Issue 043 Dec

บีโฮมทุ่มงบกว่าพันลบ. ผุดศูนย์ค้าส่งสำเพ็ง-ท่าดินแดง

บีโฮมเทงบ 1,150 ล้านบาท เนรมิตศูนย์ค้าส่งสำเพ็ง-ท่าดินแดง บนพื้นที่ทั้งหมด 11 ไร่ ติดท่าน้ำท่าดินแดง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา รองรับผู้ค้าที่ต้องการหนีความแออัดจากสำเพ็ง พาหุรัด คาดเปิดบริการหลังสงกรานต์ปีหน้า

คุณพงศ์ภพ งามอัจฉริยะกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี โฮมคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่าบริษัทอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างศูนย์ค้าส่ง ภายใต้ชื่อ “สำเพ็ง-ท่าดินแดง” ซึ่งเป็นตลาดติดแอร์บนพื้นที่ทั้งหมด 11 ไร่ โดยใช้งบประมาณ 1,150 ล้านบาท แบ่งเป็นราคาที่ดิน 1,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นงบในการก่อสร้างอาคารศูนย์การค้า 150 ล้านบาทเพื่อนำมาพัฒนาศูนย์ค้าส่งรองรับผู้ค้าที่ต้องการหนีความแออัดจากสำเพ็ง พาหุรัด โดยได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่เดือนกันยายน  ที่ผ่านมา ปัจจุบันมีความคืบหน้า 30% คาดจะแล้วเสร็จประมาณเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม และพร้อมเปิดให้บริการหลังสงกรานต์ปี 2557

ศูนย์ค้าส่ง “สำเพ็ง-ท่าดินแดง” ตั้งอยู่บนพื้นที่ทั้งหมด 11 ไร่ โดยแบ่งออกเป็น พื้นที่ลานจอดรถ 3.5 ไร่ และพื้นที่ศูนย์ค้าส่ง “สำเพ็ง-ท่าดินแดง”ตลาดติดแอร์ อีก 7.5 ไร่ ซึ่งภายในประกอบด้วย อาคาร 1 ชั้น จำนวน500 ห้อง แบ่งเป็นห้องขนาด 3-7.5 ตารางเมตร โดยบริษัทได้มีการกำหนดราคาเช่าไว้ตั้งแต่ราคา 7,500 – 28,000 บาท/เดือน นอกจากนี้ศูนย์ค้าส่ง“สำเพ็ง-ท่าดินแดง” ยังเปิดให้บริการทั้งตลาดกลางวัน และตลาดกลางคืน

สำหรับจุดเด่นของศูนย์การค้าคือจะตั้งอยู่ห่างจากสำเพ็ง 550 เมตร, เยาวราช 690 เมตร, มีหน้ากว้างติดแม่น้ำเจ้าพระยา, ติดถนนท่าดินแดง, ติดกับท่าน้ำท่าดินแดง (ตรงข้ามกับท่าน้ำราชวงศ์) และเป็นทำเลที่ติดกับสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาราชวงศ์-ท่าดินแดง นอกจากนี้ยังมีลานจอดรถที่สามารถรองรับได้ถึง 350 คัน

ด้านกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะเป็นกลุ่มผู้ค้าดั้งเดิมทั้งคนไทยและคนจีนที่อาศัยอยู่ในย่านสำเพ็ง เสือป่าและเยาวราชในสัดส่วน 40 ; 60  ปัจจุบันมียอดจองแล้ว 100 ห้องจากจำนวนทั้งหมด 500 ห้องโดยเริ่มเปิดให้จองตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา คาดว่าจะสามารถปิดการขายได้ในราวเดือนมกราคมปีหน้า

“ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่มาค้าขายอยู่ย่านเสือป่า และราชวงศ์อยู่แล้ว แต่ด้วยพื้นที่ที่จำกัด ไม่มีพื้นที่ในการเก็บสินค้า จึงขยายมาทำเลดังกล่าวมากขึ้น ซึ่งในอนาคตเมื่อสะพานข้ามแม่น้ำราชวงศ์-ท่าดินแดง ก่อสร้างแล้วเสร็จ ก็จะสามารถเชื่อมต่อ และทำการค้าได้สะดวก”คุณพงศ์ภพ กล่าว 

คุณพงศ์ภพกล่าวต่อถึงเป้าผลประกอบการในปี 2557 ว่าคาดว่ารายได้น่าจะได้อยู่ที่ประมาณ 60-70 ล้านบาท เนื่องจากทางโครงการมีโปรโมชั่น ลดค่าเช่าให้ 50% เป็นเวลา 6 เดือน 100 ห้องแรก อย่างไรก็ตามหากมีผู้เช่าพื้นที่เต็มทั้งหมด รายได้จะเพิ่มเป็น 130-150 ล้านบาท/ปี ทั้งนี้บริษัทคาดว่าจะสามารถคืนทุนภายในระยะเวลา 7-8 ปีและบริษัทยังมีนโยบายในการไม่ปรับค่าเช่าพื้นที่เป็นเวลา 3 ปี

“ เราจะบริหารงานและดำเนินการทุกอย่างให้ดีที่สุด เพื่อให้ผู้ค้าส่งสินค้าและลูกค้าที่มาใช้บริการ ศูนย์การค้าสำเพ็ง-ท่าดินแดงให้สามารถค้าขายและซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกสบายพร้อมทั้งสามารถตอบโจทย์ทางการค้าให้เพิ่มมากขึ้น และพร้อมปรับเปลี่ยนตามที่ลูกค้าต้องการได้อย่างเต็มที่ โดยจะใช้งบการตลาด 15-20 ล้านบาท/ปี เพื่อให้ครอบคลุมทุกช่องทาง เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ เป็นต้น ” คุณสมภพกล่าว

ไทยเฮ้าส์ซิ่ง อัดงบ 300 ลบ. รีโนเวท “แกรนด์ไชน่า พลาซ่า”

ไทยเฮ้าส์ซิ่ง ทุ่ม 300 ล้านบาทปรับโฉม "แกรนด์ไชน่า พลาซ่า รองรับลูกค้าทั้งไทยและต่างประเทศ พร้อมเปิดให้บริการกุมภาพันธ์ปีหน้า คาดมีเม็ดเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท/ปี

คุณนันทนุช ตั้งอุทัยศักดิ์ ผู้อำนวยการแกรนด์ไชน่า เยาวราช บริษัท ไทยเฮ้าส์ซิ่ง ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัดเปิดเผยว่าปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการปรับปรุงแกรนด์ไชน่า พลาซ่า โดยใช้งบประมาณกว่า 300 ล้านบาท เนื่องจากครบสัญญาเช่าระยะยาว 20 ปีในปีที่ผ่านมา ดังนั้นบริษัทจึงมีแนวคิดนำพื้นที่ดังกล่าวมาปรับปรุงใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตของย่านเยาวราช สำเพ็ง รวมถึงรองรับลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา และคาดว่าจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ 2557

" แกรนด์ไชน่า เยาวราช ประกอบด้วยโรงแรมแกรนด์ไชน่าปริ๊นเซส เยาวราช จำนวน 150 ห้องและพื้นที่เชิงพาณิชย์แกรนด์ไชน่า พลาซ่า โดยอาคารตั้งอยู่ในเยาวราชและมีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาจับจ่ายเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าที่อยู่ในต่างประเทศที่สนใจมาช็อปปิ้งในบ้านเรามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจากประเทศเวียดนาม ลาว และมาเลเซีย ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจในย่านนี้เป็นอย่างมาก เราจึงได้มีการพัฒนาโครงการนี้ขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตของย่านเยาวราชที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง " คุณนันทนุชกล่าว

สำหรับแนวคิดในการพัฒนาโครงการนี้ เป็นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์บนที่ดินที่ได้ชื่อว่าแพงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ตอบสนองกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีการพัฒนาจากรากฐานที่มีอยู่ในพื้นที่ให้สามารถตอบรับกับการพัฒนาไปข้างหน้าของสังคมที่มีการเคลื่อนไหวและไหลรวมเป็นหนึ่งเดียวโดยไม่บั่นทอนอัตลักษณ์สำคัญของคนในเยาวราชและยังเป็นศูนย์รวมสินค้าขายส่ง (Whole Sale Trading Center) ภายใต้แนวคิด “ดินแดนแห่งของขวัญ” เพื่อสร้างเป็นศูนย์รวมสินค้าประเภทของขวัญ สินค้าไลฟ์สไตล์ งานดีไซน์ขยายตลาดส่งออกในอาเซียนตอบรับ AEC

คุณนันทนุชกล่าวต่อว่าการดำเนินการปรับปรุง "แกรนด์ไชน่า พลาซ่า" จำนวน 5 ชั้น ขนาดพื้นที่ทั้งหมด 10,000 ตารางเมตร  แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1. โครงสร้างภายนอก มีการปรับรูปแบบความทันสมัยโดยคงลักษณะสถาปัตยกรรมอาคารในแบบ Sino – Portuguese ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ประวัติความเป็นมากว่าหนึ่งร้อยปีของความเจริญด้านการค้าขายในย่านเยาวราช สำเพ็ง

2. โครงสร้างภายในประกอบด้วยพื้นที่ 5 ชั้น ได้แก่ ชั้น G ธีมตกแต่งให้บรรยากาศแบบ Sino-Portuguese Revival สร้างจุดดึงดูดด้วยช้อปร้านกาแฟชั้นนำ ร้านอาหาร และสินค้าของขวัญงานดีไซน์และสินค้าไลฟ์สไตล์มีระดับ,ชั้น  2 ธีมตกแต่ง Shanghai Chic สร้างเสน่ห์แห่งอารยธรรมตะวันออกร่วมสมัย นำเสนอสินค้าในกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ คอสตูมจิวเวลรี่ สินค้าแอคเซสเซอรีด้านไอทีและเครื่องมือสื่อสารทุกประเภท,

ชั้น 3 ธีมตกแต่ง Modern Chinese Loft เป็นพื้นที่ไฮไลท์ของห้างภายใต้แนวคิดคอนเซ็ปต์สโตร์สินค้ากลุ่มของขวัญและสินค้าไลฟ์สไตล์ (GIVE Concept Store) ให้เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักช้อปปิ้งจากทั่วเมืองไทยด้วยไอเดียทันสมัยโดยมีวัตถุประสงค์หลักในการเป็นศูนย์ค้าส่งสินค้ามีดีไซน์จากนักออกแบบชั้นนำทั่วไทยเพื่อขยายตลาดการส่งออกไปยังตลาดประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน, ชั้น 4 ธีมตกแต่ง Chinatown Market Street นำเสนอสินค้าสไตล์สำเพ็ง สินค้าประดับชิ้นเล็กเพื่อตกแต่งบ้าน  สินค้ากิ๊ฟช้อป และศูนย์บริการขนส่งและโลจิสติกส์ และชั้น 5 สวนอาหารและธนาคาร

“โครงการนี้เราจะเจาะกลุ่มพ่อค้าและแม่ค้าที่ซื้อของแล้วไปขายต่อ ส่วนอีกกลุ่มจะเป็นพ่อค้าและแม่ค้าในประเทศเพื่อนบ้าน ที่เข้ามาพักในโรงแรมและไปซื้อของที่สำเพ็งเพื่อนำกลับไปขายต่อ และหลังจากการเปิด AEC คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะนี้พื้นที่การขายในโครงการมียอดจองกว่า 65% คาดว่าในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้ายอดการจองพื้นที่จะเพิ่มเป็น 90% แบ่งเป็นกลุ่มค้าส่ง 60% และค้าปลีก 40% ทั้งกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าคนไทยและต่างชาติ เช่น เวียดนาม ลาว และมาเลเซีย เป็นต้น” คุณนันทนุชกล่าว

สำหรับจุดเด่นโครงการนี้คือจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกในหลายๆ อย่าง อาทิ ที่จอดรถรองรับได้ถึง 200 คัน, มีการรักษาความปลอดภัย, เป็นจุดรวมแสดงสินค้าในย่านเยาวราชที่ได้มีการคัดสรรมาอย่างดี มีการออกแบบที่สวยงาม และเป็นสถานที่ที่เดินทางมาได้สะดวก

คุณนันทนุชกล่าวต่อว่าแผนการตลาดในปีแรกวางงบประมาณไว้ที่ 10 ล้านบาท สำหรับการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ให้ทั้งกลุ่มลูกค้าคนไทยและต่างชาติได้รู้จักและเข้าใช้บริการในย่านเยาวราชมากขึ้น โดยมีเป้าหมายหลักนอกจากลูกค้าชาวไทยแล้วยังเป็นลูกค้าจากต่างชาติโดยเฉพาะในกลุ่มเออีซี ที่จะมีการจัดรูปแบบการบริการต่างๆ ไว้คอยรองรับ ทั้งส่วนของโรงแรม ธนาคาร ร้านค้า และบริการโลจิสติกส์ต่างๆ รวมถึงการประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าได้รู้จักโครงการมากขึ้น

ทั้งนี้บริษัทคาดว่าจะสามารถเพิ่มสัดส่วนผู้มาใช้บริการจากวันละ 6,000 คน/วัน เป็น 10,000 คน/วัน และมั่นใจว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดภายในโครงการกว่า 500 ล้านบาท/เดือน หรือไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท/ปี พร้อมทั้งคาดว่าโครงการนี้จะคุ้มทุนภายในระยะเวลา 8 ปี

ส่วนผลกระทบที่มีต่อธุรกิจของบริษัทและธุรกิจในย่านเยาวราชได้แก่สถานการณ์ต่างๆ ที่แปรผันตามเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะมีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่บริษัทยังพบว่ากลุ่มผู้ใช้บริการยังคงพร้อมเดินทางเข้ามาใช้บริการเช่นเดิม เนื่องจากเยาวราชเป็นย่านธุรกิจที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อม

“เศรษฐกิจย่านเยาวราชค่อนข้างที่จะผันผวนตามเศรษฐกิจทั่วๆ ไป ถ้าเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศไม่ดี การค้าขายในย่านนี้ก็จะลดลงไปด้วย ส่วนสิ่งที่อยากให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนคือการพัฒนาย่านเยาวราชให้เป็นศูนย์ Tourist Destination อย่างจริงจังและเป็นรูปเป็นร่างกว่าที่ผ่านมา รวมทั้งการสร้างย่านเยาวราชให้เป็น Trading Area ให้ชาวต่างชาติได้ทราบว่าหากต้องการสินค้าค้าส่ง สามารถเข้ามาหาสินค้าได้ที่นี่” คุณนันทนุชกล่าว

อนึ่งบริษัท ไทยเฮ้าส์ซิ่ง ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด จดทะเบียนก่อตั้งบริษัทเมื่อวันที่  11 ตุลาคม 2517 ด้วยทุนจดทะเบียน 250 ล้านบาท มีอาคารและสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 215 ถนนเยาวราช แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่รู้จักอย่างมากในธุรกิจโรงแรมแกรนด์ไชน่าปรี๊นเซส เยาวราช และแกรนด์ไชน่า พลาซ่า

เอ็ม.เอส.กรุ๊ปเปิดแผนธุรกิจรับ 3 ทศวรรษ

เอ็ม.เอส.กรุ๊ป ประกาศรุกธุรกิจเต็มร้อยสานต่อความสำเร็จยาวนาน 30 ปี เตรียมจัดกิจกรรมการตลาดตอกย้ำบริษัทให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นภายใต้งบการตลาด 20 ล้านบาท มั่นใจยอดขาย 600 ลบ.ในอีก 2 ปีข้างหน้าถึงเป้าหมายแน่นอน

นายยศสรัล แต้มคงคา  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ  บริษัท เอ็ม.เอส.กรุ๊ป จำกัด ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค  อาทิ  หมากฝรั่งคิดคิด,หมากฝรั่งนกแก้ว , ช็อกโกแลต,สาหร่ายปรุงรส, น้ำผลไม้ เป็นต้น  เปิดเผยว่าบริษัทจะครบรอบ 30 ปีหรือ 3 ทศวรรษในเดือนพฤษภาคม 2557 โดยเอ็ม.เอส .ย่อมาจากเม่งเซ้ง ซึ่งเป็นชื่อของคุณปู่และเป็นผู้ก่อตั้งโรงงานลูกกวาดเม่งเซ้งสำหรับผลิตสินค้าลูกกวาด ลูกอม หมากฝรั่ง อมยิ้ม

ทั้งนี้บริษัทมีแผนตรียมจัดแคมเปญการตลาดครั้งใหญ่ในโอกาสครบรอบ 30 ปี โดยใช้งบการตลาดประมาณ 20 ล้านบาท อีกทั้งยังเตรียมปรับแผนธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตตามเป้าหมายที่ได้วางเอาไว้  โดยเตรียมเพิ่มทีมงานด้านการตลาด  การจัดกิจกรรมการตลาด  อาทิ  การจัดบูธ,การจัดอีเวนต์ เพื่อขายสินค้าในช่องทางโมเดิร์นเทรด  นอกเหนือจากการสร้างความแข็งแกร่งกับช่องทางเทรดดิชันนัลเทรดที่บริษัทได้เปรียบคู่แข่ง เพราะเป็นช่องทางที่บริษัทจัดจำหน่ายมานาน และกระจายสินค้าได้ครอบคลุม

“เรามีแผนจะจัดกิจกรรมโรดโชว์ ในจังหวัดต่างๆ ตามร้านค้าหลักของเราซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยทำเลย เราขายอย่างเดียว เมื่อก่อนการตลาดไม่ต้องทำก็ได้ แต่ยุคนี้ต้องทำ เราอาจจะไม่ได้หว่านทั่วประเทศแต่จะเลือกเฉพาะจังหวัดที่มียอดขายหลัก เช่น อาจจะไปที่ภาคอีกสานภาคเดียวก่อน โดยจะไปในนามเครือของสินค้าของบริษัททั้งหมด อาจจะเอาหมากฝรั่งคิดคิดที่โรงงานยังผลิตอยู่เป็นสินค้าหลักและจะเอาสินค้าตัวอื่นพ่วงเข้าไปด้วยเพื่อเพิ่มยอดขายและจะได้บาลานซ์กับค่าใช้จ่าย

ในช่วงแรกเราอาจจะต้องลงทุนมาเก็ตติ้งค่อนข้างสูง เนื่องด้วยเราเป็นบริษัทจัดจำหน่ายเราไม่ได้เป็นเจ้าของสินค้า กำไรเราก็น้อยอยู่แล้ว แต่เราก็ต้องลงทุนเพราะเป็นการสร้างภาพของบริษัท ไม่ได้สร้างภาพสินค้าให้กับแบรนด์อื่นๆ  มันก็จะต่างวัตถุประสงค์กัน ซึ่งจะทำให้มีคนรู้จักเราและรู้ว่ามีบริษัทนี้อีกบริษัทหนึ่งที่เป็นดิสทริบิวเตอร์  ”คุณยศสรัลกล่าว

นอกจากนี้ในปีหน้าบริษัทยังมีแผนที่จะนำสินสินค้าชนิดอื่นๆ มาจำหน่ายอีกด้วย โดยจะเป็นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ แปรงสีฟัน,ช็อกโกแลต แชมพู สบู่ อุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือน เป็นต้น รวมทั้งจะเพิ่มกลุ่มสินค้าสุขภาพที่มีราคาสูง เข้ามาจัดจำหน่ายเพิ่มมากขึ้นจากปีนี้ที่ผู้ผลิตสินค้า 2-3 ราย นำสินค้าใหม่เข้ามาให้บริษัทเป็นผู้จัดจำหน่ายเพิ่ม ได้แก่  ผู้ผลิตเครื่องดื่มน้ำผลไม้ 25% แบรนด์ชิลล์ ผู้ผลิตสาหร่ายปรุงรสและกลุ่มขนม 

สำหรับแนวโน้มธุรกิจของเอม.เอส.กรุ๊ป จะมีโอกาสกลับมาบูมเช่นเดียวกับ 20 ปีที่ผ่านมาอีกหรือไม่นั้น คุณยศสรัสกล่าวว่าขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ยังตอบไม่ได้ จริงๆ แต่เมื่อทำอะไรแล้วก็ต้องมั่นใจ 100% ถ้าไม่ได้ยังไงค่อยว่ากันอีกที แต่ถ้าตั้งใจไว้แล้วและคิดว่าไม่ได้แน่ก็จะไม่มีแรงทำ ทั้งนี้บริษัทได้ตั้งเป้ายอดขายประมาณ 600 ล้านบาท ในอีก 2 ปีและมีความมั่นใจว่าเป็นได้ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทุกคนในองค์กรตั้งเป้าหมายร่วมกันจะไปให้ถึงอยู่แล้วและเป็นตัวเลขที่ไม่ได้มากมายเมื่อเปรียบเทียบกับที่ผู้ประกอบการายอื่นๆได้ออกมาประกาศกันก่อนหน้านี้

“เรามีความมั่นใจในตัวเลขยอดขาย 600 ล้านบาท เพราะในปัจจุบันเรามีสินค้าที่จำหน่ายทั้งของเราเองและเป็นตัวแทนสินค้ารายอื่นๆ ถ้ามีสินค้าใหม่มาอีก 2-3 แบรนด์  ถ้าเราจับโดนก็ถึงทันที อยู่ที่สินค้าอินเทรนมาได้ ยอดขายก็จะขึ้นมาทันที ยอดมันก็ไม่ได้เยอะ 600 นี่ถือว่าน้อยมาก คนอื่นเค้าประกาศเป็นแสนล้านหมื่นล้าน เราจะเริ่มจริงจังในปีนี้”คุณยศสรัลกล่าว

 

Page Visitor

011556756
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
32931
55308
32931
8402443
1438551
1507065
11556756
Your IP: 3.238.147.211
2020-11-29 14:18