01Top_HachiEng

Issue 043 Dec

บีโฮมทุ่มงบกว่าพันลบ. ผุดศูนย์ค้าส่งสำเพ็ง-ท่าดินแดง

บีโฮมเทงบ 1,150 ล้านบาท เนรมิตศูนย์ค้าส่งสำเพ็ง-ท่าดินแดง บนพื้นที่ทั้งหมด 11 ไร่ ติดท่าน้ำท่าดินแดง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา รองรับผู้ค้าที่ต้องการหนีความแออัดจากสำเพ็ง พาหุรัด คาดเปิดบริการหลังสงกรานต์ปีหน้า

คุณพงศ์ภพ งามอัจฉริยะกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี โฮมคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่าบริษัทอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างศูนย์ค้าส่ง ภายใต้ชื่อ “สำเพ็ง-ท่าดินแดง” ซึ่งเป็นตลาดติดแอร์บนพื้นที่ทั้งหมด 11 ไร่ โดยใช้งบประมาณ 1,150 ล้านบาท แบ่งเป็นราคาที่ดิน 1,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นงบในการก่อสร้างอาคารศูนย์การค้า 150 ล้านบาทเพื่อนำมาพัฒนาศูนย์ค้าส่งรองรับผู้ค้าที่ต้องการหนีความแออัดจากสำเพ็ง พาหุรัด โดยได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่เดือนกันยายน  ที่ผ่านมา ปัจจุบันมีความคืบหน้า 30% คาดจะแล้วเสร็จประมาณเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม และพร้อมเปิดให้บริการหลังสงกรานต์ปี 2557

ศูนย์ค้าส่ง “สำเพ็ง-ท่าดินแดง” ตั้งอยู่บนพื้นที่ทั้งหมด 11 ไร่ โดยแบ่งออกเป็น พื้นที่ลานจอดรถ 3.5 ไร่ และพื้นที่ศูนย์ค้าส่ง “สำเพ็ง-ท่าดินแดง”ตลาดติดแอร์ อีก 7.5 ไร่ ซึ่งภายในประกอบด้วย อาคาร 1 ชั้น จำนวน500 ห้อง แบ่งเป็นห้องขนาด 3-7.5 ตารางเมตร โดยบริษัทได้มีการกำหนดราคาเช่าไว้ตั้งแต่ราคา 7,500 – 28,000 บาท/เดือน นอกจากนี้ศูนย์ค้าส่ง“สำเพ็ง-ท่าดินแดง” ยังเปิดให้บริการทั้งตลาดกลางวัน และตลาดกลางคืน

สำหรับจุดเด่นของศูนย์การค้าคือจะตั้งอยู่ห่างจากสำเพ็ง 550 เมตร, เยาวราช 690 เมตร, มีหน้ากว้างติดแม่น้ำเจ้าพระยา, ติดถนนท่าดินแดง, ติดกับท่าน้ำท่าดินแดง (ตรงข้ามกับท่าน้ำราชวงศ์) และเป็นทำเลที่ติดกับสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาราชวงศ์-ท่าดินแดง นอกจากนี้ยังมีลานจอดรถที่สามารถรองรับได้ถึง 350 คัน

ด้านกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะเป็นกลุ่มผู้ค้าดั้งเดิมทั้งคนไทยและคนจีนที่อาศัยอยู่ในย่านสำเพ็ง เสือป่าและเยาวราชในสัดส่วน 40 ; 60  ปัจจุบันมียอดจองแล้ว 100 ห้องจากจำนวนทั้งหมด 500 ห้องโดยเริ่มเปิดให้จองตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา คาดว่าจะสามารถปิดการขายได้ในราวเดือนมกราคมปีหน้า

“ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่มาค้าขายอยู่ย่านเสือป่า และราชวงศ์อยู่แล้ว แต่ด้วยพื้นที่ที่จำกัด ไม่มีพื้นที่ในการเก็บสินค้า จึงขยายมาทำเลดังกล่าวมากขึ้น ซึ่งในอนาคตเมื่อสะพานข้ามแม่น้ำราชวงศ์-ท่าดินแดง ก่อสร้างแล้วเสร็จ ก็จะสามารถเชื่อมต่อ และทำการค้าได้สะดวก”คุณพงศ์ภพ กล่าว 

คุณพงศ์ภพกล่าวต่อถึงเป้าผลประกอบการในปี 2557 ว่าคาดว่ารายได้น่าจะได้อยู่ที่ประมาณ 60-70 ล้านบาท เนื่องจากทางโครงการมีโปรโมชั่น ลดค่าเช่าให้ 50% เป็นเวลา 6 เดือน 100 ห้องแรก อย่างไรก็ตามหากมีผู้เช่าพื้นที่เต็มทั้งหมด รายได้จะเพิ่มเป็น 130-150 ล้านบาท/ปี ทั้งนี้บริษัทคาดว่าจะสามารถคืนทุนภายในระยะเวลา 7-8 ปีและบริษัทยังมีนโยบายในการไม่ปรับค่าเช่าพื้นที่เป็นเวลา 3 ปี

“ เราจะบริหารงานและดำเนินการทุกอย่างให้ดีที่สุด เพื่อให้ผู้ค้าส่งสินค้าและลูกค้าที่มาใช้บริการ ศูนย์การค้าสำเพ็ง-ท่าดินแดงให้สามารถค้าขายและซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกสบายพร้อมทั้งสามารถตอบโจทย์ทางการค้าให้เพิ่มมากขึ้น และพร้อมปรับเปลี่ยนตามที่ลูกค้าต้องการได้อย่างเต็มที่ โดยจะใช้งบการตลาด 15-20 ล้านบาท/ปี เพื่อให้ครอบคลุมทุกช่องทาง เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ เป็นต้น ” คุณสมภพกล่าว

ไทยเฮ้าส์ซิ่ง อัดงบ 300 ลบ. รีโนเวท “แกรนด์ไชน่า พลาซ่า”

ไทยเฮ้าส์ซิ่ง ทุ่ม 300 ล้านบาทปรับโฉม "แกรนด์ไชน่า พลาซ่า รองรับลูกค้าทั้งไทยและต่างประเทศ พร้อมเปิดให้บริการกุมภาพันธ์ปีหน้า คาดมีเม็ดเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท/ปี

คุณนันทนุช ตั้งอุทัยศักดิ์ ผู้อำนวยการแกรนด์ไชน่า เยาวราช บริษัท ไทยเฮ้าส์ซิ่ง ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัดเปิดเผยว่าปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการปรับปรุงแกรนด์ไชน่า พลาซ่า โดยใช้งบประมาณกว่า 300 ล้านบาท เนื่องจากครบสัญญาเช่าระยะยาว 20 ปีในปีที่ผ่านมา ดังนั้นบริษัทจึงมีแนวคิดนำพื้นที่ดังกล่าวมาปรับปรุงใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตของย่านเยาวราช สำเพ็ง รวมถึงรองรับลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา และคาดว่าจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ 2557

" แกรนด์ไชน่า เยาวราช ประกอบด้วยโรงแรมแกรนด์ไชน่าปริ๊นเซส เยาวราช จำนวน 150 ห้องและพื้นที่เชิงพาณิชย์แกรนด์ไชน่า พลาซ่า โดยอาคารตั้งอยู่ในเยาวราชและมีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาจับจ่ายเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าที่อยู่ในต่างประเทศที่สนใจมาช็อปปิ้งในบ้านเรามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจากประเทศเวียดนาม ลาว และมาเลเซีย ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจในย่านนี้เป็นอย่างมาก เราจึงได้มีการพัฒนาโครงการนี้ขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตของย่านเยาวราชที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง " คุณนันทนุชกล่าว

สำหรับแนวคิดในการพัฒนาโครงการนี้ เป็นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์บนที่ดินที่ได้ชื่อว่าแพงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ตอบสนองกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีการพัฒนาจากรากฐานที่มีอยู่ในพื้นที่ให้สามารถตอบรับกับการพัฒนาไปข้างหน้าของสังคมที่มีการเคลื่อนไหวและไหลรวมเป็นหนึ่งเดียวโดยไม่บั่นทอนอัตลักษณ์สำคัญของคนในเยาวราชและยังเป็นศูนย์รวมสินค้าขายส่ง (Whole Sale Trading Center) ภายใต้แนวคิด “ดินแดนแห่งของขวัญ” เพื่อสร้างเป็นศูนย์รวมสินค้าประเภทของขวัญ สินค้าไลฟ์สไตล์ งานดีไซน์ขยายตลาดส่งออกในอาเซียนตอบรับ AEC

คุณนันทนุชกล่าวต่อว่าการดำเนินการปรับปรุง "แกรนด์ไชน่า พลาซ่า" จำนวน 5 ชั้น ขนาดพื้นที่ทั้งหมด 10,000 ตารางเมตร  แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1. โครงสร้างภายนอก มีการปรับรูปแบบความทันสมัยโดยคงลักษณะสถาปัตยกรรมอาคารในแบบ Sino – Portuguese ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ประวัติความเป็นมากว่าหนึ่งร้อยปีของความเจริญด้านการค้าขายในย่านเยาวราช สำเพ็ง

2. โครงสร้างภายในประกอบด้วยพื้นที่ 5 ชั้น ได้แก่ ชั้น G ธีมตกแต่งให้บรรยากาศแบบ Sino-Portuguese Revival สร้างจุดดึงดูดด้วยช้อปร้านกาแฟชั้นนำ ร้านอาหาร และสินค้าของขวัญงานดีไซน์และสินค้าไลฟ์สไตล์มีระดับ,ชั้น  2 ธีมตกแต่ง Shanghai Chic สร้างเสน่ห์แห่งอารยธรรมตะวันออกร่วมสมัย นำเสนอสินค้าในกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ คอสตูมจิวเวลรี่ สินค้าแอคเซสเซอรีด้านไอทีและเครื่องมือสื่อสารทุกประเภท,

ชั้น 3 ธีมตกแต่ง Modern Chinese Loft เป็นพื้นที่ไฮไลท์ของห้างภายใต้แนวคิดคอนเซ็ปต์สโตร์สินค้ากลุ่มของขวัญและสินค้าไลฟ์สไตล์ (GIVE Concept Store) ให้เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักช้อปปิ้งจากทั่วเมืองไทยด้วยไอเดียทันสมัยโดยมีวัตถุประสงค์หลักในการเป็นศูนย์ค้าส่งสินค้ามีดีไซน์จากนักออกแบบชั้นนำทั่วไทยเพื่อขยายตลาดการส่งออกไปยังตลาดประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน, ชั้น 4 ธีมตกแต่ง Chinatown Market Street นำเสนอสินค้าสไตล์สำเพ็ง สินค้าประดับชิ้นเล็กเพื่อตกแต่งบ้าน  สินค้ากิ๊ฟช้อป และศูนย์บริการขนส่งและโลจิสติกส์ และชั้น 5 สวนอาหารและธนาคาร

“โครงการนี้เราจะเจาะกลุ่มพ่อค้าและแม่ค้าที่ซื้อของแล้วไปขายต่อ ส่วนอีกกลุ่มจะเป็นพ่อค้าและแม่ค้าในประเทศเพื่อนบ้าน ที่เข้ามาพักในโรงแรมและไปซื้อของที่สำเพ็งเพื่อนำกลับไปขายต่อ และหลังจากการเปิด AEC คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะนี้พื้นที่การขายในโครงการมียอดจองกว่า 65% คาดว่าในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้ายอดการจองพื้นที่จะเพิ่มเป็น 90% แบ่งเป็นกลุ่มค้าส่ง 60% และค้าปลีก 40% ทั้งกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าคนไทยและต่างชาติ เช่น เวียดนาม ลาว และมาเลเซีย เป็นต้น” คุณนันทนุชกล่าว

สำหรับจุดเด่นโครงการนี้คือจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกในหลายๆ อย่าง อาทิ ที่จอดรถรองรับได้ถึง 200 คัน, มีการรักษาความปลอดภัย, เป็นจุดรวมแสดงสินค้าในย่านเยาวราชที่ได้มีการคัดสรรมาอย่างดี มีการออกแบบที่สวยงาม และเป็นสถานที่ที่เดินทางมาได้สะดวก

คุณนันทนุชกล่าวต่อว่าแผนการตลาดในปีแรกวางงบประมาณไว้ที่ 10 ล้านบาท สำหรับการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ให้ทั้งกลุ่มลูกค้าคนไทยและต่างชาติได้รู้จักและเข้าใช้บริการในย่านเยาวราชมากขึ้น โดยมีเป้าหมายหลักนอกจากลูกค้าชาวไทยแล้วยังเป็นลูกค้าจากต่างชาติโดยเฉพาะในกลุ่มเออีซี ที่จะมีการจัดรูปแบบการบริการต่างๆ ไว้คอยรองรับ ทั้งส่วนของโรงแรม ธนาคาร ร้านค้า และบริการโลจิสติกส์ต่างๆ รวมถึงการประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าได้รู้จักโครงการมากขึ้น

ทั้งนี้บริษัทคาดว่าจะสามารถเพิ่มสัดส่วนผู้มาใช้บริการจากวันละ 6,000 คน/วัน เป็น 10,000 คน/วัน และมั่นใจว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดภายในโครงการกว่า 500 ล้านบาท/เดือน หรือไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท/ปี พร้อมทั้งคาดว่าโครงการนี้จะคุ้มทุนภายในระยะเวลา 8 ปี

ส่วนผลกระทบที่มีต่อธุรกิจของบริษัทและธุรกิจในย่านเยาวราชได้แก่สถานการณ์ต่างๆ ที่แปรผันตามเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะมีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่บริษัทยังพบว่ากลุ่มผู้ใช้บริการยังคงพร้อมเดินทางเข้ามาใช้บริการเช่นเดิม เนื่องจากเยาวราชเป็นย่านธุรกิจที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อม

“เศรษฐกิจย่านเยาวราชค่อนข้างที่จะผันผวนตามเศรษฐกิจทั่วๆ ไป ถ้าเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศไม่ดี การค้าขายในย่านนี้ก็จะลดลงไปด้วย ส่วนสิ่งที่อยากให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนคือการพัฒนาย่านเยาวราชให้เป็นศูนย์ Tourist Destination อย่างจริงจังและเป็นรูปเป็นร่างกว่าที่ผ่านมา รวมทั้งการสร้างย่านเยาวราชให้เป็น Trading Area ให้ชาวต่างชาติได้ทราบว่าหากต้องการสินค้าค้าส่ง สามารถเข้ามาหาสินค้าได้ที่นี่” คุณนันทนุชกล่าว

อนึ่งบริษัท ไทยเฮ้าส์ซิ่ง ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด จดทะเบียนก่อตั้งบริษัทเมื่อวันที่  11 ตุลาคม 2517 ด้วยทุนจดทะเบียน 250 ล้านบาท มีอาคารและสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 215 ถนนเยาวราช แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่รู้จักอย่างมากในธุรกิจโรงแรมแกรนด์ไชน่าปรี๊นเซส เยาวราช และแกรนด์ไชน่า พลาซ่า

เอ็ม.เอส.กรุ๊ปเปิดแผนธุรกิจรับ 3 ทศวรรษ

เอ็ม.เอส.กรุ๊ป ประกาศรุกธุรกิจเต็มร้อยสานต่อความสำเร็จยาวนาน 30 ปี เตรียมจัดกิจกรรมการตลาดตอกย้ำบริษัทให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นภายใต้งบการตลาด 20 ล้านบาท มั่นใจยอดขาย 600 ลบ.ในอีก 2 ปีข้างหน้าถึงเป้าหมายแน่นอน

นายยศสรัล แต้มคงคา  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ  บริษัท เอ็ม.เอส.กรุ๊ป จำกัด ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค  อาทิ  หมากฝรั่งคิดคิด,หมากฝรั่งนกแก้ว , ช็อกโกแลต,สาหร่ายปรุงรส, น้ำผลไม้ เป็นต้น  เปิดเผยว่าบริษัทจะครบรอบ 30 ปีหรือ 3 ทศวรรษในเดือนพฤษภาคม 2557 โดยเอ็ม.เอส .ย่อมาจากเม่งเซ้ง ซึ่งเป็นชื่อของคุณปู่และเป็นผู้ก่อตั้งโรงงานลูกกวาดเม่งเซ้งสำหรับผลิตสินค้าลูกกวาด ลูกอม หมากฝรั่ง อมยิ้ม

ทั้งนี้บริษัทมีแผนตรียมจัดแคมเปญการตลาดครั้งใหญ่ในโอกาสครบรอบ 30 ปี โดยใช้งบการตลาดประมาณ 20 ล้านบาท อีกทั้งยังเตรียมปรับแผนธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตตามเป้าหมายที่ได้วางเอาไว้  โดยเตรียมเพิ่มทีมงานด้านการตลาด  การจัดกิจกรรมการตลาด  อาทิ  การจัดบูธ,การจัดอีเวนต์ เพื่อขายสินค้าในช่องทางโมเดิร์นเทรด  นอกเหนือจากการสร้างความแข็งแกร่งกับช่องทางเทรดดิชันนัลเทรดที่บริษัทได้เปรียบคู่แข่ง เพราะเป็นช่องทางที่บริษัทจัดจำหน่ายมานาน และกระจายสินค้าได้ครอบคลุม

“เรามีแผนจะจัดกิจกรรมโรดโชว์ ในจังหวัดต่างๆ ตามร้านค้าหลักของเราซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยทำเลย เราขายอย่างเดียว เมื่อก่อนการตลาดไม่ต้องทำก็ได้ แต่ยุคนี้ต้องทำ เราอาจจะไม่ได้หว่านทั่วประเทศแต่จะเลือกเฉพาะจังหวัดที่มียอดขายหลัก เช่น อาจจะไปที่ภาคอีกสานภาคเดียวก่อน โดยจะไปในนามเครือของสินค้าของบริษัททั้งหมด อาจจะเอาหมากฝรั่งคิดคิดที่โรงงานยังผลิตอยู่เป็นสินค้าหลักและจะเอาสินค้าตัวอื่นพ่วงเข้าไปด้วยเพื่อเพิ่มยอดขายและจะได้บาลานซ์กับค่าใช้จ่าย

ในช่วงแรกเราอาจจะต้องลงทุนมาเก็ตติ้งค่อนข้างสูง เนื่องด้วยเราเป็นบริษัทจัดจำหน่ายเราไม่ได้เป็นเจ้าของสินค้า กำไรเราก็น้อยอยู่แล้ว แต่เราก็ต้องลงทุนเพราะเป็นการสร้างภาพของบริษัท ไม่ได้สร้างภาพสินค้าให้กับแบรนด์อื่นๆ  มันก็จะต่างวัตถุประสงค์กัน ซึ่งจะทำให้มีคนรู้จักเราและรู้ว่ามีบริษัทนี้อีกบริษัทหนึ่งที่เป็นดิสทริบิวเตอร์  ”คุณยศสรัลกล่าว

นอกจากนี้ในปีหน้าบริษัทยังมีแผนที่จะนำสินสินค้าชนิดอื่นๆ มาจำหน่ายอีกด้วย โดยจะเป็นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ แปรงสีฟัน,ช็อกโกแลต แชมพู สบู่ อุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือน เป็นต้น รวมทั้งจะเพิ่มกลุ่มสินค้าสุขภาพที่มีราคาสูง เข้ามาจัดจำหน่ายเพิ่มมากขึ้นจากปีนี้ที่ผู้ผลิตสินค้า 2-3 ราย นำสินค้าใหม่เข้ามาให้บริษัทเป็นผู้จัดจำหน่ายเพิ่ม ได้แก่  ผู้ผลิตเครื่องดื่มน้ำผลไม้ 25% แบรนด์ชิลล์ ผู้ผลิตสาหร่ายปรุงรสและกลุ่มขนม 

สำหรับแนวโน้มธุรกิจของเอม.เอส.กรุ๊ป จะมีโอกาสกลับมาบูมเช่นเดียวกับ 20 ปีที่ผ่านมาอีกหรือไม่นั้น คุณยศสรัสกล่าวว่าขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ยังตอบไม่ได้ จริงๆ แต่เมื่อทำอะไรแล้วก็ต้องมั่นใจ 100% ถ้าไม่ได้ยังไงค่อยว่ากันอีกที แต่ถ้าตั้งใจไว้แล้วและคิดว่าไม่ได้แน่ก็จะไม่มีแรงทำ ทั้งนี้บริษัทได้ตั้งเป้ายอดขายประมาณ 600 ล้านบาท ในอีก 2 ปีและมีความมั่นใจว่าเป็นได้ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทุกคนในองค์กรตั้งเป้าหมายร่วมกันจะไปให้ถึงอยู่แล้วและเป็นตัวเลขที่ไม่ได้มากมายเมื่อเปรียบเทียบกับที่ผู้ประกอบการายอื่นๆได้ออกมาประกาศกันก่อนหน้านี้

“เรามีความมั่นใจในตัวเลขยอดขาย 600 ล้านบาท เพราะในปัจจุบันเรามีสินค้าที่จำหน่ายทั้งของเราเองและเป็นตัวแทนสินค้ารายอื่นๆ ถ้ามีสินค้าใหม่มาอีก 2-3 แบรนด์  ถ้าเราจับโดนก็ถึงทันที อยู่ที่สินค้าอินเทรนมาได้ ยอดขายก็จะขึ้นมาทันที ยอดมันก็ไม่ได้เยอะ 600 นี่ถือว่าน้อยมาก คนอื่นเค้าประกาศเป็นแสนล้านหมื่นล้าน เราจะเริ่มจริงจังในปีนี้”คุณยศสรัลกล่าว

 

Page Visitor

028172292
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
25411
49354
227318
1159105
1699103
28172292
Your IP: 3.236.55.22
2021-09-23 09:29