×

Warning

JFolder: :files: Path is not a folder. Path: /home2/cp439355/public_html/bizfocusmagazine.com/images/Biz_Interview/2014/bfi_014/sumitomo

×

Notice

There was a problem rendering your image gallery. Please make sure that the folder you are using in the Simple Image Gallery plugin tags exists and contains valid image files. The plugin could not locate the folder: images/Biz_Interview/2014/bfi_014/sumitomo

Issue 014 Mar

เบนซ์อมรรัชดากับความสำเร็จกว่า 4 ทศวรรษ

คุณวรรณภา ตั้งบรรยงค์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบนซ์อมรรัชดา จำกัดให้สัมภาษณ์พิเศษนิตยสาร บิส โฟกัส ในโอกาสดำเนินธุรกิจมากว่า 40 ปี แผนการลงทุน แผนการตลาดและทิศทางการดำเนินงาน เป้าหมายการเติบโตในปีนี้ รวมทั้งประเด็นอื่นๆ ดังนี้

นิตยสารบิส โฟกัส :  ความสำเร็จของเบนซ์อมรรัชดา

คุณวรรณภา :  บริษัทเริ่มก่อตั้งโดยคุณอมร ตั้งบรรยงค์ ปัจจุบันดำเนินกิจการมายาวนานกว่า 4 ทศวรรษ ซึ่งเริ่มดำเนินธุรกิจโดยการขายรถมือสอง ปัจจุบันสำนักงานตั้งอยู่ที่ถนนรัชดาภิเษก โดยที่ผ่านมาบริษัทมีอัตราการเจริญเติบโตต่อเนื่องและมีสาขาอยู่ที่ชะอำ จ.เพชรบุรี  ซึ่งจะเน้นจำหน่ายรถเบนซ์มือสอง มีการบริการซ่อมหลังการขายตลอดระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจ 

บริษัทมีธุรกิจในเครืออยู่หลายบริษัท เช่น บริษัท Star Serv เป็นศูนย์ซ่อมรถเบนซ์ราคาประหยัดที่รองรับลูกค้าที่ได้ซื้อรถจากบริษัทเบนซ์อมรรัชดา, บริษัท อมรวิชั่น (บางกอก) จำกัด ดำเนินการเพื่อผลิตรายการโทรทัศน์ เป็นต้น ด้านจุดเด่นของเบนซ์อมรรัชดาจะเป็นในเรื่องการบริการหลังการขาย รับประกันซ่อมค่าแรงฟรีตลอดระยะอายุการใช้งาน และมั่นใจในการรับประกันอะไหล่ทุกชิ้น 1 เดือนเต็ม และรับประกันอะไหล่สำคัญ 1 ปี  ซึ่งเป็นคุณภาพมาตรฐานที่บริษัทยึดมั่นดำเนินการมาโดยตลอด

นิตยสารบิส โฟกัส : วางแผนการลงทุนในปีนี้และปีหน้าไว้อย่างไร

คุณวรรณภา :  แผนการลงทุนต่อเนื่องจากปี 2555 -2556   ซึ่งเป็นธุรกิจของเครืออมร กรุ๊ป ล่าสุดได้มีการลงทุนก่อสร้างอาคารสำหรับในเครือซึ่งมีชื่อว่าบริษัท อมรเพรสทีจ จำกัด โดยเริ่มดำเนินก่อสร้างเมื่อปลายปี 2555  เป็นอาคารสูง 6 ชั้น โดยเป็นศูนย์ดีลเลอร์รถใหม่  BMW มีพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ ตั้งอยู่ห่างจากเบนซ์อมรรัชดาประมาณ 800 เมตรก่อนถึงปั้มปิโตรนาส ใช้งบลงทุนในการก่อสร้างประมาณ 150  ล้านบาท  โดยได้มีการส่งมอบอาคารประมาณเดือนสิงหาคม 2556  และเปิดดำเนินธุรกิจอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2556 ที่ผ่านมาและได้รับกระแสตอบรับจากลูกค้าดี

โดยนับเป็นครั้งแรกในการจำหน่ายรถใหม่เพราะตลอดระยะเวลที่ผ่านมาาบริษัทดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับรถมือสองมาโดยตลอด ซึ่งถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ของบริษัทที่จะพัฒนาและปรับตัวให้เข้ากับตลาดรถยนต์ในปัจจุบัน โดยต้องบริหารงานภายใต้นโยบายของเยอรมนีที่เป็นออโตไลน์ดีลเลอร์ของ BMW  ซึ่งทำให้ได้เรียนรู้ในระดับอินเตอร์ว่าดำเนินงานอย่างไรและเป็นสิ่งที่ดีสำหรับบริษัทที่จะสามารถนำมาพัฒนาในธุรกิจได้

สำหรับวัตถุประสงค์ในการเปิดศูนย์รถยนต์ BMW เนื่องจากมองว่าตลาดรถมือสองในประเทศไทยแนวโน้มค่อนข้างเติบโตได้ยากขึ้น ข้อจำกัดในการทำธุรกิจรถมือสองมีมากขึ้น ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่บริษัทจะต้องหันมาทำธุรกิจด้านรถใหม่ ซึ่งมองว่า BMW เป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่ในหลายประเทศมียอดขายชนะรถยนต์เมอร์ซิเดสเบนซ์ และคาดว่าในอนาคตภาพรวมน่าจะเติบโตได้ดี ประกอบกับกลยุทธ์ของบริษัทที่มีชื่อเสียงดีมาโดยตลาดนั้นคือการบริการหลังการขายที่จะส่งผลให้การทำตลาดในเรื่องรถใหม่เติบโตได้ดีในอนาคต

ส่วนแผนการลงทุนของเบนซ์อมรรัชดาในปี 2557 ยังไม่มีแผนเปิดธุรกิจใหม่ แต่จะมีในเรื่องการตั้งงบลงทุนในด้านการทำโปรโมชั่นและประชาสัมพันธ์ นอกจากนี้ยังต้องดูสถานการณ์ในการปรับกลยุทธ์เพื่อให้ทันกับเหตุการณ์และสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันอีกด้วย โดยแนวโน้มในเรื่องราคาคาดว่าน่าจะเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อรถ เนื่องจากผู้บริโภคที่จะซื้อสินค้าได้ในปัจจุบันอย่างน้อยต้องมองแล้วว่าจะต้องคุ้มกับเงินที่ต้องจ่ายไปซึ่งค่ายรถก็จะเหนื่อย ดังนั้นจึงต้องมีการทำโปรโมชั่นตลอดปี

นิตยสารบิส โฟกัส : วางแผนการตลาดไว้อย่างไร

คุณวรรณภา : งบประมาณในด้านการตลาดจะตั้งไว้ที่ 10% จากยอดขายซึ่งเป็นกำไรจากการขาย โดยในแต่ละปีก็จะใช้งบอยู่ที่ประมาณ 5-10 ล้านบาท/ปี แต่ในปีนี้ยังไม่ได้ตั้งไว้เนื่องจากได้รับผลกระทบดังที่ได้กล่าวมาเบื้องต้น ด้านการวางแผนการตลาดจะเน้นการทำโปรโมชั่นตลอดปีเพื่อกระตุ้นการซื้อของลูกค้าให้มากขึ้น

นิตยสารบิส โฟกัส : กลุ่มลูกค้าของบริษัทเจาะกลุ่มลูกค้ากลุ่มไหน

คุณวรรณภา :  สำหรับกลุ่มลุกค้าของเบนซ์อมรจะมีฐานลูกค้าเดิมอยู่แล้วเนื่องจากเปิดดำเนินการมานานและจะพยายามจะรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ให้คงอยู่ ซึ่งลูกค้าของเราส่วนใหญ่จะมีอายุประมาณ 45 ปีขึ้นไป โดยจะเริ่มมีฐานะมั่นคงแล้วและจะเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของเบนซ์อมรรัชดาซึ่งจะแตกต่างจาก BMW โดยลูกค้าส่วนใหญ่จะมีอายุประมาณ 28 - 40 ปี

นิตยสารบิส โฟกัส : ตั้งเป้าผลประกอบการในปีนี้และปีหน้าไว้อย่างไร

คุณวรรณภา :  สำหรับเป้ายอดขายในปี 2556  ตั้งยอดขายไว้  240  คัน โดยเฉลี่ยประมาณเดือนละ 20 คัน  จากเดิมเคยตั้งเป้าไว้เดือนละ 30  คัน  คาดว่าจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายเนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมถึงการตั้งราคาของรถใหม่ที่มีผลกระทบต่อรถมือสอง  ด้านแนวโน้มการเติบโตในปี 2557  หากไม่มีสถานการณ์ใดๆ มากระทบ คาดว่าจะเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 1 และ 2

 

ซีฟโก้โชว์ Backlog 1,600 ลบ.

ซีฟโก้ ผู้นำในวงการการก่อสร้างฐานรากเสาเข็มลั่นปี 57 มุ่งดำเนินธุรกิจตามแนวทางที่วางไว้ อวด Backlog ปีที่ผ่านมา 1,300 ล้านบาท ส่วนปีนี้มีอยู่ในมือ 1,600 ล้านบาท ฟันกำไรปีก่อนกว่า 130 ล้านบาท เตรียมจัดงานครบรอบ 4 ทศวรรษอย่างยิ่งใหญ่ในเดือนธันวาคม

คุณณรงค์ ทัศนนิพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่าธุรกิจหลักของบริษัทคืองานวางเสาเข็มและมีตลาดอยู่ในวงเฉพาะ อาทิ อาคารสูงที่มีน้ำหนักมากๆ โครงขนาดใหญ่ (ทางด่วน รถไฟฟ้า อาคารสำนักงานของราชการ คอนโดมิเนียม ศูนย์การค้า โรงแรม) เป็นต้น ทั้งนี้บริษัทไม่สามารถสร้างงานเองได้แต่จะต้องทำร่วมกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ดังนั้นการดำเนินงานในปีนี้จึงอยู่ในทิศทางปกติตามที่เคยได้ดำเนินการตลอดมา

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าบริษัทจะสร้างงานเองไม่ได้ แต่เมื่อโครงสร้างงานใหม่ๆ เกิดขึ้นมาตามภาวะเศรษฐกิจที่มีความต้องการงานจึงทำให้บริษัทได้รับงานจากโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่องตลอดมา ซึ่งไม่เคยไม่มีงานและเมื่อมีโครงการใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ บริษัทมีความมั่นใจว่าจะเป็นบริษัทอันดับต้นๆ ที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าไปร่วมงาน

“กว่า 30  ปีที่ผ่านมา เรามีงานเข้ามาตลอดและทำแทบไม่ทัน ปัจจุบันก็ยังคงเป็นเช่นนั้น โดยในปีที่ผ่านมา เรามี Backlog 1,300 ล้านบาทและในปีนี้เรามี Backlog 1,600 ล้านบาท ซึ่ง 60% จะมาจากงานโครงการสาธารณูปโภคต่างๆ อาทิ ทางด่วนศรีรัช รถไฟฟ้าสายสีเขียว ไบเทคเฟส 2 เป็นต้น ส่วนที่เหลืออีก 40% จะเป็นงานจากงานภาคเอกชน เช่น คอนโดมิเนียม ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น

 เมื่อเรารับงานมาและส่งมอบให้แก่เจ้าของโครงการแล้วจะทำให้ Backlog ลดลง ดังนั้นในปีนี้เราจะต้องรับงานเพิ่มอีกเพื่อให้มูลค่า Backlog อยู่ในระดับกว่า 1,000 ล้านบาท แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าปริมาณงานที่ได้รับและส่งออกจะสัมพันธ์กันหรือไม่นั้นเพราะจะขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจและการสร้างโปรเจคใหม่ๆ ของทั้งทางภาครัฐและเอกชน” คุณณรงค์กล่าว

สำหรับงานใหม่ในปีนี้จะเป็นงานภายในประเทศทั้งหมดและจากภาคเอกชน 100% ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงการประมูลงานหลายโครงการ มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท แต่คาดว่าจะได้รับงาน 50% หรือมูลค่า 400-500 ล้านบาท โดยในเดือนมีนาคมนี้จะได้ข้อสรุปและทยอยรับรู้งานที่จะต้องดำเนินการ ส่วนงานใหม่ในต่างประเทศ ขณะนี้มีงานที่ประเทศเมียนมาร์เพียงแห่งเดียวซึ่งเป็นงานของภาคเอกชนเช่นกัน โดยอยู่ระหว่างการดำเนินการตอกเสาเข็มของโครงการคอนโดมิเนียม นอกจากนี้ บริษัทยังมีงานประมูลที่ประเทศเมียนมาร์อีก 2 โครงการซึ่งจะเป็นงานเสาเข็มอาคารสูง คอนโดมิเนียม โรงแรม คาดว่าจะสรุปผลได้ภายใน 1-2 เดือนนับจากนี้

“งานที่เราไปทำที่เมียนมาร์จะเป็นงานของเอกชนและเป็นโปรเจคที่ 2 ที่เราไปทำต่างประเทศต่อจากสิงคโปร์ ซึ่งเราจะเข้าไปทำร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อความสะดวกในการทำงาน เช่น การหาแรงงานในท้องที่ การซื้ออุปกรณ์ การติดต่อราชการ เป็นต้น แต่ลูกค้าของเราจะเป็นคนไทยเพียงแต่เราต้องไปทำงานที่เมียนมาร์เท่านั้นเอง ดังนั้นการสรุปข้อตกลงจึงค่อนข้างนานกว่าการรับงานในเมืองไทยและต้องชัดเจน เพราะว่าเราต้องขนสินค้าไปดำเนินการที่นั้น

ส่วนประเทศอื่นๆ ในปีนี้ เรายังไม่ได้มองไว้ เนื่องจากงานในประเทศก็ล้นมือแล้ว แต่ในอนาคตหากมีแผนที่จะรับงานต่างประเทศก็อยู่ในแถบอาเซียนที่ใกล้ตัวเราและจะพิจารณาจากปัจจัยเสี่ยงในการลงทุนเป็นหลัก ประกอบกับในปัจจุบันงานในประเทศยังมีอีกมากมายซึ่งจะเห็นได้จากการที่มีบริษัทจากต่างประเทศเข้ามารับงานในบ้านเราเป็นจำนวนมาก” คุณณรงค์กล่าว

ด้านเป้าผลประกอบในปี 2556 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้รวม 1,307 ล้านบาท มีผลกำไร 139.27 ล้านบาท ส่วนในปีนี้ บริษัทคาดว่าตัวเลขผลประกอบการจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาและจะไม่แตกต่างกันมากนักเพราะดำเนินธุรกิจในแนวทางเดียวกัน ประกอบมี Backlog ไม่ทิ้งห่างกัน สำหรับอัตราการเจริญเติบโตของบริษัทจะเพิ่มขึ้น 10-20% ทุกๆ ปี

คุณณรงค์กล่าวต่อว่าในปีนี้บริษัทครบรอบ 40 ปีในการดำเนินธุรกิจและมีแผนจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบในวันที่ 19 ธันวาคมที่จะถึงนี้ โดยจะจัดงานสัมมนาเชิงวิชาการเพราะบริษัทเป็นบริษัทที่ก่อสร้างเชิงวิชาการด้านงานฐานราก งานใต้ดิน งานเสาเข็ม ซึ่งจะมีการเชิญนักวิชาการระดับโลกประมาณ 2-3 ท่านเพื่อมาบรรยายพิเศษและแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีระหว่างกันเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นว่าความรู้ความสามารถของบริษัททัดเทียมระดับโลก เนื่องจากในอดีตที่บริษัทเริ่มทำธุรกิจก็ได้ร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ระดับโลก (อังกฤษ ฝรั่งเศส) และที่ผ่านมาบริษัทได้มีการจัดสัมมนาเชิงวิชาการและเดินทางไปสัมมนาต่างประเทศบ่อยครั้ง

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะสร้างคนทำงานรุ่นใหม่ด้วยการให้ทุนการศึกษาแก่พนักงานในองค์กรเท่านั้น ซึ่งจะแตกต่างจากที่ผ่านมาที่ให้ทุนการศึกษาแก่บุคคลทั่วไป สำหรับพนักงานในองค์กรที่จะได้รับทุนจะต้องผ่านการเรียนหลักสูตรครูสมาธิเป็นเวลา 6 เดือน 96  ชั่วโมงซึ่งเป็นหลักสูตรของพระธรรมมงคลญาณ (วิริยังค์ สิรินฺธโร) และเป็นที่ยอมรับทั่วไปในระดับสากล เพื่อให้คนที่เรียนมีจิตแข็งแกร่ง มีพลัง มีความคิดในเชิงบวกมากยิ่งขึ้น มีความรับผิดชอบ สามารถแก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว ทั้งนี้นอกจากจะส่งผลดีต่อพนักงานโดยตรงแล้วยังส่งดีและช่วยยกระดับองค์กรอีกด้วย เนื่องจากจะทำให้ไม่มีปัญหาลักขโมยและปัญหายาเสพติด
สำหรับหลักสูตรนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม CSR ของบริษัทในทางจิตภาพ ซึ่งที่ที่ผ่านมาจะเน้นให้ในเชิงกายภาพ เช่นการบริจาคสิ่งของต่างๆ การให้ทุนการศึกษาและอื่นๆ อีกมากมาย แต่บริษัทยังไม่ได้คืนกำไรให้แก่สังคมในเชิงจิตภาพมาก่อน โดยบริษัทได้เปิดศูนย์สมาธิซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กับออฟฟิศ เปิดสอนทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.00-20.30 น.และในแต่ละวันจะมีคนมาเรียนประมาณ 40-50 คน/วัน ซึ่งไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ทั้งนี้บริษัทได้ตั้งเป้าว่าภายใน 5 ปี พนักงานของบริษัทจะเรียนจบหลักสูตรนี้สูงถึง 80%

“ตลอดระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจและได้มาถึงปีที่ 40 ในปีนี้ ตนถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะเราเริ่มต้นธุรกิจจากคนๆ เดียว มีพนักงาน 5 คน ซึ่งทำงานด้วยความอุตสาหะและเหนื่อยยาก ทำงานด้วยมือเปล่า ณ เวลานี้ ตนรู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่งกับสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันที่เริ่มจากศูนย์และเติบโตเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์” คุณณรงค์กล่าว

ส่วนจุดเด่นของบริษัทที่ลูกค้าไว้วางใจใช้บริการมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย 1.การดำเนินธุรกิจมายาวนานถึง 4 ทศวรรษ 2.บริษัทมีความรู้ความชำนาญในธุรกิจที่ดำเนินการเป็นอย่างมาก โดยมีผลงานที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนมากมายและมากกว่าผู้ประกอบการรายๆ อื่น โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ประมาณ 50% ล้วนแต่เป็นผลงานของบริษัท 3.ราคายุติธรรม 4. การบริการที่ดีและการดำเนินงานเสร็จทันตามกำหนดระยะเวลา ไม่ล่าช้า

คุณณรงค์กล่าวต่อถึงหลักการบริหารองค์กรว่าประกอบด้วย 1.การติดตามเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน 2.การรู้เขารู้เรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง 3.การเห็นอกเห็นใจคนอื่น ไม่เอาเปรียบผู้อื่นและยอมเสียเปรียบบ้างเล็กน้อย โดยเฉพาะกับลูกน้อง ซึ่งจะทำให้ทำงานกับเรายาวนาน รวมทั้งคู่ค้าที่อยากจะทำธุรกิจค้าขายกับบริษัทเป็นเวลายาวนานเช่นกัน ในทางตรงกันข้ามหากเราทำธุรกิจกับใครแล้วเอาเปรียบ จะทำให้ไม่มีใครอยากทำงานและค้าขายกับเรา ทั้งนี้เมื่อเรายอมเสียเปรียบบ้างเล็กน้อย เมื่อเราไปทำธุรกิจร่วมกับใครก็สบายใจ มีแต่เพื่อนและจะทำให้คนที่อยู่ร่วมกับเราสบายใจ  4.การซื่อสัตย์  5.การรักษาคำมั่นสัญญา

“การรักษาคำมั่นสัญญาเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดในการดำเนินธุรกิจ สมัยก่อนเราเริ่มต้นจากธุรกิจที่ไม่มีอะไรเลย มีแต่คำมั่นสัญญาว่าการทำงานจะต้องเสร็จ ซึ่งหมายถึงว่าจะต้องเสร็จจริงๆ หากเราทำงานไม่เสร็จก็ต้องยอมให้ลูกค้าปรับโดยไม่มีข้อโต้แย้ง หัวใจในการดำเนินธุรกิจของเราคือ ซื่อสัตย์ ผลงานคุณภาพ การตรงต่อเวลา ซึ่งทำให้ยืนอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ เราภาคภูมิในผลงานทุกผลงานไม่ว่าจะเป็นงานขนาดเล็กหรือใหญ่ แต่งานธุรกิจเข็มเจาะอาคารขนาดใหญ่ เรานับเป็นเจ้ารายแรกที่ทำในประเทศไทยและเป็นความภาคภูมิใจมากที่สุด” คุณณรงค์กล่าว

ส่วนภาพรวมธุรกิจในปี 2557 คาดว่าในส่วนของภาคเอกชนอาจจะมีการชะลอการลงทุน เพราะมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน การกู้เงินจากธนาคารจะยากมากยิ่งขึ้น ค่าเงินบาทมีความผันผวน ต้นทุนการนำเข้าสินค้าเพิ่มมากขึ้นส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตามไปด้วย อาทิ เหล็ก อุปกรณ์อาคารต่างๆ เป็นต้น และแน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อผู้ประกอบการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับงานของภาครัฐคาดว่าจะลดลงเช่นกัน แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อบริษัทแต่อย่างใด เพราะมี backlog รองรับเพียงพอตามที่ได้กล่าวไปแล้วเบื้องต้น

ด้านปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อบริษัทได้แก่ปัญหาแรงงาน โดยปัจจุบันใช้แรงงานกัมพูชาสูงถึง 70% ส่วนที่เหลืออีก 30% จะเป็นแรงงานไทย เนื่องจากในปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่ไม่นิยมทำอาชีพรับจ้างและเป็นปัญหาระดับประเทศ ซึ่งจะสังเกตุได้จากการที่มีแรงงานต่างด้าวจำนวนมากเข้ามาทำงานในประเทศไทย เช่น เมียนมาร์ กัมพูชา เป็นต้น และในอนาคตเมื่อแรงงานเหล่านั้นกลับประเทศ จะส่งผลให้เกิดวิกฤตแรงงานในประเทศไทยอย่างแน่นอน


Sumitomo Mitsui revealed the progress of project “Chao Phraya River Crossing Bridge”

Sumitomo Mitsui revealed the 60% progress of Chao Phraya River Crossing Bridge at Nonthaburi 1 in which the company is confident to deliver the project to the Department of Rural Roads in time. The project is featured as the first large bridge in Thailand that has been constructed using concrete and cable strength together.

               Mr. Kavee Kingkate, Project Coordinator of Sumitomo Mitsui Construction Co., Ltd (SMC) revealed that ITD-SMCC Joint Venture, comprising of Italian-Thai Development Public Company Limited and Sumitomo Mitsui Construction Company Limited, is proceeding with Chao Phraya River Crossing Bridge at Nonthaburi 1 road construction project, worth 3,796 million baht. The project owner is Department of Rural Roads, Ministry of Transport.

            Sumitomo Mitsui Construction Co., Ltd. proceeds the construction of the extradosed 6-lane Chao Phraya River Crossing Bridge with a 460 m span length and a 200 m main span, worth 860 million baht. The rest is preceded by Italian-Thai Development Public Company Limited.

Highlights of the bridge are that it is the widest in Thailand with extradosed 6-lane and Thailand’s first bridge with the use of concrete and cable supporting together. Due to its high cost, the cable is used to partially support the bridge which can save the project owner’s budget a lot while maintaining the durable weight support as well. The thickness of the girder is reduced compared to the other bridges, such as Phra Nangklao Bridge, because the cable helps supporting the weight. The total 96 cables are divided into the left and right equally, 48 cables each.

Construction began on May 2, 2012 is currently progressed by 61%. The foundation and pylons with 58 meters sea level height have been completed. The remaining is the bridge ground (excluding the poles). It is expected to deliver to the Department of Rural Roads in time by early December this year.

“The remaining 39% is complex structure that would take longer than foundation because the new innovation is used for the first time in Thailand. The workers may not be familiar and will take some time for adaptation. However, we have well set the work system for each step of execution with the closely monitoring by the expert engineers and team”.

 “The operation at present is faster than the plan by 2%. We are confident that it will be delivered to the project owner in time, meeting the safety requirements and can be opened for actual drives. The time to official opening will be set by the Department of Rural Roads” said Mr. Kavee.

The issue mostly encountered in the project implementation is a labor shortage. However, the company solved it by hiring sub-contractors to supply the labor to meet the demand. The construction workers are mainly Thai at over 50% and the rest are foreign workers (Philippines and Cambodia). The weather conditions cause a little affect on structure works.

 “When completed, the bridge is expected to largely benefits the public by well relieving the traffic from Phra Nangklao Bridge and Rama 5 Bridge. The overall traffic will be better drastically and the public will have more alternative” said Mr. Kavee.

Mr. Kavee added the highlights of Sumitomo Mitsui Construction Co., Ltd. that its parent company in Japan is an expert in the construction of pre-stressed concrete bridges which is the number one in Japan experiencing over 1,000 bridge construction projects. The company team has been experienced and highly expertise in construction of concrete bridge overhanging the river in which the company is the first one in Japan and has brought this innovation to Thailand.

The project portfolio in Thailand includes Phra Pinklao Bridge, Phra Pokklao Bridge, Rama 7 Bridge, Rama 5 Bridge, original Phra Nangklao Bridge, Pathum Thani Bridge, and the latest is this project. The company also invented and is the first company in Thailand that constructs the concrete bridge overhanging to the river.

In addition, the company guarantees its works for 2 years. If there are any damages to project caused by the construction by the company during the warrantee period, the company will fix them with free of charge. However, the company has not received any complaints to fix the major cases, such as bridge. Throughout the past operation, there were only minor cases only.

In the construction, the company will follow the format and requirements of the clients with the closely monitoring by engineers to complete the work as scheduled and to resolve the issues in a timely manner. In addition, the project owner can verify the works at any time.

Chao Phraya River Crossing Bridge at Nonthaburi 1 road and connecting roads have a total length of approximately 4.3 kilometers with 6 lanes. The bridge has been constructed to 1 kilometers length. The project consists of 6 parts of construction: (1) a 6-lane bridge crossing Chao Phraya River with its slopes; (2) 2 at-grade roads to an interchange at Petchaburi road and Ratcha Phruek Road; (3) bridge over intersections on Nonthaburi bypass; (4) 6-lane ground level road; (5) other works such as the lighting system, drainage system, and utilities system; (6) utilities works of the Metropolitan Waterworks Authority and TOT.   

The project consists of bridge and connecting road at ground level starting at Nonthaburi 1 Road, close to Sri Boonyanon School. The beginning is on the south of Piboon Songkram Pier 4 and Talad Kwan community turning to the southwest and crossing Chao Phraya River to the west at the south of Aom Non Canel.

The path is in the area between Shrine of the City Pillar and Chalerm Kanjanapisek Park. Then, the path turns to the west cutting through Wat Don Prom – Nonthaburi pier at km 1+300 and parallel to Wat Bot Don Prom – Nonthaburi pier at km 2+600. The project ends at bridge crossing Rachaphruk road.

{gallery}Biz_Interview/2014/bfi_014/sumitomo{/gallery}

รพ.สมิติเวช ศรีราชา อัดงบ 800 ล้านบาท เนรมิตอาคารผู้ป่วย-อาคารจอดรถ

รพ.สมิติเวช ศรีราชา ทุ่มงบประมาณ 800 ลบ. ก่อสร้างอาคารผู้ป่วย 12 ชั้นและอาคารจอดรถ 8 ชั้น  เล็งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการพฤษภาคม 2557 ตั้งเป้าผลประกอบการปีนี้ไว้ที่ 1,800 ลบ.

นายแพทย์นพดล  นพคุณ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา เปิดเผยรายละเอียด เกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยและอาคารจอดรถใหม่ว่าเริ่มดำเนินการตอกเสาเข็มประมาณเดือนมิถุนายน 2555 ที่ผ่านมา ซึ่งใช้งบประมาณรวมทั้ง 2  อาคารประมาณ 800 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับผู้ป่วยที่มีอัตราเพิ่มมากขึ้นทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกดังนั้นโรงพยาบาลจึงต้องมีการขยายพื้นที่เพื่อรองรับการให้บริการแบบครบวงจร

สำหรับอาคารผู้ป่วยหลังใหม่จะเป็นอาคาร D สูง 12 ชั้น มีพื้นที่ทั้งหมด  24,000  ตร.ม.ใช้งบประมาณในการก่อสร้างกว่า 500  ล้านบาท แบ่งเป็นอาคารผู้ป่วยนอก 4  ชั้นและผู้ป่วยใน 8 ชั้น  โดยมีความคืบหน้าในการก่อสร้าง 70% คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการในส่วนของ OPD ชั้น 1 ได้ปลายเดือนมีนาคม–ต้นเดือนเมษายน 2557 นี้  ส่วน OPD ชั้น 2, 5, 6  คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในเดือนพฤษภาคม 2557

“อาคารหลังใหม่จะทยอยเปิดเพื่อให้บริการ โดยจะเปิดให้บริการในส่วนของ OPD ผู้ป่วยนอก  2  ชั้นและผู้ป่วยใน 2 ชั้นก่อน หลังจากนั้นก็จะค่อยๆ เปิดให้บริการเพิ่มในชั้นต่างๆ  ซึ่งชั้นที่ 1 เป็นศูนย์อายุรกรรม  ชั้นที่ 2  เป็นศูนย์สูตินารี (แม่และเด็ก)  ชั้น 3 เป็นศูนย์ศัลยกรรม (ห้องผ่าตัดใหม่) อาทิ ห้องส่องกล้องในการผ่าตัดที่ทันสมัย  ห้องสวนหัวใจขยายหลอดเลือด  ห้องผ่าตัดหัวใจ  เป็นต้น

 ชั้น 4  เป็นศูนย์โรคหัวใจที่ไม่ใช่การผ่าตัดและเป็นศูนย์ทันตกรรมที่ทันสมัย โดยในอนาคตอาจมีการปรับเปลี่ยน ซึ่งเบื้องต้นวางแผนไว้คร่าวๆ ดังที่กล่าวมาก่อนและแผนในอนาคตจะพัฒนาให้ชั้น 12 เป็นโรงพยาบาลสำหรับคนญี่ปุ่นของภาคตะวันออก โดยจะมีการบริการทั้งทางการแพทย์และความสะดวกด้านอื่นๆ อบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน อาทิ ร้านอาหาร เป็นต้น  คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการประมาณต้นปี 2558”  นายแพทย์นพดลกล่าว

นายแพทย์นพดลกล่าวต่อถึงการก่อสร้างอาคารจอดรถว่าจะเป็นอาคารสูง 8  ชั้น  ใช้งบประมาณในการก่อสร้างกว่า 200  ล้านบาท โดยมีความคืบหน้าในการก่อสร้าง 95%  เพื่อรองรับรถของผู้ป่วยและญาติที่มาใช้บริการกับโรงพยาบาล เนื่องจากผู้ที่มาใช้บริการจะเป็นลูกค้าระดับพรีเมี่ยม โดยสามารถรับรถได้ประมาณ 520 คัน นอกจากนี้โรงพยาบาลยังมีพื้นที่เหลือบริเวณด้านล่างที่สามารถรองรับรถได้เพิ่มอีก ทั้งนี้เมื่อรวมพื้นที่ทั้งหมดจะทำให้รองรับรถได้ประมาณ 900–1,000 คัน

ด้านผลประกอบการในปี 2556  ที่ผ่านมาจะอยู่ที่ 1,580  ล้านบาทหรือมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 10.5%   ส่วนเป้าผลประกอบการในปี 2557 ตั้งเป้าเติบโตไว้ที่ 14.4%  หรือ 1,800 ล้านบาท  โดยคาดว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้เนื่องจากอาคารใหม่เสร็จเรียบร้อยและสามารถเข้าใช้บริการได้และในปี 2558   โดยตั้งเป้าผลประกอบไว้ที่ 2,000  ล้านบาท

บางจากควักกระเป๋ากว่า 1.2 หมื่นลบ.ปรับโฉม-รุกธุรกิจทั้งในและต่างประเทศดันรายได้เพิ่ม

บางจากปิโตรเลียมเปิดแผนการลงทุนปี 2557 ใช้เงินลงทุนรวมกว่า 12,000 ลบ. เพิ่มศักยภาพการผลิตของโรงกลั่นฯ และขยายเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน พร้อมขยายธุรกิจพลังงานทดแทนและลงทุนในธุรกิจใหม่อย่างต่อเนื่อง

คุณวิเชียร  อุษณาโชติ  กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) เปิดเผยแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2557 ว่าจะมีการลงทุนเพิ่มศักยภาพการผลิตของโรงกลั่นฯ และขยายเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน รวมทั้งขยายธุรกิจพลังงานทดแทนและลงทุนในธุรกิจใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะใช้เงินลงทุนรวมกว่า 12,000 ล้านบาท  

โดยบริษัทมีแผนขยายการลงทุนออกไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ที่มีหลายโครงการในประเทศญี่ปุ่นเสนอให้บริษัทเข้าไปลงทุน ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 30-50 เมกะวัตต์และอยู่ระหว่างการพิจารณาและเข้าตรวจสอบกิจการ (Due Diligence)  คาดว่าจะได้ข้อสรุปประมาณกลางปีนี้

สำหรับในปีนี้ธุรกิจโรงกลั่นฯ จะมีการกลั่นเฉลี่ย 90,000 – 94,000 บาร์เรลต่อวัน ลดลงจากปีก่อนหน้าเนื่องจากมีแผนหยุดซ่อมบำรุงใหญ่ ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม - 15 มิถุนายนนี้ ขณะที่ประเมินค่าการกลั่นอยู่ที่เฉลี่ย 7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลและมีแผนลงทุนในโครงการส่งเสริมประสิทธิภาพ พลังงาน  และสิ่งแวดล้อม (3E : Efficiency  Energy and Environment Improvement Project) วงเงิน 7,000 ล้านบาท

ทั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของโรงกลั่นฯ ซึ่งผ่านการอนุมัติการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA : Environmental Impact Assessment) เรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการออกแบบ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ตั้งแต่ปลายปีนี้ ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 4  ปี ทำให้มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อม (EBITDA) เพิ่มขึ้น 2,000 ล้านบาทต่อปี

คุณวิเชียรกล่าวต่อว่าในส่วนของธุรกิจค้าปลีกมีแผนจำหน่ายน้ำมันผ่านสถานีบริการ 260  ล้านลิตรต่อเดือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 จากปีก่อนหน้า โดยในปีนี้จะขยายสถานีบริการน้ำมันเพิ่มขึ้นอีก 70 แห่ง รวมเป็น 1,130 แห่งทั่วประเทศและพัฒนาสถานีบริการน้ำมันรูปแบบใหม่ให้มีความทันสมัย สะดวกสบาย และสวยงาม (Rebranding) ประมาณ 100 แห่ง ใช้เงินลงทุนรวม 1,200 ล้านบาท ขยายสถานีบริการ E85 เพิ่มเป็น 150 แห่งและสถานีบริการ E20 ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนนโยบายพลังงานทดแทนของภาครัฐ  รวมทั้งตั้งเป้าจะขยายร้านสะดวกซื้อบิ๊กซีมินิในสถานีบริการน้ำมันบางจากภูมิภาคต่างๆ เพิ่มเป็น 150 แห่งและเพิ่มร้านกาแฟอินทนิลเป็น 400 แห่ง ภายในสิ้นปีนี้ พร้อมจับมือพันธมิตรธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่มที่มีชื่อเสียง เพื่อตอบสนองวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่และเพิ่มรายได้จากธุรกิจ Non-oil

ด้านธุรกิจพลังงานทดแทน บริษัทมีแผนจะขยายกำลังการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพไบโอดีเซลและลงทุนผลิตเอทานอลเพิ่ม โดยโรงงานผลิตไบโอดีเซล B100  ที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจะขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีก 450,000 ลิตรต่อวัน ทำให้มีกำลังการผลิตรวม 810,000 ลิตรต่อวัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการหาผู้รับเหมาก่อสร้าง คาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างเสร็จภายในไตรมาส 3 ปี 2558 ส่วนธุรกิจผลิตเอทานอลอยู่ระหว่างศึกษาการลงทุนเพิ่ม โดยอาจจะสร้างโรงงานขึ้นใหม่หรือเข้าร่วมทุนกับโรงงานที่มีอยู่เดิมเพื่อรองรับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น

คุณวิเชียรกล่าวต่อว่าขณะที่โครงการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ เฟส 3 ทั้ง 5 แห่งคือที่อำเภอประโคนชัยและอำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิและอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี กำลังการผลิตจำหน่ายรวม 48 เมกะวัตต์ จะเริ่มทยอยจำหน่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป ทำให้ปี 2557 มี EBITDA เพิ่มขึ้นกว่า 700 ล้านบาท ทั้งนี้เมื่อรวมกับเฟส 1 และเฟส 2  จะมีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 118 เมกะวัตต์ และมี EBITDA เพิ่มขึ้นในปีนี้รวมทั้งสิ้นเป็น 2,200 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยชดเชยรายได้จากปริมาณกลั่นที่ลดลงของธุรกิจโรงกลั่นฯ

ส่วนความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในปี 2557 จากการคาดการณ์ขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) จะอยู่ที่ระดับ 92.60 ล้านบาร์เรล/วัน เพิ่มจากปี 2556 ที่ระดับ 91.29 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วเริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและเศรษฐกิจของประเทศเอเชียที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 100-105 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

Page Visitor

015161911
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
40235
52723
445891
11437843
1529669
1988039
15161911
Your IP: 3.232.96.22
2021-01-23 17:17