×

Warning

JFolder: :files: Path is not a folder. Path: /home2/cp439355/public_html/bizfocusmagazine.com/images/Biz_Interview/2014/bfi_015/designAlt/success

×

Notice

There was a problem rendering your image gallery. Please make sure that the folder you are using in the Simple Image Gallery plugin tags exists and contains valid image files. The plugin could not locate the folder: images/Biz_Interview/2014/bfi_015/designAlt/success

Issue 015 Apr

ดีไซน์ ออลเทอร์เนทีฟเปิดแผนการลงทุนรับปีม้า

ดร.สมศักดิ์ วาทินชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีไซน์ ออลเทอร์เนทีฟ จำกัด ให้สัมภาษณ์พิเศษนิตยสารบิส โฟกัส เกี่ยวกับแผนการลงทุน กลยุทธ์ทางการตลาด เป้าผลประกอบการในปี 2557  และประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจดังนี้

บิส โฟกัส : แผนการลงทุนในปี 2557

ดร.สมศักดิ์ : บริษัทจะขยายโรงงานบนพื้นที่ 4 ไร่ 2 งาน โดยจะเป็นไลน์ออโตเมชั่นหรือใช้หุ่นยนต์ทำงานแทนแรงงานคนและจะนำแรงงานจากหน่วยงานผลิตไปเป็นหน่วยงานติดตั้งแทน เนื่องจากปัจจุบันแรงงานคนหายาก สำหรับมูลค่าการลงทุนจะอยู่ที่ประมาณ 195 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้างโรงงาน 120  ล้านบาทและค่าเครื่องจักรหุ่นยนต์ซึ่งจะนำเข้าจากประเทศเยอรมนีเพื่อเสริมศักยภาพการผลิต 4 เครื่อง 75 ล้านบาท

โดยจะใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 1 ปี ซึ่งจะเริ่มตอกเสาเข็มในเดือนเมษายนนี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนเมษายน 2558 หลังจากนั้นจะทดสอบเครื่องจักรประมาณ 1-2 เดือนและเริ่มการผลิตได้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2558  เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โดยปัจจุบันบริษัทสั่งซื้อเครื่องจักรเและมีผู้รับเหมาแล้ว

นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนขยายสาขาในส่วนภูมิภาค (Branch Office) โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2558 อาทิ จังหวัดระยองและนครศรีธรรมราช  ส่วนในปี 2559 จะขยายไปที่จังหวัดขอนแก่นและเชียงใหม่ รวมทั้งมีแผนที่จะจัดตั้งตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศคือประเทศนิวซีแลนด์และประเทศออสเตรเลีย โดยมอบหมายให้ดีลเลอร์ประเทศสิงคโปร์เป็นผู้ดูแลและควบคุม 2 ประเทศนี้ซึ่งได้มีการดำเนินการตั้งแต่ปลายปี 2556 แล้ว

บิส โฟกัส : วัตถุประสงค์และประโยชน์ที่ได้รับหลังจากขยายโรงงานเสร็จ

ดร.สมศักดิ์ : วัตถุประสงค์ในการขยายโรงงานประกอบด้วย 1.เพื่อขยายตลาดรองรับ AEC  รวมไปถึงอินเดีย จีน ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ 2.ลดแรงงานคนโดยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล ซึ่งส่งผลให้ง่ายต่อการควบคุม 3.ลดต้นทุน 

ส่วนประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อขยายโรงงานแล้วเสร็จคือยอดขายที่เพิ่มขึ้นเพราะมีกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 2 เท่า หรือจากปกติที่มียอดขายประมาณ 360 ล้านบาท/ปี จะส่งผลให้มีรายได้เพิ่มเป็น 720 ล้านบาท/ปี

บิส โฟกัส : งบประมาณการตลาดปี 2557

ดร.สมศักดิ์ : ปีนี้จะใช้งบประมาณการตลาดประมาณ 8 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 1.ใช้สำหรับ R & D (Research and Development) งานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงการดูงานในต่างประเทศร่วมด้วย  2.การจัด Exhibition ทั้งในประเทศและต่างประเทศ 3.การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ อาทิ นิตยสาร  เป็นต้น

บิส โฟกัส : กลยุทธ์การตลาด

ดร.สมศักดิ์ : จะเน้นกลุ่มลูกค้าเก่าและขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ โดยการจัดสัมมนาให้กับลูกค้าฟรีในเรื่องการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ห้องปฏิบัติการและอาคารห้องปฏิบัติการ ซึ่งใน 1 ปี จะมีการอบรม 2 ครั้งให้กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยมีวิทยากรของบริษัทและเชิญผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้ในการอบรมซึ่งจะเน้นเรื่องความปลอดภัยและเรื่องสุขภาพในการใช้ห้องปฏิบัติการในการอบรม

ในส่วนของลูกค้าใหม่ภายในประเทศจะต่อเนื่องจากลูกค้าเก่าซึ่งจะเป็นบริษัทในเครือของลูกค้าเก่าโดยจะต่อยอดให้มาเป็นลูกค้าของบริษัทได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งจะเป็นการบอกปากต่อปากถึงคุณภาพสินค้าของบริษัท นอกจากนี้ก็จะมีลูกค้าใหม่เพิ่มเติมอีกในส่วนลูกค้าในต่างประเทศที่บริษัทได้เปิด Exhibition และอบรมในต่างประเทศ

บิส โฟกัส : เป้าผลประกอบการในปี 2557  

ดร.สมศักดิ์ : ตั้งเป้าไว้ที่ 360 ล้านบาท โดยเพิ่มจากปีที่ผ่านมา 20% และหลังจากที่ขยายโรงงานเสร็จเรียบร้อยแล้วจะมีกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 2 เท่า ดังนั้นจึงตั้งเป้าผลประกอบการในปี 2558 ไว้ที่ 500 ล้านบาท

บิส โฟกัส : กำหนดนโยบายการดำเนินงานในปีนี้ไว้อย่างไร

ดร.สมศักดิ์ : ประกอบด้วย  1.Customer Service & Total Quality Service โดยมีการบริการหลังการขายที่ดีอย่างต่อเนื่องเพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่และรักษาฐานลูกค้าเก่านั้นคือการบริการอย่างมืออาชีพ  2.Lab Consulting & Training  โดยมีการฝึกอบรมและให้คำปรึกษาทางด้านแล็บวิทยาศาสตร์ให้กับลูกค้าและผู้ที่สนใจ  3.Customer Relationship  การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า  4.Innovative & Science Technology การสร้างนวัตกรรมใหม่เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านแล็บวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย  5.Professional Engineering Sales พนักงานขายมีความเป็นมืออาชีพ เชี่ยวชาญ ทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งทั้งหมดจะเรียกว่ากลยุทธ์การขายแบบ Turnkey Solution (One Stop Service) โดยบริษัทจะออกแบบ ผลิต ติดตั้ง บริการหลังการขายตามความต้องการของลูกค้าแบบครบวงจร

บิส โฟกัส : สัดส่วนการจำหน่ายในต่างประเทศ

ดร.สมศักดิ์ : ในปี 2556 ที่ผ่านมาบริษัทมีสัดส่วนการจำหน่ายในต่างประเทศอยู่ที่ 10% อาทิ อินเดีย เมียนมาร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เป็นต้น สำหรับในปีนี้จะรุกตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยจะเพิ่มเป็น 15% เพื่อเพิ่มยอดขายให้กับบริษัท ส่วนในปี 2558 จะเพิ่มเป็น 20%

บิส โฟกัส : การเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558

ดร.สมศักดิ์ : ตนมองว่าการเข้าสู่ AEC ในปี 2558 จะทำให้ตลาดเปิดกว้างมากขึ้นและมีโอกาสในหลายๆ ด้านๆ โดยเบื้องต้นบริษัทได้มีการทำตลาดไว้นานแล้วและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเพื่อครองใจลูกค้าไว้ให้คงอยู่เช่นเดิม รวมทั้งยังเป็นโอกาสที่มองหาลูกค้าใหม่เพิ่ม นอกจากนี้ตนต้องการให้ SME เร่งการพัฒนาในด้านคุณภาพของสินค้าเพื่อไม่ให้ประเทศอื่นมาตีตลาดบ้านเราและเพื่อเป็นการเสริมศักยภาพความแข็งแกร่งในด้านการแข่งขันอีกด้วย

{gallery}Biz_Interview/2014/bfi_015/designAlt/success{/gallery}

บิส โฟกัส : จุดเด่นของผลิตภัณฑ์

ดร.สมศักดิ์ : ประกอบด้วย 1.เป็นบริษัทเฟอร์นิเจอร์ติดตั้งระบบ Fully Knockdown 100%  2.ไม่มีการปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง 3.สินค้ามีอายุการใช้งานยาวนานโดยใช้กาวกันน้ำในห้องแล็บซึ่งสามารถแช่น้ำได้ตลอด 24 ชม. 4.คุณภาพมาตรฐานของสินค้าของบริษัทจะใช้มาตรฐาน SEFA มาควบคุมซึ่งเป็นมาตรฐานระดับโลก 

นอกจากนี้บริษัทจะเน้นเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานและชุมชนรอบข้างในด้านสิ่งแวดล้อมร่วมด้วยเพื่อให้บริษัทสามารถอยู่ร่วมกับชุมชุนได้อย่างมีความสุขและยั่งยืนในอนาคต โดยบริษัทนับเป็นผู้บุกเบิกรายแรกในการทำตู้ดูดควันไอกรดสารเคมีเป็นเจ้าแรก

บิส โฟกัส : หลักการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพที่ส่งผลให้บริษัทประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ

ดร.สมศักดิ์ : ในส่วนของหลักการบริหารงานด้านบุคคลจะใช้ HRM HRD และ HR พุทธะ ซึ่งเป็นการใช้บริหารงานบุคคลเชิงพุทธศาสนา โดยการให้พนักงานมีส่วนร่วมในทุกๆ มิติแบบ 360 องศา อาทิ Vision (วิสัยทัศน์)  Mission (พันธกิจ) เป็นต้น โดยทั้งองค์กรร่วมกันคิดไม่ใช่แค่เพียงผู้บริหารเท่านั้น จึงทำให้บริษัทประสบผลสำเร็จได้ในวันนี้ ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานทั้งหมดประมาณ 200 คน

นอกจากนี้ บริษัทยังส่งเสริมด้านการศึกษาฟรี โดยส่งบุคลากรไปเรียนหลักสูตร "การพัฒนาไปสู่ความเป็นเลิศในการจัดการ" (Mini Master of Management Program - MMM) จัดโดยคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ซึ่งจะส่งพนักงานระดับหัวหน้าไปเรียนเพื่อให้สามารถทำงานในหลายๆ ด้านและเสริมศักยภาพให้เรียนรู้ในทุกส่วนที่ยังไม่รู้

เนื่องจากตนต้องการให้บุคลากรมีองค์ความรู้ทั้งเชิงวิชาการและเชิงประจักษ์ ถ้าไม่ส่งเสริมความรู้ให้พนักงานอาจจะทำให้การพัฒนาเป็นไปได้ยาก ดังนั้นจึงเน้นส่งเสริมด้านนี้เป็นพิเศษ สำหรับหลักเกณฑ์การพิจาณาในการเลือกจะต้องเป็นคนเก่ง มีคุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นคนเก่าแต่คนที่เข้ามาใหม่ก็มีโอกาสได้รับเลือกเช่นกันถ้าตรงกับหลักเกณฑ์ในการพิจารณา

บิส โฟกัส : มีการจัดทำโครงการ CSR อย่างไรบ้าง  

ดร.สมศักดิ์ : กิจกรรม CSR ที่บริษัทเราดำเนินการประกอบด้วย 1.โครงการ 1 โรงเรียน 1 ห้องแล็บ โดยมอบให้กับโรงเรียนวัด สำหรับโครงการนี้เราจะดำเนินการร่วมกับลูกค้าเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนวัดที่ยังขาดแคลน 2.ร่วมกับสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ บริจาคติดตั้งตู้ดูดควันไอกรดสารเคมีฟรีไม่น้อยกว่า 36 โรงเรียน 3.บริจาคเฟอร์นิเจอร์ให้กับศูนย์ปฏิบัติธรรมวัดปันเสา จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อใช้ในห้องต่างๆ เช่น ศาลา ห้องน้ำ เป็นต้น

วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออยล์เปิดแผนงานปี 2557

คุณกฤษดา ชวนะนันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออยล์ จำกัด(มหาชน) ให้สัมภาษณ์พิเศษนิตยสารบิส โฟกัส เกี่ยวกับแผนการดำเนินงาน การลงทุน การตลาดในปี 2557  และประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจดังนี้

บิส โฟกัส : นโยบายการดำเนินงานในปี 2557

คุณกฤษดา : แผนงานของบริษัทที่ต้องดำเนินการในขณะนี้คือการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยจะต้องเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นโอกาสและมีความพร้อมมากกว่าคนอื่นก่อนที่จะเกิดการแข่งขัน ถ้าทำได้ก็ไม่ต้องมีอะไรที่ต้องกังวล ที่ผ่านมากลุ่มบริษัทวิจิตรภัณฑ์ปฏิบัติและยึดมั่นมาตลอดคือการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ในขณะเดียวกันก็มุ่งสร้างสรรค์ความยั่งยืนด้วย ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่กลุ่มธุรกิจเรามองคือไม่เพียงแต่เราต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ แล้ว เพราะถ้าเราหยุดเมื่อไหร่คนอื่นก็จะทันและแซงเราไป แต่เราจะก้าวอย่างไรให้มั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

เนื่องจากสภาพแวดล้อมมีความเสี่ยงได้ง่าย ถ้ามุ่งเฉพาะการเติบโตแล้วไม่สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองให้ทันต่อเหตุการณ์ก็จะสู้กับใครไม่ได้ สุดท้ายก็จะแพ้กับสถานการณ์เอง ไม่ได้แพ้ให้กับคู่แข่ง ตรงนี้เป็นหัวใจของกลุ่มบริษัทที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเราพยายามทำเวิร์คช็อปตลอดเพื่อนำไปพัฒนาว่าควรจะปรับตัวอย่างไร มองภาพธุรกิจในอนาคตอย่างไร รวมไปถึงมองวิสัยทัศน์ระยะยาวใน 5 ปี  10 ปี ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเพื่อไปสู่การพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนในอนาคต

บิส โฟกัส : แผนการลงทุนในปี 2557

คุณกฤษดา : ในปีนี้จะมีการลงทุนเพื่อพร้อมที่จะเดินไปข้างหน้า ซึ่งจะใช้งบลงทุนประมาณกว่า 100  ล้านบาท โดยจะใช้ในการทำตลาด การผลิตและการปรับปรุงระบบ ซึ่งไม่ได้ใช้เฉพาะเป็นโครงการใดโครงการหนึ่ง

ทั้งนี้ด้วยสภาวะต่างๆ เราคงต้องชะลอการลงทุนเล็กน้อยแต่กำลังมองหาโอกาสที่กำลังจะลงทุน ซึ่งมีหลายๆ โครงการที่เราคิดว่าน่าสนใจ เช่น การปลูกปาล์มในประเทศเพื่อนบ้านซึ่งอยู่ในขั้นตอนการศึกษาเนื่องจากการลงทุนในต่างประเทศต้องใช้เงินทุนสูงและมีความเสี่ยงสูง ถ้าไม่มั่นใจจริงๆ ก็จะไม่ทำ  เพราะมองว่าในสภาวะตอนนี้ เราต้องดูสภาวะเศรษฐกิจให้แน่นอนก่อนเพราะทางกลุ่มบริษัทต้องการพัฒนาและก้าวอย่างมั่นคง

บิส โฟกัส : แผนการตลาดในปี 2557

คุณกฤษดา : สำหรับการตลาดในปีนี้ ตนเชื่อว่าจะมีความท้าทายอีกมากมายไม่ใช่เฉพาะในอุตสาหกรรมปาล์มเท่านั้นแต่ยังรวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย โดยเราต้องวิเคราะห์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตแต่ในขณะเดียวกันเรามองว่าปีนี้เป็นปีรับ เราไม่เคยหยุดนิ่งพยายามเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสคือจะไม่เร่งผลิตมากนัก ซึ่งจะทำให้มีเวลาคุยกับทีมเพื่อหาแนวทางตั้งรับในวิกฤติต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นปีที่ต้องระวัง เน้นการเตรียมความพร้อม โดยจะเริ่มบุกจริงจังในปี 2558  แต่ต้องขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมโดยรวมของปีหน้าด้วย

โดยอุตสาหกรรมการเกษตรจะต้องมีความพร้อมซึ่งสิ่งที่มากับเกษตรเหมือนน้ำขึ้น น้ำลง ซึ่งถ้าในช่วงน้ำลง ถ้ามีขันก็ไม่สามารถตักน้ำได้ ในขณะเดียวกันเมื่อโอกาสมาถึงแล้วไม่มีวัตถุดิบหรือไม่พร้อมและเดินหน้าไม่ได้จะเป็นปัญหาใหญ่เช่นเดียวกับน้ำขึ้นแล้วตักไม่ได้ ดังนั้นจึงเป็นความท้าทายสำหรับเราเนื่องจากกลุ่มวิจิตรภัณฑ์มีกำลังการผลิตค่อนข้างมาก เมื่อรวมทั้งกลุ่มแล้วเปรียบเทียบกับรายใหญ่ๆ ของประเทศเราจะอยู่อันดับต้นๆ จึงต้องมีความพร้อมในการดำเนินการในทุกด้านและทุกช่วงโอกาสที่จะมาถึง

เราจะพยายามทำธุรกิจในเชิงรุกมากกว่าที่จะเป็นธุรกิจในเชิงแก้ปัญหาซึ่งเป็นความท้าทายอย่างยิ่งเพราะเราเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งจะมีปัญหาเข้ามาทุกๆวัน ถ้าไม่สามารถก้าวผ่านปัญหารายวันได้ก็จะติดกับการแก้ปัญหาอยู่เรื่อยไป

บิส โฟกัส : กำลังการผลิต ณ ปัจจุบันของบริษัท

คุณกฤษดา : กำลังการผลิตรวมของกลุ่มวิจิตรภัณฑ์อยู่ที่ 180 ตัน/ชั่วโมง  ส่วนวิจิตรภัณฑ์ปาล์มออยล์มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 120 ตัน/ชั่วโมง ในกลุ่มวิจิตรภัณฑ์จะใช้วัตถุดิบสำหรับการผลิตน้ำมันปาลม์ดิบ 180,000 กิโลกรัม/ชั่วโมง ทั้งนี้การมีกำลังการผลิตมากนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก ดังนั้นจึงต้องคุยกับทีมงานตลอดเวลา อย่างเช่น ในช่วงเวลาที่วัตถุดิบออกมาน้อยเราจะทำอย่างไรและเตรียมความพร้อมอย่างไร เป็นต้น

คลิงเกอร์ (ไทยแลนด์) ยิ้มรับ BOI หนุนต่อยอดธุรกิจ

คุณเจตพล โสมสุภางค์ศรี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท คลิงเกอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ให้สัมภาษณ์พิเศษนิตยสารบิส โฟกัสในโอกาสได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในโครงการขยายไลน์การผลิตกึ่งออโตเมติกสำหรับปะเก็นกึ่งโลหะพร้อมติดตั้งเครื่องจักรใหม่ มูลค่าโครงการรวม 88  ล้านบาท  เป้าหมายผลประกอบการ รวมทั้งประเด็นอื่นๆ ดังนี้  

นิตยสารบิส โฟกัส : รายละเอียดการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI  

คุณเจตพล :  บริษัทได้ขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เมื่อเดือนตุลาคม 2556  ที่ผ่านมา ในโครงการขยายไลน์การผลิตกึ่งออโตเมติกสำหรับปะเก็นกึ่งโลหะพร้อมติดตั้งเครื่องจักรใหม่ มูลค่าโครงการรวม 88  ล้านบาท  ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการพิจารณาอนุมัติ เนื่องจากยังติดปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองอยู่ คาดว่าจะได้รับการอนุมัติอย่างแน่นอน โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีนำเครื่องจักรและวัตถุดิบ

นิตยสารบิส โฟกัส : วัตถุประสงค์ในการขอส่งเสริมการลงทุนจาก BOI

คุณเจตพล : บริษัทต้องการเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตและจะจำหน่ายในต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนการจำหน่ายดังนี้ 1.จำหน่ายในประเทศออสเตรเลีย 30%  ซึ่งเป็นการส่งคืนให้กับสำนักงานใหญ่ที่ประเทศออสเตรเลีย 2.จำหน่ายในเอเชีย 20%  อาทิ สิงคโปร์  มาเลเซีย เป็นต้น 3.จำหน่ายในประเทศไทย 50%  อาทิ ภาคใต้  โรงกลั่นในมาบตาพุด เป็นต้น

นิตยสารบิส โฟกัส : กำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าใด/ปี

คุณเจตพล : สำหรับกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นหลังจากติดตั้งเครื่องจักรเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นซึ่งสมมุติว่าจากเดิมถ้าเราผลิตได้ 36,000 ชิ้น/ปี  คาดว่าจะเพิ่มเป็น 150,000 ชิ้น/ปี ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปีแรกคาดว่าในปีต่อๆ ไปจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นเท่าตัว

นิตยสารบิส โฟกัส : รายละเอียดการติดตั้งเครื่องจักรใหม่

คุณเจตพล : เครื่องจักรที่นำเข้ามาติดตั้งในเบื้องต้นประกอบด้วย 1.เครื่องตัดเลเซอร์ 1  เครื่อง ซึ่งเป็นเครื่องมือ 2  มูลค่าประมาณ 6-7 ล้านบาท โดยเป็นเครื่องที่ผลิตจากประเทศญี่ปุ่น แต่เรานำเข้ามาจากประเทศออสเตรเลีย สำหรับประโยชน์ของเครื่องนี้คือจะสามารถทำให้ควบคุมต้นทุน เวลาและวัตถุดิบได้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น  2. เครื่องม้วนปะเก็นกึ่งออโตเมติก  มูลค่าประมาณ 5 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีเครื่องจักรอื่นๆ อีกหลายเครื่องที่ยังไม่ได้นำมาติดตั้ง รวมมูลค่าเครื่องจักรทั้งหมดที่จะนำเข้ามาติดตั้ง 35  ล้านบาท โดยได้เริ่มติดตั้งเครื่องจักรเมื่อกลางปี 2556 ที่ผ่านมา คาดว่าจะดำเนินการติดตั้งแล้วเสร็จและพร้อมใช้งานได้สมบรูณ์ 100%  หลังจากนี้อีก 1-2  ปีข้างหน้า

นิตยสารบิส โฟกัส : วางเป้าหมายผลประกอบการในปีนี้ไว้อย่างไร

คุณเจตพล : ในปี 2556 เราตั้งเป้าผลประกอบการไว้ที่ 40 ล้านบาท แต่ทำได้ 43.5  ล้านบาท  ซึ่งเกินเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ โดยรายได้ส่วนใหญ่ 95% มาจากตลาดในประเทศและในปี 2557 ตั้งเป้าผลประกอบการไว้ที่ 95  ล้านบาท คาดว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายเนื่องจากมีตลาดต่างประเทศร่วมด้วย

นิตยสารบิส โฟกัส : ทิศทางการดำเนินงานในปี 2557

คุณเจตพล : ปัจจุบันเรามีมาร์เก็ตแชร์ประมาณ 10%  หากดำเนินการเพิ่มไลน์การผลิตและติดตั้งเครื่องจักรเรียบร้อยจะสามารถผลิตสินค้าออกมาได้อย่างเต็มรูปแบบ คาดว่าจะขยายตลาดและมีมาร์เก็ตแชร์เพิ่มเป็น 50% เนื่องจากเป็นสินค้าที่ทางอุตสาหกรรมต้องใช้อยู่แล้วและถัดจากนี้อีก 3  ปี ตั้งเป้ามีมาร์เก็ตแชร์เพิ่มขึ้นเป็น 65% ถึงแม้ว่าการตลาดมีการแข่งขันที่ค่อนข้างรุนแรงแต่เรามั่นใจในสินค้าของเราที่มีคุณภาพมาตรฐานและมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยสนับสนุนให้กับลูกค้า รวมทั้งการให้ความรู้ลูกค้าเกี่ยวกับเรื่องปะเก็น ซึ่งการทำอุตสาหกรรมปะเก็นไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเป็นเรื่องของ Engineering โดยตรง เรามีทีมที่สนับสนุนในส่วนนี้ไว้รองรับอยู่แล้วซึ่งจะเป็นจุดเด่นที่เหนือคู่แข่งและจะส่งผลให้เราเป็นผู้นำตลาดด้านนี้ในอนาคต

นอกจากนี้จะโฟกัสเรื่องการขยายไลน์การผลิตและติดตั้งเครื่องจักรเป็นหลักซึ่งจะครอบคลุมการดำเนินงานทั้งหมดของแผนงานในอีก 2 ปีถัดไปจากนี้ อย่างไรก็ตามการทำให้ระบบต่างๆ เสร็จสมบูรณ์จะต้องใช้เวลา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทยอยนำเข้าเครื่องจักร เมื่อระบบทุกอย่างดำเนินการเรียบร้อยเราจะต้องพัฒนาคุณภาพบุคลากรเพื่อสนับสนุนการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงระบบ IT เพื่อให้เดินไปพร้อมกันด้วย โดยเราจะลงระบบ IT ใหม่ทั้งหมดเพื่อเซ็ตระบบในการสนับสนุนการทำงานให้ครอบคลุมการทำงานในทุกส่วน โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 5  ล้านบาท

และเรายังมีแผนที่จะเพิ่มตลาดในต่างประเทศนั้นคือประเทศเวียดนาม โดยร่วมมือกับเซลล์ของสำนักงานใหญ่ในประเทศออสเตรเลียซึ่งมีประสบการณ์ในตลาดประเทศเพื่อนบ้านของเราช่วยหาลูกค้าเพิ่ม ซึ่งเรามองว่าเวียดนามเป็นตลาดที่ใหญ่ในระดับหนึ่งแต่ยังไม่ใหญ่เท่าตลาดในบ้านเรา โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปลายปี 2556  ที่ผ่านมา

ท่าอากาศยานดอนเมือง กับความสำเร็จ 1 ศตวรรษ

ว่าที่เรืออากาศโทจตุรงคพล สดมณี ผู้อำนวยการท่าอากาศยานดอนเมือง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) ให้สัมภาษณ์พิเศษนิตยสารบิส โฟกัส ในโอกาสครบรอบ 100 ปี ท่าอากาศยานไทย พร้อมทั้งเปิดแผนการดำเนินการปรับปรุงท่าอากาศยานดอนเมืองเพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องดังนี้

บิส โฟกัส : การจัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสสนามบินดอนเมือง ครบรอบ 100 ปี

ว่าที่ ร.ท.จตุรงคพล : ในปีนี้สนามบินดอนเมืองครบรอบ 100 ปี ซึ่งนับว่าเป็นสนามบินที่เก่าแก่ที่สุดของโลกและได้มีการจัดงานครบรอบไปเมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ตลอดทั้งปี 2557 จะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ อาทิ แจกของที่ระลึกให้กับผู้โดยสาร การแสดงดนตรี การเดินขบวนพาเหรดและในช่วงสงกรานต์มีกิจกรรมสรงน้ำพระ การแห่ขบวนกลองยาว เป็นต้น

บิส โฟกัส : แผนการปรับปรุงสนามบินดอนเมือง

ว่าที่ ร.ท.จตุรงคพล : เนื่องจากในปี 2554 ที่ผ่านมาสนามบินดอนเมืองประสบปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่และสามารถเปิดให้บริการอีกครั้งในวันที่ 6 มีนาคม 2555 หลังจากนั้นสายการบินต่างๆ ก็ได้เริ่มกลับมาใช้ฐานการบินที่สนามบินดอนเมืองมากขึ้น ซึ่งมีผู้โดยสารประมาณ 3 ล้านคน/ปี ส่วนในปี 2556 จำนวนผู้โดยสารเพิ่มเป็น 16.4 ล้านคน/ปี

ตนมองว่าอาคารสนามบินดอนเมืองได้ก่อสร้างมานาน บางอาคารก่อสร้างตั้งแต่ปี 2528 บางอาคารก็ก่อสร้างเมื่อปี 2534  และมองว่าสมควรที่จะมีการปรับปรุง จึงได้เริ่มมีการหางบประมาณเพื่อดำเนินการปรับปรุงและฟื้นฟูสนามบินดอนเมืองโดยพื้นที่ชั้น 1 ที่โดนน้ำท่วมเกือบทุกอาคารยังไม่ได้มีการปรับปรุงและในระยะแรกที่เริ่มเปิดดำเนินการหลังน้ำท่วมเราเปิดดำเนินการเพียงแค่ Terminal 1 North Corridor Pier 2 3 และ 4 ให้บริการผู้โดยสารเท่านั้น

ทั้งนี้ตนได้กำหนดระยะเวลาในการพัฒนาสนามบินไว้ดังนี้ ระยะที่ 1 ในปี 2554-2555 ปรับปรุงและฟื้นฟูสนามบินดอนเมืองหลังจากได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ ระยะที่ 2 ปี 2556-2557 จะดำเนินการปรับปรุง Terminal 2 Pier 5 South Corridor ซึ่งได้เริ่มดำเนินการของบประมาณตั้งแต่ปี 2556 ประมาณ 3,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีความคืบหน้าการปรับปรุงแล้วกว่า 20% คาดว่าจะเริ่มทยอยเปิดให้บริการได้ภายในเดือนตุลาคม 2557

ระยะที่ 3 ปี 2557-2559 จะดำเนินการปรับปรุงไฟสนามบิน ทางวิ่งฝั่งตะวันออก ปรับปรุงอาคาร Terminal สำหรับเครื่องบินส่วนตัว ขยาย North Corridor ไปด้านทิศเหนือเพิ่มอีก 4 หลุมจอด ปรับปรุงอาคาร Long Term Parking จากจอดรถ 3 ชั้น เป็น 8 ชั้น ปรับปรุง North Corridor Pier 2 3 และ 4 ปรับปรุง Terminal 1 ก่อสร้างลานจอดรถยนต์ 8 ชั้น บริเวณติดกับ Terminal 1 ปรับปรุงต่อเติม South Corridor ไปเชื่อมกับ Pier 6 เดิม ปรับปรุงอาคารผู้โดยสารหลังเดิม ปรับปรุงคลังสินค้า 1-4 คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2559 และจะเริ่มดำเนินการหลังระยะที่ 2 เสร็จเรียบร้อยแล้ว

สำหรับโครงการในอนาคตซึ่งเป็นระยะที่ 4 เมื่อการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดงแล้วเสร็จในปี 2561 เรามีแผนที่จะสร้าง Terminal 3 ไปเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าของสายสีแดง พื่อให้บริการผู้โดยสารเพิ่มมากขึ้น การปรับปรุงคลังสินค้าด้านทิศใต้ให้เป็น  Airport Office  เพื่อเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟและเราจะศึกษาหาข้อมูลการเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีแดงฝั่งถนนวิภาวดีรังสิตกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวฝั่งถนนพหลโยธิน เพื่อให้ผู้โดยสารทั้งสองฝั่งถนนเดินทางสะดวกมากยิ่งขึ้น

บิส โฟกัส : เป้าผลประกอบการในปีนี้

ว่าที่ ร.ท.จตุรงคพล : รายได้ของสนามบินดอนเมืองเพิ่มขึ้นมาก มีกำไรตั้งแต่ปี 2556 โดยมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาทและในปี 2557 เราตั้งไว้ว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 20% จากปีที่ผ่านมาและคาดว่าจะเป็นไปตามเป้าอย่างแน่นอน

บิส โฟกัส : จุดเด่นของสนามบินดอนเมือง

ว่าที่ ร.ท.จตุรงคพล : ตนอยากให้สนามบินดอนเมืองเป็น  Fast Airport ซึ่งจะให้บริการด้วยความรวดเร็วที่สุด โดยกำหนดให้ผู้โดยสารภายในประเทศจะต้องขึ้นเครื่องภายใน 30 นาทีและผู้โดยสารระหว่างประเทศ จะต้องขึ้นเครื่องภายใน 1 ชั่วโมง เราตั้งใจไว้ว่าทุกๆ นาทีของเราจะบริการให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นและมีค่าใช้จ่ายถูก เนื่องจากระบบของสนามบินดอนเมืองเป็น Internet Check In รวมทั้งมีแรงจูงใจให้กับทุกสายการบินที่ประจำการอยู่และที่กำลังจะย้ายฐานการบินมาที่นี่ ทั้งการลดราคาให้กับสายการบินใหม่ประมาณ 10-30% เป็นต้น ซึ่งในอนาคตจะมีสายการบินย้ายฐานจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมาที่นี่ด้วย

ปัจจุบันเราดำเนินการติดตั้งระบบอัตโนมัติ Car Park โดยใช้ระบบอัตโนมัติทั้งหมด เรายังมี Airport Help ซึ่งเป็นนักศึกษาที่สามารถพูดภาษาจีนได้ เพราะผู้โดยสารส่วนใหญ่ของสนามบินดอนเมืองจะเป็นชาวจีน รวมทั้งจะติดตั้งระบบตรวจอัตโนมัติ (Auto Channel) ตรวจคนเข้าเมืองสำหรับคนไทยแบ่งเป็น ขาเข้า 4 ชุดและขาออก 4 ชุด ในอนาคตเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC แล้วอาจจะใช้ได้กับประเทศกลุ่มสมาชิกแต่ก็จะต้องขึ้นอยู่กับทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองด้วย นอกจากนี้เราจะมีศูนย์ Airport System Control Centre ซึ่งจะเป็นศูนย์ควบคุมระบบทั้งหมดของสนามบินจากคอมพิวเตอร์ภายในห้องเดียวเพื่อการควบคุมที่สะดวกมากขึ้น

บิส โฟกัส : หลักการบริหารองค์กรและบริหารบุคลากร

ว่าที่ ร.ท.จตุรงคพล : ตนจะใช้หลัก 4 M คือ การบริหารกำลังคน (Man) วัสดุอุปกรณ์ (Materials) งบประมาณ (Money) และการบริหารจัดการ (Management) ซึ่งจุดที่ยากที่สุดก็คือการบริหารคน เพราะในปัจจุบันสนามบินดอนเมืองมีพนักงานกว่า 450 คนและ Out Source อีกประมาณ 800 คน

ตนเริ่มทำงานตั้งแต่ปี 2521 ปัจจุบันมีอายุงานกว่า 36 ปีและดูแลถึง 5 ท่าอากาศยานจากทั้งหมด 6 ท่าอากาศยานของบริษัท ตนพยายามถ่ายทอดการบริหารงานให้กับพนักงานทุกคนให้มีความรู้มากขึ้น โดยทุกๆ เช้าเวลาประมาณ 8 โมง จะมีการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ข้อผิดพลาดและข้อแนะนำ ตนอยากให้ประเทศไทยเจริญเติบโตและผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบาย รวดเร็วและปลอดภัย เราจะวิเคราะห์ถึงปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ และจะดำเนินการแก้ไขเพื่อป้องกันอย่างรัดกุมไม่ให้เกิดเหตุการณ์นั้นๆ ขึ้น

เคเอฟซี ลุยตลาดไดร์ฟทรู พร้อมเทงบ 2.2 พันลบ. ตอกย้ำแบรนด์

เคเอฟซี รุกตลาดรูปแบบไดร์ฟทรู เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภค ทุ่มทุนกว่า 2.2 พันล้านบาทขยายสาขาและตอกย้ำแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ประกาศเติมสาขาครบ 800 สาขาในปี 2563 ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศรองรับการเติบโตของจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น

คุณแววคนีย์ อัสโสรัตน์กุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินธุรกิจร้านอาหารบริการด่วนภายใต้แบรนด์ เคเอฟซี กล่าวว่าปัจจุบันบริษัทดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 30 ปี โดยมีร้านเคเอฟซีเปิดให้บริการกว่า 500 สาขาทั่วประเทศ

ส่วนในระยะยาว คาดว่ายอดขายของแต่ละสาขาจะสามารถเติบโตได้ถึง 50% โดยเฉพาะการเปิดร้านเคเอฟซีในรูปแบบสาขาไดร์ฟทรู เพื่ออำนวยความสะดวกสบายและต้องการความรวดเร็วในการรับประทานอาหารทั้งที่รับประทานในร้านและสั่งซื้อกลับบ้านของลูกค้า รวมทั้งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนในเมืองใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ซึ่งล่าสุดได้เปิดสาขาแรกที่ถนนศรีนครินทร์

ด้านแผนการดำเนินงานในปีนี้บริษัทได้เตรียมทุ่มงบกว่า 2.2 พันล้านบาท แบ่งเป็นงบประมาณเปิดสาขาใหม่ 900 ล้านบาท งบประมาณการตลาด 650 ล้านบาท งบประมาณในการปรับปรุงร้าน 450 ล้านบาทและงบประมาณในด้านอื่นๆ 200 ล้านบาท โดยในปีนี้มีแผนขยายสาขาเพิ่มเติมทั้งสิ้น 50 สาขา แบ่งเป็นสาขาในรูปแบบไดรฟ์ทรู สแตนด์อะโลน 10 สาขา โดยใช้งบประมาณ 30-40 ล้านบาทต่อสาขา

“ในปีนี้เคเอฟซีมุ่งเน้นที่จะตอบสนองทุกความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งจะเปิดเพิ่มอีกประมาณ 50 สาขาเป็นรูปแบบไดร์ฟทรูรอบๆ กรุงเทพฯ รวมทั้งการเปิดร้านในอำเภอรองจากอำเภอเมืองในแต่ละจังหวัดตาม Hyper Market อาทิ เทสโก้ โลตัส บิ๊กซี เป็นต้น และรูปแบบร้านที่อยู่ในห้าง Shopping Mall ทั่วไป ทุกจังหวัดทั่วประเทศ” คุณแววคนีย์กล่าว

นอกจากนี้ในปี 2563 เคเอฟซีมีความมั่นใจว่าจะสามารถขยายสาขาได้ถึง 800 สาขา ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย เนื่องจากในปีที่ผ่านมาเคเอฟซีเปิดสาขาได้มากกว่าที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้เพื่อให้เข้าถึงปณิธานของเคเอฟซีที่มุ่นมั่นที่จะเป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดของชุมชนและสามารถสร้างงานให้กับคนในชุมชนนั้นๆ ด้วย

คุณแววคนีย์กล่าวต่อถึงด้านการตลาดในปีนี้ว่าเคเอฟซีมีการสร้างการรับรู้และตอกย้ำแบรนด์ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นสื่อโทรทัศน์ โซเชียลเน็ตเวิร์ค รวมทั้งการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ ซึ่งแต่ละโปรโมชั่นที่จะออกมามุ่งเจาะกลุ่มครอบครัวเป็นหลัก รวมทั้งนักเรียน นักศึกษา วัยรุ่นและวัยทำงาน

ด้านเป้าผลประกอบการในปี 2556 ที่ผ่านมา เติบโตเพิ่มขึ้น 10% และในปีนี้บริษัทตั้งเป้าไว้ที่ 15% เพิ่มจากปีก่อนด้วยการเพิ่มสาขาและทยอยเปิดสาขาใหม่ตลอดทั้งปี รวมทั้งการขยายตัวของตลาดที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งคาดว่าแนวโน้มของตลาดในครึ่งปีหลังน่าจะดีขึ้นอย่างแน่นอน รวมทั้งกระแสตอบรับจากผู้บริโภคที่ยังให้การตอบรับผลิตภัณฑ์จากเคเอฟซีเป็นอย่างดี ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งคุณภาพและรสชาติที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนไทยเป็นอย่างดี

“เราให้ความสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นสร้างประสบการณ์และผลิตภัณฑ์คุณภาพ ความปลอดภัย รวมทั้งใช้ไก่สดปรุงใหม่ๆ ในร้านและรสชาติอร่อยถูกปากคนไทยตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ จึงทำให้เคเอฟซีเป็นผู้นำธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน โดยมีเป้าหมายขยายส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 50% ในปี 2557” คุณแววคนีย์กล่าว

สำหรับการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 นับเป็นโอกาสดีที่แบรนด์ของคนไทยจะไปตีตลาดในต่างประเทศมากขึ้น สำหรับ KFC ได้มีการเตรียมความพร้อมในการศึกษาทำเลที่ตั้งของสาขาต่างๆ ที่อยู่รอบๆ บริเวณจังหวัดชายแดนซึ่งเป็นเมืองเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านและมีการเข้า-ออกของคนไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

คุณแววคนีย์กล่าวต่อว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการบริหารงานคือ “คน” โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมั่นซึ่งจะส่งผลให้พนักงานและองค์กรประสบความสำเร็จ ในปัจจุบันบริษัทมีพนักงานในสำนักงานประมาณ 300 คนและพนักงานประจำร้านไม่น้อยกว่า 15,000 คน

“เรามีพนักงานเป็นจำนวนมากและเราได้นำวัฒนธรรมมาจากคุณเดวิด โนแวค ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ยัม! แบรนด์ส อิงก์ ซึ่งคุณเดวิดอยากให้ทุกคนมีความเชื่อมั่นในตนเองว่าเมื่อเราตื่นขึ้นมาแล้ว เราจะต้องประสบความสำเร็จ เพื่อสร้างความมั่นใจและสร้างความมุ่งมั่นที่จะคิดเพื่อให้ตนเองประสบความสำเร็จตามจุดหมายในแต่ละวัน” คุณแววคนีย์กล่าว

ด้านกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรหรือ CSR เนื่องจากบริษัทดำเนินธุรกิจด้านอาหาร ดังนั้นจึงมีแนวคิดจัดทำโครงการ CSR ในด้านอาหาร โดยร่วมสนับสนุนโครงการอาหารโลก หรือ WFP (The World Food Programme) ในการระดมทุนทรัพย์ตามสาขาต่างๆ ของ KFC อาทิ โครงการช่วยเหลือด้านอาหารในประเทศฟิลิปปินส์ที่ได้รับความผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน เป็นต้น

ส่วนในประเทศไทย บริษัทได้เข้าร่วมโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นโครงการเพื่อให้นักเรียนมีอาหารกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการบริโภคตลอดปีการศึกษา โดยใช้ผลผลิตการเกษตรที่ผลิตขึ้นภายในโรงเรียนมาประกอบอาหาร และนำเงินที่ได้รับบริจาคในแต่ละสาขาเข้าร่วมสมทบกองทุน

“การวางกล่องรับบริจาคในแต่ละสาขา ถือเป็นการตอบโจทย์ในการรับบริจาคได้เป็นอย่างดีเพราะเราสามารถบริหารจัดการเงินทุกบาททุกสตางค์ได้ด้วยตัวเองและนำมาสะสมเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อสมทบทุนในโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันในทุกๆ ปี รวมทั้งเรายังภูมิใจที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าเพื่อถวายเงินสมทบกองทุนอีกด้วย” คุณแววคนีย์กล่าว

คุณแววคนีย์กล่าวปิดท้ายว่านอกจากนี้ บริษัทยังมีโครงการร้านน้องหูหนวก ซึ่งเป็นร้าน KFC ที่มีแต่เฉพาะพนักงานคนหูหนวก โดยให้บริการเป็นสาขาแรกในประเทศไทยที่ไทม์ สแควร์ ซึ่งได้เริ่มเปิดรับสมัครคนหูหนวกมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา โดยให้สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการประชาสัมพันธ์ข่าวนี้ให้คนหูหนวกได้รับทราบ

Page Visitor

015163828
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
42152
52723
447808
11437843
1531586
1988039
15163828
Your IP: 3.232.96.22
2021-01-23 18:15