ซิโน-ไทย ประกาศศักยภาพ 52 ปี อวดผลงานเด่น “บุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต” / Issue 021, October 2014

ซิโน-ไทย ประกาศศักยภาพ 52 ปี อวดผลงานเด่น “บุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต”

52 ปีซิโน-ไทย ตอกย้ำบริษัทก่อสร้างระดับชั้นแนวหน้าของประเทศ โชว์ผลงานคุณภาพ “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต” มูลค่างาน 1,700 ลบ. สร้างสถิติลงกินเนสส์ บุ๊ก ครั้งที่ 2 คาดสิ้นปีมี BACKLOG 50,000 ลบ. ลั่นรายได้ปีนี้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ส่วนปีหน้าวางเป้าเพิ่มอีก 10%

คุณภาคภูมิ ศรีชำนิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STECON เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ว่า เป็นสนามแข่งรถที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ซึ่งบริษัทดำเนินการแบบ Turnkey ทั้งการออกแบบและก่อสร้างโดยมี Concept Design  จากบริษัท Tilke ผู้ออกแบบสนามแข่งระดับโลก มูลค่างาน 1,700 ล้านบาทจากมูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาการก่อสร้าง 490 วัน ตามสัญญา ซึ่งเริ่มเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2556 - 4 ตุลาคม 2557

โครงการดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นที่ 1,000 ไร่ ใจกลางเมืองบุรีรัมย์ โดยนับเป็นสนามแข่งระดับมาตรฐาน FIA (Federation Internationald de l’ Automobike) หรือสหพันธ์รถยนต์นานาชาติ, Grade1T และ FIM Grade A ที่สามารถรองรับการแช่งขัน F1, GT1, GT2, และ GT3 ภายใต้การรองรับสหพันธ์รถจักรยานยนต์นานาชาติ (Federation Internationald de Motocyclisme)

สนามแห่งนี้เป็นสนามที่มีระบบ Race Control มูลค่า 30 MB ที่ใช้ควบคุมการแข่งขันที่ทันสมัยมาก รวมถึงมาตรฐานวัสดุและวิธีการก่อสร้างจะเป็น Spec ที่สูงระดับ International / High Standard ซึ่งมากกว่าค่าปกติภายในประเทศ แม้กระทั่งการปูยาง Asphaltic ที่มีความเรียบเป็นพิเศษ ปูถึง 3 ชั้น โดยรถ Paver ปูยางภายในประเทศไม่สามารถปูได้ จึงต้องนำเข้ามาใหม่สำหรับสนามแข่งนี้โดยเฉพาะ ปัจจุบันสนามแข่งแห่งนี้ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา

“สนามแข่งรถแห่งนี้นับเป็นสนามที่ก่อสร้างได้เร็วที่สุดในโลก เราใช้เวลาในการดำเนินการเพียง 422 วัน ซึ่งเสร็จก่อนสัญญาว่าจ้าง และนับเป็นโครงการ 2 ในบุรีรัมย์ที่ได้ลงบันทึกกินเนสส์ บุ๊ก ต่อเนื่องจากโครงการแรกคือสนามฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งใช้เวลาในการก่อสร้าง 248 วัน ส่วนหนึ่งที่ทำให้การก่อสร้างสามารถดำเนินการให้เสร็จโดยเร็ว จะมาจากเจ้าของโครงการด้วยเช่นกัน ซึ่งต้องยอมรับว่าคุณเนเวินเป็นผู้ที่สามารถตัดสินใจได้ในทุกๆ เรื่อง และอยู่ที่ไซต์งานตลอดเวลา เมื่อมีปัญหาในด้านนโยบายสามารถถามและได้คำตอบทันที ส่วนปัญหาในด้านเทคนิคเราจะเป็นผู้ที่ตัดสินใจเอง นอกจากนี้ ในอนาคตมีความเป็นได้ว่าเราอาจได้ร่วมงานจากคุณเนวินอีก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพูดคุยในเรื่องการก่อสร้างโรงแรมระดับ 5 ดาว” คุณภาคภูมิกล่าว

ส่วนจุดเด่นที่บริษัทได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้รับผิดชอบก่อสร้างโครงการนี้ คือคุณภาพการก่อสร้างและระยะเวลาดำเนินการที่รวดเร็ว รวมทั้งความปลอดภัยในการทำงาน โดยไม่มีอุบัติเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นแต่อย่างใด รวมทั้ง ปัญหาหรืออุปสรรคในโครงการแทบไม่มี เพราะตั้งอยู่ไม่ไกลจากกัมพูชา ดังนั้นจึงไม่ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ประกอบกับโครงการไม่ได้ใช้แรงงานจำนวนมาก แต่จะใช้เครื่องจักรเป็นหลักมากกว่า สำหรับปัญหาจริงๆ คือสภาวะอากาศในช่วงหน้าฝน แต่บริษัทได้ดำเนินการแก้ไขให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี

คุณภาคภูมิกล่าวต่อถึงโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในปัจจุบันว่า ประกอบด้วย

     1. งานก่อสร้างด้านสาธารณูปโภคที่สำคัญ ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) สัญญาที่ 2, โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (ท่าพระ-หลักสอง) สัญญาที่ 4, โครงการสะพานต่างระดับ (จรัญสนิทวงศ์-กาญจนาภิเษก), โครงการถนนใน สปป. ลาว และโครงการถนนของกรมทางหลวง เป็นต้น

     2. งานก่อสร้างด้านอาด้านอาคารที่สำคัญ อาทิ โครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต, โครงการรัฐสภาใหม่, โครงการอาคารที่ทำการศาลฎีกา, โครงการสถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ และโครงการออกแบบและก่อสร้างอาคารสำนักงานใหญ่และอาคารแวดล้อม บริษัท กสท.เป็นต้น

     3. งานก่อสร้างด้านพลังงานที่สำคัญ ได้แก่ โรงไฟฟ้าหนองแซง, โรงไฟฟ้าอุทัยและโรงไฟฟ้าขนอม 4.งานก่อสร้างด้านอุตสาหกรรมที่สำคัญ เช่น โครงการ Ichthys Onshore LNG

ส่วนโครงการในอนาคต บริษัทมองว่า เมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่มาบริหารประเทศ ซึ่งรัฐบาลชุดนี้จะดำเนินนโยบายเกี่ยวกับการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนตามแผนงานของคณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คสช. โดยแผนงานหลักของ คสช. ในระยะใกล้จะมีการประมูลโครงการต่างๆ เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต), โครงการรถไฟฟ้าทางคู่ และโครงการสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 เป็นต้น นอกจากนี้ บริษัทยังคาดว่ารัฐบาลจะผลักดันโครงการลงทุน 24,000 ล้านบาทให้เกิดอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจก่อสร้างในอนาคต

คุณภาคภูมิกล่าวต่อถึง BACKLOG ว่า เมื่อต้นปี 2557 จะอยู่ที่ประมาณ 51,000 ล้านบาท แต่ ณ สิ้นไตรมาส 3 จะลดลงเหลืออยู่ที่  40,000 ล้านบาท เพราะบริษัทได้ทำงานและทยอยส่งมอบให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ด้วยศักยภาพของบริษัทที่สามารถรับงานได้ปีละ 20,000 ล้านบาท เพราะฉะนั้น BACKLOG ที่มีอยู่จะสามารถทำงานต่อเนื่องได้อีก 2 ปี

อย่างไรก็ตาม  BACKLOG ในปีนี้มีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้น เพราะจะมีงานที่จะออกมาในไตรมาสที่ 4 เช่น รถไฟฟ้าสายสีเขียวและรถไฟฟ้ารางคู่ นอกจากนี้ บริษัทยังมีงานภาคเอกชนที่เข้าร่วมประมูล ก็จะประกาศผลในช่วงไตรมาส 4 เช่นกัน โดยคาดว่าอาจได้รับงานเพิ่มอีกประมาณ 10,000 ล้านบาท ทำให้คาดว่า ณ สิ้นปีนี้จะมี  BACKLOG ใกล้เคียงกับต้นปีที่ผ่านมา 50,000 ล้านบาท

ด้านเป้าหมายการเติบโตของบริษัทในปีนี้และปีหน้า คุณภาคภูมิกล่าวว่า ตนยังคงเน้นการเติบโตอย่างมั่นคงและไม่ก้าวกระโดด โดยที่ผ่านมามีอัตราการเจริญเติบโตประมาณ 10-20% ต่อเนื่องติดต่อกันมา 3-4 ปีแล้ว สำหรับในช่วงต้นปีที่ผ่านมา บริษัทวางเป้าหมายการเติบโตในด้านรายได้ประมาณ 10-15% จากปี 2556 แต่เนื่องปัญหาทางด้านการเมือง ทำให้งานของภาครัฐในช่วงกลางปี 2556 จนถึงกลางปี 2557 แทบจะไม่มีงานใหม่ออกมาประมูล หรือถ้ามีก็จะยังไม่มีการเซ็นสัญญา ส่งผลให้รายได้ในปี 2557 น่าจะอยู่ในระดับคงที่เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2556  หรือประมาณ 21,000 ล้านบาท

ส่วนในปี 2558 เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มคลี่คลาย ประกอบกับรัฐบาลใหม่ประกาศนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจก่อสร้าง ดังนั้น บริษัทจึงวางเป้าหมายการเติบโตของรายได้เพิ่มจากปี 2557 ประมาณ 10%

“ในปีนี้ คาดว่าแนวโน้มการเติบโตของเราในแง่ของรายได้ จะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ทำให้โครงการลงทุนใหม่ๆ ของภาครัฐออกมาน้อย อย่างไรก็ตาม เรามีเป้าหมายในด้านผลกำไร ซึ่งจะต้องเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะยังคงเป็นตามเป้าหมายที่วางไว้” คุณภาคภูมิกล่าว

คุณภาคภูมิกล่าวในตอนท้ายว่า ปัจจุบันบริษัทครบรอบ 52 ปีในการดำเนินธุรกิจ โดยในปีนี้จะเป็นปีที่เน้นพัฒนาบุคลากรภายในองค์กร โดยอาศัยช่วงที่ชะลอตัวของงานก่อสร้าง เพื่อพัฒนาทักษะ พัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ หรือเรียกว่าเป็นปีแห่งการพัฒนาของบริษัท เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับงานที่คาดว่าจะสดใสของธุรกิจก่อสร้างในปี 2558-2559

อนึ่ง บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) (STECON) เป็นบริษัทก่อสร้างระดับชั้นแนวหน้าของประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2505 ดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างงานทุกประเภท มีลูกค้าทั้งจากภาครัฐและเอกชน โดยลักษณะงานก่อสร้างจะมีตั้งแต่โครงการก่อสร้างที่เป็นโครงการขนาดกลางไปจน ถึงโครงการขนาดใหญ่ ที่ต้องอาศัยความชำนาญและเทคโนโลยีระดับสูง