Issue 042 Jul

มร.โอลิเวอร์ เย้ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไวด์ เฟธ ฟู้ด จำกัด

“ไวด์ เฟธ ฟู้ด” ทุ่ม 2,000 ลบ. สร้างโรงงานแห่งที่ 3

“ไวด์ เฟธ ฟู้ด” ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ เดินหน้าขยายธุรกิจ อัดงบ 2,000 ล้านสร้างโรงงานแห่งที่ 3 ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชชลบุรี 2 ลั่นกำลังการผลิตสูงถึง 45,000 ตันต่อปี เร่งผลิตเพื่อส่งออกสนองความต้องการตลาด พร้อมคืนทุนได้ภายใน 5 ปี

มร.โอลิเวอร์ เย้ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไวด์ เฟธ ฟู้ด จำกัด ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพที่ทำจากข้าว กล่าวถึงเหตุผลในขยายการลงทุนเพิ่มด้วยการก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 3 ว่า สืบเนื่องจากข้อมูลตัวเลขยอดค้าปลีกในตลาดโลกของผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ (Snack Foods) มีมูลค่ารวม 374 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี และมีโอกาสเติบโตอีก 2% ในทุกๆ ปี โดยแบ่งเป็นตลาดยุโรป (Europe) 167 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ตลาดอเมริกาเหนือ (North America) 124 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี

รวมทั้ง ตลาดเอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific) 46 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ตลาดลาตินอเมริกา (Latin America) 30 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกา (Middle East/Africa) 7 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งที่ผ่านมาตลาดที่มีโอกาสเติบโตได้เร็วที่สุดคือ ตลาดเอเชียแปซิฟิกกับลาตินอเมริกา โดยจะเติบโตเป็น 2 เท่าของตลาดยุโรปและอเมริกา

นอกจากนี้ บริษัทยังมองว่าขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก มีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมาก และในอนาคตผู้บริโภคโดยเฉพาะผู้หญิงจะหันมาทานอาหารประเภทขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น โดยอาจจะมาแทนอาหาร 3 มื้อ อีกทั้งทานแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกาย รสชาติอร่อย แคลอรี่ต่ำ และปราศจากไขมันทรานส์ ในจุดนี้จึงมองว่ามีโอกาสเติบโตได้อีกกว่า 45% และอีกประเด็นที่สำคัญคือ ประเทศไทยมีความเหมาะสมที่สุดสำหรับการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวของบริษัท เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ คือ ข้าว และยังสะดวกต่อการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศอีกด้วย

มร.โอลิเวอร์ เย้ กล่าวต่อว่าจากปัจจัยดังกล่าวทำให้บริษัททุ่มเงินลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 3 บนพื้นที่ 33 ไร่ ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชชลบุรี 2 โดยแบ่งการลงทุนออกเป็น 3 เฟส โดยเฟสแรกใช้เงินลงทุน 600 ล้านบาท สำหรับการก่อสร้างโรงงานใหม่พร้อมออฟฟิศและโชว์รูมสินค้า มีไลน์การผลิตทั้งหมด 3 ไลน์ และจะติดตั้งเครื่องจักรใหม่ที่มีเทคโนโลยีทันสมัย ซึ่งบริษัทเป็นผู้ออกแบบและพัฒนาเอง ทำให้สามารถผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยกำลังการผลิตสูงถึง 11,250 ตันต่อปี

“ไวด์ เฟธ ฟู้ด” ทุ่ม 2,000 ลบ. สร้างโรงงานแห่งที่ 3

ส่วนความคืบหน้าการก่อสร้างในเฟสแรก ปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีกำหนดแล้วเสร็จและพร้อมเปิดไลน์การผลิตในช่วงไตรมาส 3 ปี 2560 ส่วนการลงทุนในเฟสที่ 2 จะดำเนินการก่อสร้างประมาณสิ้นปีนี้ จากนั้นจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในเฟสที่ 3 ต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์และพร้อมดำเนินการผลิตรวมทั้ง 3 เฟสได้ในปี 2563 ซึ่งจะทำให้โรงงานแห่งใหม่นี้มีกำลังการผลิตรวมสูงถึง 45,000 ตันต่อปี

“โลเคชั่นของประเทศไทยดีมาก เป็นหัวใจในภูมิภาคเซาท์อีสเอเชียที่กำลังเติบโตมาก มีสิ่งอำนวยความสะดวกในหลายๆ ด้าน ทั้งการนำเข้าส่งออก มีกฎหมายที่เอื้อต่อการเข้ามาลงทุน มีแหล่งวัตถุดิบที่สามารถนำมาใช้ในการผลิต การมาลงทุนในประเทศไทยจึงง่ายกว่าและได้มาตรฐานกว่าประเทศอื่นๆ ในแถบนี้  ที่สำคัญข้าวของประเทศไทยขึ้นชื่อมีชื่อเสียง เมื่อเราใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบหลักแล้ว เราก็ควรจะเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิต

ส่วนเหตุผลที่เราไม่ก่อสร้างโรงงานทั้ง 3 เฟสพร้อมกัน เพราะเราจะมีการพัฒนาเครื่องจักรอย่างต่อเนื่อง เฟสแรกจึงต้องดำเนินการให้เร็วที่สุด และจะต้องเร่งผลิตสินค้าให้ทันกับความต้องการของตลาดที่มีมากกว่ากำลังผลิตของเรา ประกอบกับปี 2559-2560 เราต้องขยายตลาดเพิ่ม แต่กำลังการผลิตในปัจจุบันเต็มกำลังแล้ว เมื่อต้องการขยายตลาดจึงจำเป็นต้องเพิ่มกำลังการผลิตอย่างเร่งด่วน โดยกำลังการผลิตที่จะใช้สำหรับรองรับความต้องการตลาดในปีนี้และปีหน้า คือเฟสแรกที่มีกำลังการผลิต 11,250 ตันต่อปีของโรงงานแห่งที่ 3 ” มร.โอลิเวอร์ เย้ กล่าว

มร.โอลิเวอร์ เย้ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไวด์ เฟธ ฟู้ด จำกัด

มร.โอลิเวอร์ เย้ กล่าวว่า จากมูลค่าการลงทุนที่สูงถึง 2,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่จะเป็นค่าใช้จ่ายด้านงานก่อสร้างและเครื่องจักร คาดว่าจะสามารถคืนทุนได้ภายใน 5 ปี เนื่องจากโครงการนี้บริษัทได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ ซึ่งจะช่วยในด้านการลงทุน โดยได้รับยกเว้นภาษีรายได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 6 ปี .และสิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ อีกมากมาย

ด้านการทำตลาดในประเทศไทยเนื่องจากบริษัทมีโรงงานผลิตในประเทศไทย และทุกครั้งที่ไปออกบูธในงานแสดงสินค้าต่างๆ ลูกค้าจะให้การตอบรับที่ดีมาก มีกระแสเรียกร้องให้บริษัทนำสินค้าออกมาจำหน่ายในประเทศไทย ทำให้บริษัทตัดสินใจสร้างแบรนด์ และลงทุนผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย โดยอีกประมาณ 2-3 เดือน ลูกค้าจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด และเบื้องต้นตั้งเป้าหมายส่วนแบ่งทางการตลาดไว้ที่ 5% ในปีแรก เพราะบริษัทยังคงเน้นผลิตเพื่อส่งออกเป็นหลักอยู่ ทำให้สัดส่วนการจำหน่ายในประเทศน่าจะไม่เกิน 10% และส่งออก 90% แต่มีแนวโน้มเพิ่มสัดส่วนส่งออกมากขึ้นไปอีก เพราะในอนาคตยังมีตลาดต่างประเทศอีกหลายแห่งที่ยังไม่ได้เข้าไปเปิดตลาด

สำหรับสินค้าที่จะวางจำหน่ายในประเทศไทยประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ประเภทขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพที่ทำจากข้าว แบ่งออกเป็น 1. ข้าวขาวธรรมดา  2. ข้าวกล้อง  3. ข้าวกล้องผสมผัก ซึ่งเป็นสินค้าตัวใหม่ล่าสุดของบริษัทและได้รับความนิยมทั่วโลกในปัจจุบัน โดยขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพของบริษัทมีจุดเด่นคือ ผลิตจากข้าว มีแคลลอรี่ต่ำ และปราศจากไขมันทรานส์ มีรสชาติอร่อย ไม่ใส่ผงชูรส ไม่ใช้สินค้าจีเอ็มโอ เนื่องจากอาหารเพื่อสุขภาพส่วนใหญ่จะมีรสชาติที่ไม่อร่อย แต่สินค้าจากบริษัทมีจุดขายในเรื่องของการเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่มีรสชาติอร่อย จึงสามารถเข้าไปตอบโจทย์ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี

ในประเทศไทยเรายังไม่มีการวางจำหน่าย แต่มีการนำสินค้าออกไปนำเสนอตลาดบ้างแล้ว เช่น ในงาน ไทยเฟค–เวิล์ด ออฟ ฟู้ด เอเชีย ที่อิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าเกี่ยวเนื่องกับอาหารจากผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศครอบคลุมสินค้า และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอาหารทุกประเภท ซึ่งสินค้าของเราขายดีมาก ทำให้สินค้าตัวอย่างที่นำไปวางในงานเพื่อนำเสนอสินค้ามีไม่เพียงพอ ลูกค้าสนใจซื้อ แต่เรายังไม่มีจำหน่าย และเร็วๆ นี้ เราจะเริ่มวางแล้วที่ เดอะมอลล์, ท็อป, วีล่า, ฟู้ดแลนด์ และแฟมมิรี่มาร์ท โดยโปรโมชั่นทุกอย่างจะเริ่มประมาณเดือนกันยายนนี้” มร.โอลิเวอร์ เย้ กล่าว

มร.โอลิเวอร์ เย้ กล่าวเพิ่มเติมถึงผลประกอบการโดยรวมว่า ในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าผลประกอบการไว้ที่ 60 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนใหญ่มาจากการส่งออกเป็นหลัก 97% และในประเทศ 3% ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทมีผลประกอบการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นไปตามเป้าหมายทุกปี เนื่องจากบริษัททำธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร ดังนั้นปัญหาด้านเศรษฐกิจการเมืองจะส่งผลกระทบน้อยมาก เพราะอาหารเป็นสิ่งจำเป็นในการใช้ชีวิตที่จะขาดไม่ได้

คุณประมุขพิสิฐ อัจฉริยะฉาย ประธานกรรมการ บริษัท กะตะกรุ๊ป รีสอร์ท จำกัด

กะตะกรุ๊ปต่อยอดธุรกิจ ผุด 2 เมกะโปรเจค

กะตะกรุ๊ป ทุ่มเม็ดเงินกว่า 1 พันลบ. เนรมิตโครงการ “บียอนด์ รีสอร์ท ป่าตอง (Beyond Resort Patong)” และ “เดอะแลนด์ มาร์ค ป่าตอง (The Landmark Patong)” บนพื้นที่กว่า 5 ไร่ใกล้หาดป่าตอง จ.ภูเก็ต พร้อมเล็งรีโนเวทและรีแบรนด์ “กะตะ บีช รีสอร์ท” ในปีหน้า เน้นความทันสมัย สร้างความประทับใจ และตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างเต็มที่

คุณประมุขพิสิฐ อัจฉริยะฉาย ประธานกรรมการ บริษัท กะตะกรุ๊ป รีสอร์ท จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันกะตะกรุ๊ปอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างโรงแรมแห่งที่ 7 ในพื้นที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต เพื่อพัฒนาเป็น “บียอนด์ รีสอร์ท ป่าตอง (Beyond Resort Patong)” โรงแรมขนาด 160 ห้อง และ “เดอะแลนด์ มาร์ค ป่าตอง (The Landmark Patong)” คอมมูนิตี้ มอลล์ ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวม 1,200 ล้านบาท

โดยได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ล่าสุดมีความคืบหน้าของการก่อสร้างแล้วกว่า 30% ซึ่งคาดว่าในส่วนของเดอะแลนด์ มาร์ค ป่าตอง (The Landmark Patong) จะพร้อมเปิดให้บริการได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2559 ส่วนโรงแรมบียอนด์ รีสอร์ท ป่าตอง (Beyond Resort Patong) จะเปิดให้บริการได้ในช่วงกลางปี 2560

“ทั้ง 2 โครงการ ตั้งอยู่ในอาคารสูง 4 ชั้น บนพื้นที่ประมาณ 5.5 ไร่ใกล้หาดป่าตอง โดยพื้นที่ชั้นที่ 1 เป็นพื้นที่พลาซา และชั้นที่ 2-4 เป็นโรงแรมที่พัก ขณะเดียวกัน โครงการนี้ยังมีจุดเด่นในเรื่องของทำเลที่ตั้งที่ดีเป็นรูปตัวแอล (L) คือ มีถนนหลักตัดกับถนนรองทำให้สะดวกต่อการคมนาคมเข้า-ออก รวมทั้ง มีทัศนียภาพด้านหน้าที่สวยงาม เนื่องจากการไฟฟ้าฯ และเทศบาลได้รับงบประมาณในการนำสายไฟลงใต้ดินจึงทำให้โครงการนี้ไม่มีสายไฟฟ้าบดบังและมองเห็นตัวอาคารได้อย่างชัดเจน” คุณประมุขพิสิฐ กล่าว

สำหรับคอนเซ็ปต์ในการออกแบบจะถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยธีมใต้ท้องทะเล โดยพื้นที่ส่วนโรงแรมบียอนด์ รีสอร์ท ป่าตอง (Beyond Resort Patong) จะถูกออกแบบให้คล้ายกับชายทะเลป่าตอง และลูกค้าสามารถสัมผัสได้ถึงบรรยากาศใต้ท้องทะเลมีสัตว์น้ำนานาชนิด ส่วนพื้นที่เดอะแลนด์ มาร์ค ป่าตอง (The Landmark Patong) ลูกค้าจะได้เห็นหีบมหาสมบัติ (Kiosk) และตกแต่งพื้นที่โดยรอบด้วยปะการังเทียมที่สวยงาม

คุณประมุขพิสิฐ กล่าวต่อว่า เมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา กะตะกรุ๊ป มีการลงทุนในการก่อสร้างโรงแรมใหม่อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงมีแผนรีโนเวทและรีแบรนด์โรงแรมกะตะ บีช รีสอร์ทใหม่เป็นโรงแรมบียอน รีสอร์ท กะตะ โดยคาดว่าจะดำเนินการในช่วงประมาณปี 2560-2561 เพื่อสร้างความประทับใจ โดยรูปแบบห้องพักและอาคารโรงแรมมีความทันสมัยและตอบโจทย์การพักผ่อนของลูกค้าได้อย่างเต็มที่

The Landmark Patong

สำหรับเป้าหมายการขยายการดำเนินธุรกิจในเครือโรงแรมกะตะกรุ๊ปในอนาคต คุณประมุขพิสิฐกล่าวว่า ตนได้มีการวางแผนที่จะก่อสร้างใหม่โรงแรมแห่งใหม่ ภายหลังจากการรีโนเวทและรีแบรนด์โรงแรมกะตะ บีช รีสอร์ทเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีพื้นที่รองรับการพัฒนาอีกหลายแห่ง อาทิ พื้นที่จำนวน 15 ไร่ บริเวณเขาหลัก จังหวัดพังงาและพื้นที่อีกประมาณ 14.5 ไร่ริมหาดกะตะ จังหวัดภูเก็ต เป็นต้น คาดว่าจะพัฒนาเป็นโรงแรมในระดับ 3.5-4 ดาว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทำการศึกษาข้อมูลเพื่อรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ขยายตัว

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ที่รองรับสำหรับการพัฒนาอีกหลายแห่ง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลและความต้องการของนักท่องเที่ยวในอนาคตเช่นกัน อาทิ พัฒนาเป็นสวนน้ำ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงโลว์ซีซั่น ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจในการทำกิจกรรมทางน้ำ และมาท่องเที่ยวในช่วงหน้ามรสุม แต่ไม่สามารถเล่นน้ำทะเลได้ โดยจะเจาะกลุ่มลูกค้าในเอเชีย อาทิ จีน, อินเดีย และอินโดนีเซีย เป็นต้น

กะตะกรุ๊ปต่อยอดธุรกิจ ผุด 2 เมกะโปรเจค

คุณประมุขพิสิฐ กล่าวปิดท้ายถึงสิ่งที่อยากจะฝากถึงลูกค้าว่า ในปีนี้ กะตะกรุ๊ปดำเนินธุรกิจมากว่า 36 ปี ด้วยความสำเร็จในเรื่องการบริการที่มีคุณภาพและสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าใหม่และลูกค้าเก่า ขณะเดียวกัน แม้ว่าการแข่งขันของกลุ่มธุรกิจโรงแรมจะมีการแข่งขันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กะตะกรุ๊ป ยังมีความพร้อมในการปรับเปลี่ยนโรงแรมและการบริการต่างๆ เพื่อให้รองรับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงและยังคงมุ่งมั่นในการสร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

คุณประมุขพิสิฐ อัจฉริยะฉาย ประธานกรรมการ บริษัท กะตะกรุ๊ป รีสอร์ท จำกัด

อนึ่ง กะตะกรุ๊ปรีสอร์ท (Kata Group Resorts) เครือบริษัทผู้บริหารจัดการโรงแรมชื่อดังของเมืองไทยที่สั่งสมประสบการณ์ด้านการบริการมาตลอดระยะเวลากว่า 36 ปี มุ่งมั่นสรรค์สร้างประสบการณ์การพักผ่อนอันน่าประทับใจสูงสุดแก่ผู้มาเยือน ภายใต้สโลแกน “เราไม่มีถนนขวางกั้น ความรักของท่านกับทะเล”

ปัจจุบันกะตะกรุ๊ปมีโรงแรมและรีสอร์ทในคอลเล็กชั่นตั้งอยู่ริมชายหาดที่มีชื่อเสียง 6 แห่งในภาคใต้ของประเทศไทย ได้แก่ โรงแรมระดับลักซัวรี่สำหรับผู้เข้าพัก 18 ปีขึ้นไปโดยเฉพาะ ภายใต้แบรนด์ “บียอน รีสอร์ท (Beyond Resort)” 3 แห่ง ได้แก่ บียอนด์ รีสอร์ท กะรน (Beyond Resort Karon) จังหวัดภูเก็ต, บียอน รีสอร์ท เขาหลัก (Beyond Resort Khao Lak) จังหวัดพังงา และบียอน รีสอร์ท กระบี่ (Beyond Resort Krabi) จังหวัดกระบี่

นอกจากนี้ยังมีอีก 2 แห่งที่เน้นสำหรับกลุ่มครอบครัว คือ กะตะ บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา (Kata Beach Resort and Spa) และภูเก็ต ออร์คิด รีสอร์ท แอนด์ สปา (Phuket Orchid Resort and Spa) ในจังหวัดภูเก็ต โดยโรงแรมลำดับที่ 6 ได้แก่ โนโวเทล สมุย รีสอร์ท เฉวง บีช กานดาบุรี (Novotel Samui Resort Chaweng Beach Kandaburi) บนเกาะสมุย บริหารงานโดยแอคคอร์โฮเทล (AccorHotels) ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารโรงแรมระดับโลก

ขณะเดียวกัน ล่าสุด กะตะกรุ๊ปรีสอร์ทเตรียมที่จะเปิดตัวโครงการ “บิยอน ป่าตอง” (Beyond Patong) ในคอนเซ็ปต์ "Deep Blue Sea" ดีไซน์ที่ใส่ความงามใต้ท้องทะเล และผสมผสานความทันสมัยได้อย่างลงตัว เพื่อให้ บิยอน ป่าตอง เป็นไลฟ์สไตล์ของคนใหม่อย่างแท้จริง ซึ่งโรงแรมจะเปิดให้บริการในปี 2560 และช้อปปิ้ง พลาซาจะเปิดให้บริการในปีนี้

ด้วยคอนเซ็ปโรงแรมที่หลากหลาย กะตะกรุ๊ปรีสอร์ท พร้อมแล้วที่จะต้อนรับแขกผู้เข้าพักและนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ทั้งคู่รัก และครอบครัว รวมถึงผู้ที่ต้องการจัดประชุมและสัมมนา นอกจากนี้ยังให้บริการจัดพิธีแต่งงานบนชายหาดอีกด้วย

คุณปิยดา ธราธิป ผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์หมากฝรั่ง บริษัท มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด

“มอนเดลีซ” เผยโฉมหมากฝรั่งสูตรใหม่

มอนเดลีซ เปิดตัวหมากฝรั่ง “เดนทีน” ชูนวัตกรรมใหม่ที่มาพร้อมกับ “คริสตัลบีด” เพื่อปากสะอาด สดชื่น พร้อมทุ่มงบกว่า 100 ลบ. ลุยตลาดสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภค มุ่งขยายกลุ่มเป้าหมายให้กว้างขึ้น

คุณปิยดา ธราธิป ผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์หมากฝรั่ง บริษัท มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิต นำเข้า และทำตลาดขนมและของว่างแบรนด์ดังมากมายในไทย เปิดเผยถึงรายละเอียดเกี่ยวกับ หมากฝรั่งเดนทีน สูตรใหม่ ที่มาพร้อมกับ “คริสตัลบีด” ว่า บริษัทได้มุ่งเน้นในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยกระตุ้นการขาย สร้างสีสัน และสร้างความคึกคักให้กับตลาดหมากฝรั่ง รวมทั้ง ดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค และขยายกลุ่มเป้าหมายให้กว้างมากขึ้น

สำหรับจุดเด่นของหมากฝรั่งเดนทีน สูตรใหม่ คือ นวัตกรรมใหม่ที่มาพร้อมกับคริสตัลบีด ซึ่งจะเป็นเกล็ดสีฟ้าที่มาพร้อมกับหมากฝรั่งรสมิ้นท์ และเป็นเกล็ดสีส้มที่มาพร้อมกับหมากฝรั่งที่เป็นรสผลไม้ โดยจะแตกต่างจากหมากฝรั่งรสเดิม ที่จะให้ความรู้สึกปากสะอาด สดชื่นยิ่งขึ้น พร้อมความมั่นใจทุกครั้งที่เคี้ยว รวมทั้งยังมีการเปลี่ยนแพคเกจจิ้งเพื่อให้มีความโดดเด่นและรับรู้ได้ถึงความสะอาดและสดชื่นในทันทีที่ลูกค้ามองเห็นสินค้าวางอยู่บนชั้นวางสินค้าอีกด้วย

ส่วนลูกค้าจะเป็นกลุ่มคนทุกเพศทุกวัย โดยในปีนี้บริษัทจะมุ่งเน้นการสร้างการรับรู้ไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีอายุอยู่ในช่วงมัธยมศึกษาตอนปลายและอยู่ในช่วงเรียนมหาวิทยาลัยได้รู้จักและรักเดนทีน เช่นเดียวกับกลุ่มผู้บริโภคเดิมที่ Brand Loyalty กับเดนทีนเสมอมา

นอกจากนี้ บริษัทยังมีกลยุทธ์ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ด้วยสร้างการรับรู้ผ่านช่องทางการสื่อสารแบบบูรณาการ ด้วยงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท ประกอบด้วย โฆษณาโทรทัศน์ ที่สามารถสะท้อนถึงจุดขายของสินค้าอย่างชัดเจน และมีเอกลักษณ์ พร้อมกับชูแบรนด์แอมบาสเดอร์ขวัญใจวัยทีน คุณต่อ-ธนภพ และ คุณเก้า-สุภัสสรา ที่คงกระแสแรงอย่างต่อเนื่อง

รวมทั้ง บริษัทยังให้ความสำคัญกับช่องทางดิจิตอลและเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ด้วยการเจาะกลุ่มวัยรุ่นโดยตรง ผ่านสื่อออนไลน์และทีวีออนไลน์ พร้อมทั้งเดินหน้ากระตุ้นยอดขายผ่านโปรโมชั่นแบบเรียลไทม์ โดยสนับสนุน ทีวีซีรีส์ “โอเนกาทีฟ รักออกแบบไม่ได้” ซึ่งออกอากาศผ่านทางช่อง GMM Channel 25, YouTube และ LINETV เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีป้ายบิลบอร์ดที่ใช้ในประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภคในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

คุณปิยดา ธราธิป ผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์หมากฝรั่ง บริษัท มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด

“การขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังคนรุ่นใหม่ เราได้ให้ความสำคัญในกิจกรรมส่งเสริมการตลาดตลอดจนความสำคัญในการศึกษาเทรนของผู้บริโภคว่าเราจะสามารถเข้าถึงเขาด้วยสื่ออะไรบ้าง โดยในปัจจุบันก็ไม่ได้มีเพียงสื่อทางโทรทัศน์อย่างเดียวแล้ว แต่อาจจะรวมไปถึงสื่อดิจิตอลและดิจิตอล โมบาย ซึ่งสื่อเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังสามารถเข้าถึงกลุ่มคนทุกเพศทุกวัยได้เป็นอย่างดีอีกด้วย” คุณปิยดา กล่าว

มอนเดลีซ เปิดตัวหมากฝรั่ง “เดนทีน”

คุณปิยดา กล่าวต่อถึงกลยุทธ์การส่งเสริมการขายว่า บริษัทได้จัดกิจกรรมเดนทีน คาราวาน แจกตัวอย่างผลิตภัณฑ์กว่า 1,500,000 ชิ้น โดยเข้าถึงแหล่งชุมชนต่างๆ รวมถึงมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ พร้อมเติมเต็มช่องทางการจัดจำหน่าย เพื่อให้ผู้บริโภคสังเกตเห็นแบรนด์เดนทีนได้ง่าย อีกทั้งยังเพิ่มโปรโมชั่น ณ จุดขาย และโปรโมชั่นร่วมกับร้านค้าต่างๆ อีกด้วย

สำหรับเป้าผลประกอบการในปี 2559 บริษัทคาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 10-20% โดยจะได้รับปัจจัยบวกจากการเปิดตัวหมากฝรั่งเดนทีน สูตรใหม่ ที่สามารถตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีพฤติกรรมหันมาทานหมากฝรั่งสูงกว่ากลุ่มคนทั่วไป รวมทั้ง ยังมีการทุ่มงบประมาณทางการตลาดเพื่อมุ่งไปยังกลุ่มผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย ตลอดจนทำการศึกษาและวิจัยในเรื่องพื้นฐานความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง

มร.ฟินบาร์ โอคอนเนอร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กู๊ดเยียร์ (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน)

“กู๊ดเยียร์” เผยแผนปี 59 ขยาย Auto Care อย่างต่อเนื่อง

กู๊ดเยียร์ประกาศแผนธุรกิจในปี 59 เตรียมเดินหน้าขยาย Goodyear Auto Care อีก 10 สาขา พร้อมโชว์ผลงานผลิตล้อเครื่องบิน 777X ทั้งส่วนหน้าและส่วนหลัง ตอกย้ำผู้นำอุตสาหกรรมยางคุณภาพ

มร.ฟินบาร์ โอคอนเนอร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กู๊ดเยียร์ (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) ผู้ผลิต ขายและจัดจำหน่ายยางสำหรับรถโดยสารส่วนบุคคล รถบรรทุก และเครื่องบิน เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจปี 2559 ว่า บริษัทมีนโยบายในการลงทุน 4 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านการพัฒนาบุคลากร  โดยพัฒนาความรู้ความสามารถของพนักงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดอบรมและให้ความรู้ต่างๆ รวมทั้ง ได้ส่งพนักงานไปศึกษาดูงานที่ต่างประเทศเพื่อเป็นการเพิ่มความรู้ความสามารถของพนักงานอีกด้วย

2. ด้านการการขยายการผลิต  บริษัทมีการติดตั้งเครื่องจักรใหม่ที่สามารถผลิตยางเครื่องบินและยางรถยนต์ได้หลากหลายประเภทมากขึ้น โดยเครื่องจักรดังกล่าวสามารถผลิตได้ทั้งยางใหม่ และนำยางเก่ามาหล่อดอกยางใหม่ได้อีกด้วย 3. ด้านการขยายช่องทางการจัดจำหน่าย  ซึ่งจะเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายด้วยการขยายจำนวนร้าน Goodyear Auto Care ภายในประเทศอีก 10 สาขา ซึ่งจากเดิมมี 61 สาขาทั่วประเทศโดยปัจจุบัน ร้าน Goodyear Auto Care ยังถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์กู๊ดเยียร์ให้ผู้บริโภครับรู้ได้อีกด้วย

4. ด้านการเปิดตัวสินค้าใหม่  โดยได้เปิดตัวยาง Goodyear Assurance Duraplus ซึ่งเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดของแบรนด์กู๊ดเยียร์ โดยได้รับปัจจัยบวกมาจากนโยบายรถคันแรกที่กลุ่มผู้ใช้รถยนต์ได้เริ่มมาเปลี่ยนยางที่เสื่อมสภาพตามระยะเวลาการใช้งาน ซึ่งบริษัทได้ทำการพัฒนาและเพิ่มนวัตกรรมใหม่ด้วยการใส่เคฟล่า (Kevlar) เข้าไปที่หน้าสัมผัสของยางเพื่อให้เกิดความทนทานและช่วยยืดอายุการใช้งานของยางมากขึ้นอีกด้วย

ด้านการหน่ายยางรถยนต์ในปัจจุบัน บริษัทมีสัดส่วนการจำหน่ายภายในประเทศ 50% และอีก 50% จะเป็นการจำหน่ายในต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศจีน, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, กลุ่มอาเซียน และกลุ่มตะวันออกกลาง ทั้งนี้ หากตลาดภายในประเทศมีความต้องการที่จะใช้ยางเพิ่มขึ้น บริษัทสามารถที่จะนำสินค้าในส่วนของการส่งออกมาจำหน่ายภายในประเทศได้

“กู๊ดเยียร์” เผยแผนปี 59 ขยาย Auto Care อย่างต่อเนื่อง

มร.ฟินบาร์ กล่าวต่อถึงนโยบายด้านการตลาดว่า บริษัทมีการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ ผ่านช่องทางสื่อดิจิตอล รวมทั้ง ทำการติดตั้งป้าย Billboard ขนาดใหญ่เพื่อให้เป็นที่สนใจของลูกค้าที่ร้าน Goodyear Auto Care ทุกสาขา นอกจากนี้ ยังมีการจัดอบรมเพื่อเพิ่มความรู้และความสามารถในการขายสินค้าให้มียอดขายเพิ่มมากขึ้นแก่ตัวแทนจำหน่ายยางกู๊ดเยียร์ทั่วประเทศ และมีการกระตุ้นยอดขายด้วยการพาตัวแทนจำหน่ายที่ทำยอดขายได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ไปท่องเที่ยวในต่างประเทศอีกด้วย

มร.ฟินบาร์ โอคอนเนอร์กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาบริษัท กู๊ดเยียร์ ไทร์ แอนด์ รับเบอร์ จำกัด สหรัฐอเมริกา ได้รับเลือกจาก บริษัท โบอิง (The Boeing Company) ให้เป็นผู้ผลิตยางสำหรับล้อเครื่องบินทั้งส่วนหน้าและส่วนหลัง สำหรับเครื่องบินโบอิ้ง 777X รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นยางแบบเรเดียล นับเป็นผลิตภัณฑ์ยางสำหรับเครื่องบินที่ทันสมัยที่สุดของกู๊ดเยียร์ ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยี Featherweight Alloy Core Bead ที่นับเป็นเทคโนโลยี Lightweight Radial Aircraft ล่าสุดของกู๊ดเยียร์ ที่ครบถ้วนด้วยประสิทธิภาพด้านอื่น อาทิ เข็มขัดรัดหน้ายางที่แข็งแรงทนทานเพื่อเพิ่มความมั่นคงในทุกมิติ, ช่วยยืดอายุการใช้งาน และทนทานต่อการสึกหรอ เป็นต้น

มร.ฟินบาร์ โอคอนเนอร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กู๊ดเยียร์ (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน)

“ก่อนที่จะได้รับความไว้วางใจให้ผลิตยางเครื่องบินโบอิ้ง 777X  เรามีการทำงานและเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกันกับโบอิง มาเป็นระยะเวลานาน รวมทั้งเราได้พัฒนายางให้กับโบอิง มาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของความทนทาน, น้ำหนักที่เบาขึ้น และความปลอดภัยซึ่งสำคัญที่สุด ซึ่งในปัจจุบันโรงงานของกู๊ดเยียร์ที่เป็นฐานผลิตยางสำหรับเครื่องบินมีอยู่เพียง  2 โรงงาน คือ เมืองเดนเวอร์ สหรัฐอเมริกา และประเทศไทย ทั้งนี้ โรงงานในประเทศไทยถือเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการผลิตล้อเครื่องบินไปทั่วโลกอีกด้วย” มร.ฟินบาร์ กล่าว

Page Visitor

015163955
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
42279
52723
447935
11437843
1531713
1988039
15163955
Your IP: 3.232.96.22
2021-01-23 18:19