ฟูจิลอย อัดงบกว่า 23 ลบ. สร้างโรงงานใหม่รับออเดอร์เพิ่ม

ฟูจิลอย อัดงบกว่า 23 ลบ. สร้างโรงงานใหม่รับออเดอร์เพิ่ม

ฟูจิลอยครบรอบ 9 ปีแห่งความสำเร็จ ทุ่มงบกว่า 23 ลบ. สร้างโรงงานใหม่ที่อมตะนคร จ.ชลบุรี รองรับออเดอร์พุ่ง คาดปี 2556 โตเพิ่มอีก 10-15% เล็งอีก 3 ปี สร้างไลน์ผลิต Cemented Carbide  ลดการนำเข้า

Mr.Takeshi  Hashimoto  Managing Director บริษัท ฟูจิลอย (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าบริษัทนับเป็นสาขาแรกในต่างประเทศของบริษัทฟูจิดาย (Fuji Die Co., Ltd.) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่นและถือหุ้น 100% และในวันที่ 6  ธันวาคม 2555  บริษัทครบรอบ 9 ปีในการดำเนินธุรกิจ โดยบริษัทเริ่มดำเนินการผลิตเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2547 ซึ่งตั้งอยู่ที่บางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เริ่มต้นจากธุรกิจเล็กๆ และมีออเดอร์เพิ่มอย่างต่อเนื่อง

ต่อมาบริษัทได้ก่อสร้างโรงงานใหม่ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี บนพื้นที่ 6.6 ไร่ แบ่งเป็นตัวอาคาร 2.6  ไร่ ที่เหลือเป็นพื้นที่ว่าง โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้างมูลค่ารวมทั้งหมดประมาณ 23.3 ล้านบาท ทั้งค่าที่ดิน อาคาร และเครื่องจักรใหม่  ปัจจุบันบริษัทได้ย้ายพนักงานและเครื่องจักรจากโรงงานเดิมมายังโรงงานใหม่ทั้งหมดแล้วเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2555

วัตถุประสงค์ของการก่อสร้างโรงงานใหม่ เนื่องจากโรงงานเดิมมีพื้นที่คับแคบไม่เพียงพอต่อการรองรับงานที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งต้องการสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าและพนักงานของบริษัท ทั้งนี้บริษัทต้องการให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข ในสถานที่ไม่คับแคบและมีเทคโนโลยีเครื่องจักรที่ทันสมัย ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานทั้งหมด 61 คน แบ่งเป็นคนญี่ปุ่น 5 คน ส่วนที่เหลือเป็นคนไทย

นอกจากนี้ บริษัทยังได้มีการติดตั้งเครื่องจักรใหม่ในโรงงานซึ่งนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตั้งและดำเนินการทดสอบประสิทธิภาพเครื่องจักร คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จและเดินเครื่องผลิตได้ 100% ในเดือนมีนาคม  2556

ด้านการผลิตสินค้า บริษัทจะผลิตตามออเดอร์ลูกค้าเป็นหลัก ดังนั้นจึงต้องใส่ใจในด้านคุณภาพเป็นพิเศษรวมถึงด้านมาตรฐานสินค้าด้วย ปัจจุบันบริษัทได้รับ  ISO 9001 : 2000 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า สำหรับกลุ่มลูกค้าหลัก 80% ของบริษัทจะเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่ส่งให้แก่ผู้ผลิตรถยนต์ อีก 15% จะเป็นผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและ 5% ที่เหลือบริษัทส่งออกไปยังต่างประเทศ

“เป้าหมายในปีนี้แต่เดิมคาดว่าจะเพิ่มยอดจากปีที่แล้ว 25% แต่ปัจจุบันทำได้ประมาณ 15% เนื่องจากปัญหาน้ำท่วมและแผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่น  และในปี 2555 ตั้งแต่เดือนมกราคม - เมษายน ยังมีผลกระทบเรื่องน้ำท่วมต่อเนื่องจากปีที่แล้ว โดยคาดว่าผลประกอบการจนถึงสิ้นปี 2555 จะจบที่ 17 ล้านบาท ส่วนในปี 2556 คาดว่าจะเพิ่มจากปีนี้ประมาณ 10-15%  หรือประมาณกว่า 20 ล้านบาท”  Mr.Takeshi Hashimoto กล่าว

สำหรับแผนการตลาดระยะสั้นที่จะส่งผลให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ คือการติดตั้งเครื่องจักรใหม่ซึ่งจะสามารถเพิ่มยอดการผลิตได้มากขึ้น ส่วนแผนการระยะยาวบริษัทวางแผนว่าในอนาคตประมาณ 3 ปีข้างหน้า บริษัทจะก่อสร้างไลน์การผลิตแมททีเรียล  Cemented Carbide เพื่อลดการการนำเข้าจากบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่น ส่วนเหล็กจะยังซื้อในประเทศไทยเช่นเดิม ทั้งนี้หากบริษัทดำเนินการในส่วนนี้ได้สำเร็จจะสามารถลดระยะเวลาในการส่งมอบงานให้ลูกค้าได้เป็นอย่างดี รวมทั้งสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อีกด้วยโดยคุณสมบัติของ Cemented Carbide  จะมีความแข็งมากกว่าเหล็ก 5 เท่า แต่หนักกว่า 1 เท่า  ซึ่งผลิตภัณฑ์หลักๆ ของบริษัทจะเป็นการผลิตแม่พิมพ์ที่ทำจาก Cemented Carbide

Mr.Takeshi Hashimoto กล่าวต่อถึงปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับบริษัทในด้านดีว่า จะเป็นในเรื่องซัพพลายเชนที่ได้รับการสนับสนุนจากเวนเดอร์ด้วยดีเสมอมา การเติบโตอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่องทำให้ออเดอร์ของบริษัทเพิ่มขึ้นตามไปด้วย รวมทั้งภาพรวมการส่งออกของประเทศไทยที่มีการขยายตัวซึ่งเป็นสิ่งที่สนับสนุนให้บริษัทโตต่อเนื่อง ส่วนปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อบริษัท อาทิ การเมือง  เหตุการณ์น้ำท่วม ค่าเงินเยนที่แข็งตัวซึ่งส่งผลกระทบต่อการนำเข้าวัตถุดิบ  การขาดแคลนแรงงานในส่วนของระดับหัวหน้างาน นโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาททั่วประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้ในอนาคตผู้ประกอบการอาจมีการปรับราคาวัตถุดิบและย่อมส่งผลกระทบต่อบริษัทเช่นกัน  

“แนวโน้มของธุรกิจในปี 2556 คาดว่าอุตสาหกรรมยานยนต์จะเติบโตอย่างต่อเนื่องแต่ในส่วนอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้ายังน่าเป็นห่วงอยู่ สืบเนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศยุโรปซึ่งทำให้ในปี 2556  ยังคาดการณ์อะไรไม่ได้นอกจากในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ ส่วนของการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ยังไม่น่าเป็นห่วงเพราะปัจจุบันประเทศไทยยังเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีในเรื่องการส่งออก แต่ต่อไปถ้ามีการเปิดเสรีไม่แน่ใจว่าไทยยังเป็นจุดยุทธศาสตร์อยู่หรือเปล่า อาจจะเป็นประเทศอื่นที่สามารถผลิตงานได้ทัดเทียมกับประเทศไทยก็เป็นได้ แต่ก็ต้องอยู่ที่ลูกค้าด้วยว่ายังมีความมั่นใจและสามารถที่จะดำเนินธุรกิจอยู่ได้ต่อไป หรือไม่ถ้าลูกค้าสามารถที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปได้เราก็ดำเนินกิจการอยู่ได้เช่นกัน” Mr.Takeshi Hashimoto กล่าว

ส่วนสิ่งที่อยากฝากถึงภาครัฐจะเป็นเรื่องภาษีนิติบุคคล ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 23% และในปี 2556-2557 จะลดลงเหลือ 20% ส่วนในปี 2558  จะยังคงอยู่ที่ระดับ 20% อีกหรือไม่นั้นยังไม่ชัดเจน ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลแสดงความชัดเจนในเรื่องนี้ และไม่อยากให้ภาษีนิติบุคคลเพิ่มขึ้นไปมากกว่านี้ซึ่งถ้ารัฐบาลยังคงภาษีเท่านี้ต่อไป ภาคธุรกิจก็สามารถดำเนินการต่อไปได้ดีอย่างต่อเนื่องในอนาคต