×

Warning

JFolder: :files: Path is not a folder. Path: /home2/cp439355/public_html/bizfocusmagazine.com/images/Biz_Interview/2014/bfi_017/suralers/photo

×

Notice

There was a problem rendering your image gallery. Please make sure that the folder you are using in the Simple Image Gallery plugin tags exists and contains valid image files. The plugin could not locate the folder: images/Biz_Interview/2014/bfi_017/suralers/photo

Issue 017 Jun

สยามเซมเพอร์เมดคว้ารางวัล อย.ควอลิตี้ อวอร์ด ครั้งที่ 4

สยามเซมเพอร์เมดตอกย้ำความสำเร็จรับรางวัล อย.ควอลิตี้ อวอร์ด ประจำปี 2557 คาดมีแนวโน้มสูงที่จะได้รับอีกปีหน้า เล็งเป้ายอดขายปีนี้ที่ 1 หมื่นลบ.

คุณวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล Director  บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด(มหาชน) และผู้ถือหุ้นรายใหญ่บริษัท สยามเซมเพอร์เมด จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตถุงมือยางทางการแพทย์ชั้นนำของประเทศและจัดจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศเปิดเผยว่าบริษัทได้รับรางวัล อย.ควอลิตี้ อวอร์ด ประจำปี 2557 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2557 ที่ผ่านมา

โดยรางวัลดังกล่าวได้รับเป็นครั้งที่ 4 แล้ว ซึ่งได้รับครั้งแรกเมื่อปี 2552 และได้รับติดต่อกันอีก 2 ปีคือปี 2553-2554 และต้องเว้นระยะไว้อีก 2 ปี เนื่องจากเป็นไปตามกฎของ อย. ว่าจะต้องเว้นวรรคการเข้าร่วมประกวด อย.ควอลิตี้ อวอร์ด 2 ปี จึงจะส่งเข้าประกวดใหม่ได้

คุณวีรสิทธิ์กล่าวต่อว่าวัตถุประสงค์ในการขอรับรางวัลดังกล่าวเริ่มจากที่บริษัทเป็นผู้ผลิตถุงมือยางทางการแพทย์จึงเชิญ อย.เพื่อมาตรวจสอบคุณภาพทั้งสินค้า โรงงาน ระบบปฏิบัติการ การรักษาสิ่งแวดล้อมและการช่วยเหลือชุมชนในด้าน CSR และจากการที่ อย.เข้ามาตรวจสอบ ปรากฏว่าบริษัทผ่านในทุกประเด็นที่กล่าวมาเนื่องจากมีระบบคุณภาพมาตรฐานตามที่ อย.กำหนดจึงได้รับรางวัลในครั้งนี้

ส่วนประโยชน์ที่จะได้รับคือความเชื่อมั่นและความมั่นใจจากลูกค้าเป็นอย่างดีว่าระบบการทำงานของบริษัทมีมาตรฐานรองรับซึ่งสามารถการันตีได้จากการที่บริษัทได้รับรองคุณภาพมาตรฐานจาก อย. นอกจากนี้ยังสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพนักงานได้เป็นอย่างดีที่ได้รับรางวัลดังกล่าว ส่งผลให้พนักงานมีกำลังใจและภาคภูมิใจในการทำงานเพื่อพัฒนาศักยภาพให้ได้รับรางวัลอีกในปีถัดไป

 “พนักงานรู้สึกว่าการที่เขาได้ทำงานมาตลอดได้ผลตอบรับในเรื่องคุณภาพมาตรฐานจนได้รับรางวัลอย.ควอลิตี้ อวอร์ดในครั้งนี้ก็ถือได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากที่ได้ปฏิบัติงานมาอย่างเคร่งครัดตามมาตรฐานที่บริษัทกำหนดซึ่งทำให้เขาเรียนรู้ว่าสิ่งใดเป็นมาตรฐานที่ต้องปฏิบัติเพื่อสร้างแรงจูงใจเมื่อผลตอบรับกลับมาเป็นรางวัล” คุณวีรสิทธิ์กล่าว

คุณวีรสิทธิ์กล่าวต่อว่าบริษัทจะพัฒนาทั้งคุณภาพมาตรฐาน สินค้า ต้นทุน และด้านอื่นๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพขึ้นและคาดหวังว่าในอนาคตจะได้รับรางวัลนี้อีกต่อไป เนื่องจากทุกครั้งที่ส่งผลงานเข้ารับรางวัลดังกล่าวก็จะผ่านการพิจารณาจาก อย. ในทุกขั้นตอนจนได้รับรางวัลซึ่งสิ่งนี้ก็สามารถการันตีได้เป็นอย่างดีว่าบริษัทใส่ใจในเรื่องคุณภาพมาตรฐานเป็นสำคัญ

ด้านยอดขายในปี 2556 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 9,600 ล้านบาท มีกำไร 980 ล้านบาทและในปี 2557  บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 10,000 ล้านบาท  ซึ่งคาดว่าจะเป็นไปตามเป้าเนื่องจากปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิต 14,000 ล้านชิ้น/ปี 

กลุ่มไทคอนควักกระเป๋า 8,000 ลบ.รุกปีม้ารับ AEC

กลุ่มไทคอนทุ่มงบ 8,000 ลบ. เดินหน้าขยายการลงทุนเพิ่มทั้งซื้อที่ดินทำเลยุทธศาสตร์ การพัฒนาและก่อสร้างโครงการเต็มสูบ พร้อมตั้งเป้าปีนี้ขยายพื้นที่เช่าให้ได้ 250,000 ตร.ม.

คุณปธาน สมบูรณสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทคอน โลจิสติคส์ พาร์ค จำกัด หรือทีพาร์ค ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มไทคอนดำเนินธุรกิจให้เช่าในรูปแบบคลังสินค้าคุณภาพสูงพร้อมใช้ (Ready- Built Warehouses)  และคลังสินค้าแบบสร้างตามความต้องการ (Built-to-Suit Warehouses) เปิดเผยถึงแผนการลงทุนของกลุ่มไทคอนในปี 2557 ว่าได้ตั้งงบลงทุน 8,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการซื้อที่ดินในทำเลยุทธศาสตร์ 3,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 5,000 ล้านบาทจะใช้ในการพัฒนาและก่อสร้างโครงการ  

สำหรับในปีนี้จะเน้นการก่อสร้างคลังสินค้าเป็นหลัก เนื่องจากในปีที่ผ่านมาได้มีการซื้อที่ดินไว้เป็นจำนวนมากทั้งที่ภาคอีสาน (ขอนแก่น)  ภาคใต้(สุราษฏร์ธานี) และสมุทรปราการ (บางพลี) โดยจะเริ่มที่จังหวัดขอนแก่นเป็นที่แรกบนพื้นประมาณเกือบ 200 ไร่เพราะความต้องการในด้านการเช่าคลังสินค้ามีค่อนข้างสูง  ซึ่งจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในกลางปีนี้และคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในต้นปี 2558 

ส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีพื้นประมาณ 70 ไร่ จะเริ่มออกแบบภายในปีนี้และแผนการก่อสร้างกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาตัดสินใจ คาดว่าน่าจะดำเนินการได้ในราวปลายปีนี้  โดยทั้งสองแห่งจะดำเนินการเป็นเฟสและทยอยนำสินค้าออกมาให้เช่า ส่วนในปี 2557 จะมีการซื้อที่ดินเพิ่มเติมในภาคเหนือโดยอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและพิจารณาว่าจะเลือกจังหวัดใดระหว่างลำพูน ลำปางและเชียงใหม่

คุณปธานกล่าวต่อว่าวัตถุประสงค์ของการลงทุนในครั้งนี้เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้นและรับตลาด AEC  โดยจุดแข็งของทีพาร์คคือการมีสถานที่หลายๆ แห่งไว้รองรับอยู่แล้ว ซึ่งปัจจุบันก็มีสถานที่ทั้งหมด 29 แห่ง ซึ่งบางแห่งอาจจะมีพื้นที่ไม่พอแต่จะมีการขยายเพิ่มเติมในอนาคต

 รวมทั้งรองรับการขยายตัวของธุรกิจของกลุ่มไทคอนซึ่งเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เนื่องจากปัจจุบัน ลูกค้านิยมเช่าพื้นที่คลังสินค้ามากกว่าที่จะสร้างเอง โดยบริษัทต่างชาติเน้นการเช่าอยู่แล้ว ประกอบกับขณะนี้ผู้ประกอบการคนไทยเริ่มมีการเช่าพื้นที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ด้านหลักเกณฑ์ในการพิจารณาการเลือกสถานที่ในการดำเนินโครงการจะพิจารณาจากความต้องการของลูกค้าเป็นหลักว่ามีความต้องการอย่างไร ทั้งนี้จากการสำรวจความต้องการลูกค้าในวังน้อยและบางพลีปัจจุบันพบว่าจะมีความต้องการในภูมิภาคเพิ่มมากขึ้น

ส่วนแผนการลงทุนในต่างประเทศนอกจากจะแสวงหาโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ในประเทศแล้วยังจะขยายสู่ภูมิภาคเอเชียร่วมด้วย โดยล่าสุดบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาโครงการคลังสินค้าที่ประเทศเวียดนามและประเทศเมียนร์มา สำหรับเหตุผลที่จะเข้าไปลงทุนใน 2 ประเทศดังที่กล่าวมา เนื่องจากมีการขยายตัวของเศรษฐกิจค่อนข้างสูงในอนาคต โดยประเทศเวียดนามจะมีกลุ่มลูกค้าที่เป็นชาวญี่ปุ่นเข้าไปลงทุนเป็นจำนวนมาก ส่วนประเทศเมียนร์มาเพิ่งจะเปิดประเทศ ดังนั้นความต้องการหลายๆ อย่างน่าจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

สำหรับในปี 2557 ทีพาร์คตั้งเป้าขยายพื้นที่เช่าให้ได้ 250,000 ตารางเมตร โดยพื้นที่จะปล่อยให้เช่าหลักๆ จะเป็นที่วังน้อย บางพลีและแหลมฉบัง ส่วนในภูมิภาคคาดว่าจะรับรู้ได้ในปีหน้า โดยคาดว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ เพราะขณะนี้มีหลายโปรเจคที่คุยกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ส่วนแนวโน้มของธุรกิจที่ดำเนินอยู่ยังสามารถเติบโตได้ดี ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากสถานการณ์ทางการเมือง

ส่วนจุดเด่นของบริษัทคือรูปแบบคลังสินค้าคุณภาพสูงพร้อมใช้และคลังสินค้าแบบสร้างตามความต้องการ ซึ่งจะมีการพัฒนาคลังสินค้าแบบพร้อมใช้ในหลากหลายรูปแบบและขนาดเมื่อลูกค้าเข้ามาเลือกก็จะสามารถตัดสินใจเช่าได้ทันที

“เมื่อลูกค้าตัดสินใจเช่าก็สามารถดำเนินธุรกิจได้ภายใน 1-2 เดือน ทำให้ง่ายต่อการดำเนินงาน นอกจากนี้เรายังมีพื้นที่รองรับสำหรับลูกค้าที่ต้องการขยายธุรกิจเพิ่มได้ตามความต้องการเพื่อให้ง่ายและสะดวกสำหรับลูกค้า” คุณปธานกล่าว

ด้านหลักการบริหารตนจะมองถึงเรื่องทีมเวิร์ค การสื่อสาร เป็นหลัก โดยจะมีการประชุมทำความเข้าใจเพื่อให้เป้าหมายของบริษัทเป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมทั้งการหาแนวทางในการแก้ปัญหาและการหาข้อสรุปที่ดีเพื่อให้งานออกมามีประสิทธิภาพมากที่สุด นอกจากนี้จะเน้นการให้ความเป็นกันเองแก่พนักงานเพื่อให้สามารถคุยและแก้ปัญหาร่วมกันและมีการวางแผนในอนาคตเพื่อเตรียมแผนรองรับในทุกๆ เรื่อง

คุณปธานกล่าวต่อว่าการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC จะเป็นผลดีกับประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยประเทศไทยจะมีจุดแข็งและโอกาสในหลายด้าน ทั้งนี้บริษัทมีแผนที่จะขยายไปยังภูมิภาคซึ่งนับเป็นการเชื่อมโยงในการทำธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้อีกทางหนึ่ง ส่งผลให้การเปิดตลาดกว้างมากขึ้นสามารถต่อยอดธุรกิจได้หลายด้าน

ซี.พี.แอล. เปิดแผนธุรกิจหนุนองค์กรโต

คุณสุวัชชัย วงษ์เจริญสิน รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซี.พี.แอล.กรุ๊พ จำกัด(มหาชน) ให้สัมภาษณ์พิเศษนิตยสารบิส โฟกัส โดยตั้งเป้าผลประกอบการปีนี้ 1,800  ล้านบาท พร้อมวางแผนการดำเนินงานระยะกลางและยาวดันธุรกิจเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง รวมทั้งประเด็นอื่นๆ ดังนี้   

บิส โฟกัส : รายละเอียดเกี่ยวกับ ซี.พี.แอล.

คุณสุวัชชัย : เราดำเนินธุรกิจผลิตหนังวัวฟอกสำเร็จรูป ซึ่งเป็นธุรกิจเฉพาะด้าน ผลิตภัณฑ์ของเราได้รับความไว้วางใจจากเจ้าของตราสินค้า (Brand Name) อาทิ Timberland ,  Adidas  เป็นต้น โดยในช่วงเริ่มต้นธุรกิจจะมีแบรนด์ Nike ด้วย แต่ปัจจุบัน Nike ได้ย้ายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศแล้ว เราอยู่ในซัพพลายเออร์ลิส หมายความว่าคู่แข่งในเมืองไทยที่เป็นสัญชาติไทยด้วยกันแล้วไม่มี ทุกวันนี้คู่แข่งจะอยู่ในต่างประเทศทั้งหมด ส่วนการสั่งออเดอร์จะมีคอมมิตเม้นท์ระหว่างลูกค้ากับเรา โดยประมาณ 90% จะเป็นออเดอร์ที่สั่งผ่านแบรนด์ ซึ่งจะไม่ใช่ออเดอร์ที่ลูกค้าทั่วไปเดินเข้ามาสั่ง แต่ก็มีบ้างในสัดส่วนประมาณ 10%

ปัจจุบันออเดอร์ของเราจะมาจาก Timberland 30% Adidas 30% และอื่นๆ 40% อาทิ รองเท้ากีฬา รองเท้าบูธ รองเท้าทั่วไป รองเท้าปีนเขา เป็นต้น ขณะนี้ออเดอร์ที่เราได้รับจะเป็นออเดอร์ ที่ลูกค้าจะทำการผลิตสินค้าสำหรับปลายปีนี้และต่อเนื่องจนถึงช่วงต้นปีหน้า

บิส โฟกัส : เป้าผลประกอบการในปีนี้

คุณสุวัชชัย : ออเดอร์ของเราจะอยู่ที่ 24 ล้านตารางฟุต หรือคิดเป็นมูลค่า 1,800 ล้านบาท มาโดยตลอดทุกปี ส่วนในปีนี้ เรามีความมั่นใจว่าจะอยู่ในระดับนี้เช่นกัน เนื่องจากสินค้าของเราจะจำหน่ายในต่างประเทศ โดยตลาดหลักจะอยู่ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ถึงแม้ว่าปัจจุบันศูนย์การผลิตรองเท้าจะอยู่ที่เอเชียก็ตาม อย่างเช่น อินโดนีเซีย จีน เวียดนาม ซึ่งเราได้จัดส่งสินค้าไปยังกลุ่มประเทศเหล่านี้และเขาก็จะส่งสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกา ยุโรปเพื่อผลิตเป็นรองเท้าต่อไป  

ประกอบกับปัจจุบัน ปริมาณการสั่งซื้อรองเท้าจากสหรัฐอเมริกา มีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก หลังจากประสบปัญหาภัยพิบัติธรรมชาติอย่างเช่น พายุหิมะ เป็นต้น ส่งผลให้สต็อกสินค้าของลูกค้าเหลือน้อย ทำให้มีการสั่งซื้อเพิ่มเติมขึ้นมามาก ส่วนในโซนยุโรป ในปีนี้มีสัญญาณการใช้เงินที่มากขึ้น ไม่ได้ลดลงไปมากกว่าเดิม ทั้งนี้ตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกาจะบาลานซ์กัน หากตลาดสหรัฐอเมริกาลดลง ตลาดในยุโรปก็จะขึ้น นอกจากนี้เรายังไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินเพราะในการซื้อสินค้าและจำหน่ายสินค้า เราจะใช้เงินสกุลดอลลาร์

บิส โฟกัส : ในอนาคตหากมีออเดอร์เพิ่มมากขึ้นจะมีการขยายกำลังการผลิตอีกหรือไม่

คุณสุวัชชัย : เรามีแผนระยะกลางและระยะยาวซึ่งจะรวมอยู่ด้วยกัน โดยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เราได้ซื้อที่ดินจำนวน 22 ไร่ มูลค่า 90 ล้านบาทซึ่งพื้นที่ติดกับโรงงาน เนื่องจากผู้บริหารมองว่าในอนาคต หากมีออเดอร์เพิ่มขึ้น เราก็จะมีการขยายโรงงาน ขยายไลน์การผลิตมากขึ้น เพื่อรองรับธุรกิจใหม่ ยกตัวอย่างเช่น เบาะรถยนต์ ช่วงนี้อาจสะดุดเพราะหมดนโยบายรถยนต์คันแรก แต่ถ้ามีโครงการหรือนโยบายใหม่เกิดขึ้น  ถ้ามีปริมาณการสั่งซื้อหรือปริมาณเบาะรถยนต์ที่เพิ่มมากขึ้น เราสามารถที่จะขยายรองรับการผลิตเบาะรถยนต์ได้ไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านตารางฟุต คิดเป็นมูลค่าประมาณ 100 ล้านบาท อย่างไรก็ตามหากธุรกิจเบาะรถยนต์ไปได้ไม่ดีพอหรือว่ามีธุรกิจอื่นๆ หรือไลน์ใหม่ๆที่เสริมเข้ามา เราก็สามารถปรับเปลี่ยนได้โดยจะอยู่ในธีมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจเดิมที่เราทำอยู่แล้ว

นอกจากนี้เรายังมีแผนระยะกลางอีกหนึ่งโปรเจคที่อยู่ระหว่างการหารือ  ว่าอย่างเร็วภายใน  3-5 ปี เราจะต้องมีโปรดักส์ไลน์ตัวใหม่เข้ามาเสริมองค์กร ซึ่งอาจจะเป็นสินค้าสำเร็จรูป ยกตัวอย่างเช่น ปัจจุบันเราทำแค่รองเท้า แต่ใน 3-5 ปี อาจจะมีการผลิตสินค้าที่เป็นรองเท้าคัตชูออกสู่ตลาด เป็นต้น อย่างไรก็ตามเรากำลังมองว่าธุรกิจนี้เหมาะสมกับที่เราจะลงไปดำเนินการหรือไม่

ส่วนปริมาณการลงทุนในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านบาท ซึ่งไม่รวมราคาที่ดิน โดยจะเป็นการพัฒนาที่ดินและอีกส่วนหนึ่งถ้าเป็นไปได้เราอาจจะมีการปรับปรุงไลน์การผลิต ซึ่งจะมีการย้ายเครื่องจักรหรือมีการสั่งซื้อเพิ่มเติมเข้ามาบางส่วนเพื่อทดแทนเครื่องจักรเดิมที่ชำรุด รวมถึงการจัดไลน์การผลิตใหม่เพื่อให้การถ่ายทอดงานหรือการส่งต่อมีความชัดเจนและรัดกุมมากขึ้น ทั้งนี้เมื่อดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้วจะทำให้เรารู้ว่าที่ดินใหม่ที่เราจะลงทุนจะนำไปใช้ประโยชน์ในด้านใดได้บ้าง

บิส โฟกัส : โรงงานใหม่จะเริ่มก่อสร้างได้เมื่อใด

คุณสุวัชชัย : ตามแพลนแล้วถ้าเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่ดี เราคิดว่าคงจะเริ่มเลย อาจจะเห็นเค้าโครงตัวโรงงานไม่น่าเกินกลางปีหน้า 

บิส โฟกัส : หลักการบริหารท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

คุณสุวัชชัย : เราบริหารแบบคอนเซอร์เวทีฟคือค่อยๆ ทำไป แล้วก็ดูให้ชัดเจน โดยผู้บริหารรุ่นคุณพ่อหรือรุ่นก่อตั้งจะสอนเราว่าสิ่งที่เราทำอยู่จะต้องทำได้จริง สิ่งที่เราพูดอยู่ต้องเป็นความจริง ถ้าเราพูดแล้วเราทำไม่ได้อย่าไปพูดเลยดีกว่าและการทำงานจะต้องมีความชัดเจนในหน้าที่ที่ต่างคนต่างมีความรับผิดชอบให้ดีที่สุด

บิส โฟกัส : ความสำเร็จของ ซี.พี.แอล.ในปัจจุบัน

คุณสุวัชชัย : ถ้ามองในมุมของคุณพ่อที่เริ่มเปิดบริษัทมาจนถึงทุกวันนี้ถือว่าสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ต้องดำเนินต่อไปคือมีธุรกิจใดที่จะสามารถขยายให้เกิดผลมากกว่านี้ เพราะว่าจากเดิมที่เราทำกันมาจากยอดขาย 300-500 ล้านบาท จนมาถึง 1,800 ล้านบาทและมีอยู่ปีหนึ่งมียอดขายเกือบถึง 2,000 ล้านบาท นับว่าสำเร็จในมุมมองของการทำงานแล้ว อย่างไรก็ตาม เป้ายอดขายที่เราอยากได้และตั้งไว้ตลอดคือ 2,000 ล้านบาท แต่จะขึ้นอยู่กับโปรเจคใหม่ที่เรากำลังดำเนินการอยู่และโรงงานที่จะสร้างใหม่ด้วย มันเป็นเป้าหมายที่เราต้องทำให้ได้ในอนาคต

บิส โฟกัส : การสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า

คุณสุวัชชัย : ซี.พี.แอล.เป็นโรงงานฟอกหนังที่ดำเนินงานมามากกว่า 50 ปี ตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ ส่วน 25 ปีคือซี.พี.แอล. เพราะฉะนั้นความรู้ต่างๆ และสิ่งที่ทำอยู่คือเรามุ่งมั่นที่จะทำหนังที่มีคุณภาพ ส่งออกไปค้าขายในตลาดโลก โดยสินค้าของเราเป็นที่ยอมรับของแบรนด์ดังๆ ระดับโลกมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ดำเนินงานมา ซึ่งเป็นสิ่งที่เราภูมิใจเป็นอย่างมาก 

นอกจากนี้เรายังเน้นการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าและการันตีความเชื่อมั่นด้วยมาตรฐานต่างๆ ที่เราได้รับ โดยห้องแล็บของเราได้รับการยอมรับจาก SATRA ซึ่งเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงของประเทศอังกฤษเป็นผู้ตรวจระบบการทำงานเกี่ยวกับประกันคุณภาพสินค้าของเราเป็นประจำทุกปี

สุรเลิศผุดโครงการ “เซอรีน ฮิลล์” คอนโดหรูบนเขาใหญ่

สุรเลิศ น้องใหม่อสังหาฯ เปิดตัวโครงการเซอรีน ฮิลส์ เขาใหญ่ (Serene Hills Khaoyai) บนพื้นที่ 28 ไร่ ด้วยมูลค่าโครงการรวมกว่า 2,000 ลบ.  เจาะกลุ่มลูกค้าไฮเอ็นด์ เล็งก่อสร้างแล้วเสร็จต้นปี 2558

คุณวิทูร สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุรเลิศ จำกัด บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือของ บริษัท กระสอบปากช่อง จำกัด ผู้ผลิตกระสอบรายใหญ่ของไทย เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการเปิดตัวโครงการ เซอรีน ฮิลส์  เขาใหญ่(Serene Hills Khaoyai) ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์โครงการแรกของบริษัทที่เริ่มต้นก้าวเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างเต็มตัวว่าเริ่มดำเนินการก่อสร้างในไตรมาสแรกปี 2557 บนพื้นที่ทั้งหมด 28 ไร่ มูลค่าโครงการรวม 2,000  ล้านบาท

โครงการ เซอรีน ฮิลส์ เขาใหญ่(Serene Hills Khaoyai) ตั้งอยู่ที่ถนนธนะรัชต์ กม.7 อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยเป็นอาคารคอนโดมิเนียมสูง 4 ชั้น และลานจอดรถอีก 1 ชั้น (รวมห้องเก็บของ)  มีทั้งหมด 4 อาคาร จำนวน 86 ยูนิต โดยโครงการมีพื้นที่สีเขียวถึงประมาณ 70% ของพื้นที่โครงการทั้งหมดเพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้สัมผัสบรรยากาศของธรรมชาติและขุนเขาอย่างเต็มที่ คาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จต้นปี 2558

ทั้งนี้บริษัทได้เริ่มเปิดขายโครงการเมื่อพฤษภาคม 2556  ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับกระแสตอบรับดีจากลูกค้า โดยมียอดขายประมาณ 50%  คาดว่าจะปิดการขายได้ 100%  ภายในไตรมาส 3 -4  ปีนี้ สำหรับกลุ่มเป้าหมายจะเป็นกลุ่มลูกค้าไฮเอ็นด์ที่มีความต้องการบ้านหลังที่ 2 ท่ามกลางบรรยากาศสงบและอากาศดีๆ บนเขาใหญ่ โดยวางแนวคิดโครงการภายใต้โจทย์ที่ต้องการสร้างคอนโดมิเนียมคุณภาพซึ่งให้ความรู้สึกสบายเหมือนอยู่บ้านเดี่ยวและมีความเป็นส่วนตัวสูง

คุณวิทูรกล่าวต่อว่าแนวคิดในการออกแบบตกแต่งโครงการเซอรีน ฮิลส์ เขาใหญ่ (Serene Hills Khaoyai)  ได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมสไตล์ นิว อิงแลนด์ (New England) ซึ่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของอเมริกาแถบ บอสตัน คอนเนคติกัต เป็นแหล่งที่ผู้ดีอังกฤษรุ่นแรกๆ ที่ได้ย้ายถิ่นฐานเข้ามาในอเมริกา ดังนั้นรูปแบบสถาปัตยกรรมของโครงการจะเน้นความเรียบหรูและความอยู่สบายเหมาะกับสภาพพื้นที่และภูมิอากาศบนเขาใหญ่ พร้อมการตกแต่งภายในทุกยูนิตด้วยเฟอร์นิเจอร์ครบชุดจาก ชนินทร์ ลิฟวิ่ง (Chanintr Living) เพื่อเอกลักษณ์ที่มีสไตล์อย่างแท้จริง

“ Chanintr  Living เป็นผู้นำเข้าเฟอร์นิเจอร์จากอเมริการวมทั้งจากยุโรปด้วย ซึ่งเป็นเฟอร์นิเจอร์เกรดซุปเปอร์พรีเมี่ยมและเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีคุณภาพมาตรฐานเป็นอย่างมากที่เรานำมาใช้ในโครงการนี้เพื่อตอบโจทย์ในเรื่องการดีไซน์และการตกแต่งซึ่งต้องการให้ลูกค้าได้รับสิ่งที่ดีที่สุด” คุณวิทูรกล่าว

นอกจากนี้ ผนังของแต่ละยูนิตได้ถูกออกแบบให้แยกออกจากกัน แต่ละชั้นมีเพียง 5  ยูนิต และเพียง 3  ยูนิตในอาคารแบบ Duplex เพื่อให้ความเป็นส่วนตัวสำหรับผู้พักอาศัย พร้อมระเบียงนั่งเล่นขนาดใหญ่แบบ Enclosed Balcony ที่เชื่อมต่อเป็นส่วนหนึ่งกับห้องนั่งเล่นในทุกยูนิต สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ ได้แก่ สระว่ายน้ำส่วนตัวทุกอาคาร คลับเฮ้าส์ ที่จอดรถประจำครบทุกยูนิต  1  คัน

{gallery}Biz_Interview/2014/bfi_017/suralers/photo{/gallery}

คุณวิทูรกล่าวต่อว่าโครงการเซอรีน ฮิลส์ เขาใหญ่ (Serene Hills Khaoyai)  เป็นโครงการคอนโดมิเนียมโลว์ไรซ์ระดับพรีเมี่ยมที่มีทิวเขาโอบล้อมเหมือนกำแพงธรรมชาติและพยายามคิดฟังค์ชั่นการใช้สอยให้มีประโยชน์การใช้งานให้ดีที่สุดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้อยู่อาศัยให้มากที่สุด สำหรับการเดินทางโครงการตั้งอยู่ห่างจากถนนใหญ่เพียง 800  เมตร ซึ่งสะดวกสบายในการเดินทางไปสถานที่ต่างๆ

ด้านจุดเด่นของบริษัทนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นบริษัทน้องใหม่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แต่วิธีการจัดการและการบริหารงานจะมีทีมงานที่เป็นมืออาชีพเข้ามาทำงานทั้งหมด โดยบริษัทมอบหมายให้บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้บริหารงานขายและจัดการอสังหาริมทรัพย์ให้กับโครงการ เซอรีน ฮิลส์ เขาใหญ่ (Serene Hills Khaoyai)  ซึ่งเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในระดับโลก โดยลูกค้ามั่นใจได้ว่าทีมงานของบริษัทเป็นทีมงานที่มีประสบการณ์

สำหรับหลักการบริหารงานคือการเลือกคนที่มีประสบการณ์เข้ามาร่วมทำงานและพยายามที่จะให้ทุกคนทำงานร่วมกันให้ผลงานออกมาดีที่สุด ส่วนตนเมื่อจะทำอะไรก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด ถึงแม้ว่าจะทำพลาดบ้างแต่ถ้าทำดีที่สุดทุกคนก็จะรับรู้ได้และทำทุกอย่างด้วยความเต็มใจ  นอกจากนี้ฝากถึงลูกค้าว่าโครงการนี้ บริษัทตั้งใจออกแบบอย่างพิถีพิถัน พยายามจัดการในทุกรายละเอียดให้ออกมาดีที่สุด รวมทั้งนำสิ่งดีๆ เข้ามาใช้ในโครงการเพื่อให้คอนโดมิเนียมเป็นเหมือนบ้าน มีความเป็นส่วนตัวสำหรับผู้พักอาศัย

ด้านคุณบัณฑูร  ดำรงรักษ์  หัวหน้าฝ่ายบริหารงานขายโครงการที่พักอาศัย บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่าโครงการนี้ ตนกล้าพูดได้ว่าด้วยขนาดพื้นที่ การออกแบบ และการตกแต่งภายใน ทำให้โครงการนี้เป็นโครงการคอนโดมิเนียมที่คุ้มค่า คุ้มราคามากที่สุดโครงการหนึ่งบนเขาใหญ่ในขณะนี้ เพราะตัวสินค้าได้เข้ามาเติมเต็มช่องว่างทางการตลาดที่ยังไม่มีผู้ประการรายใดเล่นตลาดในระดับนี้  ดังนั้นจึงเป็นโครงการที่ดีมีไซด์เหมาะสม มีการเลือกเฟอร์นิเจอร์และวัตถุดิบที่ดี ซึ่งเป็นการตอบโจทย์ลูกค้าได้เป็นอย่างดีและมั่นใจว่าเป็นโครงการที่น่าจะประสบความสำเร็จได้ไม่ยากนัก

วี ฟิตเนสเตรียมผุด 4 สาขาภายในกลางปีนี้

วี ฟิตเนส ขยายเพิ่มอีก 4 สาขาในช่วงกลางปีนี้ ด้วยงบลงทุนกว่า 280 ล้านบาท หลังได้รับกระแสตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี คาดเป้าผลประกอบการปีนี้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท

คุณฐนกฤต สุรกิจบวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร วี ฟิตเนส โซไซตี้ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการขยายสาขาว่าล่าสุดวี ฟิตเนสได้เปิดให้บริการวี ฟิตเนส โซไซตี้ สาขาเอสพลานาด รัชดาภิเษก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสาขาแห่งที่ 3 ต่อจากสาขาเมเจอร์ รัชโยธินและสาขาเมเจอร์ สุขุมวิท (เอกมัย) ซึ่งมีกระแสตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี

วี ฟิตเนส โซไซตี้ สาขาเอสพลานาด รัชดาภิเษก ก่อสร้างด้วยงบลงทุนกว่า 120 ล้านบาท สามารถรองรับผู้ใช้บริการได้ถึง 800-1,000 คน นอกจากนี้ภายในกลางปีนี้ วี ฟิตเนสยังเตรียมเปิดสาขาเพิ่มอีก 4สาขาประกอบด้วยสาขา สาขาเมเจอร์ ปิ่นเกล้าสาขาเจอะเวนิว ทองหล่อ สาขา Vie Hotel ราชเทวีและสาขาเมเจอร์ รังสิต

โดยสาขาเมเจอร์ ปิ่นเกล้า หรือสาขาที่ 4 จะเป็นสาขาที่จะมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดมีพื้นที่ประมาณ 5,000 ตารางเมตร ใช้งบประมาณกว่า 120 ล้านบาท ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2556 ที่ผ่านมา คาดจะแล้วเสร็จและเปิดพร้อมใช้บริการในช่วงปลายเดือนเมษายน 2557 โดยมีคอนเซ็ปต์การออกแบบที่คล้ายคลึงกับสาขาอื่นๆ แต่จะแตกต่างในเรื่องของฟังก์ชั่นการใช้งานเพราะมีพื้นที่ในการทำกิจกรรมมากกว่าสาขาอื่นๆ โดยภายในมีการเพิ่มในส่วนของสระว่ายน้ำ Out Doo r และมีสปา

สำหรับสาขาที่ 5 หรือสาขาเจ อะเวนิว ทองหล่อสาขานี้จะแตกต่างจากสาขาที่ผ่านมา โดยวางเป้าหมายให้เป็นฟิตเนสระดับพรีเมี่ยมภายใต้ชื่อ “วี ซิกเนเจอร์” ซึ่งจะใช้งบประมาณในการก่อสร้างกว่า 30 ล้านบาท มีพื้นที่ให้บริการประมาณ 1,000 ตารางเมตร โดยจะเน้นในเรื่องของความหรูหราแต่จะไม่ได้เน้นในเรื่องของฟังก์ชั่นการใช้งานมากนัก รวมทั้งจะจะเน้นการเทรนนิ่งเป็นกลุ่ม การเปิดคลาสเทรนนิ่งต่างๆ

สาขาที่ 6 หรือสาขา Vie Hotel ราชเทวี โดยสาขานี้จะใช้คอนเซ็ปต์เช่นเดียวกับสาขาที่ 5 โดยงบประมาณในการก่อสร้างกว่า 30 ล้านบาท ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 600-700 ตารางเมตร ตั้งอยู่ในโรงแรม Vie Hotel โดยภายในมีการให้บริการสปาเพิ่มเติม คาดว่าไม่น่าเกิน 1-2 เดือนในการเริ่มดำเนินการก่อสร้างเนื่องจากปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาเรื่องการดีไซน์และการนำเข้าอุปกรณ์ทั้งหมดจากประเทศสหรัฐอเมริกา

ส่วนสาขาที่ 7 คือสาขาเมเจอร์ รังสิต โดยสาขานี้จะใช้คอนเซ็ปต์ “วี ฟิตเนส โซไซตี้” ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาขนาดพื้นที่ของฟิตเนส อย่างไรก็ตามบริษัทคาดว่าจะใช้พื้นที่ประมาณ 2,500 ตารางเมตรและใช้งบประมาณในการก่อสร้างประมาณ 100 ล้านบาท

“ตามแผนการดำเนินงานที่เราได้วางไว้ เราอยากให้สาขาที่ปิ่นเกล้าก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยก่อน เพราะเป็นสาขาที่มีขนาดใหญ่ที่สุด รวมทั้งตอนนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างถึง 2-3 สาขา ตนคิดว่าสาขาที่ 7 ต้องใช้ระยะเวลาราว 6 เดือนไปแล้วถึงจะเข้าไปดำเนินการ เพราะเราจะได้มีเวลาในการออกแบบ งานจะได้ไม่เร่งดำเนินการเร็วจนเกินไป”  คุณฐนกฤตกล่าว

คุณฐนกฤตกล่าวต่อถึงผลประกอบการทั้ง 7 สาขาในปีนี้คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ขั้นต่ำ 100 ล้านบาท โดยสาขาที่ 4 จะเป็นตัวแปรสำคัญ เนื่องจากเป็นสาขาที่มีขนาดใหญ่และมีลูกค้าที่ใช้บริการเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ตัวเลขผลประกอบการจะสามารถรับรู้ได้หลังจบไตรมาส 2/2557 อย่างแน่นอน

ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เดินหน้า 3 โปรเจคเกาะติดแนวรถไฟฟ้า

ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เทงบกว่า 2,550 ล้านบาทผุด 3 โครงการใหญ่ติดแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียว ปลื้มกระแสตอบรับจากลูกค้าดี โดยบางโครงการปิดการขายได้ 100%

คุณพีระพงศ์ จรูญเอก กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่าขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการดำเนินการและเตรียมการก่อสร้าง 3 โครงการตามแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียว (แบริ่ง-สมุทรปราการ) ประกอบด้วยโครงการเดอะ ไนท์ สุขุมวิท 107 ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างอาคาร 2 ,โครงการไนท์บริดจ์ สุขุมวิท 107 อยู่ระหว่างการก่อสร้างชั้นที่ 12 และโครงการไนท์บริดจ์ สกาย ริเวอร์ โอเชี่ยน อยู่ระหว่างการดำเนินการขออนุญาตก่อสร้าง โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 2,550 ล้านบาท

โครงการเดอะ ไนท์ สุขุมวิท 107 เป็นโครงการคอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 3 งาน 3 ตารางวา ประกอบด้วย  2 อาคาร 120 ยูนิต แบ่งเป็นอาคารเดอะ ไนท์ 1 จำนวน 70 ยูนิต และอาคารเดอะ ไนท์ 2 จำนวน 50 ยูนิต โดยใช้งบประมาณในการลงทุนกว่า 250 ล้านบาท ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2556 คาดจะแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม 2557 โดยมีความคืบหน้ากว่า 70% ส่วนที่เหลืออีก 30% จะอยู่ในส่วนของงานตกแต่งภายใน

ปัจจุบันโครงการเดอะไนท์ สุขุมวิท 107 ได้รับกระแสตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี โดยอาคารเดอะ ไนท์ 1 สามารถปิดการขาย 100% ส่วนอาคารเดอะ ไนท์ 2 มียอดขายแล้ว 30-40% คาดจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนจึงจะสามารถปิดการขายได้ 100%

สำหรับจุดเด่นโครงการนี้คือการออกแบบในสไตล์วินเทจสุดหรูเพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสกับความเป็นส่วนตัวอย่างแท้จริง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันด้วยการออกแบบอย่างลงตัว ตอบโจทย์การพักอาศัยของคนรุ่นใหม่ ด้วยห้อง 1 Bedroom และ 2 Bedrooms ที่มีขนาดตั้งแต่ 23 ตร.ม.ไปถึง 44 ตร.ม. เพื่อตอบโจทย์ในสไตล์ที่ลูกค้าต้องการ

ส่วนโครงการไนท์บริดจ์ สุขุมวิท 107 เป็นอาคารชุดพักอาศัย สูง 25 ชั้น 1 อาคาร จำนวน 267 ยูนิต บนเนื้อที่โครงการ 1-1-56 ไร่ มีขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 25-57 ตารางเมตร ในราคาเริ่มต้น 1.9-5.2 ล้านบาท โดยใช้งบการลงทุนกว่า 800 ล้านบาท ซึ่งได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างในไตรมาสแรกในปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะแล้วเสร็จไตรมาสแรกปีหน้า ปัจจุบันมียอดขายหมดแล้ว

โครงการไนท์บริดจ์ สุขุมวิท 107 มีการออกแบบโครงการมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว “Arty–Vintage-Passion” ท่ามกลางกลิ่นอายความงดงามของศิลปะแบบอังกฤษ ในสไตล์ Modern Vintage ซึ่งเป็นการประยุกต์ความสวยงามของสถาปัตยกรรมแบบวินเทจมาผสมผสานกับสถาปัตยกรรมปัจจุบันที่ Mix & Match หรูหราตามแบบฉบับที่อยู่อาศัยย่าน Knightsbridge ที่เป็นศูนย์กลางของมหานครลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งได้นำมาประยุกต์ให้เข้ากับการตกแต่งห้องและพื้นที่ส่วนกลางของอาคาร โดยมีพื้นที่สวนอยู่ที่บริเวณชั้น 22 ส่วนดาดฟ้าชั้นบนสุดสามารถมองเห็นวิวได้ 360 องศา

คุณพีระพงศ์กล่าวต่อถึงโครงการไนท์บริดจ์ สกาย ริเวอร์ โอเชี่ยนว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการขออนุญาตก่อสร้าง ซึ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียมสูง 32 ชั้น จำนวน 468 ยูนิต บนพื้นที่ 1-3-60 ไร่ ติดรถไฟฟ้า BTS สถานีสมุทรปราการ โดยมีมูลค่าการลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท คาดจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ ไตรมาสสองปีนี้ และจะแล้วเสร็จในไตรมาสสี่ปี 2559 ซึ่งจะก่อสร้างเสร็จพร้อมกับรถไฟฟ้า BTS โดยเปิดขายตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 ปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 70%

KCG เปิดแผนการลงทุน หนุนธุรกิจโตอย่างไม่หยุดยั้ง

KCG อัดงบลงทุนกว่า 1,000 ลบ. ซื้อที่ดินบวกผุดสำนักงานใหญ่ พร้อมเนรมิตศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ตอบรับความต้องการลูกค้า 14 จังหวัดภาคใต้ ควบคู่กับการปรับปรุงศูนย์กระจายสินค้าเดิม 2 แห่ง เล็งส่งชีสสูตรใหม่บุกตลาดไตรมาส 3  ตั้งเป้าปีนี้โต 20%

คุณตง ธีระนุสรณ์กิจ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ KCG ผู้นำเข้าสินค้าอาหารสำเร็จรูปและเนยแข็งระดับโลก ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าบริโภคที่มีคุณภาพรายใหญ่ในประเทศไทย อาทิ เนยและชีส “อลาวรี่” บิสกิต “อิมพีเรียล” น้ำผลไม้เข้มข้น “ซันควิก” เปิดเผยรายละเอียดแผนการลงทุนในปีนี้ว่าจะเป็นการลงทุนต่อเนื่องจากปี 2556 ประกอบด้วยการซื้อที่ดินและการก่อสร้างสำนักงานใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ที่ปากซอยสุขุมวิท 103/2

 โดยบริษัทใช้งบลงทุนรวม 750 ล้านบาท  แบ่งเป็นค่าที่ดินประมาณ 4 ไร่ จำนวน 500 ล้านบาทและค่าก่อสร้าง 250 ล้านบาท ซึ่งมีแผนจะลงเสาเข็มประมาณปลายไตรมาส 3 ปีนี้และมีกำหนดแล้วเสร็จปลายปี 2558

นอกจากนี้จะต่อเนื่องมาถึงการก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี บนเนื้อที่ 20 ไร่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างเฟสแรกบนเนื้อที่ 10 ไร่ ใช้งบลงทุน 200 ล้านบาท ซึ่งจะรวมทั้งค่าซื้อที่ดิน ค่าก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้า รวมทั้งอุปกรณ์ห้องเย็น ห้องแช่แข็ง ห้องเย็นอุณหภูมิเย็นธรรมดาและห้องซีล โดยจะแล้วเสร็จและพร้อมใช้งานไตรมาส 4 ปีนี้

“เราใช้งบลงทุนก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าแห่งนี้ค่อนข้างสูง เพราะเรามีผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ต้องเก็บในอุณหภูมิตามมาตรฐานการจัดเก็บของสินค้านั้นๆ รวมทั้งเป็นสำนักงานด้วย เราตั้งหลักโลจิสติกส์อยู่ที่สุราษฎร์ธานีเพื่อให้บริการแก่ผู้ประกอบการใน 14 จังหวัดภาคใต้ เพราะจากสุราษฎร์ธานีไปยังภูเก็ตใช้เวลาแค่ 4 ชั่วโมง แต่ถ้าจากกรุงเทพฯ ไปภูเก็ตจะใช้เวลากว่า 10 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นประสิทธิภาพความคล่องตัวในการบริการก็จะได้ไม่เต็มที่” คุณตงกล่าว

 คุณตงกล่าวต่อว่าบริษัทยังได้ปรับปรุงศูนย์กระจายสินค้าที่จังหวัดขอนแก่นและเชียงใหม่อีกด้วย ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้ว เพราะทั้งสองศูนย์ฯ มีระยะเวลาการใช้งานมายาวนานประมาณ 10-15 ปีแล้ว ซึ่งในขณะนั้นมีพื้นที่พอดีกับการดำเนินธุรกิจแต่ไม่เพียงพอกับปัจจุบัน เพราะธุรกิจของบริษัทเติบโตเพิ่มมากขึ้น ทำให้ซัพพอร์ทได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นจึงต้องมีการปรับปรุงขยายพื้นที่ โดยใช้งบประมาณในการดำเนินงานทั้งสองศูนย์ฯ ประมาณ 50 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนการลงทุนเพิ่มการผลิตชีสกลุ่มใหม่ โดยจะดำเนินการผลิตในโรงงานเทพารักษ์ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งจะใช้เครื่องจักรในไลน์การผลิตใหม่ทั้งหมด โดยจะใช้งบประมาณเกือบ 50 ล้านบาท คาดว่าชีสสูตรใหม่น่าจะออกตลาดได้ประมาณไตรมาส 3 ของปีนี้

คุณตงกล่าวต่อว่าธุรกิจของบริษัทจะมีอัตราการเจริญเติบโตเพิ่ม 10% ทุกปี โดยผลประกอบการในปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับที่น่าพอใจถึงแม้ว่าจะพลาดเป้าเล็กน้อย เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าในช่วงเวลาดังกล่าวได้เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองและลากยาวมาจนถึงปีนี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการทุกกลุ่มกันถ้วนหน้า

ส่วนในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าอัตราการเจริญเติบโตไว้ที่ 20% อย่างไรก็ตาม หากเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบเศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นบริษัทจึงได้มีการตั้งเป้าอัตราการเจริญเติบโตไว้ 3 ลำดับ ได้แก่ 10% 15% และ 20% โดยในแต่ละไตรมาสจะมีการแยกออกมา  ซึ่งไตรมาสแรกได้เกินเป้าเล็กน้อย ทั้งนี้ตนมั่นใจว่าอย่างน้อยในปีนี้จะเติบโต 10% เพราะบริษัทมีแผนการตลาด มีกลยุทธ์รองรับไว้อยู่แล้ว

“ในปีที่ผ่านมาเราเกือบทำได้ตามเป้า ถ้าไม่มีเหตุการณ์บ้านเมืองในช่วงปลายปี เพราะเป็นช่วงสำคัญของรายได้ที่จะเข้ามาของทุกกลุ่ม ทุกบริษัท ไม่ว่าจะเป็นค้าส่ง ค้าปลีก ห้องอาหาร โรงแรม อุตสาหกรรมการบิน ซึ่งตกพร้อมหน้ากันหมด แต่ของเราตกเพียงเล็กน้อย ถือว่ายังอยู่ในอัตราที่เราพอใจ เราได้ 10% จากที่เราประมาณไว้ที่ 15%

สำหรับปีนี้ เราตั้งเป้าไว้ที่  20%  ซึ่งไตรมาสแรกเราเกินเป้านิดหน่อยแต่เราก็ต้องมาทำแผนด้วย เช่น แผนการตลาดเป็นอย่างไร การส่งเสริมการตลาดเป็นอย่างไร คู่แข่งเป็นอย่างไร เราร่วมมือกับผู้ค้าอย่างไร ความพร้อมของเราอยู่ในระดับใด แต่ละแผนกมีความพร้อมระดับใด เป็นต้น” คุณตงกล่าว

ด้านการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 บริษัทได้มีการศึกษาและติดตามมาโดยตลอด เพราะไม่ใช่การแข่งขันเฉพาะในประเทศเราเท่านั้นแต่ต้องแข่งขันในตลาดเดียว โดยมีประเทศทั้งหมดในกลุ่ม AEC ทั้งนี้บริษัทยังไม่ได้วิตกกังวลแต่อย่างใดว่าเมื่อเข้าสู่ AEC แล้ว ส่วนแบ่งการตลาดจะหายไปหรือทำตลาดได้ยากขึ้น โดยมีแผนรองรับไว้แล้ว ขณะนี้เตรียมพร้อมที่จะขับเคลื่อนไปในต่างประเทศ ซึ่งสรุปไว้แล้วอาจจะไปประเทศใดประเทศหนึ่งในกลุ่มอาเซียน

Page Visitor

015163237
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
41561
52723
447217
11437843
1530995
1988039
15163237
Your IP: 3.232.96.22
2021-01-23 18:02