“Yves Rocher (อีฟ โรเช่)” สู้ศึกไลฟ์ ดิสรัปชั่นหลังโควิด

“Yves Rocher (อีฟ โรเช่)” สู้ศึกไลฟ์ ดิสรัปชั่นหลังโควิด ทรานส์ฟอร์มธุรกิจโมเดล ย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ความงามอันดับ 1 จากฝรั่งเศส เจาะกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่

Yves Rocher (อีฟ โรเช่) แบรนด์ความงามอันดับ 1 จากประเทศฝรั่งเศส เปิดแผนทรานส์ฟอร์มธุรกิจ โชว์หมัดเด็ดดึง CRM เป็นจุดแข็งรักษาลูกค้าเก่าและต่อยอดขยายฐานลูกค้าคนรุ่นใหม่ สร้างประสบการณ์การช้อปแบบไร้รอยต่อรับมือ ยุคไลฟ์ ดิสรัปชั่น ด้วยกลยุทธ์ Omni-Channel (ออมนิ ชาแนล) เชื่อมโยงช่องทางการขายให้กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงสินค้าได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านแพลตฟอร์มทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ตอบโจทย์นิว นอร์มอล พร้อมเน้นย้ำจุดยืน “สวยโลกไม่เสีย” สะท้อนภาพลักษณ์แบรนด์บิวตี้ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

คุณวิลาสินี ภาณุรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด อีฟ โรเช่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าหลังการรีแบรนดิ้งและทรานส์ฟอร์มบริษัทเป็นครั้งแรกในรอบ 23 ปีในไทยเมื่อช่วงต้น 2020 ที่ผ่านมาเพื่อปรับตัวและภาพลักษณ์ให้ทันสมัยให้ดึงดูดและและสร้างความตระหนักรู้ของคนรุ่นใหม่ยุคดิจิตอลเอจให้มากขึ้น ด้วยการเปลี่ยนลักษณะแบบแผนการทำการสื่อสาร และมีการขยายทีมงานรุ่นใหม่ให้ทันกับ Digital Disruption (ดิจิทัล ดิสรัปชั่น) ขึ้นถึง 5 เท่า และหลังจากผ่านไปเพียง 1 เดือนภายใต้แผนใหม่นี้ อีฟ โรเช่ได้ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 บน Social Listening ที่วัด Share Of  Voice ส่วนแบ่งทางการรับรู้และ Engagement บนโลกออนไลน์ในกลุ่มสินค้าความงามและยังคงรักษาอันดับ 1 ได้จนถึงปัจจุบัน (YTD July) และในแง่ของยอดขายในไตรมาสแรกมีอัตราการเติบโตขึ้นถึง 27% (Volume Growth) และเพิ่มจำนวนลูกค้าได้ถึง 24% โดยมีลูกค้าใหม่เพิ่มมากขึ้นกว่า 30%

ล่าสุดหลังจากการเล็งเห็นไลฟ์ ดิสรัปชั่นที่ใหญ่และวงกว้างกว่าดิจิตอล ดิสรัปชั่นขึ้นไปอีก ซึ่งส่งผลกระทบถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ทาง อีฟ โรเช่ จึงได้เพิ่มปรับกลยุทธ์ในการทำการตลาดและช่องทางการจำหน่ายรวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในโมเดลใหม่ เพื่อให้องค์กรพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเน้นการใช้กลยุทธ์ Omni-Channel อย่างเต็มที่ เพื่อเชื่อมโยงทุกช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในตลาด โดยภายใต้โมเดลใหม่นี้ ลูกค้าจะสามารถมีทางเลือกในการติดต่อหรือเลือกซื้อสินค้ากับทางแบรนด์ ที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ รับกับรูปแบบ นิว นอร์มอลในปัจจุบัน ทั้งจากหน้าร้านที่มีอยู่กว่า 100 สาขา ทาง BA Commerce Hotline ทาง Line Official account ทาง Shop-in-shop บน Ecommerce partners (Lazada, Shopee, Konvy) และจากแพลตฟอร์มใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวเร็วๆ นี้ อย่าง Social Selling

ทั้งหมดนี้จะทำให้ทางแบรนด์ขยายศักยภาพและตลาด สามารถตอบสนองความต้องการในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใหม่อย่างกลุ่มดิจิทัลเนทีฟ อีกทั้งยังสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจแก่ลูกค้าปัจจุบัน ซึ่งมีแพทเทิร์นในการซื้อสินค้าที่เปลี่ยนไปหลังโควิด เพื่อกระตุ้นการซื้อสินค้าและเติมเต็มสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ตลอดจนสร้างความผูกพัน (Engagement) ทำให้เกิดการซื้อสินค้าซ้ำ โดยหลังจากเริ่มดำเนินการเฟสแรกในเดือน พ.ค.- ส.ค. ที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้ยอดขายเติบโตขึ้นถึง 50% และเพิ่มจำนวนลูกค้าได้ถึง 39% โดยมีลูกค้าใหม่เพิ่มมากขึ้นกว่า 60% แม้จะเพิ่งพ้นช่วงโควิดมา

หัวใจของการทำธุรกิจภายใต้โมเดลใหม่นี้จะอยู่ที่การบริหารดาต้าและการทำ CRM (Customer Relationship Management) เพื่อให้ Brand สามารถ Engage กับลูกค้าได้ถูกต้องแม่นยำตามความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม แต่ละคนตลอดทั้งกระบวนการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการของผู้บริโภค หรือ Consumer Journey โดยกลุ่มของลูกค้าของ อีฟ โรเช่ จะมีกลุ่มฐานลูกค้าเดิมที่เติบโตและอยู่กับแบรนด์มายาวนานเป็นลูกค้าเหนียวแน่นรักและใช้แบรนด์อย่างต่อเนื่อง มีประมาณ 300,000 คน อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 39 ปี ความต้องการและช่องทางการสื่อสารในการเข้าถึงของกลุ่มนี้ก็จะแตกต่างไปจากลูกค้าอีกกลุ่มที่ทางแบรนด์มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้การทำตลาดทางช่องทางออนไลน์ที่มากขึ้น เป็นกลุ่มดิจิทัลเนทีฟซึ่งโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี ซึ่งจะมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 25-31 ปี ซึ่งเราคาดว่าจะเพิ่มลูกค้าใหม่เป็น New Members นี้อีกประมาณ 100,000 คน ก่อนสิ้นปี 2020 และด้วยความต้องการที่แตกต่างของลูกค้าที่เรามี ทั้ง CRM และ Omni-Chanel จึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้ทั้งฐานลูกค้าเก่าและกลุ่มลูกค้าใหม่ได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากแบรนด์ไป

นอกจากการปรับโมเดลธุรกิจแล้ว อีฟ โรเช่ ยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างแบรนด์และผลิตภัณฑ์ที่มอบคุณค่าจากธรรมชาติสู่คนทั่วโลกตามเจตนารมณ์เดิมตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำธุรกิจ โดยเห็นได้จากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ความงามที่มีคุณสมบัติในการดูแลผิวพรรณและเส้นผมอย่างล้ำลึกด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ เป็น Vegan (วีแกน) 100% และมีขั้นตอนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ใหม่ ส่งผลให้ อีฟ โรเช่ เป็นแบรนด์ความงามที่มีความโดดเด่นแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ในตลาด การันตีด้วยรางวัลอันดับ 1 ในหมวด Beauty Brand, Personal Care Brand, Skincare Brand, Fragrance Brand, Makeup Brand และ Anti-Aging Care Brand จาก Kantar Worldpanel Beauty (กันตาร์ เวิลด์พาแนล บิวตี้) ในปี 2020 และยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นแบรนด์ที่เป็นที่ชื่นชอบที่สุดในโลก ครองอันดับ 1 ใน 37 ประเทศทั่วโลกจากการจัดอันดับโดย Cosmetify แพลตฟอร์มความงามระดับโลกในไตรมาสแรกของปี 2020 และเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในการจัดอันดับแบรนด์ที่มีคนค้นหามากที่สุดในโลกด้วยตัวเลขการค้นหา 2,000,000 ครั้งต่อเดือน

อีกทั้งปัจจุบัน อีฟ โรเช่ ยังจัดทำโครงการ Eco-Sustainability และแคมเปญ CSR เพื่อเป็นหนึ่งในกระบอกเสียงที่ช่วยสร้างความตระหนักให้กับทุกคนได้ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การปลูกต้นไม้ 100 ล้านต้นทั่วโลก ผ่านโครงการ Plant for The Planet คุณเปลี่ยนเราปลูก หรือการส่งมอบสิ่งของให้กับโรงพยาบาล และการมอบทุนสนับสนุนบุคคลที่ทำงานหรือกิจกรรมอันเป็นประโยชน์และช่วยพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อชุมชนและสังคม เรียกว่าเป็นการสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์ (Emotional Connection) จากแบรนด์สู่ลูกค้า และยังเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ความงามที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาตลอด 60 ปีอีกด้วย

Rate this item
(0 votes)

Page Visitor

011298059
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
42611
49016
145616
8039087
1179854
1507065
11298059
Your IP: 3.216.79.60
2020-11-24 19:33