พี.เอฟ.พี. เล็งเสริมทัพเครื่องจักรรับตลาดโต / Issue 023, December 2014

พี.เอฟ.พี. เล็งเสริมทัพเครื่องจักรรับตลาดโต

พี.เอฟ.พี. เตรียมทุ่มงบกว่า 300 ลบ. ปรับปรุงและติดตั้งเครื่องจักรใหม่ เพิ่มกำลังการผลิตรองรับการขยายตัวของตลาดทั้งในและต่างประเทศ  พร้อมวางแผนตั้งฐานการผลิตในอินโดนีเซียและเวียดนาม เพิ่มช่องทางการจำหน่าย ตอกย้ำผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารทะเลแช่แข็งของไทย

คุณทวี ปิยะพัฒนา ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท พี.เอฟ.พี. ผู้นำในกลุ่มผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารทะเลแช่แข็งของประเทศ  ภายใต้แบรนด์ “พีเอฟพี” เปิดเผยว่าในปี 2558 บริษัทมีแผนที่จะทุ่มงบประมาณกว่า 300 ล้านบาทในการปรับปรุงและติดตั้งเครื่องจักรใหม่ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตรองรับการขยายตัวของตลาดทั้งในและต่างประเทศที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยจะใช้เทคโนโลยีจากประเทศเยอรมนีและญี่ปุ่น ซึ่งจะพิจารณาเครื่องจักรตามรูปแบบการผลิตของแต่ละผลิตภัณฑ์

นอกจากบริษัทยังมีแผนจะทุ่มงบประมาณในการทำการตลาดกว่า 100 ล้านบาทเพื่อเปิดตัวสินค้าใหม่อีกประมาณ 5-10 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งยังคงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเนื้อปลาเช่นเดิม คาดว่าจะสามารถเปิดเผยได้ในปีหน้า รวมทั้งยังมีผลิตภัณฑ์ที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศเข้ามาช่วยเสริมอีกด้วย

คุณทวีกล่าวต่อว่า ปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณ 38% ซึ่งถือว่าเป็นผู้นำในกลุ่มผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารทะเลแช่แข็ง โดยกลุ่มลูกค้าหลักจะเป็นกลุ่มภัตตาคาร ลูกค้าทั่วไป และร้านอาหารชั้นนำของไทย นอกจากนี้บริษัทยังมีสัดส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 60% และอีก 40% จะส่งออกในต่างประเทศ

สำหรับเป้าหมายการเติบโต บริษัทได้ตั้งไว้เฉลี่ยประมาณ 15% ต่อปี แต่ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมีการเติบโตเพียง 12% และคาดว่าหลังจบไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทจะมีการเติบโตเพิ่มขึ้นเพียง 1-2% เท่านั้น

“ในช่วงต้นปี 2557 ที่ผ่านมา บริษัทได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ และเริ่มกลับมาฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 3 จึงส่งผลให้เรามีการเติบโตเพียง 12% อย่างไรก็ตามเรามีความพึงพอใจในเป้าหมายการเติบโตที่ได้ เนื่องจากสถานการณ์หลายๆ อย่างที่มีผลกระทบต่อธุรกิจ แต่เรายังสามารถจะเติบโตได้เกือบถึงเป้าเฉลี่ย และคาดว่าปีนี้เราจะมีผลประกอบการประมาณ 4,500 ล้านบาท” คุณทวีกล่าว

ส่วนการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 คุณทวีกล่าวว่า บริษัทมีความพร้อมมานานแล้ว เนื่องจากบริษัทได้มีการส่งออกไปจำหน่ายในกลุ่มประเทศอาเซียนอยู่แล้ว จึงไม่มีความกังวลในการก้าวเข้าสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแต่อย่างใด ด้านการขยายการลงทุเพิ่ม บริษัทได้มองไปที่ประเทศอินโดนีเซียและเวียดนามเป็นหลัก โดยมีการพิจารณาจากความพร้อมของสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศดังกล่าว

“ในอนาคต เราวางแผนที่จะขยายธุรกิจ โดยตั้งฐานการผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้มากขึ้นและเพื่อบุกตลาดในโซนตะวันออกกลางด้วย ส่วนประเทศเวียดนามก็เป็นประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องและกำลังการซื้อของประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น” คุณทวีกล่าว

คุณทวีกล่าวปิดท้ายว่า บริษัทยังมีความมุ่งมั่นในการรักษาคุณภาพและรสชาติของผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการสนับสนุนและให้ความสำคัญในการตอบแทนสังคม สิ่งแวดล้อม และชุมชน ซึ่งได้มีการจัดตั้งโรงเรียนในโรงงาน โดยเป็นการร่วมมือกับวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ เพื่อทำการเรียนการสอนในระดับ ปวส. อีกด้วย