Issue 043 Aug

คุณธีรยุทธ คงศิริรัตน์ Human Resources Manager บริษัท อาซาฮี เทค อลูมีเนียม (ประเทศไทย) จำกัด

“อาซาฮี เทค อลูมีเนียม” คว้ารางวัล CSR-DIW Continuous Award

อาซาฮี เทค อลูมีเนียม ตอกย้ำนโยบายคุณภาพของผู้บริหาร รับรางวัล CSR-DIW Continuous Award ประจำปี 2559 ต่อเนื่องเป็นปีที่  4การันตีโรงงานที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ลั่นปีหน้าพร้อมเข้าร่วมโครงการอีกครั้ง มั่นใจผ่านฉลุย

คุณธีรยุทธ คงศิริรัตน์ Human Resources Manager บริษัท อาซาฮี เทค อลูมีเนียม (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือ Asahi Tec Group ประเทศญี่ปุ่น ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ชั้นนำ เปิดเผยว่า บริษัทได้รับรางวัล CSR-DIW Continuous Award ประจำปี 2559 จากกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยในปีแรกได้รับรางวัล CSR-DIW และหลังจากนั้นได้รับรางวัล CSR-DIW Continuous Award ติดต่อกัน 4 ปีซ้อน

ส่วนนโยบายในการเข้าร่วมการรับรางวัลดังกล่าว บริษัทได้ยึดหลักและดำเนินการตามนโยบายของผู้บริหารในการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR อย่างเข้มงวด ด้วยการมอบหมายนโยบายดังกล่าวส่งต่อไปยังพนักงานทุกคนในองค์กรให้นำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือ สนับสนุน และส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในชุมชนโดยรอบของบริษัท ซึ่งได้มีการจัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

“ปีนี้เราได้รับรางวัลรางวัล CSR-DIW Continuous Award ต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 4 แล้ว โดยผู้บริหารมองเห็นว่า การที่จะอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน ต้องให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR เป็นอย่างมาก จึงได้ส่งต่อนโยบายและแผนในการดำเนินงานต่างๆ ไปยังพนักงานของบริษัทนำไปปฏิบัติ ซึ่งภาพรวมของการดำเนินงานที่ผ่านมาก็ถือว่าได้รับความร่วมมือจากพนักงานทุกคนเป็นอย่างดี” คุณธีรยุทธ กล่าว

สำหรับรางวัลดังกล่าวจะส่งผลดีต่อองค์กร โดยจะก่อให้เกิดความภาคภูมิใจต่อพนักงานและทำให้มีขวัญและกำลังใจในการทำงาน และทำให้พนักงานตระหนักถึงการทำกิจกรรมเพื่อสังคมและการมีส่วนร่วมกับองค์กรมากขึ้น ส่วนด้านภายนอกองค์กร รางวัลดังกล่าวจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้องค์กรต่อลูกค้าและชุมชนที่อยู่พื้นที่ใกล้เคียงกับบริษัท รวมทั้งทำให้องค์กรเป็นที่รู้จักต่อชุมชนและสังคมมากขึ้นอีกด้วย

“การทำกิจกรรม CSR นอกจากจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับเราแล้ว ยังทำให้ชุมชนรู้จักสินค้าของเรามากขึ้น นอกจากนี้เรายังตระหนักดีว่าเราใช้ทรัพยากรจากชุมชนและมีรายได้มาจากชุมชน เราจึงอยากคืนกำไรให้กับสังคมด้วยการผลักดันให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง

โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม CSR กับชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงบริษัทอยู่เสมอและหลากหลายกิจกรรม เช่น กิจกรรมการปลูกป่าชายเลน และกิจกรรมอบรมให้ความรู้กับเด็กนักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนพื้นที่ใกล้เคียง เป็นต้น” คุณธีรยุทธ กล่าว

“อาซาฮี เทค อลูมีเนียม” คว้ารางวัล CSR-DIW Continuous Award

สำหรับในปีถัดไปบริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะเข้าร่วมในการรับรางวัล CSR-DIW Continuous Award โดยบริษัทมีแผนที่จะพัฒนาและปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้นอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้บริษัทจะยังคงมุ่งมั่นในนโยบายการทำกิจกรรมเพื่อสังคมและได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานจากผู้บริหารอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทมีความมั่นใจว่าจะได้รับรางวัลนี้อย่างแน่นอน

คุณธีรยุทธ กล่าวปิดท้ายถึงสิ่งที่อยากจะฝากกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมหรือ CSR ว่า ขอเชิญชวนผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ ทั่วประเทศมาร่วมกันคืนกำไรสู่สังคม ซึ่งการทำกิจกรรมเพื่อสังคมนอกจากจะมีข้อดีในด้านการทำให้องค์กรเป็นที่รู้จักต่อสาธารณชนมากขึ้นแล้ว ยังเป็น การเปิดโอกาสให้องค์กรได้มีการพัฒนาก้าวสู่ระดับสากล รวมทั้งเป็นการช่วยเหลือสังคมอีกด้วย

นอกจากนี้ อยากจะให้ภาครัฐประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับเรื่อง CSR ให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น ซึ่งในปัจจุบันการรับรู้ยังไม่กว้างมากพอ และส่วนใหญ่จะอยู่เฉพาะกลุ่มบริษัทที่เป็นบริษัทใหญ่ ๆ บริษัทกลาง ๆ ส่วนบริษัทขนาดเล็ก อาจจะยังไม่สามารถทำโครงการ ซึ่งจะต้องได้รับการมีการสนับสนุนจากภาครัฐในการดำเนินการ

“อาซาฮี เทค อลูมีเนียม” คว้ารางวัล CSR-DIW Continuous Award

คุณสามารถ คงล้อมญาติ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท รอซโซ่ จำกัด

“รอซโซ่” เปิดแผนธุรกิจหนุนยอดขายพุ่ง 700 ลบ.

รอซโซ่เผยปีนี้ เดินหน้าหาช่องทางตลาดใหม่ๆ บวกขยายตลาดในต่างประเทศเพิ่ม ดันแบรนด์ “รอซโซ่ เลดี้ (Rosso Lady)” ทำตลาด ตปท. เล็งปลายปี 59 ผุด “รอซโซ่ คิดส์ (Rosso Kids)” รับตลาดเด็ก พร้อมตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 700 ลบ. มั่นใจปี 60 ยอดขายทะลุ 1พันลบ. แน่นอน

คุณสามารถ คงล้อมญาติ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท รอซโซ่ จำกัด ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายชุดชั้นในชาย (Men's Underwear) ภายใต้แบรนด์ “รอซโซ่ (Rozzo)” และ “แอปเปิ้ล (Apple)” เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนการขยายตลาดออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.การทำตลาดในช่องทางใหม่ๆ และ 2.การขยายตลาดในต่างประเทศ

สำหรับช่องทางการทำตลาดใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดบริษัทได้มีการพัฒนานวัตกรรมสินค้าเพื่อให้สามารถตอบโจทย์การใช้งานของสุภาพสตรี โดยการแตกไลน์การผลิตชุดชั้นในสำหรับสตรี จำหน่ายภายใต้แบรนด์ “รอซโซ่ เลดี้ (Rosso Lady)” ซึ่งก่อนหน้าได้ได้มีการจำหน่ายและทำตลาดแล้วในตลาดต่างประเทศ อาทิ กัมพูชาและเวียดนาม จำกัด

“จากเดิมที่การผลิตและจำหน่ายชุดชั้นในชายเพียงอย่างเดียว เราได้เริ่มมีการแตกไลน์การผลิตและจำหน่ายในส่วนของชุดชั้นในสตรี และได้ทำตลาดในต่างประเทศ โดยมีฐานลูกค้าที่มีความเชื่อมั่นในคุณภาพของแบรนด์รอซโซ่จากประเทศไทย ดังนั้น เราจึงได้ใช้แบรนด์ “รอซโซ่ เลดี้ (Rosso Lady)” เพื่อให้ลูกค้าทราบว่าเป็นสินค้าคุณภาพภายใต้แบรนด์รอซโซ่เช่นเดียวกันและมีกระแสตอบรับทางการตลาดที่รวดเร็ว

รวมทั้ง ยังมีการวางแผนที่จะนำผลิตภัณฑ์ชุดใช้ในสตรีเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย โดยคาดว่าจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงไตรมาสสุดท้ายหรือช่วงปลายปี 2559 อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการกำหนดชื่อแบรนด์ที่ชัดเจน สำหรับการใช้ทำตลาดในประเทศ” คุณสามารถ กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนผลิตชุดชั้นในสำหรับเด็ก โดยจะจำหน่ายในช่วงไตรมาสที่ 4/2559 ซึ่งจะเป็นช่วงเปิดเทอมของเด็กนักเรียนและเป็นซีซั่นการขาย ซึ่งจะจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “รอซโซ่ คิดส์ (Rosso Kids)” คาดว่าระยะแรกจะทำตลาดภายในประเทศเป็นหลัก หลังจากนั้นจึงขยายตลาดในต่างประเทศต่อไป

ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีแผนที่จะปิดร้านค้าขนาดเล็ก (Small Shop) และบูธขายสินค้า (Kiosk) โดยมีการตั้งเป้าหมาย 50 จุดทั่วประเทศ และภายในปี 2560 บริษัทตั้งเป้าขยายให้เพิ่มเป็น 100 จุดทั่วประเทศ ภายใต้บริหารงานของบริษัทเอง และเมื่อมีกระแสตอบรับดีต่อเนื่อง บริษัทจะดำเนินการขายแฟรนไชส์ต่อไป

“รอซโซ่” เปิดแผนธุรกิจหนุนยอดขายพุ่ง 700 ลบ.

สำหรับการขยายตลาดในต่างประเทศ บริษัทได้ดำเนินการมาแล้วกว่า 10 ปี และตลาดแรกที่บริษัทเริ่มดำเนินการขยายตลาด คือ ประเทศเวียดนาม โดยมีการจัดตั้งสำนักงานที่เมืองโฮจิมิน เพื่อเป็นศูนย์กระจายสินค้าและมีร้านค้ากว่า 500 ร้านค้ารองรับการกระจายสินค้าทั้งหมด และล่าสุดเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาได้มีจัดตั้งสำนักงานย่อยที่เมืองฮานอย เพื่อให้ครอบคลุมในการจำหน่ายทั้งตอนบนและตอนล่างของประเทศเวียดนาม

โดยบริษัทได้เล็งเห็นถึงความสะดวกในเรื่องของโลจิสติกส์และตลาดมีช่องทางในการเติบโตได้เป็นอย่างดี ซึ่งนอกจากเวียดนามแล้วยังมีประเทศที่น่าสนใจในกลุ่ม CLM จึงได้มีการขยายตลาดในประเทศสปป.ลาว กัมพูชา และเมียนมาร์ตามลำดับ รวมทั้งยังมีแผนบุกตลาดประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ที่อยู่ระหว่างการเจรจาทางธุรกิจ เพื่อเป็นการเพิ่มตลาดและช่องทางการจำหน่ายให้มีขนาดใหญ่เพิ่มมากขึ้นด้วย

ด้านยอดขายในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าที่ 700 ล้านบาท ทั้งในส่วนของชุดชั้นในชายและชุดชั้นในสตรี โดยมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศ 15% และอีก 85% เป็นสัดส่วนรายได้จากในประเทศ ซึ่งเป้ายอดขายดังกล่าวโตเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่ผ่านมาประมาณ 20% และจากแผนการดำเนินการต่างๆ จะส่งผลให้รายได้ในปี 2560 จะมียอดขายสูงเกิน 1,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน

“รอซโซ่” เปิดแผนธุรกิจหนุนยอดขายพุ่ง 700 ลบ.

คุณธนาวัฒน์ วิทูรปกรณ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสเทิร์น โพลีแพค จำกัด หรือ EPP

“EPP” คว้ารางวัล CSR-DIW ต่อเนื่อง 7 ปีซ้อน

EPP รับรางวัล CSR-DIW ประจำปี 2559 ในกลุ่ม CSR-DIW Continuous ต่อเนื่อง 7 ปีซ้อน ตอกย้ำความสำเร็จในการดำเนินกิจกรรมครอบคลุมทั้ง 7 หัวข้อหลักของ CSR ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คุณธนาวัฒน์ วิทูรปกรณ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสเทิร์น โพลีแพค จำกัด หรือ EPP ผู้นำในการผลิตถ้วยน้ำพลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติก เปิดเผยว่า บริษัทได้รับรางวัล CSR-DIW Awards ประจำปี 2559 ในกลุ่มของ CSR-DIW Continuous ซึ่งรางวัลดังกล่าวเป็นรางวัลที่บริษัทได้รับมาอย่างต่อเนื่อง 7 ปีซ้อน (2553 - 2559) ภายหลังจากการรับรางวัลกลุ่ม CSR-DIW ในปี 2552 ที่ผ่านมา

สำหรับรางวัลดังกล่าวจัดขึ้นตามโครงการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมีความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility, Department of Industrial Works : CSR-DIW) ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทุกภาคส่วน

โดยมีการแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 CSR-DIW คือ การดำเนินตามมาตรฐาน CSR-DIW ทั้ง 7 หัวข้อหลักและมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด, กลุ่มที่ 2 Pre CSR-DIW คือ กลุ่มที่สนใจเรียนรู้การดำเนินงานตามมาตรฐาน CSR-DIW ทั้ง 7 หัวข้อหลักเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับปีต่อไป และมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนด และกลุ่มที่ 3 CSR-DIW Continuous คือ โรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับเกียรติบัตร CSR-DIW จากกรมโรงงานอุตสาหกรรมและมุ่งมั่นแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง

โดยรางวัลดังกล่าวนับเป็นความภาคภูมิใจขององค์กร เพราะจากความรวมมือร่วมใจของพนักงานทุกคน และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้โครงการนี้บรรลุผลสำเร็จคือวิสัยทัศน์และการสนับสนุนของผู้บริหารในทุกๆ ด้าน ซึ่งส่งผลให้บริษัทได้รับรางวัล CSR-DIW มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงบริษัทได้มีการดำเนินงานต่างๆ ที่ครอบคลุมทั้ง 7 หัวข้อหลักของ CSR ทั้งหมด ทั้งในส่วนของการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดี มีความโปร่งใสและมีความมุ่งมั่นในการต่อต้านการทุจริตอย่างชัดเจน ซึ่งบริษัทได้ผ่านการรับรองตามโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC)

ประกอบกับ การบริหารจัดการและการดูแลสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทยังได้รับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ในระดับ 4 และได้รับฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) รวมทั้ง ยังได้รับมาตรฐานแรงงานไทย (มรท. 8001) จากสำนักพัฒนามาตรฐานแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

“นอกจากการดำเนินการในส่วนภายในองค์กร มาตรฐาน และสิ่งแวดล้อมแล้ว เรายังมีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในส่วนของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัท ทั้งในเรื่องของพนักงาน ชุมชนโดยรอบ และสาธารณกุศลต่างๆ ที่เราได้ทำมาตั้งแต่ปี 2544 ซึ่งในการประกวดรางวัลครั้งนี้ เราเพียงแต่รวบรวมข้อมูลกิจกรรมทั้งหมดที่เราได้ทำมาโดยตลอดและนำเสนอต่อ กรอ. จึงทำให้เราได้รับรางวัลดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง

โดยการทำกิจกรรม CSR ที่ผ่านมา เรามุ่งมั่นและตั้งใจที่จะทำอย่างเต็มความสามารถในการมีส่วนร่วมแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเรามองว่ารางวัลที่ได้รับเป็นผลพลอยได้ รวมทั้งเป็นสิ่งที่จะช่วยประชาสัมพันธ์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราได้ผ่านการการันตีผลการดำเนินงานจาก กรอ. ด้วย” คุณธนาวัฒน์ กล่าว

คุณธนาวัฒน์ กล่าวต่อถึงสิ่งที่อยากจะฝากผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่อยากจะเข้าร่วมประกวดรางวัล CSR-DIW ว่า การเข้าร่วมประกวดรางวัล CSR-DIW ไม่มีความยุ่งยากอย่างตามที่หลายๆ องค์กรได้มีการคาดการณ์ไว้ เนื่องจากการเข้าร่วมประกวดจะมีทีมงานที่เป็นที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำอยู่เสมอ รวมทั้ง เกณฑ์กำหนดต่างๆ ของ CSR-DIW เป็นข้อกำหนดพื้นฐานที่แต่ละบริษัทดำเนินการเป็นมาตรฐานอยู่แล้ว

“การร่วมโครงการประกวดรางวัล CSR-DIW ไม่มีความยุ่งยากอย่างที่คิด เนื่องจากมีทีมที่ปรึกษา (Coaching) ของโครงการคอยให้คำแนะนำ ส่วนเรื่องเกณฑ์การตัดสินส่วนใหญ่ก็คือ มาตรฐานต่างๆ ที่ทุกองค์กรดำเนินการอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการองค์กรภายใต้หลักธรรมาภิบาล ด้านแรงงาน และด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนมีกฎหมายและกฎระเบียบที่ครอบคลุมและทุกองค์กรต้องปฏิบัติ จึงอยากให้ทุกองค์กรได้มีส่วนร่วมในโครงการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและการันตีประสิทธิผลในการดำเนินงานได้เป็นอย่างดี” คุณธนาวัฒน์ กล่าว

“EPP” คว้ารางวัล CSR-DIW ต่อเนื่อง 7 ปีซ้อน

คุณปนิษฐา บุรี กรรมการผู้จัดการ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค

“กลุ่มภิรัชบุรี” เนรมิตไบเทคเฟส 2

กลุ่มภิรัชบุรี เดินหน้าธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทุ่มเม็ดเงิน 6 พันลบ. ผุด ไบเทค เฟส 2 มีพื้นที่รองรับการจัดงานนิทรรศการและงานแสดงสินค้ากว่า 70,000 ตร.ม. บวกสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายตอบโจทย์ผู้จัดงาน พร้อมอาคาร สนง. เกรดเอ “ภิรัชทาวเวอร์ แอท ไบเทค” ตอกย้ำจุดเด่นการเดินทางสะดวกสบายใกล้บีทีเอสและทางด่วนบางนา

คุณปนิษฐา บุรี กรรมการผู้จัดการ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค หนึ่งในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มภิรัชบุรี เปิดเผยถึงการดำเนินการก่อสร้างโครงการส่วนขยายไบเทค หรือ ไบเทคเฟส 2 ว่า ในการขยายเฟสใหม่จะสามารถรองรับการจัดงานต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ ทั้งในส่วนของงานเดิมที่เคยจัดและงานใหม่ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยใช้งบลงทุนรวมมากถึง 6,000 ล้านบาท

สำหรับการขยายเฟส 2 ในครั้งนี้ จะก่อให้เกิดพื้นที่สำหรับการจัดงานเพิ่มขึ้น 38,000 ตารางเมตร ซึ่งพื้นที่สำหรับการจัดงานเดิมมีพื้นที่เพียง 32,000 ตารางเมตร ทั้งนี้ เมื่อโครงการส่วนขยายแล้วเสร็จ จะทำให้ไบเทคจะมีพื้นที่รองรับการจัดงานนิทรรศการและงานแสดงสินค้ามากถึง 70,000 ตารางเมตร และยังเป็นปัจจัยสำคัญที่เข้ามาช่วยรองรับการจัดงานระดับประเทศและนานาชาติเพิ่มมากขึ้นด้วย

นอกจากการขยายพื้นที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคที่จะเปิดให้บริการในเดือนพฤศจิกายน 2559 ที่จะถึงนี้แล้ว ทางกลุ่มภิรัชบุรียังมีในส่วนของการก่อสร้างอาคารภิรัชทาวเวอร์ แอท ไบเทค ออฟฟิศสำนักงานให้เช่าเกรด A แห่งแรกย่านกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก เป็นสำนักงานให้เช่าสำหรับลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงบริษัทอุตสาหกรรมการผลิต สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายโดยเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีบางนา คาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2560

“ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นช่วงที่ดีมากสำหรับกลุ่มภิรัชบุรี เนื่องจากเรามีโปรเจคใหญ่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยงานแรกที่จะใช้พื้นที่ส่วนขยาย คือ งาน The Grand METALEX 2016 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-26 พฤศจิกายน 2559 และใช้พื้นที่การจัดงานเต็มพื้นที่กว่า 70,000 ตารางเมตร

นอกจากในส่วนของอาคารภิรัชทาวเวอร์ แอท เอ็มควอเทียร์ ซึ่งถือว่าเป็น Flagship Office Building Grad A ใจกลางเมือง บนพื้นที่ 12 ไร่ และคาดว่าจะเป็นที่ดินผืนสุดท้ายที่ติดบีทีเอส สถานีพร้อมพงษ์แล้ว ทางกลุ่มภิรัชบุรียังได้กำลังก่อสร้างอาคารภิรัชทาวเวอร์ แอท ไบเทค ซึ่งถือว่าเป็นทำเลทองที่ดี พร้อมสำหรับทุกธุรกิจที่ต้องการมีสำนักงานและใกล้ศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ย่านชานเมืองกรุงเทพมหานคร และยังสามารถเดินทางได้ทั้งรถไฟฟ้าและทางด่วนบางนา ทำให้เข้าถึงย่านใจกลางธุรกิจ (CBD) ได้อย่างสะดวกสบาย” คุณปนิษฐา กล่าว

“กลุ่มภิรัชบุรี” เนรมิตไบเทคเฟส 2

นอกจากไบเทคจะมีทำเลที่ตั้งซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญแล้ว ไบเทคยังสามารถรองรับผู้เยี่ยมชมงานกว่า 100,000 คนต่อวันในอาคารโถงโล่งไร้เสา 9 หลัง ห้องประชุมและสัมมนาขนาดใหญ่แบบครบวงจร 6 ห้อง ห้องประชุมย่อย 28 ห้องในขนาดที่แตกต่างกันและมีการออกแบบให้พื้นที่ต่างๆ สามารถประยุกต์ใช้อย่างหลากหลาย รวมทั้งการออกแบบด้านหลังอาคาร เพื่อให้ลูกค้าสามารถขนย้ายสินค้าสำหรับการจัดแสดงได้ง่ายทำให้ลดต้นทุนและลดระยะเวลาได้เป็นอย่างดี ดังนั้น ไบเทค จึงถือว่าเป็น 1 ในศูนย์นิทรรศการและการประชุมที่ดีที่สุดของประเทศอีกแห่งหนึ่ง

“กลุ่มภิรัชบุรี” เนรมิตไบเทคเฟส 2

คุณปนิษฐา กล่าวต่อว่า เป้าหมายการเติบโตของศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคในปีนี้ ได้มีการตั้งเพิ่มอีกประมาณ 5-10% จากปีที่ผ่านมา โดยในปี 2558 ถือเป็นปีที่ดีมากสำหรับไบเทค เนื่องจากตลอดทั้งปีมีลูกค้าเข้ามาจัดงานต่างๆ กว่า 79% ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มากที่สุดนับตั้งแต่ไบเทค เปิดให้บริการมาเกือบ 20 ปี

สำหรับสิ่งที่อยากจะฝากถึงลูกค้าทั้งในส่วนของผู้จัดงานต่างๆ และผู้ที่เข้าเยี่ยมชมงานว่า ไบเทค มีความพร้อมในเรื่องของพื้นที่ที่สามารถรองรับการจัดงานได้หลากหลาย ทั้ง B2B (Business to Business) และ B2C (Business to Consumer) อาทิ การจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการ, การประชุม, การจัดสัมมนา และ อีเว้นท์พิเศษต่างๆ เป็นต้น รวมทั้งมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายไว้คอยบริการให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

คุณจิรัฏฐ์ เลียวกิจสิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเทคโนกลาส จำกัด

“ไทยเทคโนกลาส” เล็งเปิดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมต่อเนื่อง

ไทยเทคโนกลาสประกาศแผนครึ่งปีหลัง เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 4-5 ผลิตภัณฑ์ เน้นนวัตกรรมการดีไซน์ และการรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมตั้งเป้ากวาดรายได้ 4 ร้อยลบ. รับปัจจัยบวกจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่และการปรับปรุงประสิทธิภาพ ตอกย้ำผู้นำนวัตกรรมกระจกที่สูงที่สุดของประเทศ

คุณจิรัฏฐ์ เลียวกิจสิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเทคโนกลาส จำกัด ผู้นำด้านการผลิตและแปรรูปกระจก กระจกดีไซน์ ภายใต้ตราสินค้า "BSG Glass" เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2559 ว่า บริษัทยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมของกระจกใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อีกประมาณ 4-5 ผลิตภัณฑ์ โดยจะเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่เน้นการดีไซน์กระจกเฉพาะรูปแบบ เพิ่มมูลค่าสินค้า และการรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่จะเปิดตัวใหม่เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับกระจกดีไซน์ใหม่ โดยได้รับการรังสรรค์จากทีมนวัตกรรมของบริษัท รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ไม่เกี่ยวกับกระจก แต่จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาจากงานวิจัยของบริษัท ซึ่งจะมีความเกี่ยวข้องกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและรีไซเคิล

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เป็นการดีไซน์กระจกใหม่จะเปิดตัวผ่านทางดีไซน์เนอร์ในช่วงปลายปีนี้ ส่วนผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมในการรักษาสิ่งแวดล้อมและรีไซเคิลจะเน้นการทำตลาดในต่างประเทศ เนื่องจากกระแสตอบรับของกลุ่มสินค้ารีไซเคิลในต่างประเทศดีเป็นอย่างมาก

ด้านผลประกอบการในปีนี้ บริษัทมีการตั้งเป้าผลประกอบการเพิ่มขึ้นที่ 20 % และมีความมั่นใจว่าจะสามารถทำได้ถึงเป้าที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน โดยจะได้รับปัจจัยบวกจากการเปิดตัวและการจำหน่ายของผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้งในส่วนของผลิตภัณฑ์กระจกดีไซน์ตัวใหม่และผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากการรีไซเคิลเป็นหลัก

กระจกดีไซน์ ภายใต้ตราสินค้า "BSG Glass"

ขณะเดียวกัน นอกจากผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะทำให้โตตามเป้าแล้ว บริษัทยังจะมีการปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงานและปรับปรุงระบบในการบริหารงานบุคคล โดยจะมีการวัดผลการปฏิบัติงานของพนักงาน รวมทั้ง ยังมีปัจจัยเสริมจากกลุ่มลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่จะกลุ่มลูกค้าโครงการ อาทิ โรงแรมหรือรีสอร์ทระดับห้าดาว, งานโครงการที่ต้องการเน้นการดีไซน์ และงานโครงการในระดับไฮเอ็นด์ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีงบประมาณในการซื้อด้วย

กระจกดีไซน์ ภายใต้ตราสินค้า "BSG Glass"

ด้านแนวโน้มในการดำเนินธุรกิจ บริษัทคาดว่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยสินค้าเดิมที่บริษัทมีอยู่และสินค้าใหม่ที่จะมีการพัฒนานวัตกรรมอยู่เสมอ รวมทั้งการขยายตลาดลูกค้าในต่างประเทศ ทั้งญี่ปุ่น ยุโรป และจีนเพิ่มมากขึ้น ส่วนแนวโน้มภาพรวมของเศรษฐกิจในปีนี้ยังคงไม่เติบโตตามที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม ไม่มีผลกระทบต่อบริษัทแต่อย่างใด เนื่องจากกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทยังคงเป็นกลุ่มไฮเอ็นด์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อและไม่ได้รับผลกระทบ

คุณจิรัฏฐ์ กล่าวต่อถึงจุดแข็งของทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) ว่า บริษัทมี CINO หรือ Chief Innovation Officer ในการมุ่งมั่นที่จะเป็น Innovation Company อย่างแท้จริง โดยมีการวางระบบต่างๆ ในระดับแบรนด์ Global ประกอบไปด้วยทีมนักวิจัยและนักฟิสิกส์ ซึ่งงานวิจัยของบริษัทไม่ได้มุ่งเน้นเพียงงานกระจกเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงนวัตกรรมอื่นๆ ที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทุกกระบวนการผลิตได้อีกด้วย

สำหรับหลักการบริหารองค์กรและบุคลากร บริษัทจะเน้นความมีวินัยเป็นหลัก ภายใต้คำนิยามที่ว่า “สุขตามระเบียบ” คือ การมีความสุขภายใต้กฎระเบียบการอยู่ร่วมกันและมีความสร้างสรรค์ รวมทั้งมุ่งเน้นในการหาวิธีการหรือเครื่องมือในการวัดผล เพื่อให้พนักงานมีการทำงานอย่างมีเป้าหมายสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างมีคุณภาพและมีความภาคภูมิใจ

นอกจากนี้ บริษัทยังมีการดำเนินงานภายใต้ระบบ Employee Feedback หรือการฟังเสียงตอบรับจากทีมงาน ซึ่งจะมีระบบในการสำรวจความคิดเห็นจากพนักงานเป็นประจำทุกๆ 6 เดือน ผ่านระบบ Intranet เพื่อให้พนักงานสามารถส่งข้อมูลหรือข้อร้องเรียนต่างๆ ถึงผู้บริหารโดยตรง รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มให้องค์กร นวัตกรรม และพนักงานอีกด้วย

คุณจิรัฏฐ์ กล่าวปิดท้ายถึงสิ่งที่อยากจะฝากถึงลูกค้าว่า "BSG Glass" เป็นผู้แปรรูปกระจกที่มีความหลากหลายรูปแบบ มีคุณภาพสูง และมีกำลังการผลิตมากกว่า 5,000,000 ตารางฟุตต่อปี ซึ่งจะรองรับโครงการใหญ่ๆ ได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีนักออกแบบและฝ่ายนวัตกรรมไว้ให้บริการตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างครบวงจร

“เราเป็นเบอร์ 1 ของบริษัทผู้แปรรูปกระจกในประเทศไทย ในปัจจุบันถือว่าเป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมสูงที่สุดของประเทศ และทุกคนในวงการกระจกให้การยอมรับในเรื่องนวัตกรรมที่มากที่สุด รวมทั้งเครื่องจักรที่เราใช้เป็นเครื่องจักรที่นำเข้าจากยุโรป แต่ถูกพัฒนาเทคโนโลยีของเครื่องภายใต้องค์ความรู้จากทีมวิจัยของเราเอง” คุณจิรัฏฐ์ กล่าว

“ไทยเทคโนกลาส” เล็งเปิดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมต่อเนื่อง

มร.โคอิชิ ทาคาฮาชิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูมาคิลล่า (ประเทศไทย) จำกัด

“ฟูมาคิลล่า” คว้ารางวัล อย. ควอลิตี้ อวอร์ด

 ฟูมาคิลล่ารับรางวัล อย. ควอลิตี้ อวอร์ด 2016 ด้านวัตถุอันตรายที่ใช้ในบ้านเรือนหรือทางสาธารณสุข การันตีระบบคุณภาพของบริษัท พร้อมชูหลักปรัชญาจากบริษัทแม่เป็นแบบแผนในการดำเนินธุรกิจ

มร.โคอิชิ ทาคาฮาชิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูมาคิลล่า (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตยาจุดกันยุงชั้นนำ ตราช้าง ที่จัดจำหน่ายในประเทศไทยมานานกว่า 15 ปี เปิดเผยว่า บริษัท ได้รับรางวัล อย. ควอลิตี้ อวอร์ด 2016 ด้านวัตถุอันตรายที่ใช้ในบ้านเรือนหรือทางสาธารณสุข เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีและมอบรางวัลอันทรงเกียรติดังกล่าว

สำหรับรางวัล อย. ควอลิตี้ อวอร์ด 2016 เป็นรางวัลที่มอบให้กับสถานประกอบการการที่ผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพ ที่ประกอบการด้วยคุณธรรม มีการนำเอาระบบ คุณภาพมาใช้เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ มีความปลอดภัยมีกิจกรรมที่ตอบแทนสังคม และให้ความสำคัญกับผู้บริโภค

ส่วนประโยชน์ที่ได้รับจากรางวัล อย. ควอลิตี้ อวอร์ด 2016 แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ภายในองค์กร โดยรางวัลนี้จะทำให้พนักงานมีความภาคภูมิใจ ซึ่งส่งผลให้เขาทำงานได้ดีมากขึ้น และมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีกำลังใจที่จะทำงานเพื่อสังคมและสร้างสรรค์สิ่งดีๆ เพื่อสังคมมากขึ้น ส่วนภายนอกองค์กร รางวัลนี้จะเป็นเครื่องหมายที่แสดงให้ผู้บริโภคเห็นว่า อย. ได้การันตีในระบบคุณภาพในของบริษัท และยังสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

 

มร.โคอิชิ กล่าวต่อถึงนโยบายในการเข้าร่วมการประกวดรางวัลดังกล่าวว่า บริษัทได้ยึดหลักปรัชญาของบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่นมาใช้เป็นแบบแผนในการดำเนินธุรกิจ  ได้แก่ 1. การให้ความสำคัญกับการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถปกป้องมนุษย์ให้ปลอดภัยจากยุงหรือแมลง ซึ่งเป็นพาหะนำโรคมาแพร่เชื้อเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ และ 2. การพัฒนากระบวนการผลิตที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“ภารกิจของเราคือ การคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการปกป้องชีวิตมนุษย์ไม่ให้ยุงหรือแมลงมาแพร่เชื้อเชื้อเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ ในขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์ที่เราคิดค้นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ขึ้นมาเราก็มีความตระหนักถึงความปลอดภัยในชีวิตมนุษย์เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่เป็นลูกค้าผู้ซื้อผลิตภัณฑ์ของเราเท่านั้น แต่เรายังมองไปถึงการรับผิดชอบกับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเราทั้งหมดอีกด้วย 

“ฟูมาคิลล่า” คว้ารางวัล อย. ควอลิตี้ อวอร์ด

นอกจากนี้ เรายังมีการจัดทำระบบคุณภาพมาตรฐานภายในโรงงานด้วยระบบมาตรฐานสากล และได้รับรางวัล Best Ffactory Aawards จากกระทรวงแรงงาน เมื่อปี 2554 และเมื่อปี 2555 เราก็ทำระบบคุณภาพนั่นคือ ISO : 9000 จนกระทั่งถึงปัจจุบันเราก็ได้อัพเกรดมาเรื่อยๆ และในปี 2556 เราได้รับรางวัล Good Manufacturing Practic (GMP) จาก อย. และล่าสุดในปี 2557 เราก็ได้รับรางวัลธรรมมาภิบาลดีเด่น (Good Governance) ฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ว่าเราจะเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง” มร.โคอิชิ กล่าว

มร.โคอิชิ กล่าวต่อถึงเป้าผลประกอบการในปี 2559 ว่า บริษัทตั้งเป้าเติบโตเป็นตัวเลขอีก 2 หลักโดยคาดว่าจะเป็นไปตามเป้าที่ตั้งเอาไว้เนื่องจากในปีนี้จะมีการปรับปรุงผลิตภัณฑ์เดิมให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น พร้อมทั้งมีการเปิดตัว ผลิตภัณฑ์ใหม่ชื่อ VAPE ONE PUSH สเปรย์กำจัดยุง ซึ่งเป็นนวัตกรรมจากประเทศญี่ปุ่นที่กดเพียง 1 ครั้งก็สามารถไล่ยุงได้นานถึง 12 ชั่วโมง โดยจะเน้นช่องทางการจัดจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าเป็นหลัก

สำหรับการทำกิจกรรมเพื่อสังคมหรือ CSR บริษัทได้เข้าร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ในการทำประโยชน์ให้กับสังคม เช่น จัดทำโครงการร่วมกับโรงพยาบาลในชุมชนโดยมีการจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคที่มาจากยุงชนิดต่างๆ และการป้องกันยุงลาย รวมทั้งได้นำผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงของบริษัทเข้าไปแจกให้คนในชุมชนฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นต้น

“เรามีความสุขที่ได้ทำผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพและได้ร่วมกับองค์กรต่างๆ ทำกิจกรรม CSR ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปเมื่อปี 2546 - 2548 ที่ผ่านมา เราได้จัดทำโครงการ “ช้างจุดประกาย” โดยรูปแบบของโครงการนี้เราจะเชิญนักเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่อยู่ในโรงเรียนพื้นแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มาทำการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคที่เกิดจากยุง โดยค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการทำประกันภัยเราจะเป็นคนออกให้เองทั้งหมด และหลังจากเด็กนักเรียนได้มาอบรมกับเราแล้ว เขาก็กลับไปบอกให้ผู้ปกครองให้ทราบ นี่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เรารับผิดชอบกับสังคมเช่นเดียวกัน” มร.โคอิชิ กล่าว

คุณธีรญา ตรีเกสรนพมาศ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายพัฒนาธุรกิจ  บริษัท แอลเอฟ บิวตี้ (ประเทศไทย) จำกัด

“แอลเอฟ บิวตี้” คว้ารางวัลสถานประกอบกิจการต้นแบบดีเด่นปี 59

แอลเอฟ บิวตี้รับรางวัลสถานประกอบกิจการต้นแบบดีเด่นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมการทำงาน ระดับทอง ประจำปี 2559 เป็นปีที่ 4 ชูนโยบายมุ่งสู่การเป็นองค์กรแห่งความเป็นเลิศ ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง  โดยดำเนินธุรกิจตามกลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืน

คุณธีรญา ตรีเกสรนพมาศ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายพัฒนาธุรกิจ  บริษัท แอลเอฟ บิวตี้ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ล่าสุด บริษัทได้รับรางวัลสถานประกอบกิจการต้นแบบดีเด่นด้านความปลอดภัยอาชีว อนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ในระดับทอง ประจำปี 2559 เป็นปีที่ 4 (2555, 2557, 2558 และ 2559) โดยพิธีมอบรางวัลดังกล่าวได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน - 2 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์แสดงนิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

“ปีนี้นับเป็นปีที่ 4 แล้วที่เราได้รับรางวัลสถานประกอบกิจการต้นแบบดีเด่นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง โดยรางวัลนี้ถือเป็นรางวัลที่ทำให้เห็นว่าการบริหารจัดการทางด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมของบริษัท มีการดำเนินงานอย่างมีมาตราฐานตามเกณฑ์ระดับประเทศ ถือเป็นเกียรติประวัติ ให้บริษัทมีภาพลักษณ์ที่ดี และมีชื่อเสียง

นอกจากนี้ ในด้านการมีส่วนร่วมของพนักงานที่ทำให้เราประสบความสำเร็จจนได้รับรางวัลมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราได้นำทีมผู้เชี่ยวชาญในด้านความปลอดภัยมาให้ความรู้และความเข้าใจเรื่องความปลอดภัยในการทำงานแก่พนักงาน ทำให้พนักงานทุกคนได้รับความรู้  สร้างความเข้าใจ และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งส่งผลให้พนักงานของเรามีความมั่นใจในความปลอดภัยของโรงงานและมีความสุขกับการทำงานด้วย” คุณธีรญา กล่าว

สำหรับนโยบายในการเข้าร่วมในการประกวดรางวัลดังกล่าว ด้วยบริษัทอยู่ในเครือ ลีแอนด์ฟุง ซึ่งมีนโยบายหลักในการมุ่งมั่นสู่การเป็นองค์กรแห่งความเป็นเลิศด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องในด้านต่างๆ เช่น ด้านการบริการจัดการ, ด้านกระบวนการทำงาน, ด้านกระบวนการผลิต และด้านการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และการบริการ เป็นต้น

“แอลเอฟ บิวตี้” คว้ารางวัลสถานประกอบกิจการต้นแบบดีเด่นปี 59

ขณะเดียวกัน บริษัทยังได้ยึดหลักในการกำกับดูแลกิจการภายใต้จรรยาบรรณของการดำเนินธุรกิจที่มีความเป็นธรรม โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ซึ่งถือเป็นนโยบายหลักในการดำเนินธุรกิจเสมอมา

ส่วนประโยชน์ที่ได้รับจากรางวัลดังกล่าว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลสำเร็จในการประเมินภาพรวมขององค์กร การพัฒนาระบบการบริหารจัดการ และการดำเนินการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย อาชีว อนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ระดับประเทศ เพื่อให้มีการพัฒนามาตรฐานการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งบริษัทจะได้รับการพัฒนาเครือข่ายธุรกิจ ตลอดจนเรียนรู้และแลกเปลี่ยนโครงการที่ประสบผลสำเร็จในด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมในการทำงาน

“แอลเอฟ บิวตี้” คว้ารางวัลสถานประกอบกิจการต้นแบบดีเด่นปี 59

นอกจากนี้ ยังส่งผลดีต่อภายในองค์กร โดยเป็นการแสดงให้เห็นถึงมาตรฐานและคุณภาพของบริษัท ด้วยการประเมินผลงานตามเกณฑ์ของสำนักความปลอดภัย กระทรวงแรงงาน ที่จะช่วยการันตีถึงศักยภาพของบริษัทได้เป็นอย่างดี ส่วนด้านภายนอกองค์กร รางวัลดังกล่าวถือเป็นต้นแบบของการจัดการที่ดีและสามารถเป็นตัวอย่างให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในธุรกิจของบริษัท อาทิ คู่ค้า, ลูกค้า, และหน่วยงานต่างๆ เป็นต้น

คุณธีรญา กล่าวต่อว่า บริษัทจะยังคงมุ่งมั่นเข้าร่วมในการเข้าร่วมประกวดรางวัลดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยจะรักษามาตรฐานในการดำเนินงานและมีการพัฒนาระบบการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมในการทำงานให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น รวมทั้ง การศึกษา ดูงาน และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ใหม่ๆ กับองค์กรอื่นๆ ในระดับมาตรฐานที่สูง เพื่อนำมาพัฒนาและต่อยอดองค์ความรู้ภายในบริษัทให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป

“แอลเอฟ บิวตี้” คว้ารางวัลสถานประกอบกิจการต้นแบบดีเด่นปี 59

Page Visitor

015162176
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
40500
52723
446156
11437843
1529934
1988039
15162176
Your IP: 3.232.96.22
2021-01-23 17:29