“ไบโอฟาร์ม” เปิดตัวสินค้าใหม่เสริมแกร่งธุรกิจ / Issue 021, October 2014

“ไบโอฟาร์ม” เปิดตัวสินค้าใหม่เสริมแกร่งธุรกิจ

ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ส่ง “อ๊อปตามิน (Optamin)”  เจาะกลุ่มคนใช้คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน ลั่นปีแรกยังไม่หวังผลกำไร เน้นสร้างแบรนด์เป็นหลัก เดินหน้าการตลาดเต็มร้อยด้วยงบ 15-20 ลบ. คาดเป้ารายได้ปีนี้ของบริษัทกว่า 1,500 ล้านบาท

คุณเศกสุข เกษมสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายยา, เวชภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ “อ๊อปตามิน (Optamin)” ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมบำรุงสายตา เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 40 ปีในการดำเนินธุรกิจ

โดยกลุ่มเป้าหมายเจาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษา วัยทำงาน และกลุ่มคนที่ต้องทำงานและใช้งานคอมพิวเตอร์ทุกวันและเป็นเวลานาน ซึ่งอ๊อปตามินจะช่วยในการป้องกันการเสื่อมสภาพของจอประสาทสายตา รวมทั้งการป้องกันโรค Computer Vision Syndrome หรือโรคซีวีเอส และลดการเสื่อมและช่วยบำรุงเส้นประสาทตาได้เป็นอย่างดี

“เราจะผลิตยาตัวใหม่ทุกๆ ปี สำหรับปีนี้คือ “อ๊อปตามิน” ซึ่งเป็นวิตามินบำรุงสายตา ที่เรามองว่าน่าจะสามารถทำตลาดได้เป็นอย่างดี โดยในปัจจุบันคนส่วนใหญ่นิยมเล่นโซเชียลมีเดียเป็นจำนวนมาก มีการใช้งานทั้งอุปกรณ์สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ซึ่งในแต่ละวันมักจะใช้งานไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง โดยวิตามินนี้จะเป็นตัวช่วยในการบำรุงสายตาได้เป็นอย่างดี” คุณเศกสุขกล่าว

สำหรับกระแสตอบรับในปัจจุบันยังไม่ดีเท่าควร เนื่องสภาพของเศรษฐกิจในประเทศในปัจจุบัน ดังนั้น บริษัทจึงมีแผนการทำโฆษณาและจัดโปรโมชั่นเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งจะเน้นในเรื่องของ Advertorial หรือบทความเชิงความรู้ซึ่งจะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้เขียนบทความที่เกี่ยวข้องกับตัวยาที่เป็นส่วนผสมในวิตามิน โดยเป็นตัวยาที่วงการแพทย์เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทั้ง สหรัฐอเมริกาและยุโรป

ส่วนงบประมาณในการทำการตลาด บริษัทได้ตั้งไว้ใกล้เคียงกับการตั้งเป้ายอดขายของผลิตภัณฑ์อ๊อปตามิน ซึ่งในปีนี้กำหนดไว้ที่ 15-20 ล้านบาท โดยบริษัทมองว่าในปีแรกที่วางจำหน่ายอ๊อปตามิน ยังไม่เน้นการสร้างกำไรจากผลิตภัณฑ์ตัวนี้มากนัก แต่บริษัทเน้นการสร้างแบรนด์เป็นหลัก รวมทั้งการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับกลุ่มลูกค้าที่สนใจในตัวผลิตภัณฑ์ให้มีจำนวนมากขึ้น

คุณเศกสุขกล่าวต่อถึงเป้าผลประกอบการของบริษัทว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าผลประกอบการของบริษัทกว่า 1,500 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถเป็นไปได้ตามเป้าหรืออาจจะใกล้เคียง เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศในช่วงต้นปีที่ผ่านมาที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจโดยรวม สำหรับเป้าผลประกอบการในปีหน้า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณา ส่วนการเติบโตของผลประกอบการในแต่ละปีเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8-10% โดยบริษัทมีสัดส่วนการจำหน่ายสินค้าในประเทศ 85% และอีก 15% เพื่อส่งออก

คุณเศกสุขกล่าวต่อถึงการเตรียมความพร้อมในการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 ว่า บริษัทมีความพร้อมในตลาด AEC มากว่า 15-20 ปีแล้ว เนื่องจากมีการผลิตและจัดจำหน่ายให้กับประเทศในกลุ่มอาเซียนมานาน โดยได้ผ่านการรับรองในเรื่องมาตรฐานในการผลิตหรือ GMP-PIC/S (หลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตยา) ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญในการผลิตและจำหน่ายยา ของกลุ่มประเทศยุโรป, อเมริกา และออสเตรเลีย

“เรามีความพร้อมในการเปิด AEC มาก เมื่อเทียบกับบริษัทยาอื่นๆ เราถือว่าเป็นผู้นำในด้านนี้ปัจจุบันยาของเราขายไปหลายประเทศในอาเซียน อาทิ มาเลเซีย, สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ เป็นต้น ทั้งนี้เมื่อยาเราไปขายในต่างประเทศ เราจะต้องขยับมาตรฐานของเราให้สูงขึ้น และได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP-PIC/S ซึ่งไบโอฟาร์มเป็นเจ้าเดียวที่มีมาตรฐานนี้ในประเทศไทย โดยในการทำมาตรฐานตัวนี้เราลงทุนไปกว่า 400-500 ล้านบาท” คุณเศกสุขกล่าว

คุณเศกสุขกล่าวถึงการขยายธุรกิจในอาเซียนว่า บริษัทได้มีการพิจารณาในการขยายตลาดในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา, ลาว, เมียนมาร์, เวียดนาม) ซึ่งปัจจุบันจะต้องมีการดำเนินการในเรื่องของการหาพาร์ทเนอร์เข้ามาร่วมธุรกิจ (Business Partner) ทั้งนี้บริษัทมีความมั่นใจในเรื่องของคุณภาพและมาตรฐานในการที่จะสามารถขยายธุรกิจได้อย่างแน่นอน 

ปัจจุบันทางบริษัทไบโอฟาร์ม ซึ่งเป็นบริษัทยาในประเทศก็ได้มีการติดต่อเซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรแล้ว กับบริษัทยาข้ามชาติระดับ Top 10 ของโลก มากกว่า 5 บริษัท  ซึ่งก็จะทำให้บริษัทก้าวขึ้นเป็นผู้นำทางด้านยาของกลุ่ม AEC ส่วนประเทศอินโดนีเซีย ยังประสบปัญหาในเรื่องของข้อจำกัดในการเปิดตลาดจากบริษัทต่างประเทศ จึงทำให้มีการเสียเปรียบในการส่งสินค้าเข้าไปจำหน่าย

สำหรับสิ่งที่อยากให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนและส่งเสริมเป็นอย่างมากคือการกระตุ้นการบริโภคยาที่ผลิตในประเทศ และการยอมรับในเรื่องของคุณภาพยาในประเทศที่มีมาตรฐานระดับสากลเช่นเดียวกับยาที่นำเข้ามา  รวมถึงมีการป้องกันยาที่ไม่ได้คุณภาพและราคาถูกจากนอกประเทศ ซึ่งจะช่วยส่งผลดีต่อการเติบโตของธุรกิจอุตสาหกรรมยาภายในประเทศอย่างยั่งยืน