Issue 034 Nov

TPS ประกาศบุกตลาดเต็มพิกัด

TPS เปิดแผนธุรกิจโค้งสุดท้าย เตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่รุกตลาดในงาน Motor Expo พร้อมจับมือพันธมิตร ผุด TPS AUTO AMANTI ในสถานีบริการน้ำมันเชลล์ ตั้งเป้าเปิดครบ 10 สาขาในกลางปีหน้า เดินแผนขยายธุรกิจเจาะตลาดต่างประเทศ ประเดิมโปรเจคแรกที่ สปป.ลาว คาดเปิดตัวกลางปีหน้า

คุณชัยชาญ อุปพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เดอะ เพอร์เฟค ชายน์ หรือ TPS ผู้ประกอบธุรกิจ Car Detailing เปิดเผยถึงแผนการลงทุนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ว่า TPS เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในงาน Motor Expo ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 2-13 ธันวาคมที่จะถึงนี้ โดยตัวเรือธงหรือ Flagship ประกอบด้วย  1. Scholl Concepts เช่น น้ำยาขัดสี หรือน้ำยาเคลือบเรือ ซึ่งปัจจุบัน Schooll Concepts ได้ทำตลาดอยู่แล้วในส่วนของตลาดรถยนต์  2. น้ำยาเคลือบแก้วรถยนต์ ( Glass Coating) จำนวน 3 แบรนด์ ได้แก่  Brila, TPS และ Ugo และ  3. Spray Wrap

“ผลิตภัณฑ์ที่จะนำมาเปิดตัวในงาน Motor Expo จะเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เรานำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งใช้เม็ดเงินหลายล้าน โดย Scholl Concepts จะนำเข้าจากเยอรมนี ส่วนน้ำยาเคลือบแก้วและ Spray Wrap จะนำเข้าจากญี่ปุ่น เราคาดหวังว่าการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในครั้งนี้จะเป็นการจุดกระแส เพราะที่ผ่านมายังไม่มีผู้ประกอบการรายใดเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมา เราน่าจะเป็นเจ้าแรกที่เปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการเคลือบสีรถ และการดูแลผิวสีรถ

โดยเฉพาะ Spray Wrap จะเป็นการปฏิวัติวงการ Wrap รถทั้งหมด เพราะจะใช้สเปรย์ฉีดพ่น ซึ่งจะสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้เป็นอย่างดีในเรื่องของการป้องกันรอยขีดข่วน การกันรอยสะเก็ดหิน และจะแตกต่างจากการใช้ฟิล์ม Wrap รถ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาในเรื่องการเข้ามุมหรือบางครั้งอาจเป็นคลื่น ทำให้เกิดความไม่เรียบร้อย หรือจากกาวที่เหนียวมาก เมื่อลอกอาจดึงผิวสีรถยนต์ให้หลุดตามมาได้ เป็นต้น นอกจากนี้เรายังคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มจากผลิตภัณฑ์ใหม่ประมาณ 20% ในไตรมาสสุดท้ายนี้” คุณชัยชาญ กล่าว

คุณชัยชาญ กล่าวต่อว่า TPS ได้ร่วมมือกับ “รุ่งรัฐพล กรุ๊ป” เปิด TPS AUTO AMANTI ภายในสถานีบริการน้ำมันเชลล์ เพื่อให้บริการ Car Detailing โดยมีบุคลากรที่ผ่านการอบรมทั้งในและต่างประเทศ และมีการใช้ผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม อาทิ น้ำยาขัดเคลือบสี Scholl Concepts น้ำยาเคลือบแก้ว TPS การให้บริการตรวจเช็คเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก และอื่นๆ อย่างครบวงจร

โดยมีแผนจะเปิดให้ครบ 10 สาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑลภายใน 6 เดือนหรือภายในกลางปีหน้า ซึ่งจะใช้งบลงทุนประมาณ 3-4 ล้านบาทต่อสาขา (ค่าก่อสร้าง, ผลิตภัณฑ์ และอุปกรณ์ต่างๆ ) สำหรับสาขาแรกที่จะเปิดให้บริการคือสถานีบริการเชลล์ สาขาลาดพร้าว 112 ขณะนี้การดำเนินการมีความคืบหน้าประมาณ 70% และมีแผนจะเปิดอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคมนี้ โดยสามารถรองรับรถเข้ามาใช้บริการได้มากกว่า 80 คันต่อวัน ส่วนสาขาลำดับต่อไปจะเปิดที่แจ้งวัฒนะ นอกจากนี้ในอนาคต ยังมีแผนที่จะเปิดสาขาในต่างจังหวัดตามหัวเมืองใหญ่ๆ ซึ่งจะมีประชุมกับทีมงานเพื่อศึกษาความเป็นได้ในการดำเนินการต่อไป

“เหตุผลที่เราร่วมมือกับรุ่งรัฐพล กรุ๊ป เปิดตัว TPS AUTO AMANTI เพราะเรามีความชำนาญกันคนละด้าน โดยรุ่งรัฐพล กรุ๊ปจะมีความเชี่ยวชาญในการบริหารปั๊มน้ำมันไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเครื่องหรืออื่นๆ ของเชลล์ ส่วนเรามีความเชียวชาญในธุรกิจ Car Detailing, Car Care และเป็นผู้นำในการนำเข้าผลิตภัณฑ์ต่างๆ ประกอบกับในปัจจุบันการเปิดช๊อป หรือ Car Care จะมีการแข่งขันสูง

ดังนั้นเราจึงมองว่า หากร่วมมือกับพันธมิตรจะทำให้มีความแข็งแกร่ง และจะเติบโตอย่างมั่นคง เพราะ ณ วันนี้ ธุรกิจ Car Detailing จะต้องมีการปรับตัว เนื่องจากค่าเช่าแพง และการที่จะเปิดตัวในสถานที่ดีๆ ค่อนข้างเป็นไปได้ยาก เพราะฉะนั้นการเข้าไปจับมือกับกลุ่มรุ่งรัฐพล จะทำให้ไม่ปัญหาในเรื่องสถานที่ที่ดี และสอดรับกับนโยบายของเชลล์ที่จะปรับภาพลักษณ์ในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและภาพลักษณ์ของทุกสถานีให้บริการทั่วประเทศอยู่แล้ว” คุณชัยชาญกล่าว

นอกจากนี้  TPS  ยังมีแผนขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ โดยประเทศแรกที่จะเข้าไปเปิดสาขาคือ  สปป.ลาว ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนน 13 ใต้ นครเวียงจันทร์ ภายในโครงการ Art Auto Park มูลค่าการลงทุนประมาณ 7-8 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะเปิดตัวในช่วงต้นปีหรือกลางปีหน้า โดยจะเป็นการร่วมมือกับพันธมิตรที่เข้าไปทำธุรกิจใน สปป.ลาว และคนในพื้นที่

ทั้งนี้หากโครงการนี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับสิ่งที่ TPS จะได้รับคือการเปิดตลาดใหม่ๆ ในต่างประเทศ ซึ่งจะไม่ใช่รุกเฉพาะตลาดในประเทศไทย แต่จะบุกตลาดอินเตอร์เนชั่นแนลด้วย ส่วนในอนาคต TPS  ยังมีโปรเจคที่จะเปิดสาขาในประเทศเมียนมาร์ กัมพูชา และเวียดนามอีกด้วย

ด้านเป้าผลประกอบการในปี 2558 เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ดังนั้น TPS จึงเน้นเติบโตในด้านการลงทุนและการจำหน่ายน้ำยาผลิตภัณฑ์มากกว่ารายได้ของ TPS เอง และคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตประมาณ 20% ส่วนในปี 2559 คาดว่าจะเติบโตมากกว่า 20% เนื่องจากจะได้รับปัจจัยบวกจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

อันดามันเพาเวอร์ประกาศความสำเร็จ

อันดามันเพาเวอร์โชว์ผลงานเยี่ยม ผุดโปรเจคโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติแห่งแรกที่ทวายขนาดกำลังการผลิต 6-20 เมกะวัตต์ พร้อมเดินแผนขยายกำลังการผลิตรับดีมานด์ที่พุ่งต่อเนื่อง ส่วนเฟส 2 เล็งเริ่มดำเนินการในช่วงปลายปี ด้านเฟส 3 คาดใช้เวลา 4-5 ปี ลั่นสิ้นปีจะรับรู้รายได้กว่า 200 ลบ. มั่นใจปีหน้าโตอย่างน้อยอีกเท่าตัว

คุณอุปกิต ปาจรียางกูร ประธานกรรมการ บริษัท อันดามันเพาเวอร์ แอนด์ ยูทิลิตี้ จำกัด เปิดเผยว่าโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติ ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอกันบอก จังหวัดทวาย รัฐทะนินทายี ประเทศเมียนมาร์  ขนาดกำลังการผลิต 6-20  เมกกะวัตต์ (เฟส 1) ได้เดินเครื่องและจ่ายไฟฟ้าเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2558 ที่ผ่านมา ตามสัญญาให้เช่าเครื่องผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและการซื้อไฟฟ้าระหว่างหน่วยงานราชการรัฐทะนินทายีและอันดามันเพาเวอร์ นอกจากนี้ บริษัทยังได้สร้างสถานีไฟฟ้าย่อย 2 ให้กับรัฐบาลเมียนมาร์อีกด้วย ทั้งที่กันบอกและทวาย

โครงการดังกล่าวนับเป็นความร่วมมือและการลงทุนด้านพลังงานที่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมเป็นโครงการแรกในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (Dawei Special Economic Zone : DSEZ) ประเทศเมียนมาร์ ทั้งนี้หลังจากที่โรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติได้เดินเครื่องจ่ายกระแสไฟฟ้าเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่าความต้องใช้พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ดังกล่าวเต็มกำลังทันที และรัฐทะนินทายีจึงมีแผนที่จะขยายปริมาณพลังงานงานไฟฟ้าเพิ่ม รวมถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าในโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายที่มีเพิ่มมากขึ้นอีก 30 เมกะวัตต์

ดังนั้นบริษัทจึงเตรียมการขยายกำลังการผลิตในเฟสแรกเพิ่ม เพื่อให้สอดรับกับความต้องการดังกล่าว โดยจะขยายกำลังการผลิตจาก 6 เมกะวัตต์เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ได้จนถึง 30 เมกะวัตต์ โดยสามารถดำเนินการได้ทันทีเนื่องจากบริษัทมีปริมาณแก๊ส 15 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเพียงพอและสามารถขยายกำลังการผลิตสูงสุดได้ที่ 50 เมกะวัตต์ โดยที่ยังไม่ต้องก่อสร้างเฟส 2 ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการใช้ไฟฟ้าให้แก่ประชาชนและนิคมอุตสาหกรรม รวมทั้งในการก่อสร้างท่าเรือด้วย

คุณอุปกิต กล่าวต่อถึงรายละเอียดของเฟส 2 โรงไฟฟ้า Combined Cycle Power Plant ขนาดกำลังการผลิต  200 เมกะวัตต์ ว่า บริษัทมีแผนจะเริ่มขั้นตอนเตรียมการก่อสร้างทันทีหลังจากการเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับรัฐบาลเมียนมาร์ หรือ PPA แล้วเสร็จ คาดว่าจะเป็นช่วงปลายปีนี้ โดยจะตั้งอยู่บนพื้นที่ 30 เอเคอร์ มูลค่าการลงทุนประมาณ 240-250 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 2 ปีครึ่ง

“หากโรงไฟฟ้าเฟส 2 สร้างเสร็จจะสามารถให้ผลตอบแทนทั้งสองฝ่าย โดยอันดับแรกที่อยากจะเน้นคือประชาชนของประเทศเมียนมาร์จะได้รับการใช้ไฟฟ้าที่ยั่งยืนและถาวร โดยเฟสนี้จะส่งผ่านระบบโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศ (National Grid) ทั้งนี้ประชาชนเมียนมาร์จะได้เห็นว่าทรัพยากรของเขาอย่างเช่นแก๊ส ได้นำมาใช้ประโยชน์ในประเทศและกลับไปสู่ประชาชนอย่างแท้จริง สำหรับในส่วนของบริษัทก็จะมีรายได้ดังที่ตั้งเป้าไว้

นอกจากนี้ โครงการโรงไฟฟ้าเฟส 2 ยังนับเป็นโครงการที่สำคัญมากของรัฐบาลเมียนมาร์อีกโครงการหนึ่ง เพราะจะสามารถตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าของโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายและนิคมอุตสาหกรรม รวมทั้งอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้อย่างเต็มที่และต่อเนื่องเป็นเวลายาวนานหลายปี” คุณอุปกิต กล่าว

ส่วนเฟส  3 โรงไฟฟ้า Combined Cycle Power Plant ขนาดกำลังการผลิต 300 เมกะวัตต์ จะอยู่ภายใต้เงื่อนไขเกี่ยวกับปริมาณก๊าซธรรมชาติที่จะนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงที่บริษัทจะเจรจาทำความตกลงกับรัฐบาลเมียนมาร์ในอนาคต เนื่องจากปัจจุบันประเทศเมียนมาร์ใช้แก๊สเป็นจำนวนมากในอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น ซีเมนต์ เป็นต้น โดยจะเป็นแผนระยะยาว 4-5 ปีในอนาคต คาดว่าจะใช้งบลงทุน 350 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้บริษัทกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาการก่อสร้างโรงไฟฟ้า Coal Power โดยจะใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงควบคู่กันไปด้วย

คุณอุปกิต กล่าวต่อถึงเป้าผลประกอบการในปี 2558 ว่า ในไตรมาสที่ 4 (ตุลาคม-ธันวาคม) บริษัทจะสามารถรับรู้รายจากโรงไฟฟ้าเฟส 1 กว่า 30 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการสร้างสถานีไฟฟ้าย่อยให้แก่รัฐบาลเมียนมาร์อีก 2 สถานีจำนวน 4-5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 150-180 ล้านบาท) ส่วนในปี 2559 คาดว่าบริษัทจะมีรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มอย่างน้อยอีกเท่าตัว เนื่องจากบริษัทจะมีการขยายกำลังการผลิตจาก 6 เมกะวัตต์เพิ่มเป็น 16 เมกะวัตต์

ด้านแนวโน้มธุรกิจไฟฟ้าในประเทศเมียนมาร์ คาดว่ายังมีโอกาสอีกมาก เพราะไฟฟ้านับเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญของประเทศเมียนมาร์และยังขาดแคลนหรือมีไม่เพียงพอ โดยจะมีแค่เพียง 3,000  เมกะวัตต์ ทั้งนี้ประเทศเมียนมาร์มีพื้นที่และมีจำนวนประชากรใกล้เคียงกับประเทศไทย แต่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียง 1 ใน 10 ของประเทศไทย ดังนั้นจึงมีความต้องการพลังงานไฟฟ้าอีกมาก และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ในอีกใน 30 ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้น บริษัทจึงมีโอกาสเพราะเป็นผู้ประกอบการรายแรกที่ได้เข้าไปทำธุรกิจในประเทศนี้ และน่าจะมีโอกาสมากกว่าผู้ประกอบการรายอื่นๆ นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะเข้าไปทำธุรกิจในประเทศอื่นๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงและต่อยอดธุรกิจในอนาคต อาทิ สปป.ลาว,กัมพูชา, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย เป็นต้น ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษาข้อมูล

“กลุ่มบริษัทจินดาสุข” ประกาศรุกตลาด AEC เต็มสูบ

กลุ่มบริษัทจินดาสุขเดินหน้าขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดบุกตลาดเมียนมาร์, สปป.ลาว และอินโดนีเซียแล้ว คาด 5 ปีขยายตลาดครบทั้งอาเซียน พร้อมตั้งเป้าปีนี้โตไม่น้อยกว่า 5%

คุณณัฐพร จินดาสุข ผู้จัดการแผนกการตลาด กลุ่มบริษัทจินดาสุข ดำเนินธุรกิจการผลิตและจัดจำหน่าย อุปกรณ์ประปาจากทองเหลือง อาทิ มาตรวัดน้ำ, ประตูน้ำวาล์วน้ำ, ก๊อกน้ำ เป็นต้น ภายใต้ตราสินค้า ASAHI, ATACO, SANWA, DRAGO และ RAMBO เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทได้บุกตลาดอาเซียน 3 ประเทศ ประกอบด้วย เมียนมาร์, สปป.ลาว และอินโดนีเซีย ส่วนในปี 2559 มีแผนที่จะเข้าไปทำตลาดในประเทศเวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และบรูไน โดยการขยายตลาดในครั้งนี้ เนื่องจากบริษัทได้เล็งเห็นถึงการเติบโตที่จะขยายตัวของเศรษฐกิจอาเซียนภายหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่จะเปิดในปลายปี 2558

“ปัจจุบันเรามีสัดส่วนการจำหน่ายสินค้าทั้งในและต่างประเทศอยู่ที่ 70 : 30 และในอนาคตเราอาจจะมีการปรับสัดส่วนการจำหน่ายต่างประเทศให้เพิ่มมากขึ้นเป็น 60 : 40 อีกทั้งเรายังได้ตั้งเป้าหมายในอีก 5 ปีข้างหน้าที่จะขยายตลาดให้ครอบคลุมกลุ่มประเทศอาเซียนทั้งหมด โดยจะชูจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ที่เป็นสโลแกนว่า “ทองเหลือง ทน ไม่เป็นสนิม” ซึ่งจะนำผลิตภัณฑ์อุปกรณ์ประปาแบรนด์ SANWA เข้าทำตลาดในประเทศต่างๆ” คุณณัฐพร กล่าว

สำหรับการขยายตลาดใน สปป.ลาว จะเป็นช่วงที่ประจวบเหมาะกับทางการประปาลาวได้มีแผนการดำเนินการขยายระบบประปาให้ครอบคลุมนครหลวงเวียงจันทร์ หลวงพระบาง และขยายไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ในขณะเดียวกัน การประปาลาวมีการรณรงค์ให้ประชาชนลดการขุดบ่อน้ำบาดาลและเปลี่ยนมาใช้น้ำประปามากขึ้น บริษัทจึงได้มีการนำนวัตกรรม DRAGO AUTOMATIC METER SYSTEM (DRAGO AMR) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากบริษัท อาซาฮี-ไทย อัลลอย จำกัด ในกลุ่มบริษัทจินดาสุข ที่บริษัทได้มีการพัฒนาภายในแผนก R&Dเองทั้งหมด

โดยทางการประปาลาว ได้เลือกติดตั้ง DRAGO AMR ในระบบคลื่นสัญญาณวิทยุ (RADIO FREQUENCY) ด้วยระบบนี้ สมาร์ทมิเตอร์ แบรนด์ DRAGO จะส่งข้อมูลการใช้น้ำผ่านคลื่นวิทยุไปยังคอมพิวเตอร์มือถือ (HANDHELD) ซึ่งจะลดเวลาและปัญหาเรื่องการจดและออกใบเสร็จค่าน้ำของเจ้าหน้าที่ เพราะใบเสร็จสามารถพิมพ์ออกมาจากเครื่องพิมพ์แบบพกพาได้ทันที

ด้านเป้าผลประกอบการในปีนี้ บริษัทยังคงตั้งเป้าที่จะเติบโตไม่น้อยกว่า 5% หรือมีเป้าผลประกอบการประมาณ 2,800 ล้านบาท และคาดว่าจะเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน ซึ่งตลอดระยะเวลา 3 ไตรมาสที่ผ่านมา บริษัทสามารถทำยอดผลประกอบการได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยจะได้รับปัจจัยเสริมจากการจำหน่ายสินค้าและการทำตลาดในต่างประเทศทั้งในตลาดอาเซียนและตลาดตะวันออกกลางที่ได้รับการตอบรับที่ดีมาก รวมทั้งการขยายตลาดไปในกลุ่มโมเดิร์นเทรดมากขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ในปี 2559 บริษัทคาดการณ์ว่าเป้าผลประกอบการอาจจะโตเพิ่มอีกประมาณ 10% อย่างไรก็ตาม หากบริษัทได้รับปัจจัยเสริมในเรื่องของการส่งเสริมด้านมาตรการและนโยบายต่างๆ ของทางภาครัฐที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการลงทุนด้านการก่อสร้างและอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ บริษัทอาจจะมีการปรับเป้าผลประกอบการให้เพิ่มเป็น 15%

คุณณัฐพร กล่าวต่อถึงจุดเด่นของกลุ่มบริษัทจินดาสุขและผลิตภัณฑ์แบรนด์ต่างๆ ว่า มีโรงงานผลิตที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยและเป็นโรงงานแปรรูปทองเหลืองที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจะครอบคลุมทุกกระบวนการผลิตตั้งแต่เริ่มนำทองเหลืองมาหลอมเหลว มีการขึ้นรูปและวัดค่าทองเหลืองที่มีความทนทานตามมาตรฐานสากลที่ประปายอมรับเท่านั้น ตามสโลแกนของบริษัทที่ตั้งไว้ว่า “ทองเหลือง ทน ไม่เป็นสนิม”

“ฟาร์แมกซ์” เร่งเพิ่มสาขา รับตลาดโต

ฟาร์แมกซ์เดินหน้าขยายสาขาครบ 10 สาขาภายในปีนี้ เล็งภายใน 3-5 ปี ขยายสาขาทั่วกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ รองรับกำลังซื้อและความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ภก.ธัชพล ชลวัฒนสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟาร์แมกซ์ รีเทล จำกัด ดำเนินธุรกิจประเภทร้านขายปลีกสินค้าทางเภสัชภัณฑ์และเวชภัณฑ์ ภายใต้ชื่อ “ฟาร์แมกซ์” เปิดเผยว่า เมื่อต้นปีที่ผ่านมาบริษัทได้เปิดสาขาใหม่ 2 สาขา และเตรียมเปิดให้บริการร้านยาเพิ่มอีก 2-3 สาขาในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งในปัจจุบันอยู่ระหว่าการตกแต่งภายในร้าน โดยจะใช้งบลงทุนประมาณ 5-10 ล้านบาทต่อสาขา ดังนั้นเมื่อเปิดให้บริการทั้งหมด บริษัทจะมีสาขารวมทั้งสิน 10 สาขา

บริษัทยังมีแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2559 ที่จะขยายสาขาเพิ่มอีกประมาณ 3-5 สาขา เพื่อกระจายไปให้ทั่วใจกลางเมืองกรุงเทพฯ และมีแผนภายใน 3 ปี ที่จะเปิดสาขาให้ครบ 20 สาขา ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งจะขยายสาขาไปยังหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ภายใน 5 ปีข้างหน้า อาทิ เชียงใหม่, เชียงราย และชลบุรี เป็นต้น โดยมีวัตถุประสงค์ในการรองรับกำลังซื้อและความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“เรามีแผนในการขยายสาขาเพิ่มประมาณ 3-5 สาขาต่อปี ซึ่งจะมุ่งขยายไปยังกลุ่มคอมมูนิตี้มอลล์กระจายทั่วกรุงเทพฯ เพื่อรองรับและอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าสมาชิกและกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ซึ่งตลอดระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจมากว่า 8 ปี เราเล็งเห็นว่าธุรกิจร้านยายังมีศักยภาพที่จะสามารถเติบโตได้อีก ซึ่งจะมีปัจจัยจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจกับสุขภาพมากขึ้น ดังนั้นเราจึงมีแผนที่จะขยายร้านยาให้ครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับสมาชิกและเพิ่มจำนวนสมาชิกใหม่” ภก.ธัชพล กล่าว

ภก.ธัชพล กล่าวต่อถึงแนวโน้มธุรกิจว่า ปัจจุบันตลาดร้านขายยามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจโดยรวมมีการชะลอตัวเล็กน้อย แต่บริษัทยังคงเติบโตมากกว่าปี 2557 ที่ผ่านมา ดังนั้น บริษัทจึงมีความมั่นใจแนวโน้มธุรกิจในปีหน้าจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน

สำหรับจุดเด่นและจุดแข็งของร้านยาฟาร์แมกซ์ ภก.ธัชพลกล่าวว่า ฟาร์แมกซ์ มีทีมงานที่มีประสบการณ์ด้านยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพื่อต้องการให้เป็นศูนย์การค้าปลีกราคาส่งยาคุณภาพรูปแบบใหม่ที่ได้มาตรฐาน มีสินค้าครบทุกรายการทั้ง ยา เวชภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกว่า 5,000 ชนิด ในราคาที่ไม่แพง

โดยมีการนำระบบไอที เข้ามาช่วยทั้งในส่วนของการจัดเก็บข้อมูลลูกค้า จัดซื้อ การบริหารคลังสินค้า รวมถึงระบบขนส่ง และระบบการคัดเลือกสินค้าโดยทีมเภสัชกร เพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ อีกทั้งได้รับการรับรองให้เป็นร้านยาคุณภาพโดยสภาเภสัชกรรม  ด้วยมาตรฐานระดับสากล 5 ประการ ประดอบด้วย

      1. มีเภสัชกรให้บริการเต็มเวลาทำการ สาขาละ 2 ท่าน รวมทั้งฟาร์แมกซ์ยังได้รับความไว้วางใจให้เป็นแหล่งฝึกงานหลักของคณะเภสัชศาสตร์จากหลายสถาบันการศึกษา ทำให้บริษัทได้รับความไว้วางใจให้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเภสัชกรที่มีคุณภาพ และมีเภสัชกรที่เคยฝึกงานหลายๆ ท่านที่จบการศึกษาแล้วเข้ามาร่วมงานกับฟาร์แมกซ์เช่นกัน

     2. ยาคุณภาพและราคาไม่แพง  ฟาร์แมกซ์มีระบบการคัดเลือกสินค้า โดยทีมเภสัชกร ตามเกณฑ์มาตรฐาน GPP : Good Pharmacy Practice หรือวิธีการที่ดีทางเภสัชกรรม ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

     3. การบริหารลูกค้าสัมพันธ์ CRM (Customer Relationship Management) ด้วยการเชื่อมต่อข้อมูลของผู้บริโภคด้วยระบบไอที โดยจัดทำบัตรสมาชิก Pharmax Card เพื่อบันทึกข้อข้อมูลพื้นฐานและประวัติการใช้ยาของผู้บริโภค และเชื่อมโยงข้อมูลไปยังฟาร์แมกซ์ทุกๆ สาขา

     4. มีพื้นที่กว้างขวาง สะดวกสบาย ศูนย์เภสัชกรรมฟาร์แมกซ์มีการปรับรูปแบบใหม่ในลักษณะเดียวกับซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านยาที่มีสินค้าครบทุกรายการมีการจัดหมวดหมู่อย่างเป็นสัดส่วน บนพื้นไม่ต่ำกว่า 100 ตารางเมตร

     5. บริการที่รวดเร็ว ศูนย์เภสัชกรรมฟาร์แมกซ์ ตั้งอยู่ในเขตชุมชนเข้าถึงง่าย และมีที่จอดรถสะดวกสบาย และสามารถโทรมาสั่งยาก่อนเข้ามารับได้ ในกรณีลูกค้าเร่งรีบ หรือ กรณีฉุกเฉิน

F&N โชว์ศักยภาพ คว้ารางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น

F&N รับรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น ประจำปี 2558 ประเภทการจัดการพลังงาน ชูนโยบายการบริหารจัดการและเป้าหมายในการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เล็งปีหน้าจะเข้าร่วมโครงการคว้ารางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น อย่างต่อเนื่อง

คุณวรเดช แพทย์พิทักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายแมนูแฟคเจอริ่ง บริษัท เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ F&N ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำ เปิดเผยว่า บริษัทได้รับรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น ประจำปี 2558 (The Prime Minister’s Industry Award 2015) ประเภทการจัดการพลังงาน โดยได้รับรางวัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งในปี 2557 ที่ผ่านมา บริษัทได้รับรางวัลในด้านการเพิ่มผลผลิต

การได้รับรางวัลดังกล่าวเป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพในการจัดการด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน บริษัทยังได้มีการกำหนดนโยบายและตั้งเป้าหมายการอนุรักษ์พลังงานไว้อย่างชัดเจน ทั้งการรณรงค์การลดมลภาวะต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นภายในโรงงานและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมภายนอก การนำพลังงานที่เหลือทิ้งกลับมาใช้ในกระบวนการต่างๆ ในโรงงาน ซึ่งนอกจากจะแสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการด้านพลังงานที่มีประสิทธิภาพแล้ว ยังถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อีกด้วย

“รางวัลนี้เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการและปรับปรุงสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องให้ดีขึ้น ซึ่งในปีที่ผ่านมา เราได้รับรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่นเช่นเดียวกัน แต่จะเป็นรางวัลในด้านการเพิ่มผลผลิต และในปีนี้เราก็รับรางวัลในด้านการจัดการพลังงาน ส่วนในปีต่อไปเรามีการตั้งเป้าหมายที่จะเข้าร่วมประกวดในประเภทการบริหารความปลอดภัยหรือประเภทการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม” คุณวรเดช กล่าว

ด้านหลักในการบริหารจัดการด้านพลังงาน บริษัทได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการที่จะดำเนินการต่างๆ ทั้งการรณรงค์ในเรื่องของการดูแลการใช้พลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยจะมีการเก็บสถิติการใช้พลังงานภายในโรงงานในแต่ละวันว่าเป็นไปตามค่ามาตรฐานที่ได้มีการตั้งไว้ หากปริมาณการใช้งานมีจำนวนมากกว่ามาตรฐาน ทางคณะกรรมการจะต้องศึกษาและหาวิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น เครื่องจักรรุ่นเก่าที่มีการใช้พลังงานมาก บริษัทจะหาวิธีการแก้ไขปรับปรุงเครื่องจักรให้ใช้พลังงานลดลงมาเปลี่ยนหรือทดแทน เป็นต้น โดยการลงทุนเปลี่ยนแปลงจะเป็นการลงทุนในระยะสั้นแต่จะช่วยลดการใช้พลังงานในระยะยาวได้เป็นอย่างดี

ส่วนประโยชน์ทางอ้อมที่ได้รับจากการรับรางวัลดังกล่าวนั้น จะเป็นแรงจูงใจให้พนักงานที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจจนประสบผลสำเร็จ ได้รับการยอมรับ และมีรางวัลการันตีจากทางภาครัฐ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่จะสร้างความภาคภูมิใจและเป็นแรงผลักดันให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทยังส่งเสริมพนักงานที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาองค์กรในด้านต่างๆ ให้มีการต่อยอดทางความคิด โดยจะให้พนักงานได้มีการเดินทางศึกษาดูงานในต่างประเทศและแลกเปลี่ยนความรู้กับบริษัทในเครือเพื่อนำความรู้ที่ได้กลับมาพัฒนาองค์กรและบุคลากรต่อไปในอนาคต

สำหรับภายนอกองค์กรทั้งลูกค้าและคู่ค้า บริษัทได้มีการดำเนินการโครงการพาร์ทเนอร์ชิพ ซึ่งจะเป็นการร่วมมือระหว่างบริษัทกับผู้ผลิตวัตถุดิบหรือคู่ค้า โดยจะมีการประชุมสัมมนาเพื่อร่วมกันแนะนำและแลกเปลี่ยนแนวทางในการดำเนินการต่างๆ ภายในบริษัท และภายในส่วนของโรงงาน เพื่อเสนอโครงการที่เกี่ยวข้องกับการประหยัดพลังงานที่มีประสิทธิภาพและได้ประสิทธิผลขององค์กรอื่นๆ ได้นำกลับมาพัฒนาองค์กรของตนและก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนร่วมกัน

คุณวรเดช กล่าวต่อถึงจุดเริ่มต้นจากการดำเนินโครงการต่างๆ ว่า โรงงานที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะโครงการ 2 ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์อุทกภัยในปี 2554 ที่ผ่านมา จึงก่อให้เกิดแนวความคิดในเรื่องของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โรงงานจึงได้วางแผนที่จะเร่งดำเนินการฟื้นฟูโรงงานและคำนึงถึงเรื่องการประหยัดพลังงานและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

“เราอาศัยช่วงจังหวะวิฤตน้ำท่วม ที่เครื่องจักรเกิดความเสียหายและจะต้องเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ทั้งหมด โดยจะดำเนินการเปลี่ยนจากเครื่องจักรรูปแบบเดิมเป็นเครื่องจักรที่มีการประหยัดพลังงานมากขึ้นและสามารถลดต้นทุนได้ด้วย ซึ่งภายหลังการดำเนินการแล้วทางโรงงานก็สามารถลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญมากกว่า 10-15% ทุกปี

นอกจากนี้ เรายังมีโครงการที่จะมุ่งเน้นการทำงานของเครื่องจักรที่จะก่อให้เกิดประสิทธิภาพที่สูงที่สุดและประหยัดพลังงานไปพร้อมกัน และเรายังมีการนำพลังงานความร้อนที่เหลือทิ้งภายในโรงงานนำกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด รวมทั้งยังหาพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือกที่จะเข้ามาเพิ่มมากขึ้น อาทิ การติดตั้ง Solar Roof Top และติดตั้งระบบ Cogeneration หรือการผลิตพลังงานไฟฟ้าร่วมกับพลังงานความร้อน (ก๊าซ, ของเหลวร้อน หรือไอน้ำ) เป็นต้น” คุณวรเดช กล่าว

คุณวรเดช กล่าวปิดท้ายถึงสิ่งที่อยากจะฝากถึงผู้ประกอบการรายอื่นๆ ว่า ปัจจุบันการแข่งขันของกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันหรือการแข่งขันกับกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ จะต้องมีการพัฒนาอยู่เสมอ ซึ่งทุกองค์กรจะต้องมีการพัฒนาระบบการบริหารจัดการต่างๆ ให้ดีตามไปด้วย และเมื่อมีการพัฒนาดีขึ้นแล้วจะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้เกิดการปรับปรุงกลไกต่างๆ ภายในองค์กรให้มีการพัฒนาต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ทุกองค์กรมีการเติบโตอย่างยั่งยืน

TAKUNI ปลื้มกำไรครึ่งปีแรกเกินเป้า

TAKUNI ตั้งเป้ารายได้รวมปีนี้อยู่ที่ 1.4 พันลบ. โชว์กำไรครึ่งปีแรกรับรู้แล้ว 35 ลบ. มั่นใจกำไรรวมปีนี้โตเท่าตัว พร้อมเล็งเพิ่มธุรกิจใหม่โรงไฟฟ้าชีวมวล 8 เมกะวัตต์ สรุปผลไตรมาสสุดท้ายปีนี้

คุณนิตา ตรีวีรานุวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทาคูนิ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) หรือ TAKUNI เปิดเผยถึงผลประกอบการในครึ่งปีแรกว่า ผลประกอบการในครึ่งปีแรกของบริษัทดีมาก โดยเมื่อต้นปีบริษัทได้ตั้งเป้าการเติบโตไว้ประมาณ 1,400 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถเป็นไปตามเป้าและอาจจะเกินเป้าได้อย่างแน่นอน เนื่องจากได้รับปัจจัยเสริมจากงานก่อสร้างที่มีมูลค่าโครงการสูงเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

“เริ่มแรกรายได้หลักจากการติดตั้งแก๊สของเราไม่เพิ่มขึ้น แต่ปีนี้เราได้เน้นงานก่อสร้างมากขึ้น และก็จะเน้นกำไรมาจิ้น ดังนั้นจึงได้มีการตั้งกำไรไว้โตกว่าปีที่แล้วเท่าตัว และเพียงแค่ครึ่งปีแรกก็สามารถทำกำไรได้ทะลุเป้าจากปีที่ผ่านมาที่ตั้งเป้าผลกำไรไว้ประมาณ 27 ล้านบาท โดยในปีนี้ก็น่าจะเพิ่มอีกเท่าตัว เพราะเพียงครึ่งปีเรารับรู้กำไรแล้วกว่า 35 ล้านบาท และยังมีงานรอรับรู้รายได้ หรือ Backlog อีกกว่า 300 ล้านบาท” คุณนิตา กล่าว

สำหรับแผนการดำเนินงานในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทยังคงเน้นการขยายงานด้านก่อสร้างเช่นเดิม เนื่องมีอัตรากำไรสูงกว่าการจำหน่ายแก๊สและสามารถกำหนดระยะเวลาในการรับรู้รายได้ ซึ่งหากดำเนินการสร้างและส่งมอบงานได้ตามระยะเวลาก็จะรับรู้ได้ทันที อีกทั้งราคาแก๊สในปัจจุบันมีราคาที่ไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เริ่มปรับตัวลดลง

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าราคาแก๊สจะไม่เติบโตเท่าปีที่ผ่านมา บริษัทก็ยังคงมุ่งที่รักษากลุ่มลูกค้าเดิมไว้ให้ได้มากที่สุด โดยสิ่งใดที่บริษัทสามารถเข้าไปช่วยได้ก็จะเข้าไปช่วยดำเนินการ ทั้งการจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายหน้าปั๊มและการเข้าไปร่วมหรือบริหารปั๊มแก๊สให้กับลูกค้า ส่วนแนวโน้มของราคาแก๊สในไตรมาสสุดท้าย ตนมองว่าไม่น่าสดใสเท่าที่ควร เพราะราคาน้ำมันในปัจจุบันยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง และยังไม่ได้รับการสนับสนุนหรือมีนโยบายเรื่องแก๊สมากนัก

คุณนิตา กล่าวต่อถึงแผนธุรกิจในปี 2559 ว่า บริษัทยังคงเน้นธุรกิจแก๊สและธุรกิจก่อสร้าง แต่ยังคงที่จะหาธุรกิจใหม่เข้ามาเสริมในด้านพลังงานทดแทนประเภทโรงไฟฟ้าชีวมวล ขนาด 8 เมกะวัตต์ ซึ่งในปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการศึกษาและคาดว่าจะสามารถสรุปได้ในไตรมาส 4/2558 เพื่อเป็นธุรกิจที่จะสามารถช่วยกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจได้มากขึ้น

ส่วนจุดเด่นของบริษัททั้งการดำเนินธุรกิจด้านพลังงานและการก่อสร้าง บริษัทมีความโดดเด่นในเรื่องของการบริการที่ครบวงจร อาทิ ลูกค้ามีเพียงที่ดินเปล่าและอยากทำปั๊มแก๊ส บริษัทจะมีพนักงานขายแก๊ส มีคนเขียนแบบ ดำเนินการก่อสร้าง และมีทีมงานที่จะทดสอบให้บริการ รวมทั้ง ยังมีการตรวจสอบให้กับลูกค้าในทุกๆ ปี และหากอุปกรณ์ชำรุดบริษัทก็จะเข้าไปดำเนินการซ่อมแซมให้ เพื่อสร้างความสะดวกในการให้บริการกับลูกค้าอย่างเต็มที่

ด้านหลักการบริหารองค์กรและบุคลากร บริษัทจะมีการให้สวัสดิการกับพนักงานอย่างเต็มที่ และจะเน้นรับสมัครพนักงานจากคนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ เนื่องจากเมื่อบริษัทมีกิจกรรมต่างๆ ในช่วงเย็น พนักงานก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ นอกจากนี้ยังเน้นในเรื่องของการบริหารจัดการคุณภาพชีวิตพนักงานและรักษาความปลอดภัยในการทำงานมากขึ้น

คุณนิตา กล่าวปิดท้ายถึงเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร หรือ CSR (Corporate Social Responsibility) ว่า บริษัทมุ่งเน้นการคืนกำไรโดยจะมอบให้กับลูกค้า พนักงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเช่นผู้ถือหุ้น รวมทั้งการมอบเงินช่วยเหลือสถานสงเคราะห์บ้านบางแค 2 เป็นประจำทุกปีและบริษัทยังมีการจัดมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่อยู่บนเขา ในพื้นที่จังหวัดราชบุรีอีกด้วย

Page Visitor

011556881
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
33056
55308
33056
8402443
1438676
1507065
11556881
Your IP: 3.238.147.211
2020-11-29 14:20