การดูแลสุขภาพ เนื่องจากคุณก๊อต จิรายุ มีคุณสมบัติครบในการเป็นตัวแทนผู้ชายยุคใหม่มุ่งมั่นจริงจัง ในทุกบทบาท ดูดี พร้อมอวดหุ่นเฟิร์มในทุกสถานการณ์ ตรงกับคอนเซ็ปต์ของผลิตภัณฑ์คือ เรดดี้ บู้ท พร้อมรุก… ทุกสถานการณ์”  นายสุรชัย กล่าวสรุป

การเปิดตัวผลิตภัณฑ์เรดดี้ บู้ทในวันนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องดื่มให้พลังงาน ผลักดันให้ไปสู่เป้าหมายยอดขาย 100,000 ล้านบาท  เพื่อให้กลุ่มธุรกิจ TCP ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในบริษัทจากเมืองไทยที่น่าจับตาบนเวทีโลก กลุ่มธุรกิจ TCP มั่นใจว่า เรดดี้ บู้ทใหม่ จะช่วยส่งเสริมยอดเครื่องดื่มให้พลังงานพรีเมี่ยมแบรนด์เรดดี้ให้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันตลาดเครื่องดื่มให้พลังงานพรีเมี่ยม (ราคาขวดละ 15 บาทขึ้นไป) มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 1,600 ล้านบาท โดยมีเรดดี้เป็นเจ้าตลาดด้วยส่วนแบ่งมากกว่า 50% สำหรับยอดขายรวมของแบรนด์เรดดี้ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2561 มากกว่า 600 ล้านบาท โดยคาดว่าสิ้นปี 2561 จะมียอดขายรวมมากกว่า 900 ล้านบาท สูงขึ้นจากปี 2560 ประมาณ 15%

“เรดดี้” เครื่องดื่มให้พลังงานพรีเมี่ยม บรรจุอยู่ในขวดขนาด 150 มล. ราคา 15 บาท วางจำหน่ายแล้วที่ร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ

ท่านสามารถรับทราบข้อมูลกิจกรรมความเคลื่อนไหวของเครื่องดื่มเรดดี้ และกลุ่มธุรกิจ TCP ได้ที่ www.tcp.com

 

‘เรดดี้ บู้ท พร้อมรุก… ทุกสถานการณ์’

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จัดงานประชุมนวัตกรรมครั้งยิ่งใหญ่ในสิงคโปร์ สร้างพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยดิจิทัล

  • ทั้งลูกค้า คู่ค้า และซัพพลายเออร์ กว่า 1,500 ราย ต่างระดมสมอง และร่วมแบ่งปันแนวคิดใหม่ๆ เพื่อเศรษฐกิจดิจิทัลตลอดงาน 2 วัน
  • พร้อมอวดโฉมนวัตกรรมล่าสุดของสถาปัตยกรรม EcoStruxure ในแต่ละด้านที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น จัดงาน Innovation Summit ซึ่งเป็นงานประชุมด้านนวัตกรรมครั้งยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 20 -21 กันยายน 2561 ณ มารีนา เบย์ แซนด์ส ประเทศสิงคโปร์ โดยมีลูกค้า พันธมิตร และซัพพลายเออร์ รวมทั้งผู้บริหารชั้นนำในวงการอุตสาหกรรม มากกว่า 1,500 ราย ตบเท้าเข้าร่วมงาน โดยกิจกรรมครั้งนี้นับเป็นการรวมพลผู้เชี่ยวชาญจากชไนเดอร์ อิเล็คทริค และผู้นำทางความคิดในโลกอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันแชร์มุมมองเชิงลึก และแนวคิดใหม่ๆ ที่ชัดเจน บนความความท้าทาย และโอกาส เพื่อเพิ่มขุมพลังขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

เปิดตัวนวัตกรรมของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในเอเชียใต้

งาน Innovation Summit World Tour จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 โดยครอบคลุมอีก 20 งานที่จัดขึ้นในทั่วโลก นับเป็นการจัดงานที่มีจำนวนมากกว่าปี 2017 ถึง 2 เท่า โดยงานที่จัดขึ้น ณ ประเทศสิงคโปร์ในปีนี้ จะเป็นงานใหญ่ที่สุดที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริคเคยจัดมาในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ซึ่งมีการโชว์เคส ถึงการพัฒนาล่าสุดของ EcoStruxure™ ที่เป็นสถาปัตยกรรมและแพลตฟอร์มระบบเปิด ให้ศักยภาพด้าน IoT รองรับการใช้งานในลักษณะ plug and play สามารถทำงานร่วมกับระบบอื่นได้ไม่มีข้อจำกัด ซึ่ง แพลตฟอร์ม EcoStruxure™ นี้ จะเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้มากขึ้น ทั้งในเรื่องของความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และการเชื่อมต่อ นอกจากนี้ EcoStruxure™ ยังเป็นการยกระดับความก้าวหน้าในเรื่องของ IoT โมบิลิตี้ ระบบเซนเซอร์ คลาวด์ การวิเคราะห์ และระบบรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ เพื่อมอบนวัตกรรมในทุกระดับ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์เชื่อมต่อ ระบบควบคุมปลายทางไปยังแอปพลิเคชัน (Edge Control) การวิเคราะห์ และการบริการต่างๆ โดยที่ผ่านมา EcoStruxure™ ได้มีการติดตั้งใช้งานมากกว่า 480,000 ไซต์งาน โดยผู้วางระบบและผู้พัฒนากว่า 20,000 รายที่ให้การสนับสนุน ซึ่งมีการเชื่อมต่ออุปกรณ์มากกว่า 1.6 ล้านรายการ ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการผ่านบริการด้านดิจิทัลมากกว่า 40 บริการ

การพัฒนา EcoStruxure หลักๆ ที่นำเสนอในงานครอบคลุมประเด็นต่อไปนี้

  • EcoStruxure Power อีกขั้นของสถาปัตยกรรมและแพลตฟอร์มแห่งอนาคตของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่ให้ศักยภาพด้าน IoT สำหรับการจ่ายไฟฟ้า โดยให้ขีดความสามารถมหาศาลในการจัดการพลังงานา ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานและให้ความน่าเชื่อถือสูง พร้อมเปิดตัว EcoStruxure Power Advisor ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันใหม่สำหรับผู้ใช้งาน รวมถึง EcoStruxure Power Monitoring Expert 9.0 และ Power Scada Operation 9.0 ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์บริหารจัดการที่ควบคุมอุปกรณ์ปลายทาง (edge control management software) พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์เชื่อมต่อ ได้แก่ Prologic ION9000 Meter and Easergy P3 Protection Relay
  • EcoStruxure Building สถาปัตยกรรมและแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่ออกแบบมาสำหรับอาคาร ให้ประสิทธิภาพสูงสุดในการดำเนินการจัดการด้านอาคาร พร้อมเพิ่มความสะดวกสบาย ให้ผลลัพธ์ในการทำงานที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งมี EcoStruxure Building Advisor แอปพลิเคชันใหม่สำหรับผู้ใช้งาน รวมถึงระบบควบคุมการทำงานปลายทาง EcoStruxure Building Operation 0 ที่มาพร้อมผลิตภัณฑ์การเชื่อมต่อเซ็นเซอร์ SmartX IP Controller MPx และ SmartX Room Sensors อีกด้วย
  • Ecostruxure Plant & Machine เป็นเทคโนโลยี IIoT ครอบคลุมถึง ซอฟต์แวร์ที่ผสานรวมการทำงาน ซึ่งพร้อมสำหรับกระบวนการผลิตอัจฉริยะ และมอบโอกาสใหม่ทางธุรกิจสำหรับโรงงาน และผู้ผลิตเครื่องจักร ช่วยเพิ่มผลกำไรด้วย EcoStruxure Triconex และเพิ่มผลผลิตที่ดีขึ้นด้วย EcoStruxure Machine Advisor
  • EcoStruxure Asset Advisor แอปพลิเคชันที่ให้บริการตรวจสอบอุปกรณ์ ซึ่งเป็นบริการที่จำเป็นอย่างมาก ช่วยคาดการณ์ปัญหาล่วงหน้า โดยทำงานผ่านคลาวด์ ด้วยการอาศัยข้อมูลในแบบ 24/7 เพื่อช่วยสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจสำหรับการทำงานของอุปกรณ์สำคัญในดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงการจ่ายไฟฟ้า

แนวคิดที่ชัดเจนสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล

“โลกกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อนในประวัติการณ์ เนื่องจากความเฟื่องฟูของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเทคโนโลยีอย่างเช่น Internet of things (IoT) ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) และการวิเคราะห์บิ๊กดาต้า ช่วยให้บริษัทต่างๆ สร้างนวัตกรรมได้มากขึ้น ทำธุรกิจได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ช่วยส่งเสริมความสามารถด้านการแข่งขัน” นายฌอง ปาสคาล ตริคัวร์ ประธานบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมที่มีความรับผิดชอบ เราต้องการแสดงให้เห็นว่านวัตกรรมของเราสามารถช่วยลูกค้าและคู่ค้า ก้าวสู่การปฏิรูปทางดิจิทัลได้สำเร็จ ทั้งในระบบออโตเมชัน และการจัดการพลังงาน  เทคโนโลยีของเราสร้างบนฐานของ EcoStruxure™ ที่ช่วยควบคุมอำนาจในการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัล ช่วยให้ลูกค้าของเรากลายเป็นผู้นำในเศรษฐกิจแบบใหม่ ที่มีทั้งประสิทธิภาพ ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ การเชื่อมต่อที่ดีขึ้น และยั่งยืนมากขึ้น”

โดยตลอด 2 วันของการจัดงาน ลูกค้าต่างเข้าร่วมฟังการพูดคุยเชิงกลยุทธ์ (Strategy Talks) หลากหลายหัวข้อด้วยกัน เช่น ‘นิยามใหม่ของการกระจายพลังงาน’ ‘การเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล ช่วยสร้างระบบการผลิตที่ชาญฉลาด’ และ ‘อาคารในรูปแบบใหม่’ โดยบริษัทได้จัดการประชุมเฉพาะด้านต่างๆ มากกว่า 15 หัวข้อ สำหรับทั้งลูกค้าและคู่ค้า พร้อมนำเสนอกรณีศึกษาความสำเร็จของลูกค้าที่เป็นรูปธรรม รวมถึงโซลูชั่น พร้อมการอภิปรายที่เปิดให้มีการโต้ตอบกันระหว่างผู้เข้าร่วมประชุมในลักษณะอินเตอร์แอกทีฟ นอกจากนี้ ยังมี การนำเสนอนวัตกรรมในรูปแบบ Innovation Hub บนพื้นที่กว่า 5,000 ตารางเมตร สำหรับการสาธิตผลิตภัณฑ์ ซอฟต์แวร์ โซลูชัน และการบริการของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่หลากหลาย นอกจากนี้ ในงาน Innovation Summit ที่ประเทศสิงคโปร์นี้ ยังแสดงให้เห็นถึงพลังเครือข่ายที่เติบโตขยายไปอย่างต่อเนื่องของบริษัท ทั้งในด้านเทคโนโลยี และพันธมิตรคู่ค้า รวมถึงสตาร์ทอัพ โดยจะมีการนำเสนอโซลูชั่นจากพันธมิตร อาทิ ไมโครซอฟท์ แอคเซนเจอร์ ซิสโก้ ออโต้กริด แดนฟอสส์ ซอมฟี่ และ AVEVA เป็นต้น

ฟูจิตสึเดินหน้าห้องเรียนอัจฉริยะส่งมอบแท็บเล็ตเพื่อการศึกษา Smart Classroom
ให้โรงเรียนสมาคมไทย-ญี่ปุ่น ศรีราชา

บริษัท ฟูจิตสึ ลิมิเต็ด , บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด โดย นาย อิจิ ฟูรูคาวา กรรมการผู้จัดการ (ที่ 5 จากซ้าย) และ นายโทรุ อิชิอิ กรรมการผู้จัดการ (ที่ 2 จากซ้าย) บริษัท มารูเบนิ ซอฟท์แวร์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด (MSTT) ร่วมกันมอบแท็บเล็ตของฟูจิตสึ รุ่น ARROWS Tab Q507 เชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi  จำนวน 72 เครื่อง โดยได้รับเกียรติ จาก Mr. Shigeki Kobayashi, Director, Japanese Embassy (ที่ 4 จากซ้าย) เป็นประธานการมอบ ให้กับ นายยะสุโอะ ฮิซะมิสึ ครูใหญ่ (ที่ 3 จากซ้าย) โรงเรียนสมาคมไทย-ญี่ปุ่น ศรีราชา โดยแท็บเล็ตจะใช้โซลูชั่น Chietama ทำหน้าที่ตรวจสอบติดตามและใช้ประโยชน์จากแนวทางการเรียนรู้ของนักเรียน สามารถแบ่งปันเนื้อหาการเรียนการสอนและแนวคิดต่างๆ บนแท็บเล็ตในแบบเรียลไทม์  ช่วยส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอน สำหรับนักเรียนชาวญี่ปุ่นในประเทศไทย เมื่อเร็วๆนี้

T Mark Ceremony

ปลื้มปริ่มไม่น้อยหน้าใครช่วงนี้ก็ต้องสาวเจี๊ยบ-โสภิตนภา ชุ่มภาณี ที่นอกจากละคร ‘เลือดข้นคนจาง’ ที่เจ้าตัวร่วมแสดง และกำลังออนแอร์อยู่จะกระแสตอบรับดีสุดๆ ด้านธุรกิจเครื่องดื่มอาหารเสริม ‘ลาวิช’ ที่ปลุกปั้นแบรนด์ด้วยตัวเองก็รุ่งไม่แพ้กัน เพราะล่าสุดสาวเจี๊ยบเพิ่งเข้ารับประกาศนียบัตรตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark (T Mark) การันตีเรื่องคุณภาพจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นโครงการที่จัดขึ้นเพื่อรับรองคุณภาพสินค้าและบริการที่ได้มาตรฐานเทียบเท่าสากลของไทย ในประเภทธุรกิจอุตสาหกรรมอื่นๆ ร่วมกับอีกกว่า 29 บริษัทไทย งานละครก็รุ่ง ส่วนธุรกิจก็ปังขนาดนี้ ตำแหน่งเศรษฐีนีจะหนีไปไหน

ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป นำคณะนักลงทุนจากมณฑลเจียงซู
เยี่ยมชมนิคมฯ ดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 1

ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ต้อนรับคณะนักลงทุนจากมณฑลเจียงซู สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยเพื่อศึกษาโอกาสและความร่วมมือด้านการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยระหว่างการเยี่ยมชมนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 1 ในจังหวัดระยอง นางสาวลัดดา โรจนาวิไลวุฒิ (ที่ 4 จากขวา) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ที่ดินอุตสาหกรรม บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้นำคณะฯ เข้าชมการดำเนินงานภายในนิคมฯ พร้อมอธิบายข้อมูลด้านสภาพแวดล้อม โครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภคและบริการต่างๆ มาตรฐานระดับโลกที่ดับบลิวเอชเอได้เตรียมพร้อมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุนให้กับลูกค้า

ออลล์ อินสไปร์ฯ จัดทัพใหม่ ดึง 3 ผู้บริหาร ดีกรีภาคตลาดทุน – อสังหาฯ เสริมศักยภาพ
ตั้ง “เกศรา มัญชุศรี” นั่งประธานบอร์ด เร่งขับเคลื่อนธุรกิจ สู่ผู้นำด้านอสังหาฯ ระดับ TOP 5

ออลล์ อินสไปร์ฯ จัดทัพใหม่ ประกาศเดินเกมรุกธุรกิจ ดึง 3 ผู้บริหารมือดี จากภาคตลาดทุน ดีกรี อดีต MD ตลาดหลักทรัพย์ฯ “เกศรา มัญชุศรี” นั่งประธานกรรมการและกรรมการอิสระ และ ผู้บริหารจากภาคอสังหาฯ “สมชาย  ชาญธนเวทย์” นั่งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร“พิพัฒณ์ นิยะถิรกุล” นั่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ เร่งยกระดับการขับเคลื่อนบริษัทฯ สู่การเป็นบริษัทที่น่าร่วมลงทุน เพื่อก้าวเป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับ TOP 5 ของประเทศ

นางเกศรา มัญชุศรี ประธานกรรมการและกรรมการอิสระ บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการอิสระ ครั้งนี้ ถือว่ามีความท้าทาย ในบทบาทและส่วนร่วมในการช่วยวางแผนและกำหนดกรอบยุทธ์ศาสตร์ของบริษัทฯ ที่เป็นองค์กรเอกชนอย่างเต็มตัว หลังจากที่หมดวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คนที่ 12 ในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า ทีมผู้บริหารของ ออลล์ อินสไปร์ฯ รวมถึงพนักงาน ในองค์กรทุกคน มีความมุ่งมั่น และมีศักยภาพในการทำงานอย่างมืออาชีพ โดยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ภายใต้แนวคิดการบริหารงานแบบคนรุ่นใหม่     ที่ใส่ใจในทุกๆ รายละเอียดขั้นตอนทำงาน จึงทำให้วันนี้ “ออลล์ อินสไปร์ฯ” สามารถก้าวเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ชั้นนำระดับแนวหน้าของประเทศได้เพียงไม่กี่ปี และจากความมุ่งมั่น ความตั้งใจ รวมทั้งความมีพลังของผู้บริหาร และทีมงาน ที่มีความจริงใจในการส่งมอบที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ และสร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตให้กับลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา จึงเป็นสาเหตุหลักในการเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทฯ

“โดยส่วนตัวเชื่อมั่นว่าประสบการณ์ในการทำงานกว่า 35 ปี มีความเชี่ยวชาญการบริหารงานเกี่ยวกับงานด้านเศรษฐศาสตร์และตลาดการลงทุน จะสามารถขับเคลื่อน “ออลล์ อินสไปร์ฯ” ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง  โดยมุ่งมั่นที่จะมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้บริโภค ด้วยที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ครอบคลุมการใช้ชีวิตทุกรูปแบบ ในทำเลเหมาะสมและราคาที่สมเหตุสมผล เพื่อเพิ่มความสามารถในการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ง่ายและเร็วยิ่งขึ้น” นางเกศรา กล่าว

นายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ออลล์ อินสไปร์ฯ ประกาศเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ โดยได้เชิญ ผู้บริหารระดับมืออาชีพ ทั้ง 3 ท่าน ซึ่งประกอบด้วย นางเกศรา มัญชุศรี นั่งดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการและกรรมการอิสระ นายสมชาย ชาญธนเวทย์ ดำรงตำแหน่งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ นายพิพัฒณ์  นิยะถิรกุล ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ เข้ามาช่วยขับเคลื่อนและเสริมศักยภาพให้บริษัทฯ มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น 

โดยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้บริหารของบริษัทฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการต่อยอดการขยายธุรกิจในอนาคต โดยบริษัทฯ ได้วางกลยุทธ์หลักคือ การสร้างการจดจำในแบรนด์ “All Inspire” ให้เห็นถึงความมั่นคงและความน่าเชื่อถือ เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และพันธกิจ ในการก้าวเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ ติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศ และเป็นบริษัทที่น่าร่วมลงทุน

ซึ่ง ออลล์ อินสไปร์ฯ ไม่ใช่แค่ก่อสร้างที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ยังสามารถตอบโจทย์ความเข้าใจของลูกค้าได้ตรงตามความต้องการมากที่สุด จนทำให้ทุกๆ ทำเล แต่ละโครงการในปัจจุบัน ประสบความสำเร็จ และสามารถปิดการขายได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งจากแผนกลยุทธ์การเจาะตลาด ส่งผลให้ในปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าเปิดโครงการครึ่งปีหลัง 3,400 ล้านบาท

ตลาดที่อยู่อาศัยของกรุงเทพฯ มีมูลค่าที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้เป็นที่สนใจของบรรดานักลงทุนอสังหาฯที่ชอบเข้ามาเก็งกำไร ในเรื่องของผลตอบแทน รวมถึงกลุ่มที่มองหาที่อยู่อาศัย ที่ตอบโจทย์ความต้องการสูง ทำให้ดีเวลลอปเปอร์ หันมาให้ความสำคัญกับรายละเอียด เรื่องทำเลในการพัฒนาโครงการมากขึ้น  เนื่องจากไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในปัจจุบัน มีรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม กลายเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดีที่สุดที่เข้ามาตอบโจทย์คนยุคดิจิทัล ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องคัดเลือกทำเล ฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย รวมถึงนวัตกรรมเทคโนโลยี เข้ามาพัฒนาในโครงการ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด

BEAUTY ตั้งเป้าปี 2020 ยกระดับ Beauty Buffet ขึ้นแท่นริจินัลแบรนด์ เครื่องสำอางไทยชั้นนำของเอเชีย ชูกลยุทธ์ “Integration Marketing” ขยายช่องทางจำหน่ายทุกรูปแบบในต่างประเทศ ล่าสุดจัดงาน Beauty Annual Meeting 2018 ประชุมตัวแทนจำหน่าย 11 ประเทศ เผยจับมือพันธมิตรใหม่ “พาร์คสัน” ค้าปลีกชื่อดังมาเลเซีย เล็งขยายตลาดเพิ่มในกัมพูชา อินโดฯ และรัสเซีย มั่นใจผลประกอบการปีนี้โตตามเป้า

ดร.พีระพงษ์  กิติเวชโภคาวัฒน์  รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจค้าปลีกผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและบำรุงผิว ภายใต้แนวคิด Live a beautiful life  เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าหมายสร้างแบรนด์ “Beauty Buffet“ สู่การเป็นรีจินัลแบรนด์ (แบรนด์ระดับภูมิภาค) ภายในระยะเวลา 2 ปี (2020) โดยมุ่งเน้นการสร้างความเป็นที่รู้จักและความเชื่อมั่นต่อคุณภาพสินค้ากับกลุ่มผู้บริโภคในประเทศต่างๆ พร้อมทั้งขยายช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ๆในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV อาเซียน อาทิ จีน  ฮ่องกง ไต้หวัน

ล่าสุด Beauty Buffet จัดงาน Beauty Annual Meeting 2018 จัดประชุมตัวแทนจำหน่าย 11 ประเทศ พร้อมแถลงกลยุทธ์และกิจกรรมทางการตลาดในปี 2018 และทิศทางธุรกิจปี 2019 เพื่อวางแผนงานส่งเสริมแบรนด์ต่างๆ ภายใต้การบริหาร อาทิ Beauty Buffet และ Beauty Cottage ให้เป็นที่รู้จักให้มากขึ้น รวมถึงการเปิดตัว Collection สินค้าใหม่ของแต่ละแบรนด์ โดยเชิญผู้แทนจำหน่าย (Exclusive Distributers) ประกอบด้วย ลาว เวียดนาม กัมพูชา พม่า อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินเดีย ไต้หวัน และตัวแทนจาก Middle East ได้แก่ ดูไบ ซาอุ คูเวต และบาห์เรนเข้าร่วมงานดังกล่าว ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก และมีแผนจัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี หมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพในแต่ละปี

ทั้งนี้ตัวแทนจำหน่ายในทุกประเทศจะมุ่งเน้นใช้กลยุทธ์การตลาด Integration Marketing เชื่อมโยงทุกเครื่องมือการตลาดเข้าหากัน ชูจุดเด่นคุณภาพและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง เน้นสินค้าที่เป็นอินโนเวชั่น ตามเทรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขนานไปกับกลยุทธ์ O2O (Online to Offline synchronization) เพื่อกระตุ้นการสร้างยอดขายให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ  และสร้างการรับรู้กับลูกค้าในวงกว้าง

ส่วนรูปแบบการขยายช่องทางจัดจำหน่าย ประกอบด้วย ตัวแทนจำหน่ายสินค้า(Product Distributers) ตัวแทนสาขา (Shop Licenses) และ Online Retailers ที่ได้รับความนิยมในแต่ละประเทศ ซึ่งการขยายช่องทางจำหน่ายใหม่เพิ่มเติมในตลาดต่างประเทศจะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ของ Beauty Buffet มียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“ตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียน มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง เป็นตลาดขนาดใหญ่และมีกำลังซื้อจำนวนมาก โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มสกินแคร์ ผลตอบรับจากกลุ่มผู้บริโภคและกลุ่มนักท่องเที่ยวเป็นไปในทิศทางที่ดี เนื่องจากมีความมั่นใจในผลิตภัณฑ์ Beauty Buffet ซึ่งมีความหลากหลาย มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และราคาไม่แพง เชื่อว่าหากขยายสาขาครอบคลุมในทุกประเทศ จะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ Beauty Buffet มียอดจำหน่ายเพิ่มมากขึ้นจากการหาซื้อผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น สร้างความนิยมในตราสินค้าให้เกิดขึ้นพร้อมกันทุกประเทศ”ดร.พีระพงษ์ กล่าว

สำหรับความคืบหน้าของการขยายตลาดต่างประเทศตั้งแต่ต้นปีถึงช่วงไตรมาส3 บริษัทฯได้จับมือพันธมิตร Tmall , JD.com และอีคอมเมิร์ชรายใหญ่ของประเทศจีนจำนวน 4 ราย, กลุ่มประเทศ CLMV ได้ดำเนินการเปิดสาขาเพิ่ม Shop License ในพม่า 2 สาขา เวียดนาม 4 สาขา และลาว 2 สาขา ซึ่งมีอัตราการเติบโตของยอดขายอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดได้จับมือเป็นพันธมิตรกับ พาร์คสัน ห้างค้าปลีกรายใหญ่ของมาเลเซียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งบริษัทฯมีการวางแผนขยายตลาดเพิ่มขึ้นในประเทศ อินโดนีเซีย และกัมพูชา

นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการแต่งตั้งตัวแทนเพื่อขยายตลาดต่างประเทศอนาคตเพิ่ม โดยประเทศกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ประเทศรัสเซีย และอินเดีย โดยบริษัทมุ่งเน้นประเทศที่มีประชากรจำนวนมาก มีตลาดรองรับขนาดใหญ่ ทั้งนี้บริษัทเชื่อมั่นว่าในปี 2561 ผลประกอบการจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

โครงสร้างฐานรากและกรรมวิธีในการตอกเสาเข็ม

การสร้างอาคารหรือบ้านสักหลัง ฐานรากถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด หากเรามีฐานรากที่ดีแล้ว อาคารของเราก็จะมั่นคงแข็งแรง ในระบบโครงสร้างฐานราก เสาเข็ม เป็นส่วนที่ถือว่าสำคัญที่สุดของอาคาร ทำหน้าที่ในการค้ำยันอาคาร ถ่ายน้ำหนักของตัวบ้านลงสู่พื้นดิน เสาเข็มที่ใช้ในการก่อสร้างมีอยู่หลายประเภทเพื่อความเหมาะสมในการทำงานแต่ละพื้นที่ ในการตอกเสาเข็มเราจะต้องใช้ปั้นจั่นที่เหมาะสมกับเสาเข็มแต่ละประเภทเช่นกัน

ปัจจุบันวิวัฒนาการความก้าวหน้าด้านฐานรากและการตอกเสาเข็ม ได้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มความแข็งแรง และปลอดภัยให้กับลักษณะของงานก่อสร้างต่างๆ มากขึ้น อย่างนวัตกรรมของเสาเข็มสปันไมโครไพล์ (Spun Micro Pile) ที่เป็นเสาเข็มแบบกลม และเสาเข็มแบบสี่เหลี่ยม ตรงกลางกลวง มีโครงเหล็กฝังอยู่ในเนื้อคอนกรีตโดยรอบ ผลิตโดยใช้กรรมวิธีการเหวี่ยงคอนกรีตในแบบหล่อ ซึ่งหมุนด้วยความเร็วสูง ทำให้เนื้อคอนกรีตมีความหนาแน่นสูง และเกิดรูกลมกลวงตรงกลางจากแรงเหวี่ยง จึงมีความหนาแน่น และแข็งแกร่งกว่าคอนกรีต ที่หล่อโดยวิธีธรรมดา เสาเข็มทั้ง 2 ชนิดนี้ สามารถรองรับน้ำหนัก ปลอดภัยได้ถึง  15-50 ตันต่อต้น (การรับน้ำหนักขึ้นอยู่กับขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของเสาเข็มและสภาพชั้นดินแต่ละพื้นที่) มีความหนาของเนื้อคอนกรีตอยู่ในช่วง 8 – 10 เซนติเมตร และมีความยาวอยู่ในช่วง 1.5 เมตร ซึ่งความยาวนี้สามารถเพิ่มได้โดยการนำเสามาเชื่อมต่อกัน เป็นที่นิยมในการต่อเติม เพราะคุณภาพมาตรฐานการผลิต รวมไปถึงปั้นจั่นตอกเสาเข็มขนาดเล็ก ที่สามารถเข้าไปทำการติดตั้งในพื้นที่แคบได้อย่างมีคุณภาพ สามารถทำงานหรือลำเลียงเข้าซอยแคบได้

โดยใช้วิธีการตอกเสาเข็มชนิดนี้ ด้วยปั้นจั่นแบบพิเศษ ลูกตุ้มมีน้ำหนัก 1.4 ตัน มีความยาวแนวราบ 3 เมตร และมีความสูง 3 เมตร ส่วนของความกว้างของปั่นจั่นมีความกว้างเพียงแค่ 1 เมตรเท่านั้น จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะเข้าทำงานในพื้นที่จำกัดได้โดยสะดวก เหมาะกับการต่อเติมบ้าน แก้ไขปัญหาอาคารทรุด ปรับปรุงโรงงาน ที่ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะทางเสียง สามารถตอกเสาเข็มชิดกำแพงหรือผนังบ้านได้ และไม่ทำให้โครงสร้างเดิมแตกร้าว หรือสั่นสะเทือนขณะที่ตอก ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง นวัตกรรมนี้จึงเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายทั้งหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาจะต้องทำงานและควบคุมโดยทีมช่างผู้ชำนาญการ ผ่านการอบรมการตอกเสาเข็มสปันไมโครไพล์ พร้อมทั้งรับประกันผลงาน 7 ปี (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด) และรับประกันความเสียหายจากการตอก (เงื่อนไขเป็นไปตามที่กรมธรรม์กำหนด)

สำหรับผู้มีปัญหาเรื่องการต่อเติมด้านโครงสร้างระบบฐานราก ปรึกษาได้ที่โทรศัพท์ 02 156 9804 หรือ http://www.bhumisiam.com

ส่งเสริมลงทุนหัวเว่ย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) (คนซ้าย) ร่วมพิธี มอบบัตรส่งเสริมการลงทุนแก่บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี Mr. Wu Weitao ประธานบริหารหัวเว่ย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นผู้รับมอบ และ ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นสักขีพยาน  สำหรับบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทแรกที่เปิดให้บริการคลาวด์เซอร์วิสในไทยพร้อมกับการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบครบวงจร โดยมีการลงทุนในตลาดไทยจำนวน 700 ล้านบาท