Issue 040 May

PCS คว้ารางวัลยอดเยี่ยม 3 ปีซ้อน

PCS คว้ารางวัลยอดเยี่ยม 3 ปีซ้อน

PCS รับรางวัลสุดยอดบริษัทผู้ให้บริการบริหารจัดการและบำรุงรักษาอาคารยอดเยี่ยมประจำปี 2559 ติดต่อกันเป็นปีที่ 3  ตอกย้ำความสำเร็จการให้บริการครบวงจรที่มีคุณภาพตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี

คุณเซบัสเตียน พาวเวอร์ รองกรรมการผู้จัดการสายงานปฏิบัติการ บริษัท รักษาความปลอดภัย พีซีเอส และ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิสเซส จำกัด หรือ PCS ผู้ให้บริการบริหารจัดการอาคารแบบครบวงจรในเครือโอซีเอส กรุ๊ป ประเทศอังกฤษ เปิดเผยถึงว่า บริษัทได้รับรางวัลสุดยอดบริษัทผู้ให้บริการบริหารจัดการและบำรุงรักษาอาคารยอดเยี่ยมประจำปี 2559 หรือรางวัล 2016 Thailand Facilities Management Industry (Building Operations &Maintenance) Company of the Year

โดยรางวัลดังกล่าวได้รับในงานประกาศผลรางวัลระดับโลก 2016 Frost & Sullivan Thailand Excellence Awards ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ทั้งนี้ บริษัทได้รับรางวัลติดต่อกัน 3 ปีซ้อน (2557-2559) ซึ่งรางวัลนี้เป็นส่วนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการรักษามาตรฐานบริหารจัดการอาคารและคุณภาพการบริการในระดับสากล

“เราเข้าร่วมสมัครโครงการดังกล่าว โดยมีการเตรียมความพร้อม และมีการนำเสนอข้อมูลรูปแบบการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งความสำเร็จในปีที่ผ่านมาและการนำความสำเร็จไปต่อยอดมากขึ้น ซึ่งการเข้าร่วมในครั้งนี้ เราได้มีการบริหารงานอาคารอย่างมีมาตรฐานและครอบคลุมทุกๆ ด้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทางคณะกรรมการได้มีการพิจารณาผลการดำเนินงานของเราจึงทำให้เราได้รับรางวัลนี้มาอย่างต่อเนื่อง” คุณเซบัสเตียน พาวเวอร์ กล่าว

ส่วนจุดเด่นของ PCS คือ การให้บริการที่มีคุณภาพเป็นหลัก มุ่งเน้นในการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด อีกทั้ง บริษัทมีความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะต่างๆ และการดำเนินธุรกิจของลูกค้าได้อย่างคล่องตัว ปัจจุบัน บริษัทถือว่าเป็นผู้นำของตลาดที่มีคุณภาพและทำงานร่วมกับลูกมาอย่างยาวนาน

ในขณะเดียวกัน ด้วยความชำนาญและความเชี่ยวในเรื่องการบริการด้านการบริหารจัดการอาคารแบบครบวงจรและภายใต้การบริหารของโอซีเอส กรุ๊ป (OCS Group) ที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก บริษัทจึงได้มีการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาเป็นส่วนช่วยเสริมในการบริหารจัดการต่างๆ ให้เป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

PCS คว้ารางวัลยอดเยี่ยม 3 ปีซ้อน

คุณเซบัสเตียน พาวเวอร์ กล่าวต่อถึงเป้าผลประกอบการว่า ในปีนี้ บริษัทมีการปรับเป้าให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์สภาวะเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีการตั้งเป้าการเติบโตไว้ประมารณ 6 - 8% หรือมีเป้ารายได้ในปีนี้ประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งมีการพิจารณาจากสภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก

สำหรับเป้าหมายในระยะยาว บริษัทจะมุ่งเน้นในการผลักดันส่งเสริมแบรนด์ แคนอน ไฮยีน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเปิดตัวสินค้าใหม่และเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างแบรนด์ให้เติบโตเพิ่มขึ้นจากเดิม โดย แบรนด์แคนอน ไฮยีน เป็นแบรนด์ในเครือโอซีเอส ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านการบริการสุขอนามัยในห้องน้ำและมอบประสบการณ์ในห้องน้ำที่ดีให้กับลูกค้ามายาวนานกว่า 60 ปี ด้วยการบริการที่ครบวงจรและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่อุปกรณ์ฆ่าเชื้อและดับกลิ่นไปจนถึงการบริการกำจัดผ้าอนามัยอีกด้วย

PCS คว้ารางวัลยอดเยี่ยม 3 ปีซ้อน

ในส่วนของบริการรักษาความปลอดภัยนั้น บริษัทยังมีแผนที่จะพัฒนาด้านเทคโนโลยีให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้นและ นำเทคโนโลยีรุ่นใหม่มาให้บริการกับลูกค้า อาทิ กล้องวงจรปิด, ระบบควบคุมลานจอดรถ และระบบการควบคุมการ เข้า - ออกรถ เป็นต้น เพื่อรองรับการบริการที่มีมาตรฐานและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังเป็นการสร้างความประทับและความอุ่นใจให้กับลูกค้าของบริษัท

อีกทั้งจะมีการพัฒนาและนำเทคโนโลยีในการบริหารจัดการอาคารแบบครบวงจร (Total Facilities Management ; TFM) ซึ่งเป็นการบริหารจัดการอาคารแบบครบวงจรภายใต้แบรนด์จากบริษัทแม่คือ โอซีเอส กรุ๊ป ประกอบไปด้วย การบริหารจัดการอาคาร, ระบบรักษาความปลอดภัยที่ใช้ทั้งเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิก, การรักษาความปลอดภัยแบบเบ็ดเสร็จ โดยการประสานการทำงานระหว่างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกับระบบรักษาความปลอดภัยที่ทันสมัย

รวมทั้งการออกแบบและตกแต่งสวน การตรวจนับสินค้า การกำจัดแมลง การทำความสะอาด และระบบสุขอนามัยภัณฑ์ในห้องน้ำ การบริการอาหารและการจัดเลี้ยง และงานระบบน้ำประปาและไฟฟ้า เป็นต้น เพื่อเป็นการเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ และนำเสนอบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าครอบคลุมทุกประเภทธุรกิจไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน โรงพยาบาล สถานที่ราชการ กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม หรือห้างสรรพสินค้า

PCS คว้ารางวัลยอดเยี่ยม 3 ปีซ้อน

คุณเซบัสเตียน พาวเวอร์ กล่าวในตอนท้ายถึงพระราชบัญญัติธุรกิจรักษาความปลอดภัยใหม่ว่า โดยทุกบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัยจะต้องมีคุณสมบัติของพนักงานรักษาความปลอดภัยตามกฎหมายใหม่ อาทิ จะต้องมีสัญชาติไทยเท่านั้น อายุ 18 ขึ้นไป, จบการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 และไม่เคยมีประวัติจำคุกในคดีที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ร่างกาย เพศ ทรัพย์ การพนัน และยาเสพติด เป็นต้น

รวมทั้งต้องผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการรักษาความปลอดภัยจากสถานฝึกอบรมที่นายทะเบียนกลางรับรอง และจะต้องมีใบอนุญาต ซึ่งจะต้องต่ออายุทุก 3 ปี อีกทั้ง กฎหมายยังมีข้อกำหนดว่า เครื่องแบบ รปภ. จะต้องไม่เหมือนหรือคล้ายคลึงกับเครื่องแบบของทหาร ตำรวจ และเจ้าพนักงานผู้รักษาความสงบเรียบร้อย

โดยการปรับปรุงกฎหมายในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องดีในการสร้างมาตรฐานให้กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แต่อาจจะส่งผลกระทบต่อบริษัทขนาดเล็กอยู่บ้าง แต่บริษัทเป็นองค์กรขนาดใหญ่และมีความยืดหยุ่นจึงสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับการปรับปรุงกฎหมายในครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังเป็นโอกาสที่ดีในการขยายกลุ่มลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้นด้วย

โดยในระยะยาวการปรับปรุงกฎหมายนี้จะก่อให้เกิดโอกาสที่ดีให้บริษัทเป็นอย่างมาก แต่ในระยะสั้น จะเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายเป็นอย่างมาก ซึ่งบริษัทจะต้องติดตามการประกาศกฎกระทรวงประกอบพระราชบัญญัติฯ โดยจะต้องมาศึกษาและนำไปปรับใช้เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง

อนึ่ง บริษัท รักษาความปลอดภัย พีซีเอส และ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิสเซส จำกัด หรือ PCS เป็นบริษัทในเครือของโอซีเอส กรุ๊ป (OCS Group) จากประเทศอังกฤษ PCS เป็นผู้นำด้านการบริหารจัดการอาคารแบบครบวงจรมาตั้งแต่ปี 2510 มีประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจครบรอบ 49 ปี ให้บริการลูกค้าหลากหลายภาคธุรกิจกว่า 5,000 รายทั่วประเทศ

บริษัทได้ผ่านการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม หรือ ISO 14001 : 2004 ในส่วนกิจกรรมสำนักงาน ซึ่งสนับสนุนการให้บริการลูกค้าในด้านบริการทำความสะอาดบริการรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจร และผ่านการรับรองมาตรฐานระบบการบริหารจัดการ หรือ ISO 9001 : 2008 อีกด้วย

ด้านโอซีเอส กรุ๊ป (OCS Group) ผู้นำด้านการบริหารจัดการอาคารแบบครบวงจรจากประเทศอังกฤษ ที่มีเครือข่ายที่พร้อมให้บริการลูกค้าทั่วโลก อาทิ ประเทศไทย, อินเดีย, กัมพูชา, เวียดนาม, แอฟริกาใต้ และออสเตรเลีย เป็นต้น ซึ่งประเทศไทยถือว่าเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด มีจำนวนพนักงานกว่า 25,000 คน และมีชั่วโมงในการทำงานที่มากที่สุด โดยตลาดที่รองลงมาคือ ประเทศอินเดีย มีจำนวนพนักงานประมาณ 22,000-24,000 คน

คุณธานัท โฆวัฒนวินฑะ ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท ยันม่าร์ เอส.พี. จำกัด

ยันม่าร์รุกตลาดเต็มสูบ

ยันม่าร์ ส่ง  Yanmar Limited Edition Tractor X Manchester United EF514MU เขย่าตลาดเครื่องจักรกลการเกษตร หนุนขึ้นแท่นแบรนด์พรีเมียมอย่างชัดเจน คาดปิดการขาย 3,000 คันภายในสิ้นปีนี้ ตั้งเป้าโกยรายได้รวมปีนี้ 7,200 ลบ. พร้อมตอกย้ำความสำเร็จกว่า 4 ทศวรรษด้วยสินค้าคุณภาพและเทคโนโลยีที่ทันสมัย

คุณธานัท โฆวัฒนวินฑะ ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท ยันม่าร์ เอส.พี. จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัว Yanmar Limited Edition Tractor X Manchester United EF514MU รถแทรกเตอร์ที่มีชุดแต่งรอบคันเป็นสติ๊กเกอร์ทีมสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการสร้างความแตกต่างของProduct Design และ Brand Positioning ที่ชัดเจน ซึ่งที่ผ่านมาในอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรจะเน้นในเรื่องของโปรโมชั่นการลด แลก แจก แถม เป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเกษตรกรคนรุ่นใหม่ หรือ Smart Famer

“การที่เราจะทำสินค้าให้มีความแตกต่าง หรือฉีกแหวกแนวออกไป โดยไม่มุ่งไปที่การแข่งขันเรื่องราคา นอกจากในเรื่องของ Product Spec และ Product Design แล้ว Brand Positioning เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ยันม่าร์วางตัวเองเป็นพรีเมียมแบรนด์ แต่ยังไม่มีความชัดเจน และจากการที่เราเป็นพันธมิตรกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เราจึงดึงเอาจุดแข็งในส่วนนี้มาทำให้เป็น Brand Positioning ที่แตกต่างจากคู่แข่งทั่วไปในตลาดอย่างชัดเจน และมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างชัดเจนด้วยเช่นกัน จากเดิมที่เป็นกลุ่มชาวนา ชาวไร่ทั่วๆ ไป ก็จะยกระดับเป็นชาวนา ชาวไร่รุ่นใหม่ (Smart Famer) หรือผู้ที่มีรสนิยมชื่นชอบในแบรนด์พรีเมียม โดยรถแทรกเตอร์รุ่นใหม่นี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ เมื่อเราพูดถึง Product Spec ทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะมีภาพลักษ์ที่ดุเดือด คล่องแคล่ว ว่องไว เป็นแชมป์เปี้ยนตลอดกาล ซึ่งจะเชื่อมโยงกับตัวรถแทรกเตอร์ว่า เราเป็นเจ้าของทุกสนาม ไม่ว่าจะเป็นนาข้าว หรือนาพืชไร่ต่างๆ ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์ที่เราคิดขึ้นมาเพื่อสร้างความแตกต่างให้กับ Brand และ Product ในประเทศไทย ” คุณธานัท กล่าว

ด้านเป้ายอดขายของตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Yanmar Limited Edition Tractor X Manchester United EF514MU บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ประมาณ 200 ล้านบาท เนื่องจากรถแทรกเตอร์รุ่นนี้ทำการผลิตออกมาเพียงแค่ 3,000 คันเท่านั้น และได้เปิดตัวในประเทศไทยเป็นแห่งแรกของโลก รวมถึงลูกค้าที่ซื้อรถแทรกเตอร์รุ่นนี้ นับเป็นคนแรกของโลกเช่นกัน  ปัจจุบันมียอดจองจากตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศแล้วกว่า 1,000 คัน ซึ่งคาดว่าจะปิดการขายทั้งหมดภายในปี 2559 นี้

Yanmar Limited Edition Tractor X Manchester United EF514MU

คุณธานัท กล่าวต่อถึงเป้าผลประกอบการในปี 2559 ว่า บริษัทตั้งเป้าเติบโตขึ้นจากปี 2558 อีกประมาณ 30% หรือมีรายได้รวมประมาณ 7,200 ล้านบาท โดยจะเป็นยอดขายสินค้าทั้งในประเทศและส่งออก ประกอบด้วยยอดขายรถแทรกเตอร์ รวมถึงเครื่องจักรกลการเกษตรชนิดอื่นๆ เช่น รถไถนาเดินตาม, รถดำนา และรถขุดขนาดเล็ก เป็นต้น

ส่วนในปี 2560 บริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ออกสู่ตลาดอีกอย่างน้อย 2 รุ่น ซึ่งจะเป็นรถแทรกเตอร์โฉมใหม่ จากปัจจุบันที่บริษัทมีรถแทรกเตอร์จำหน่ายทั้งหมด 4 รุ่น รวมถึงจะเปิดตัวรถเกี่ยวนวดข้าวรูปโฉมใหม่และสเปกใหม่เช่นกัน เพื่อตอบโจทย์การใช้งานแบบผสมผสานทั้งงานในไร่และในนา ได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด

คุณธานัท กล่าวถึงความสำเร็จของยันม่าร์ในประเทศไทยที่ครองใจลูกค้ามายาวนานกว่า 40 ปี คือ สินค้าเครื่องจักรกลการเกษตรที่มีประสิทธิภาพ มีเทคโนโลยีที่เหมาะกับประเทศไทย คุ้มค่ากับการสร้างรายได้โดยทำให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมถึงจุดเด่นของยันม่าร์คือ เครื่องยนต์ที่มีพลังแรง ประหยัดน้ำมัน สามารถทำงานได้ติดต่อกันเป็นนานหลายชั่วโมง และทนต่อความร้อนได้เป็นอย่างดี ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่ง รวมถึงการช่วยลดต้นทุนในการผลิตให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี

คุณธานัท กล่าวปิดท้ายถึงสิ่งที่อยากฝากถึงลูกค้าว่า ควรจะรวบข้อมูลก่อนที่จะเลือกซื้อสินค้า และให้เลือกใช้เครื่องจักรกลการเกษตรที่ตรงต่อความต้องการใช้งาน ทั้งนี้ เมื่อลูกค้าเลือกใช้ยันม่าร์แล้ว สามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับสินค้าที่มีมาตรฐานและบริการหลังการขายที่ดี โดยปัจจุบัน มีตัวแทนจำหน่ายกว่า 60 ร้านค้าคลอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยจะดูแลในเรื่องงานขาย การบริการ และอะไหล่ และมีศูนย์บริการของบริษัทที่สนับสนุนตัวจำหน่ายกว่า 10 แห่งทั่วประเทศ อาทิ จังหวัดอุดรธานี, อุบลราชธานี, เชียงราย, พิษณุโลก, นครราชสีมา และนครสวรรค์ เป็นต้น

“ยันม่าร์ประเทศไทยมีนโยบายสนับสนุนตัวแทนจำหน่ายในด้านต่างๆ โดยมีศูนย์บริการของเราเอง 10แห่งทั่วประเทศ ซึ่งรวมถึงการอบรมให้ความรู้พัฒนาศักยภาพตัวแทนจำหน่าย บริการหลังการขายสินค้าทุกประเภท และเป็นจุดพักอะไหล่เพื่อสำหรับตอบสนองลูกค้าภายใน 24 ชั่วโมง เช่น เมื่อผู้รับเหมาไปรับจ้างเกี่ยวข้าวให้กับเกษตรกรแล้ว เกิดกรณีที่เครื่องยนต์รถเกี่ยวนวดข้าวประสบปัญหาเราจะมีทีมช่างเทคนิคเข้าไปดูแลแก้ปัญหาให้อย่างเร่งด่วน เพื่อให้รถเกี่ยวนวดข้าวสามารถทำงานได้ตามปกติ” คุณธานัท ล่าว

รพ.บางใหญ่พร้อมยกระดับการให้บริการ

รพ.บางใหญ่พร้อมยกระดับการให้บริการ

รพ.บางใหญ่ เดินหน้าก่อสร้างอาคารผู้ป่วยใหม่ 3 อาคาร ตั้งเป้ายกระดับเป็นโรงพยาบาลทั่วไป(M1) รองรับการเติบโตของชุมชน ผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้น และการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและครบวงจร

นายแพทย์ชูศักดิ์ วรงค์ชยกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางใหญ่ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัจจุบันจังหวัดนนทบุรีมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามวิสัยทัศน์การพัฒนาของผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี และในปี 2555 โรงพยาบาลบางใหญ่ได้รับมอบหมายจากทางกระทรวงสาธารณสุขให้เป็นโรงพยาบาลแม่ข่าย จึงทำให้สถานที่ไม่เพียงพอต่อการรองรับการใช้บริการของประชาชนในพื้นที่อำเภอบางใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง ตนจึงได้มีนโยบายในการขยายอาคารผู้ป่วย เพื่อรองรับการเติบโตและการขยายตัวของจังหวัดที่เพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้ระหว่างการก่อสร้างอาคารผู้ป่วย จำนวน 3 อาคาร ประกอบด้วย อาคารผู้ป่วยใน  2อาคาร และอาคารผู้ป่วยนอกและห้องผ่าตัด

สำหรับอาคารผู้ป่วยในทั้ง 2 อาคาร เริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2557 โดยอาคารผู้ป่วยใน ขนาด 114 เตียง ใช้งบก่อสร้างจากปีงบประมาณ 2553 จำนวน 53 ล้านบาท คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2559 ส่วนอาคารผู้ป่วยใน ขนาด 144 เตียง ใช้งบก่อสร้างจากปีงบประมาณ 2555 จำนวน 66 ล้านบาท คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนมกราคม 2560

ด้านการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอกและห้องผ่าตัด ใช้งบก่อสร้างจากปีงบประมาณ 2557 จำนวน 179 ล้านบาท โดยเริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อเดือนมกราคม 2558 ปัจจุบันมีความคืบหน้าโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 90% คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและบริษัทก่อสร้างจะส่งมอบงานให้กับทางโรงพยาบาลได้ในช่วงเดือนกันยายน 2559

สำหรับประโยชน์ที่จะได้รับจากการขยายอาคารผู้ป่วยดังกล่าว จะเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการได้ครบวงจร รวมทั้งเป้าหมายในการยกฐานะจากโรงพยาบาลแม่ข่าย (M2) ขึ้นเป็นโรงพยาบาลทั่วไป (M1) และรองรับการมาใช้บริการของประชาชนในพื้นที่และประชาชนที่มาทำงานในจังหวัดนนทบุรี โดยจะสามารถรองรับการเติบโตของชุมชนได้กว่า 10 ปี

“การได้รับงบสนับสนุนในการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยในครั้งนี้เป็นเพียงงบก่อสร้างอาคาร แต่ยังขาดงบสนับสนุนด้านเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ นอกจากการเสนอเรื่องของบประมาณจากกระทรวงฯ แล้ว ในเดือนสิงหาคมปีนี้ ทุกภาคส่วนของอำเภอบางใหญ่ยังได้เตรียมจัดงานทอดผ้าป่ามหากุศลเพื่อจัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์และเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษาอีกด้วย” นายแพทย์ชูศักดิ์ กล่าว

นายแพทย์ชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน โรงพยาบาลบางใหญ่มีผู้เข้ารับการรักษาและรับการบริการเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2558 ที่ผ่านมามีผู้เข้ารับการบริการและการรักษาทุกประเภท รวมกว่า 230,000 ครั้ง ซึ่งแบ่งออกเป็นวันราชการ (วันจันทร์-ศุกร์) ประมาณ 700 รายต่อวันและวันหยุด (คลีนิกพิเศษวันเสาร์-อาทิตย์) ประมาณ 250-300 รายต่อวัน ทั้งนี้ หลังจาก 3 อาคารก่อสร้างแล้วเสร็จ คาดว่าจะมีผู้เข้ารับการบริการในวันราชการเพิ่มเป็น 1,200 คนต่อวัน

รพ.บางใหญ่พร้อมยกระดับการให้บริการ

ส่วนแผนงานลำดับต่อไป โรงพยาบาลเตรียมจะก่อสร้างอาคารสนับสนุนการบริการ เช่น ซักฟอกจ่ายกลาง งบประมาณในการดำเนินการ  42 ล้านบาท โดยจะเป็นงบประมาณปี 2560  คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในต้นปี 2560 และอาคารจอดรถ  300 คัน งบประมาณในการดำเนินการ 37 ล้านบาท รวมถึงการก่อสร้างบ้านพักบุคลากร 96 ยูนิต ซึ่งจะรองรับเจ้าหน้าที่ได้ 192 คน ส่วนในระยะยาว มีแผนจะก่อสร้างอาคารรองรับผู้ป่วยเพิ่ม ขนาดความสูงไม่ต่ำกว่า 10 ชั้น จำนวน 150 เตียง คาดว่าจะใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 700 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในอนาคตเมื่อโรงพยาบาลบางใหญ่ได้รับการยกระดับขึ้นเป็นโรงพยาบาลทั่วไปแล้ว ตนมีวิสัยทัศน์ที่จะขอพระราชทานนามโรงพยาบาลใหม่ เพื่อให้มีความเหมาะสมกับโรงพยาบาลและเพื่อเป็นสิริมงคลแก่บุคลากรและผู้ที่เข้าใช้บริการต่อไป

“ซี.พี.แลนด์” ทุ่มหมื่นลบ. ลุยตลาดอสังหาฯ

ซี.พี.แลนด์ เผยแผนปี 59 อัดเงินลงทุนอีก 10,000 ลบ. ลุยพัฒนาอสังหาฯ ให้ครอบคลุมทุกธุรกิจ เดินหน้าขยายธุรกิจเนรมิตโครงการพาร์ค คอนโด ดรีม นครราชสีมาตอบโจทย์ชีวิตทันสมัยใจกลางเมืองโคราช

“ซี.พี.แลนด์” ทุ่มหมื่นลบ. ลุยตลาดอสังหาฯ

คุณสุนทร อรุณานนท์ชัย ประธานคณะผู้บริหาร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPLAND เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในปี 2559-2561 บริษัทเตรียมลงทุนเพิ่ม 10,000 ล้านบาท ในโครงการคอนโดมิเนียม โรงแรม คลังสินค้า สำนักงานให้เช่า นิคมอุตสาหกรรมสีเขียว ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเฉพาะหัวเมืองใหญ่ๆ เช่น ขอนแก่น, อุดรธานี และตาก เป็นต้น เพื่อเป็นการรองรับการขยายตัวของธุรกิจและรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC

“ในการลงทุนของ ซี.พี.แลนด์ มีเป้าหมายในการรักษาสมดุลรายได้ เพื่อให้มีรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ โดยสัดส่วนของที่มาของรายได้นั้น 50 % จะมาจากธุรกิจอสังหาฯ เพื่อบริการและเช่า ที่เหลือ 50 % จะเป็นรายได้ที่มาจาการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย โดยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพื่อบริการและเช่านั้น มีทั้งโรงแรมและอาคารสำนักงาน ที่มีพื้นที่เช่าทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดรวมกว่า 85,000 ตารางเมตร ในขณะเดียวกันอยู่ระหว่างดำเนินการพัฒนาอาคารสำนักงาน ซี.พี.ทาวน์เวอร์ นอร์ทปาร์ค กรุงเทพ พื้นที่ใช้สอยรวม 40,000 ตารางเมตร มูลค่า 1,000 ล้านบาท” คุณสุนทร กล่าว

ส่วนธุรกิจโรงแรม ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจโรงแรมทั้งที่อยู่ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดทั้งหมด 13 โรงแรม ในจำนวนนี้มีโรงแรมที่จะเปิดให้บริการในสิ้นปี 2559 ได้แก่ โรงแรมฟอร์จูนดี แมสอด ส่วนที่จะเปิดในปี 2560 อีก 3 แห่ง คือ โรงแรมฟอร์จูนดี ที่เขาใหญ่, โรงแรมฟอร์จูนดี บุรีรัมย์ และโรงแรม ฟอร์จูนดี เลย ทั้งนี้ ธุรกิจอสังหาฯ เพื่อขายนั้นจะมีทั้งที่อยู่อาศัยแนวราบและแนวสูง โดยในปี 2559 มีแผนจะเปิดคอนโด 16 อาคาร และในปี 2559 จะมีรายได้จากการโอนให้ลูกค้าเข้ามาประมาณ 3,500 ล้านบาท

“ซี.พี.แลนด์” ทุ่มหมื่นลบ. ลุยตลาดอสังหาฯ

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนลงทุนโครงการศูนย์ประชุมและแสดงสินค้าในจังหวัดขอนแก่น บนพื้นที่กว่า 26 ไร่ ใช้งบลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท กำหนดแล้วเสร็จพร้อมเปิดใช้กลางปี 2560 ในขณะเดียวกัน ได้มีการศึกษาลงทุนศูนย์ประชุมฯ ในอีก 2 จังหวัด คือ สุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช คาดว่าคงจะเริ่มในอีก 2 ปีข้างหน้า อีกทั้งยังลงทุนพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ซี.พี. ในจังหวัดระยอง พื้นที่กว่า 3,068 ไร่ มูลค่ารวมกว่า 7,000 ล้านบาท แบ่งการพัฒนาออกเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมกว่า 2,244 ไร่ พื้นที่พาณิชยกรรม 112 ไร่ พื้นที่ระบบสาธารณูปโภค 401 ไร่ และพื้นที่สีเขียวกว่า 309 ไร่

อนึ่ง บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจครบรอบ 33 ปีแห่งความสำเร็จในปี 2559 โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ให้บริการพัฒนาโครงการต่างๆ และให้เช่าพื้นที่ประกอบธุรกิจอย่างมากมาย ล่าสุดบริษัทอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการพาร์ค คอนโด ดรีม นครราชสีมา โดยเริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อปลายเดือนเมษายน 2559 ที่ผ่านมา คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงกลางปี 2560

โครงการพาร์ค คอนโด ดรีม นครราชสีมาเป็นคอนโดมิเนียม Low Rise สูง 8 ชั้น จำนวน 227 ยูนิต ประกอบด้วย ห้องพักอาศัย จำนวน 225 ยูนิต ขนาดพื้นที่ใช้สอย 28, 31, 35 และ 38 ตารางเมตรและร้านค้า จำนวน 2 ยูนิต มีพื้นที่จอดรถประมาณ 80 คัน ภายในโครงการยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน อาทิ สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ พร้อมสวนสวย สไตล์ทรอปิคอลโมเดิร์น, ลิฟท์โดยสาร, คีย์การ์ด และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เป็นต้น

นอกจากนี้ โครงการยังมีจุดเด่นในเรื่องทำเลที่ตั้งที่ติดถนนมิตรภาพ ย่านการค้าขาย สถาบันการเงิน และใกล้สถานที่ราชการ มีรูปลักษณ์อาคารที่ทันสมัย โปร่งโล่ง พร้อมสระว่ายน้ำแยกอาคาร ซึ่งจะตอบโจทย์ชีวิตทันสมัยใจกลางเมืองพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน รวมทั้งยังมีราคาที่คุ้มค่า เพื่อลงทุนในการปล่อยเช่าสามารถรองรับการเติบโตของพื้นที่ในอนาคตได้เป็นอย่างดี

Page Visitor

015160918
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
39242
52723
444898
11437843
1528676
1988039
15160918
Your IP: 3.232.96.22
2021-01-23 16:52