×

Warning

JFolder: :files: Path is not a folder. Path: /home2/cp439355/public_html/bizfocusmagazine.com/images/Biz_Interview/2014/bfi_023/pttep/photo

JFolder: :files: Path is not a folder. Path: /home2/cp439355/public_html/bizfocusmagazine.com/images/Biz_Interview/2014/bfi_023/jps/photo

×

Notice

There was a problem rendering your image gallery. Please make sure that the folder you are using in the Simple Image Gallery plugin tags exists and contains valid image files. The plugin could not locate the folder: images/Biz_Interview/2014/bfi_023/pttep/photo

There was a problem rendering your image gallery. Please make sure that the folder you are using in the Simple Image Gallery plugin tags exists and contains valid image files. The plugin could not locate the folder: images/Biz_Interview/2014/bfi_023/jps/photo

Interview 2014

PTT Nets 3 Top Awards.

PTT received three quality awards from Alpha Southeast Asia Magazine which reaffirmed PTT as a Thai Premier Multinational Energy Company marked by excellence in investor relations management and world-class professionalism. The company targets additional investment of 5.5 billion baht this year.

Mr. Wirat Uanarumit, PTT PLC. Chief Financial Officer, revealed that the company has received awards from Alpha Southeast Asia Magazine, a leading journal of institutional investment, banking, and capital markets of Southeast Asia, in three aspects which include Most Organized Investor Relations, Most Consistent Dividend Policy, and Best Annual Report in Thailand.  The awards reaffirmed PTT as a Thai Premier Multinational Energy Company marked by excellence in investor relations management and world-class professionalism.

By such a success comes from PTT focusing on stakeholders in all sectors, such as shareholders, bondholders, employees and society, as well as focusing on the public about the energy stability and utilization efficiency in the future in order to provide the competitive price of petroleum products with the best value for money. The company also highly focuses on in providing transparent news and information to investors based on the fact.

Mr. Wirat said the performance of PTT in 2013 was approximately 95 billion baht and the performance in 2014 which was announced in Q2 was approximately 587 billion baht. The investment in 2014 is targeted at 55 billion baht. The investment plan for the entire group is nearly 200 billion baht. The five-year investment plan (Year 2014-2018) is targeted at 300 billion baht and the entire group investment at 900 billion baht, mostly invested in PTT and PTTEP.

PTT’s major investment plans consist of :

     1. Natural gas – to increase imports of LNG gas in which the first phase is carried out. The plant is located in Map Ta Phut, Rayong Province, with Capacity on gas imports LNG about 5 million tons / year with an investment of about 30,000 million baht. However, due to the demand for gas in Thailand has increased every year which is expected to have an annual average increase of approximately 4.7 percent in the next five years (Year 2014-2018), the current import capacity may be insufficient.

     2. PTT thus invests in phase 2 to serve the growing needs in the future by expanding Capacity LNG Import Terminal to be able to import gas of additional 5 million tons/year, which is estimated investment of over 20 billion baht and expected to be completed in 2017. After phase 2 completed, the total import capacity by 2 phases will be 10 million tons/year.

     3. Improvement of onshore pipes – PTT has the natural gas pipe network mainly in Thailand from Central through North and Northeast to deliver gas mainly to power plants. Currently, the pipe line 4 is under construction with 30 billion baht investment, expected to be completed by late 2015.

     4. Investment in oil business – PTT possesses 1,386 gas stations across Thailand and top market share. It plans to expand and renovate the stations to be larger and have community malls in stations to provide full range of convenience for customers. It will also expand the gas stations to neighboring countries such as Laos, Myanmar and Cambodia with investment of approximately one billion baht per year.

     5. Investment in LPG Import Facility to support increased imports of LPG gas – Due to low prices compared to world prices, the supply of LPG is insufficient to meet demand in Thailand which is heavily growing. PTT plans to invest in the expansion LPG Import Terminals for approximately 30 billion baht. Currently, it imports LPG from abroad about 1.8 – 1.9 million tons/year.

Mr. Wirat said the opening of the ASEAN Economic Community (AEC) in 2015 will be opportunities for Thailand and PTT in investments and more growth. AEC has a total of 10 countries which will have the fastest economic growth in the world in the next 10-20 years because it is a new emerging economy. Thailand is in the best strategic location that can connect with many countries, resulted in the opportunities for economic growth of Thailand is very high in the future.

“We hope that PTT will have a growth rate similar to the growth of the country. PTT will move forward steadily and be the national oil company of Thai aiming for benefits and prosperities to Thai people. We want Thai people to proud of PTT. PTT will do everything possible to meet all needs of people for the maximum benefits in energy” – Said Mr. Wirat.

อิลวา (ประเทศไทย) ส่งผลิตภัณฑ์ใหม่รุกตลาด

อิลวา (ประเทศไทย) เปิดตัว “เครื่องดื่มโกโก้ผสมโสม” ใหม่ธันวาคมนี้ เล็งกลุ่มเป้าหมายวัยทำงานและนักศึกษาที่รักสุขภาพ พร้อมเดินหน้าบุกตลาดประเทศเพื่อนบ้านเต็มพิกัด

คุณเอกพงษ์ อรัญศรี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อิลวา (ประเทศไทย) จำกัด  ดำเนินธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายโสมเกาหลีเปิดเผยว่า บริษัทเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคมนี้โดยเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มโกโก้ผสมโสมแบบ 3 in 1 ซึ่งจะเจาะกลุ่มลูกค้าวัยทำงานและนักศึกษาที่รักสุขภาพเนื่องจากกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทจะเป็นกลุ่มคนรักสุขภาพอยู่แล้ว

ส่วนแผนการดำเนินงานปี 2557 บริษัทจะเน้นบุกตลาดต่างประเทศเป็นหลักซึ่งจะเป็นการขยายการส่งออกไปในประเทศเพื่อนบ้าน 3 ประเทศ ประกอบด้วย สปป.ลาว, เมียนมาร์ และกัมพูชา ปัจจุบันบริษัทมีคู่ค้าที่ สปป.ลาวแล้วเนื่องจากได้ไปจัดบูธที่ศูนย์การประชุมและนิทรรศการลาว-ไอเท็ค นครเวียงจันทน์ โดยเริ่มดำเนินการหาข้อมูลและวางแผนมาตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา ขณะนี้ก็กำลังเดินตามแผนที่ได้วางไว้

“เราจะเน้นบุกตลาดต่างประเทศมากกว่าเพราะกำลังซื้อในประเทศค่อนข้างชะลอตัว จึงวางแผนมองหาตลาดใหม่ในต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นประเทศเพื่อนบ้านเรา เพราะมองว่าน่าจะเป็นโอกาสและคาดว่ากำลังซื้อในต่างประเทศน่าจะดีกว่าเพราะคนนิยมเทรนรักสุขภาพมากขึ้นในปัจจุบัน” คุณเอกพงษ์กล่าว

คุณเอกพงษ์กล่าวต่อว่า เป้าหมายการเติบโตในปี 2557 บริษัทตั้งไว้ที่ประมาณ 5% และตั้งเป้าหมายการเติบโตในปี 2558 ไว้ที่ประมาณ 20% ซึ่งคาดว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ เนื่องจากกำลังซื้อจากต่างประเทศจะมีเพิ่มมากขึ้นจากที่ได้ไปเจาะตลาดในต่างประเทศ โดยคาดว่ารายได้ในส่วนนี้จะสามารถส่งผลให้บริษัทไปถึงเป้าหมายได้

ส่วนงบประมาณด้านการตลาดในแต่ละปีบริษัทจะใช้ประมาณ 5% ของรายได้ โดยจะเน้นการทำการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อช่องทางต่างๆ อาทิ วารสาร, นิตยสาร, โทรทัศน์ เป็นต้น สำหรับแนวโน้มธุรกิจที่ดำเนินอยู่ในปีนี้ได้รับผลกระทบบ้างเนื่องจากกำลังซื้อลดลงเพราะประชาชนส่วนใหญ่ประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้นซึ่งเป็นผลมาจากค่าครองชีพในปัจจุบันค่อนข้างสูง

สำหรับจุดเด่นของบริษัทจะเป็นเรื่องความเชี่ยวชาญโดยตรงทางด้านโสม เนื่องจากมีทีมงานเชี่ยวชาญที่จะให้ความรู้เรื่องคุณสมบัติต่างๆ ของโสมที่รับประทานแล้วว่าจะได้รับประโยชน์อะไรบ้างกับลูกค้าที่ซื้อไปบริโภคและบริษัทจะเน้นคุณภาพมาตรฐานของคุณภาพสินค้าเป็นอย่างมากเพื่อให้ลูกค้าได้รับสิ่งที่ดี นอกจากนี้ยังสามารถการันตีได้ว่าบริษัทเป็นเบอร์ 1 ในประเทศไทยที่จำหน่ายและนำเข้าโสมเจ้าเดียวในประเทศไทย

“เราใส่ใจในการให้ข้อมูลลูกค้าเป็นอย่างมากเพราะต้องการให้ลูกค้ารู้จริงๆ ก่อนรับประทานว่าร่างกายได้รับประโยชน์อะไร สุขภาพดีอย่างไรเมื่อทานเป็นประจำ เพราะบางคนอาจรู้คร่าวๆ แค่ได้ยินผ่านๆ ว่าดี แต่ถ้ามาซื้อสินค้ากับเราจะได้รับความรู้เพิ่มมากมายว่าโสมมีคุณประโยชน์อย่างไรบ้างในการบริโภคเพื่อรักษาสุขภาพ” คุณเอกพงษ์กล่าว

คุณเอกพงษ์กล่าวต่อว่า การเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 จะเป็นการเตรียมความพร้อมในเรื่องของผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดอาเซียนมากว่าเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าว่าต้องการแบบใด ส่วนการเตรียมความพร้อมในเรื่องบุคลากรจะเน้นด้านภาษาอังกฤษโดยจะมีวิทยากรมาอบรมและให้ความรู้ในเรื่องภาษา ซึ่งบริษัทจะให้ความสำคัญในด้านภาษาอังกฤษเป็นอย่างมากเพราะเมื่อเปิด AEC จะต้องใช้ในการสื่อสารกับลูกค้า

ทั้งนี้เมื่อเปิด AEC ตนมองว่า เป็นเรื่องที่ดีเนื่องจากการเปิดตลาดจะกว้างมากขึ้นและกำลังซื้อในด้านต่างประเทศก็เพิ่มมากขึ้นตามด้วย มีโอกาสในหลายด้านเกิดขึ้น สำหรับผู้ที่เตรียมความพร้อมที่ดีมีการแลกเปลี่ยนในด้านวัฒนธรรมเกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน แต่อาจจะมีการแข่งขันที่รุนแรงเพราะการเปิดตลาดที่กว้าง ซึ่งไม่น่าจะเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ที่เตรียมความพร้อมมาอย่างดีในด้านต่างๆ ก่อนเปิด AEC

“การเปิด AEC ภาษาเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ในการคุยสื่อสารกันดังนั้นถ้าเราสามารถพูดได้ก็เป็นเรื่องที่ดีในการคุยสื่อสารกันระหว่างการค้าขายกัน ทำให้การค้าขายเป็นเรื่องที่ง่ายในการติดต่องาน ถ้าบุคลากรในองค์กรสามารถพูดได้จะส่งผลให้การทำงานง่ายขึ้นและสามารถใช้เพื่อพัฒนาด้านอื่นๆ ได้อีกในอนาคต” คุณเอกพงษ์กล่าว

ด้านหลักในการบริหาร ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานประมาณ 80-90 คน โดยจะเน้นการบริหารงานแบบครอบครัวพึ่งพาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวมทั้ง เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางร่วมกันในสิ่งที่เป็นประโยชน์มากที่สุดสำหรับองค์กร ซึ่งการบริหารงานแบบนี้จะทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

ปตท.สผ. ปรับแผนลงทุนปี 58

ปตท.สผ. เดินแผนรับมือราคาน้ำมันผันผวน เล็งชะลอโครงการใหม่ที่มีความเสี่ยงสูงบวกมุ่งลดต้นทุนเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ประกาศความมั่นใจพร้อมบุกต่างประเทศเต็มร้อยหนุนเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง

คุณสมพร ว่องวุฒิพรชัย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานโครงการต่างประเทศ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานว่าจะมุ่งเน้นตามวิสัยทัศน์ขององค์กรคือเป็นบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมชั้นนำในเอเชียที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและหัวใจสีเขียว และมีเป้าหมายใน 3 มิติ ประกอบด้วย Big, Long, Strong

โดยในส่วนของ Big บริษัทมีเป้าหมาย จะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 600,000 บาร์เรลในปี 2563  จากปัจจุบันที่มีกำลังการผลิตประมาณ  350,000  บาร์เรล ณ ไตรมาสที่ 3  ส่วน Longตั้งเป้าในการรักษาอายุสำรองปิโตรเลียมให้ได้ 10 ปี ด้าน Strong จะมองในเรื่องของผลตอบแทนที่สามารถแข่งขันได้กับบริษัทน้ำมันรายอื่นๆ 

“ในด้านการเติบโต เราจะมองสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว ถ้าเป็นธุรกิจเดิมในประเทศ เราจะไม่แตะ ส่วนธุรกิจใหม่ๆ ที่อยู่ในขั้นตอนการพัฒนา เราก็อยากจะพัฒนาให้ได้ตามแผน ซึ่งจะทำให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตและสอดคล้องกับแผนงานที่วางไว้ตามแผนการลงทุนในระยะ 5 ปี” คุณสมพรกล่าว

สำหรับในปี 2558 บริษัทได้มีการปรับแผนการลงทุนใหม่ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ลดลงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะโครงการสำรวจใหม่ๆ หรือโครงการที่มีสัมปทานอยู่แล้วที่คาดว่าจะมีความเสี่ยงสูง อาจต้องมีการชะลอหรือพิจารณาทบทวนให้ถี่ถ้วนมากยิ่งขึ้นเพื่อให้คุ้มค่ากับการลงทุนและได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม อาทิ โครงการในทะเลน้ำลึก, โครงการออยล์ แซนด์ ในแคนาดา, แหล่งก๊าซในออสเตรเลีย เป็นต้น ส่วนโครงการที่ได้ลงทุนและผลิตแล้ว ซึ่งมีมาร์จิ้นเพียงพอและถึงแม้ว่าจะมีกำไรลด บริษัทจะยังคงไว้เช่นเดิม 

ด้านการดำเนินงานทั่วไป บริษัทจะมุ่งไปที่เรื่องการลดต้นทุนหรือ  Cost Cutting  โดยจะปลูกฝังให้อยู่ในการทำงานและพัฒนาเป็นวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งได้มีการจัดตั้ง Cost Efficiency Committee และมีตัวแทนจากทุกหน่วยงานเพื่อร่วมระดมความคิดในการหากระบวนการในการลดต้นทุนทั้งในระยะสั้น กลาง และยาว ทั้งนี้ หากบริษัทสามารถทำให้ต้นทุนมีประสิทธิภาพในราคาที่แข่งขันได้ จะทำให้เพิ่มศักยภาพการแข่งขันได้เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม นโยบายการลดต้นทุนจะต้องพิจารณาดำเนินการให้มีความเหมาะสมทั้งในเรื่องของความปลอดภัยและมาตรฐานในการดำเนินงาน

นอกเหนือจากโครงการต่างๆ ของบริษัทที่อยู่ระหว่างการสำรวจหรือสำรวจใหม่แล้ว ในปีหน้าบริษัทอาจพิจารณาซื้อโครงการใหม่ในราคาที่เหมาะสมภายใต้การพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสในการลงทุน โดยจะโฟกัสโครงการที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก เนื่องจากบริษัทมีความคุ้นเคยหรือมีประสบการณ์มากกว่าถ้าจะไปลงทุนในภูมิภาคอื่นๆ หรืออาจเป็นเฟสของโครงการที่ผลิตแล้ว ซึ่งจะสามารถให้ผลตอบแทนการลงทุนได้ทันที

 

คุณสมพรกล่าวต่อว่าปัจจุบัน บริษัทมีโครงการสำรวจ พัฒนาและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทยและต่างประเทศ รวม 45 โครงการใน 11 ประเทศ สำหรับการลงทุนในต่างประเทศที่บริษัทให้ความสำคัญสูงสุดคือโครงการในประเทศเมียนมาร์ เพราะเป็นฐานการลงทุนที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากประเทศไทยซึ่งได้ดำเนินการมายาวนานถึง 25 ปีแล้ว โดยในปีนี้บริษัทมีการผลิตแล้ว 3 โครงการ  ประกอบด้วย โครงการยาดานา, โครงการเยตากุน และโครงการซอติก้า ซึ่งในปีนี้ โครงการซอติก้าได้เริ่มการผลิตก๊าซส่งให้ประเทศเมียนมาร์ จำนวน 60 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน และส่งให้ประเทศไทย 240 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน

อีกทั้ง บริษัทยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการสำรวจอีกหลายแปลงในประเทศเมียนมาร์ ขณะนี้มีบางแปลงที่ค้นพบปิโตรเลียมแล้ว คือ แปลงเอ็ม 3 ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการประเมินผลเพิ่มเติมตามแผนงาน โดยได้เริ่มดำเนินการเจาะหลุมประมาณ 4-6 หลุม เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการหาแนวทางพัฒนาและหาราคาก๊าซที่เหมาะสม ทั้งนี้ หากทุกอย่างลงตัว บริษัทอาจพิจารณาตัดสินใจลงทุนพัฒนาร่วมกับพาร์ทเนอร์ต่อไป  สำหรับโครงการนี้จะสามารถสนับสนุนการใช้ก๊าซของพม่าได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นแหล่งที่ตั้งอยู่นอกชายฝั่งใกล้เมืองย่างกุ้ง

นอกจากนี้ ในปีหน้าบริษัทจะเริ่มการผลิตน้ำมันดิบในประเทศแอลจีเรีย ซึ่งเป็นโครงการที่บริษัทร่วมทุนกับเวียดนาม และบริษัทน้ำมันแห่งชาติของแอลจีเรีย โดยบริษัทถือสัดส่วนการร่วมทุนร้อยละ 35 คาดว่าจะเริ่มผลิตก๊าซได้ในช่วงปลายไตรมาส 1 หรือต้นไตรมาส 2 ของปีหน้า กำลังการผลิต 20,000 บาร์เรล/วัน

รวมทั้งอีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจในสาธารณรัฐโมซัมบิก ถึงแม้ว่าจะมีสัดส่วนการร่วมทุนไม่มากนัก ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 8.5 แต่เป็นโครงการที่มีปริมาณก๊าซสูงมาก โดยบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) พิจารณาที่จะนำก๊าซเหลวธรรมชาติหรือ LNG มาใช้ประโยชน์ในประเทศไทย คาดว่าจะสามารถสรุปความชัดเจนของโครงการได้ในปีหน้าและคาดว่าสามารถเริ่มผลิตและขาย LNG ครั้งแรกได้ในปี 2562

“โครงการในสาธารณรัฐโมซัมบิกเป็นโครงการที่ใหญ่มาก โดยมีการมองปริมาณก๊าซว่าจะอยู่ที่ 60-70 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต เทียบกับปริมาณก๊าซในอ่าวไทยปัจจุบันซึ่งมีประมาณ 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต หากโครงการนี้สามารถเกิดเป็นรูปธรรมจะสร้างมูลค่าได้เป็นอย่างมาก และจะเป็นกู๊ดซัพพลายเพราะโลจิสติกส์ระหว่างตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปแอฟริกากับประเทศไทยค่อนข้างเหมาะสม อีกทั้งยังเป็นแหล่ง LNG ให้แก่ประเทศอื่นๆ อีกด้วย” คุณสมพรกล่าว

ส่วนแนวโน้มการขยายธุรกิจในระยะยาวของบริษัท ตนมองว่าในอนาคตการขยายกำลังการผลิตภายในประเทศคงจะมีไม่มากนัก ทั้งนี้ หากต้องการให้บริษัทมีอัตราการเจริญเติบโตมากกว่านี้ การลงทุนในต่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะสามารถขยายโครงการได้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นองค์กรจึงได้มีการปรับแผนและเตรียมความพร้อมในการลงทุนในต่างประเทศดังที่กล่าวไปแล้วเบื้องต้น 

“เรามีความเชื่อมั่นและมีความพร้อมในการไปลงทุนในต่างประเทศ เพราะมีการวางระบบและระเบียบต่างๆ ไว้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว โดยประเทศที่อยากจะเข้าไปลงทุนจะเป็นประเทศที่เรามีฐานการผลิตและมีประสบการณ์อยู่แล้ว ซึ่งจะเป็นการต่อยอดธุรกิจไปเรื่อยๆ มากกว่าจะไปลงทุนในประเทศใหม่ ๆ” คุณสมพรกล่าว

คุณสมพรกล่าวในตอนท้ายถึงปริมาณการขายโดยรวมของบริษัทในปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโต 8% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาว่า ตัวเลขคงไม่ทิ้งห่าง อาจบวกหรือลบเล็กน้อย แต่คงไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก เนื่องจากโครงการระยะสั้นยังคงต้องดำเนินการต่อเนื่องเพราะบริษัทได้ลงทุนไปแล้ว ส่วนผลการดำเนินงานงวดเก้าเดือนในปีนี้ มีกำไรสุทธิ 1,417 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  (เทียบเท่า 45,905 ล้านบาท)

อนึ่ง ปตท.สผ. เป็นบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของคนไทย มีพันธกิจหลักในการสรรหาปิโตรเลียมเพื่อสนองความต้องการใช้พลังงานทั้งภายในประเทศ และประเทศที่ไปลงทุน รวมทั้งสามารถนำเป็นรายได้กลับคืนสู่ประเทศไทย ปตท.สผ. เป็นบริษัทมหาชน หนึ่งในสิบบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าทุนตามตลาดสูงสุดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ปตท.สผ.ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการมีส่วนร่วมรับผิดชอบสังคม โดยปฏิบัติตามหลักกฎหมายของประเทศไทยและประเทศที่ปตท.สผ.เข้าไปดำเนินการ โดยใส่ใจและสนับสนุนด้านสุขอนามัย ความปลอดภัย ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม ของชุมชนในพื้นที่พร้อมสนับสนุนสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน
นอกจากนี้ ยังมีส่วนในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ได้แก่ ด้านการศึกษา และการส่งเสริมด้านสุขภาพอนามัยให้แก่ชุมชน ปตท.สผ.มุ่งเน้นการปฏิบัติจรรยาบรรณธุรกิจ เพื่อให้การดำเนินงานทางธุรกิจเป็นอย่างโปร่งใส่และสามารถตรวจสอบได้ โดยเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่แท้จริงแก่ผู้ถือหุ้นต่างๆ ตามกฎเกณฑ์ข้อบังคับตามกฎหมายที่ได้ตกลงร่วมกันในสัญญากับประเทศเจ้าของพื้นที่ที่บริษัทได้เข้าไปดำเนินการอย่างเคร่งครัด

{gallery}Biz_Interview/2014/bfi_023/pttep/photo{/gallery}

ปตท.สผ. ได้ลงทุนในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย  สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เวียดนาม โอมาน อัลจีเรีย ออสเตรเลีย  แคนาดา สาธารณรัฐโมซัมบิก สาธารณรัฐเคนยา และลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกิจการ ปตท.สผ. อีกด้วย

47 ปี อิตัลไทยวิศวกรรม ประกาศบุกตลาดเต็มร้อย

อิตัลไทยวิศวกรรมตอกย้ำความสำเร็จ 47 ปี  ระบุมีความพร้อมในทุกๆ ด้าน หนุนรุกตลาดเต็มพิกัด คาดปีนี้รายได้จบที่ 3,200 ลบ. วางเป้าปีหน้าพุ่ง 4,600 ลบ. มั่นใจตัวเลขเข้าเป้าด้วยปัจจัยบวก ลั่นอีก 5 ปีข้างหน้าเติบโตแบบก้าวกระโดดดันรายได้ทะยานสู่ 7,000 ลบ.

คุณเกษม มาไกรเลิศ รองกรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยคุณวรเทพ พงศ์ทวิกร ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีน้ำ บริษัท อิตัลไทยวิศวกรรม จำกัด หรือ  (ITALTHAI Engineering : ITE)  หนึ่งในบริษัทผู้นำตลาดทางด้านวิศวกรรม ภายใต้ “อิตัลไทย กรุ๊ป” เปิดเผยว่า ในปี 2557 บริษัทดำเนินธุรกิจครบรอบ 47 ปี ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่าองค์กรที่ดำเนินธุรกิจยาวมานานเช่นนี้ย่อมไม่ธรรมดา จะต้องมีจุดแข็งและเรื่องราวต่างๆ มากมาย รวมทั้งมีความสำเร็จมากมายเช่นกัน

โดยได้ผ่านความยากลำบากในช่วงวิกฤตปี 2540 ซึ่งสามารถฟื้นตัวกลับมาได้และมีความแข็งแกร่งมากกว่าเดิม หรืออาจกล่าวได้ว่า ณ จุดปีที่ 47 บริษัทมีความมั่นใจว่ามีความพร้อมในทุกๆ ด้าน ทั้งในแง่ของบุคลากร เงินทุน ประสบการณ์ และเทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน
“จุดที่ทำให้เราอยู่ได้ถึง 47 ปีคือความรู้ทางด้านวิศวกรรม ซึ่งเดิมทีเรามีความชำนาญเฉพาะด้าน แต่สิ่งที่เราเพิ่มขึ้นมาในปีที่ 47 คือเราได้แตกแขนงความชำนาญเฉพาะด้านออกไปอีกเพื่อให้สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างลงตัว” ผู้บริหารกล่าว

สำหรับเป้าผลประกอบการรวมของบริษัทในปีนี้ คาดว่าจะจบอยู่ที่ 3,200 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าเป้าหมายประมาณ 30% จากเดิมที่ตั้งไว้ก่อนหน้านี้ที่ 4,000 ล้านบาท โดยมีสาเหตุจากสถานการณ์ทางการเมืองเช่นเดียวกับที่หลายๆ บริษัทประสบในช่วงที่ผ่านมา ส่วนในปี 2558 บริษัทตั้งเป้าไว้ที่ 4,600 ล้านบาท หรือเพิ่มจากปีนี้ประมาณ 30%

“ตัวเลข 4,600 ล้านบาทที่ตั้งไว้ในปีหน้านับเป็นสิ่งท้าทาย แต่เราเชื่อมั่นว่ามีความเป็นไปได้ เพราะมีปัจจัยบวกสนับสนุน เช่น ขณะนี้เรามี Backlog กว่า 5,000 ล้านบาท โดยหลักๆ จะมาจากงานกลุ่มพลังงานทดแทนมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท เช่น โครงการพลังงานลม เป็นต้น นอกจากนั้นจะกระจายมาจากกลุ่มอื่นๆ อาทิ โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าย่อย มูลค่า 1,000 ล้านบาท, งานระบบอาคารต่างๆ มูลค่า 1,000 ล้านบาท และกลุ่มอื่นๆ 

นอกจากนี้ ในช่วงปลายปี 2556 ที่ผ่านมา เราได้ลงทุน 75 ล้านบาทเพื่อซื้อที่พร้อมเวิร์คช็อป (โรงงานอุตสาหกรรมขนาดย่อม) ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของเราที่จังหวัดระยองใกล้กับนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เพราะเรามีกลุ่มลูกค้ากลุ่มปิโตรเคมีเป็นจำนวนมาก โดยเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าว่าหากเขามีปัญหา เราจะช่วยแก้ไขและให้คำปรึกษาได้อย่างทันท่วงที อีกทั้งยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเรากับลูกค้าอีกด้วย  พร้อมทั้งคาดว่าจะสามารถเพิ่มฐานลูกค้าในกลุ่มปิโตรเคมีได้อีกเป็นจำนวนมาก

รวมทั้ง เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบต่างๆ อย่างเช่น การขยายธุรกิจใหม่ โดยการจัดตั้งฝ่ายเทคโนโลยีน้ำ ซึ่งจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นมา ประกอบกับแผนในปีหน้า เราเตรียมขยายการลงทุนไปยังประเทศเมียนมาร์อย่างจริงจังในส่วนของงานระบบอาคารและสาธารณูปโภค เพราะเมียนมาร์ยังขาดความชำนาญ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสในการลงทุน โดยตั้งใจให้เป็นเสมือนบ้านหลังที่สองรองจากประเทศไทย  ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการส่งทีมงานเข้าไปศึกษาการตลาด, บรรยากาศการลงทุน,  ซัพคอนเทคเตอร์ และพันธมิตรทางธุรกิจ เป็นต้น โดยคาดหวังจะมีรายได้ไม่น้อยกว่าฝ่ายอื่นๆ หรือ 1,000  ล้านบาท/ปี โดยปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ตัวเลขรายได้ในปีหน้าเข้าเป้าอย่างแน่นอน” ผู้บริหารกล่าว

นอกจากนี้ในอีก 5 ปีข้างหน้าหรือในปี 2562 บริษัทมองว่าจะมีอัตราการเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นผลประกอบการหรือผลกำไร โดยคาดว่าจะมีรายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 7,000 ล้านบาท  ซึ่งจะแตกต่างกับที่ผ่านมาที่มีอัตราการเจริญเติบโตอย่างมั่นคง โดยในปี 2555 ที่ผ่านมารายได้รวมอยู่ที่ประมาณ  1,000  ล้านบาท ต่อจากนั้นมีอัตราการเติบโตเพิ่มมาอย่างต่อเนื่อง 

ด้านแผนการการตลาดในปี 2558 ผู้บริหารกล่าวว่า บริษัทได้มีการจัดทำกลยุทธ์ของแต่ละฝ่ายเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว ซึ่งแต่เดิมบริษัทแบ่งหน่วยงานออกเป็น 4 ฝ่ายตามอุตสาหกรรมและความชำนาญเฉพาะด้าน ประกอบด้วย ฝ่ายสถานีไฟฟ้าย่อย, ฝ่ายพลังงานทดแทน, ฝ่ายโรงงานอุตสาหกรรมและฝ่ายงานระบบอาคาร ล่าสุด บริษัทได้จัดตั้งฝ่ายใหม่เพิ่มอีก 2 ฝ่ายคือฝ่ายงานโยธา ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการรับงานได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยสามารถรับงานแยกได้โดยไม่ต้องไปผูกกับผู้รับเหมารายอื่นๆ และเน้นลูกค้าภาคเอกชนเป็นหลัก รวมทั้ง ฝ่ายเทคโนโลยีน้ำ ดังนั้นในปัจจุบันจึงมีทั้งหมด 6 ฝ่าย ซึ่งจะส่งผลให้ในปีหน้า บริษัทมีความพร้อมที่จะรุกตลาดได้อย่างเต็มที่

ผู้บริหารกล่าวต่อถึงรายละเอียดของฝ่ายเทคโนโลยีน้ำว่า ประกอบด้วยบุคลากรที่มีประสบการณ์ ทั้งทางด้านการออกแบบ, ก่อสร้างและติดตั้งระบบ, การทดสอบและติดตามผล รวมถึงการให้คำแนะนำเพื่อแก้ไขปัญหาและเพิ่มผลผลิตให้แก่ลูกค้า โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้ภายใน 5 ปี 1,000 ล้านบาท สำหรับกลุ่มลูกค้าหลักจะเน้นกลุ่มผู้ผลิตน้ำและกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น การประปานครหลวง, การประปาภูมิภาค, อุตสาหกรรมปิโตรเคมี, ปูนซิเมนต์, ยาง, อาหารและเครื่องดื่ม, กระดาษ, โรงกลั่นน้ำมัน เป็นต้น

“ในการเริ่มต้นของธุรกิจนี้ เราจะต้องดูทิศทางของตลาดและเศรษฐกิจเป็นหลัก เพราะมีปัจจัยต่างๆ ประกอบ อย่างเช่น ความไม่แน่นอนทางการเมือง เป็นต้น เพราะฉะนั้น เราจึงมองภาพรวมว่าภายใน 5 ปีจะมีรายได้ 1,000 ล้านบาท โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะเจาะจงว่าในแต่ละปีจะมีรายได้เท่าใด ส่วนเป้าหมายจะเน้นกลุ่มลูกค้าเอกชนภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก เพราะเป็นธุรกิจที่เรามีความเชี่ยวชาญและมีความได้เปรียบสูง โดยลูกค้าทั้งในและต่างประเทศล้วนแต่รู้จักเราและให้การตอบรับเป็นอย่างดี” ผู้บริการกล่าว

สำหรับจุดเด่นของฝ่ายเทคโนโลยีน้ำคือมีบุคลากรที่มีประสบการณ์สูงในด้านเทคโนโลยีการจัดการน้ำ พร้อมทีมงานก่อสร้างที่มีประสบการณ์ สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ครบวงจรในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะงานที่เน้นคุณภาพความละเอียด และความปลอดภัยในการทำงานสูงภายในการทำงานที่เร่งรัด (Fast Track) เช่น ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี รวมทั้งยังสามารถดำเนินการแบบ One Stop Service ตั้งแต่การให้คำปรึกษา, ออกแบบ, ก่อสร้างและติดตั้งระบบ, ทดสอบและติดตามผล เพื่อให้ได้ตามวัตถุประสงค์ของลูกค้า

ผู้บริหารกล่าวต่อว่า ปัจจุบัน สัดส่วนการรับงานของบริษัทจะมาจากภาคเอกชน 70% ส่วนอีก 30% จะมากลุ่มภาครัฐ คือ การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ในปีหน้า คาดว่าสัดส่วนดังกล่าวจะมีการปรับเปลี่ยนลดหลั่นกันลงมาเล็กน้อย โดยในส่วนของงานจากภาครัฐจะลดเหลือ 25% ส่วนงานจากภาคเอกชนจะเพิ่มเป็น 75% เนื่องจากการปริมาณงานรวมจะเพิ่มมากขึ้นจากการขยายธุรกิจอีก 2 ฝ่ายซึ่งจะเน้นงานภาคเอกชนเป็นหลัก 

สำหรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC อย่างเต็มรูปแบบในปี 2558 ผู้บริหารกล่าวว่าจะมองใน 2 ด้าน โดยสิ่งที่คาดหวังคือเม็ดเงินจากนักลงทุนสัญชาติอื่นเพิ่ม  นอกเหนือจากนักลงทุนญี่ปุ่นที่ได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยในสัดส่วนที่สูงมาก รวมทั้ง การเสาะแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ในการเข้าไปทำตลาดในประเทศอื่นๆ อย่างเช่น เมียนร์มาร์ เป็นต้น

ส่วนด้านที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากประเทศไทยยังเนื้อหอมในด้านการลงทุน เพราะมีศักยภาพในหลายๆ ด้าน ดังนั้นจึงทำให้เกิดการแข่งสูง โดยจะทำให้มีผู้รับเหมาสัญชาติอื่นหลั่งไหลเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยเป็นจำนวนมากในลักษณะของการหาพันธมิตร ถึงแม้ว่าการแข่งขันจะสูง แต่บริษัทยังสามารถมองโอกาสอื่นๆ ได้ อย่างเช่น การแลกเปลี่ยนโนฮาว ซึ่งเป็นสิ่งน่าสนใจมาก รวมทั้งจะเป็นการกระตุ้นให้บริษัทเพิ่มศักยภาพในการแข่งอีกด้วย 

ผู้บริหารกล่าวถึงสิ่งที่อยากจะฝากถึงลูกค้าในตอนท้ายว่า จากการที่บริษัทจัดตั้งฝ่ายเทคโนโลยีขึ้นมาใหม่ ด้วยความตั้งใจที่จะเสนอเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีความพร้อมในด้านบุคลากรและสาขาของงานทางด้านวิศวกรรม ซึ่งคาดว่าจะสามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าได้เป็นอย่างดีในทุกๆ แขนง 

นอกจากนี้ อยากให้ลูกค้ามั่นใจในเรื่องคุณภาพของการทำงานของบริษัท โดยมีมาตรฐานการทำงานและความปลอดภัยที่สูงกว่าที่กฎหมายระบุ และมีการส่งมอบงานตามระยะเวลาที่กำหนด อีกทั้ง ยังคำนึงถึงความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด รวมทั้ง ยังมีจุดแข็งด้านการเงินโดยสามารถสามารถบริหารในเรื่องการเงินได้เป็นอย่างดีมาก ดังนั้น ลูกค้าจึงไม่ต้องเป็นกังวลในเรื่องเงินลงทุนของบริษัทแต่อย่างใด

“เจ. เอส. พี. พร็อพเพอร์ตี้” โชว์ 3 เมกะโปรเจค

เจ. เอส. พี. พร็อพเพอร์ตี้ ตอกย้ำผู้นำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์แนวราบและที่อยู่อาศัย ชู 3 โครงการ มูลค่าโครงการรวมเฉียด 1.5 หมื่นลบ. คาดรายได้ปีนี้ 2.6 พันลบ. ตั้งเป้าปีหน้าเติบโตเพิ่ม 100% เตรียมพัฒนาโครงการสำเพ็ง 2 เฟส 5 Q2 ปีหน้า

คุณทนงศักดิ์ มโนธรรมรักษา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เจ. เอส. พี. พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทมีโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา 3 โครงการซึ่งประกอบด้วย

     1. โครงการอาคารพาณิชย์และพื้นที่ให้เช่าภายใต้โครงการสำเพ็ง 2 มูลค่าโครงการ 7,500 ล้านบาท ซึ่งได้เปิดตัวเมื่อปี 2555 และก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อไตรมาส 4 ปี 2556  ปัจจุบันเฟส 1 และ 2 มียอดโอนกรรมสิทธิ์กว่า 90% และคาดว่าภายในช่วงต้นปี 2558 จะสามารถทยอยโอนกรรมสิทธิ์ให้กับผู้เช่าได้ทั้งหมด

ส่วนเฟส 3 และ 4 คาดว่าจะเริ่มทยอยโอนกรรมสิทธิ์ให้กับผู้เช่าได้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2558 และจะสามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้กับผู้เช่าได้หมดในช่วงปลายปี 2558 ปัจจุบันทั้ง 2 เฟสมียอดขาย 3,700 ล้านบาท พร้อมทั้งคาดว่าจะสามารถปิดการขายพื้นที่ได้ทั้งหมดในช่วงปลายปี 2558 เช่นกัน

นอกจากนี้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 22-23 พฤศจิกายนที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดตัวโครงการสำเพ็ง 2 ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ 20 ไร่ โดยเป็นคอนโดมิเนียม สูง 25 ชั้น จำนวน 1 อาคาร และสูง 16 ชั้น จำนวน 6 อาคาร มีทั้งหมด 2,787 ยูนิต ปัจจุบันมียอดขายแล้วประมาณ 470 ยูนิต หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 753 ล้านบาท

     2. โครงการไมอามี่ ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมจำนวน  5,010 ยูนิต ตั้งอยู่บนพื้นที่ 120 ไร่มูลค่าโครงการกว่า 5,500 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการขออนุญาตจาก EIA คาดว่าจะได้รับการอนุมัติและสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ในเดือนมกราคม 2558 โดยโครงการนี้ ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ล่าสุดมียอดขายแล้วกว่า 40% หรือประมาณ 2,200 ล้านบาท และมีแผนเริ่มทยอยโอนกรรมสิทธิ์ให้กับลูกค้าได้ในช่วงไตรมาส 4/2558

“จุดเด่นโครงการนี้คือทำเลที่มีศักยภาพ ซึ่งอยู่บนถนนสุขุมวิท จังหวัดสมุทรปราการ ด้านหน้าโครงการติดแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียว (ส่วนต่อขยายแบริ่ง-สมุทราปราการ-บางปู) ส่วนด้านหลังโครงการติดทะเล ซึ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียมแห่งแรกในประเทศไทยที่ติดทะเล อยู่ใกล้กรุงเทพฯ และมีรถไฟฟ้าวิ่งผ่านด้วย” คุณทนงศักดิ์ กล่าว

{gallery}Biz_Interview/2014/bfi_023/jps/photo{/gallery}

สำหรับโครงการที่ 3 คือ โครงการทิวลิป สแควร์ ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมหรูสไตล์ยุโรปแห่งแรกในย่านอ้อมน้อย มีทั้งหมด 1,030 ยูนิต และอาคารพาณิชย์ จำนวน 95 ยูนิต รวมทั้ง คอมมูนิตี้มอลล์  โดยตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 35 ไร่ มูลค่าโครงการกว่า 1,800 ล้านบาท ปัจจุบันโครงการนี้ได้ผ่านการอนุมัติจาก EIA เรียบร้อยแล้วและอยู่ระหว่างการก่อสร้าง  และมียอดขายแล้วกว่า 40% หรือประมาณ 800 ล้านบาท โดยคาดว่าจะเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ลูกค้าได้ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2558

คุณทนงศักดิ์ กล่าวถึงเป้าผลประกอบการในปีนี้ว่า คาดว่าตัวเลขจะจบที่ประมาณ 2,600 ล้านบาท ซึ่งบริษัทมีความมั่นใจว่ามีความเป็นไปได้อย่างแน่นอน เนื่องจากผลการดำเนินงานในช่วง 11 เดือนของปีนี้มีรายได้ 2,300 ล้านบาท โดยเป็นรายได้ที่รับรู้จากโครงการสำเพ็ง 2 เฟส 1-2 ส่วนในปี 2558 คาดว่าจะสามารถเติบโตเพิ่มจากปี 2557 เท่าตัวหรือ 100% 

ด้านแผนการลงทุนในปี 2558 บริษัทมีแผนที่จะพัฒนาโครงการสำเพ็ง 2 เฟส 5 บนพื้นที่ 40 ไร่ ในรูปแบบคอนโดมิเนียมและอาคารแนวราบเชิงพาณิชย์ มูลค่าโครงการ 1,700 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างประมาณไตรมาส 2 ปีหน้า นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะพัฒนาโครงการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาทำเลที่ตั้ง และจะดำเนินการพัฒนาโครงการตามคอนเซ็ปต์คอมเมอร์เชียลโลว์ไรส์เช่นเดิม

กัสโต้ วิลเลจรุกอสังหาฯ เต็มสูบ

กัสโต้ วิลเลจเขย่าตลาดไตรมาสสุดท้าย เล็งเปิดขาย 2 โครงการใหม่ หนุนเป้ารายได้ปีนี้ 3,300 ลบ. ประกาศเนรมิต 10 โครงการใหม่ในปีหน้า ดันรายได้พุ่งอีก 40%

คุณมาโนช เทพอาสน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กัสโต้ วิลเลจ จำกัด ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประเภททาวน์เฮ้าส์ บ้านแฝด  บ้านเดี่ยว ภายใต้แบรนด์ "กัสโต้" และเป็นในเครือบริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด(มหาชน) หรือ QHouse กล่าวว่า ปัจจุบัน บริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและรอรับรู้รายได้จำนวน 11 โครงการ เช่น โครงการกัสโต้ พหลโยธิน 48 ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 16 ไร่ จำนวน 163 ยูนิต มูลค่าโครงการ 480 ล้านบาท ซึ่งได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมทยอยโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ลูกค้าแล้ว และคาดว่าจะปิดโครงการในไตรมาสนี้ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะเปิดขายโครงการใหม่ในช่วงสิ้นปีอีก 2 โครงการ ประกอบด้วยโครงการคาซ่าซิตี้ วัชรพล-เพิ่มสิน (เพิ่มสิน 50 ) จำนวน 361 ยูนิต มูลค่าโครงการ 900 ล้านบาท และโครงการกัสโต้พหลโยธิน-สายไหม จำนวน 250 ยูนิต มูลค่าโครงการ 660 ล้านบาท

“จริงๆ แล้ว ในปีนี้เราเปิดตัวโครงการทั้งหมดแล้ว 13 โครงการ และเราได้ปิดการขายไปแล้ว 2  โครงการ เพราะฉะนั้นจึงเหลือ 11 โครงการที่เปิดขายอยู่ และเรามีแผนที่จะเปิดอีก 2 โครงการในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะเป็นทาวน์เฮ้าส์ ในเขตพื้นรอบเมือง หรือเกือบจะใกล้เมือง แต่ไม่ใช่ในใจกลางเมืองที่ส่วนใหญ่จะเป็นคอนโดมิเนียม โดยคีย์หลักของทาวน์เฮ้าส์คือที่อยู่อาศัยบนที่ดินที่มีขนาดไม่มาก เริ่มต้นที่ 16 ตารางวาขึ้นไปและมีราคาไม่แพง ซึ่งจะแตกต่างจากบ้านซึ่งจะมีขนาดพื้นที่ประมาณ 50 ตารางวา หากเป็นบ้านแฝดจะอยู่ที่ 35 ตารางวา ดังนั้น ทาวน์เฮ้าส์จึงสามารถตอบโจทย์ลูกค้าในเมืองรอบนอกได้เป็นอย่างดี” คุณมาโนชกล่าว

สำหรับราคาสินค้าของกัสโต้จะอยู่ที่ประมาณ 2-3 ล้านบาท โดยกลุ่มลูกค้าจะเป็นกลุ่มคนวัยทำงานอายุ 25-35 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่นิยมใช้เว็บไซต์, อินเตอร์เน็ต, ไลน์ หรือเฟสบุ๊ก ดังนั้น การตลาดของบริษัทจึงเน้นสื่อออนไลน์ เป็นหลัก นอกจากนี้ในส่วนของ QHouse จะมีไลน์ ซึ่งในปัจจุบันมีลูกค้าเข้ามากดไลค์เป็นจำนวนมาก เพราะสามารถตอบสนองความต้องการในเรื่องข้อมูลสินค้าได้เป็นอย่างดี

คุณมาโนชกล่าวต่อถึงแผนการดำเนินงานในปี 2558 ว่า บริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวโครงการใหม่อีก 10 โครงการ ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างในช่วงไตรมาสแรกและมีพื้นที่รองรับไว้แล้ว 5 แปลง ได้แก่ โครงการที่สุขสวัสดิ์, วงแหวนพระราม 5, กัลปพฤษ์, บางนา-ตราด กม.8 และนครปฐม ส่วนอีก 5 โครงการที่เหลือ อยู่ระหว่างการเจรจาต่อรองซื้อที่ดินเพิ่มอีก 5 แปลง

“ในปีหน้า เรามีแผนจะเปิดตัวโครงการใหม่อย่างน้อย 10 โครงการ ซึ่งจะเปิดตัวในช่วงไตรมาส 2  5 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 3,000 ล้านบาท โดยแต่ละโครงการจะมีพื้นประมาณ 20-30 ไร่ จำนวน 200-300 ยูนิต มูลค่าโครงการประมาณ 500-600 ล้านบาท และจะทยอยรับรู้รายได้หลังจากการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ลูกค้าในไตรมาส 3 เนื่องจาก ขณะนี้ มีบางโครงการที่เราได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้ว โดยอยู่ระหว่างการถมดิน สร้างบ้านตัวอย่าง เป็นต้น หลังจากนั้น เราจะทยอยเปิดเพิ่มอีก 5 โครงการ
สำหรับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาการเปิดตัวโครงการใหม่ ถ้าเป็นไปได้เราอยากจะได้ทำเลที่เกาะติดแนวรถไฟฟ้าแต่ไม่สามารถทำได้เพราะมีราคาแพงมากเกินกว่าที่จะนำมาพัฒนาเป็นทาวน์เฮ้าส์ได้ ดังนั้น จึงเลือกเป็นทำเลที่ตั้งในย่านชุมชนและเส้นทางคมนาคมสะดวก”
คุณมาโนชกล่าว

ด้านผลประกอบการในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าให้มีอัตราการเจริญเติบโตเพิ่มจากปีที่ผ่านมาอีก 50% หรือมีรายได้เพิ่มจาก 2,100 ล้านบาทเป็น 3,300 ล้านบาท โดยบริษัทมีความมั่นใจว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้อย่างแน่นอน เนื่องจาก ในขณะนี้สามารถทำรายได้กว่า 2,000 ล้านบาทแล้ว ส่วนในปี 2558 คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเพิ่มจากปีนี้ 40%  หรือมีรายได้ประมาณ 4,500 ล้านบาท

ส่วนจุดเด่นของบริษัท ประกอบด้วย การคัดสรรทำเลที่มีศักยภาพตรงกับความต้องการของลูกค้า อีกทั้ง ยังมีทีมพัฒนาการออกแบบ ดังนั้นจึงทำให้รูปแบบและฟังชั่นก์ต่างๆ มีความสวยงามและลงตัว โดยลูกค้าให้การตอบรับดีมาก รวมทั้งความโดดเด่นในเรื่องคุณภาพสินค้าที่ยึดมั่นในนโยบายของ QHouse  เสมอมา โดยในแต่ละโครงการจะมีการจัดสรรพื้นที่ส่วนกลางที่สวยงามและดูดี อย่างเช่น ซุ้มโครงการขนาดใหญ่ สวนสาธารณะ เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจในแบรนด์ “กัสโต้” และอาจบอกต่อไปยังลูกค้ารายอื่นๆ อีกด้วย

คุณมาโนชกล่าวในตอนท้ายถึงแนวโน้มของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงไตรมาสสุดท้ายและต่อเนื่องจนถึงปีหน้าว่า ตลาดทาวน์เฮ้าส์ยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เพราะราคายังไม่สูงมากสามารถตอบโจทย์คนวัยทำงานอายุประมาณ 30 ปี และมีเงินเดือนประมาณ 20,000 บาทขึ้นไป ได้เป็นอย่างดี โดยมีราคาเฉลี่ย 2-3 ล้านบาท  เมื่อเปรียบเทียบกับราคาบ้านเดี่ยวในรอบนอกเมืองซึ่งเฉลี่ยเริ่มต้นที่ 4-5 ล้านบาท และส่วนใหญ่ลูกค้าที่ซื้อทาวน์เฮ้าส์จะใช้เป็นที่อยู่อาศัยจริง ซึ่งจะแตกต่างจากคอนโดมิเนียมที่อาจซื้อไว้เป็นบ้านหลังที่ 2 หรือไว้เก็งกำไร

สำหรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ในปี 2558 คาดว่าจะส่งผลดีต่อคนวัยทำงาน โดยอาจมีรายได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้มีกำลังซื้อทาวน์เฮ้าส์ได้มากขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าจะส่งผลดีต่อคอนโดมิเนียมมากกว่า เพราะกฎหมายเอื้อให้ชาวต่างชาติสามารถซื้อคอนโดมิเนียมได้ ส่วนทาวนเฮ้าส์จะเป็นทรัพย์สินที่มีที่ดิน โดยลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นคนไทย

“วอยซ์ คอร์ปอเรชั่น” ชูนวัตกรรมใหม่

วอยซ์ คอร์ปอเรชั่นโชว์ศักยภาพพัฒนาหุ่นยนต์ UBOT หุ่นยนต์ขนของภายในโรงงาน ตอกย้ำผู้นำด้านการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมหุ่นยนต์รายแรกและรายเดียวในประเทศไทย เล็งเจาะกลุ่มลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรมเบา

คุณวิบูลย์ รักสาสน์เจริญผล กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอยซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ดำเนินธุรกิจตัวแทนผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายหุ่นยนต์เครื่องดูดฝุ่น ถูพื้น ภายใต้แบรนด์ “iClebo” และผลิตหุ่นยนต์ UBOT เปิดเผยว่า หุ่นยนต์ UBOT เป็นนวัตกรรมล่าสุดที่บริษัทได้ดำเนินการพัฒนาให้สามารถขนของในโรงงาน โดยตรงกับวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งบริษัทที่มุ่งเน้นที่จะเป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับหุ่นยนต์ และในปัจจุบันเป็นเจ้าเดียวในประเทศไทยที่ดำเนินธุรกิจด้านนี้

“เราพัฒนาหุ่นยนต์ UBOT มาปีกว่าแล้ว ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เราสามารถพูดได้ว่า เราเป็นผู้พัฒนาหุ่นยนต์ที่ใช้ขนของในโรงงานได้ ซึ่งการนำเข้าหุ่นยนต์ดูดฝุ่น iClebo และการคิดค้นผลิตหุ่นยนต์ UBOT อาจจะไม่สำคัญเท่าที่เราวางการดำเนินธุรกิจที่จะเป็นองค์กรที่ทำเกี่ยวกับหุ่นยนต์ โดยในประเทศไทยยังไม่มีใครทำ ส่วนใหญ่จะทำเกี่ยวกับเครื่องจักรกลโรงงานมากกว่า ดังนั้นเราจึงถือว่าเป็นเจ้าเดียวและเจ้าแรกในประเทศไทยที่ทำธุรกิจด้านนี้” คุณวิบูลย์กล่าว

สำหรับจุดเด่นและจุดแข็งของหุ่นยนต์ UBOT คือ สามารถเคลื่อนไหวและเคลื่อนที่ได้อย่างอัตโนมัติในสถานที่ต่างๆ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องกำหนดทางเดินสำหรับหุ่นยนต์ และตีรางหรือตีเส้นทางบนพื้น ซึ่งการตั้งค่าและปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินของหุ่นยนต์สามารถทำได้ง่าย ด้วยการตั้งค่าและป้อนข้อมูลเส้นทางของโรงงานในซอฟแวร์ที่แสดงผลบนหน้าจอบนตัวหุ่นยนต์ได้อย่างสะดวกและสามารถรองรับน้ำหนักได้ถึง 80-100 กิโลกรัม

โดยหุ่นยนต์ UBOT จะแตกต่างกับหุ่นยนต์ทั่วไป ในเรื่องของการเคลื่อนที่ ซึ่งหุ่นยนต์ทั่วไปจะเคลื่อนที่ด้วยการตีรางหรือตีเส้นทางบนพื้น เพื่อให้หุ่นยนต์เคลื่อนที่ตามเส้นทางที่วางไว้ จึงทำให้ยุ่งยากหากมีการย้ายจุดการทำงานไปยังจุดอื่น ในปัจจุบันหุ่นยนต์ UBOT ยังไม่เป็นที่รู้จักในตลาดอุตสาหกรรมมากนัก อย่างไรก็ตามลูกค้าที่มีการสั่งซื้อนวัตกรรมชิ้นนี้ไปใช้งานแล้วและมีความพึงพอใจเป็นอย่างดี

ด้านกลุ่มเป้าหมายของหุ่นยนต์ UBOT บริษัทมุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าประเภทโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเบาเป็นหลัก เนื่องจากหุ่นยนต์ UBOT ยังมีขนาดเล็กและไม่สามารถที่จะขนของที่มีน้ำหนักมากได้ แต่ในอนาคตจะมีการพัฒนาในส่วนของการรับน้ำหนักให้เพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน นอกจากนี้ ยังเล็งเจาะกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาลมากขึ้นอีกด้วย คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในไตรมาส 4 ปีนี้

นอกจากนี้ บริษัทยังได้มีโครงการที่จะพัฒนาหุ่นยนต์ UBOT อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเริ่มจากฮาร์ดแวร์หุ่นยนต์เพื่อให้สามารถรองรับน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม โดยจะเริ่มดำเนินการภายในไตรมาสแรกของปี 2558 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการหาวัสดุอุปกรณ์ที่มีความแข็งแรง สามารถใช้งานและรองรับน้ำหนักได้เป็นอย่างดี ส่วนระบบซอฟแวร์ไม่จำเป็นต้องพัฒนาเพราะสามารถนำระบบเดิมมาใช้งานได้

สำหรับมุมมองในการพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้น บริษัทได้มีการแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ 1.B2C (Business to Consumer) หรือกลุ่มลูกค้าภาคครัวเรือน ซึ่งซื้อเพื่อใช้งานภายในบ้าน และ 2.กลุ่ม B2B (Business to Business) หรือกลุ่มลูกค้าประเภทองค์กร อาทิ โรงงาน โรงพยาบาล เป็นต้น

“การพัฒนาหุ่นยนต์ของเรา แบ่งออกเป็น 2 Segment คือ B2C และ B2B โดยการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า เราจะมีการพิจารณาตาม Market Segment และดูความต้องการของแต่ละ Segment ว่าต้องการหุ่นยนต์ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกแบบใด และสินค้าใดที่จะสามารถเข้าไปตอบสนองต่อความความต้องการของแต่ละกลุ่มได้ ต่อจากนั้นเราจึงจะพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าต่อไป” คุณวิบูลย์กล่าว

กุศมัย มอเตอร์เปิดแผนธุรกิจ

กุศมัย มอเตอร์รุกตลาดโค้งสุดท้าย ตบเท้าเข้าร่วมงาน BUS&TRUCK  และ MOTOR EXPRO เฟ้นหาพันธมิตร ลั่น 5 ปี มีความพร้อมและมุ่งเร่งพัฒนาในทุกๆ ด้านตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า ชูเป้าหมายสูงสุดสร้างโรงงานผลิตอะไหล่หนุนส่งออกเจาะตลาด AEC

ดร.วิโรจน์ กุศลมโนมัย ประธานกรรมการ บริษัท กุศมัย มอเตอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถบรรทุก 3 ล้อ ภายใต้แบรนด์ “ซูโมต้า” เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ว่า บริษัทจะเข้าร่วมงานแสดงสินค้า ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นประจำในช่วงปลายปีเพื่อหาพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งหมายถึงผู้ที่สนใจสินค้าของบริษัทไม่ว่าจะเป็นผู้ค้าปลีก, ค้าส่ง และตัวแทน

“เราจะได้พันธมิตรจากงานแสดงสินค้าเป็นส่วนใหญ่ ในปีนี้เราได้เข้าร่วมงาน BUS&TRUCK ซึ่งจัดเมื่อวันที่ 1-6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ณ ไบเทค บางนา รวมทั้ง งาน MOTOR EXPRO โดยจะจัดในวันที่ 1-10 ธันวาคมที่จะถึงนี้ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี คาดว่าผลตอบรับน่าจะเป็นตามที่คาดการณ์ไว้ ที่ผ่านมาเราได้เข้าร่วมงานดังกล่าวเสมอมา แต่ได้เว้นไปประมาณ 2 ปี เพราะคิดว่ายังไม่พร้อมในหลายๆ ด้าน แต่ ณ ปัจจุบันได้มีการปรับปรุงและพร้อมแล้ว จึงได้มีการเข้าร่วมงานอีกครั้งหนึ่ง”  ดร.วิโรจน์กล่าว

โดยในปี 2557 บริษัทครบรอบ 5 ปี ซึ่งนับเป็นปีที่มีความพร้อมเกือบทุกๆ ด้าน ทั้งในด้านมาร์เก็ตติ้ง, การผลิตรถ, การประกอบรถ, การเซ็ตเงื่อนไขตัวแทนอย่างยุติธรรม, การเซ็ตราคาขาย, การปรับปรุงรถ, การวางระบบเงินผ่อนหรือไฟแนนซ์ และการให้เช่ารถ โดยในส่วนของรถใหม่จะจำหน่ายเป็นเงินสด 100% ส่วนรถเก่าที่ค้างสต๊อกจะนำมาทำโปรโมชั่นให้เช่า เป็นต้น

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนพัฒนาในด้านต่าง เช่น การพัฒนารถทุกรุ่นตั้งแต่ขนาด 1 ตันขึ้นไปให้มีระบบเกียร์ต่ำ เพื่อให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ทั้งในกรุงทพฯ และต่างจังหวัด โดยให้สามารถขึ้นสะพานหรือที่เนินสูงได้เมื่อบรรทุกของหนัก, การพัฒนาโดยนำไฟเบอร์กลาสบุท้ายรถกะบะทั้ง 4 ด้าน สำหรับการป้องกันรอยขีดข่วน ช่วยรักษาสภาพรถให้ดีดังเดิม, การพัฒนาให้มีหลังคาหน้าครบทุกรุ่นให้เหมาะกับสภาพอากาศ ซึ่งจะช่วยป้องกันแสงแดดและฝนตก, การปรับปรุงเอกสารการจดทะเบียนรถในหมวดรถบรรทุก 3 ล้อส่วนบุคคล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า รวมทั้ง การทำ R&D อย่างต่อเนื่องโดยนำคอมเม้นต์ของลูกค้ามาปรับปรุงเพื่อให้สินค้ามีคุณภาพและได้มาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล

“ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินธุรกิจ ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจทั้งจากตลาดและลูกค้า และบริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จ โดยธุรกิจนี้เป็นธุรกิจปราบเซียน มีปัญหาเยอะมากๆ แต่เราพยายามแก้ไข ขณะนี้สามารถแก้ไขได้ประมาณ 80% ยังเหลืออีก 20% เพียง 2-3 ปัญหาเท่านั้น คาดว่าอีกประมาณ 2 ปี จะสามารถผ่านพ้นปัญหาต่างๆ ไปได้ โดยที่ผ่านมาจะเป็นปีแห่งการเรียนรู้ ส่วนปีที่ 6 จะเป็นปีที่เริ่มต้นใหม่และเติบโตในธุรกิจ” ดร.วิโรจน์กล่าว

ด้านกลุ่มลูกค้าเป้าหมายประกอบด้วย 4 กลุ่มหลัก ดังนี้  1. กลุ่มเกษตรกร  2. กลุ่มอุตสาหกรรม (นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ )  3. กลุ่มท่องเที่ยว (โรงแรม, ร้านอาหาร )  4. กลุ่มราชการ ซึ่งในปีนี้ บริษัทจะเน้นเจาะกลุ่มราชการ เป็นหลัก โดยให้นำรถไปใช้ในกิจการต่างๆ เช่น นำรถไปเก็บขยะ ส่วนราคาสินค้า ณ ปัจจุบัน บริษัทได้ปรับให้มีราคาเดียวกันทั่วประเทศ เริ่มต้นที่ 79,000-199,999 บาท

“ที่ผ่านมา เราจะเน้นทำการตลาดไปยังกลุ่มเกษตรกรเป็นอันดับแรก แต่ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเพราะมีรายได้น้อยและเราไม่มีระบบเงินผ่อน  ต่อมาจึงได้เปลี่ยนไปเน้นกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ในต่างจังหวัดเป็นหลักแทนแล้วจึงไปหารายเล็ก หรือใช้กลยุทธ์ป่าล้อมเมือง เราคาดว่าในอนาคต หากเราสามารถแก้ไขปัญหาในเรื่องของการมีระบบเงินผ่อนได้หรือเรื่องทะเบียน จะทำให้มีลูกค้าเพิ่มมากขึ้น เพราะมีคนสนใจสินค้าของเราเป็นจำนวนมากแต่ซื้อน้อย” ดร.วิโรจน์กล่าว

สำหรับตัวแทนหรือแฟรนไชส์ ที่ผ่านมา บริษัทได้แต่งตั้งไปประมาณ 10 ราย แต่ขณะนี้ไม่มีแล้ว ดังนั้นในปีนี้ บริษัทจึงได้มีการปรับแผนใหม่โดยไม่มีตัวแทนหรือล้างไพ่ใหม่ ซึ่งบริษัทจะดำเนินการเองและได้จัดตั้งสาขาแรกที่ตลาดไทยเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หลังจากนั้น มีแผนที่จะทยอยขยายไปยังต่างจังหวัด อาทิ นครปฐม, ลำปาง, น่าน, ชลบุรี, ลพบุรี และขอนแก่น เป็นต้น ซึ่งอาจเป็นการร่วมมือกับพันธมิตรในพื้นที่ โดยมีเงื่อนไขว่าพันธมิตรจะต้องดำเนินการในเรื่องศูนย์บริการและอะไหล่ การจดทะเบียนและระบบเงินผ่อน ทั้งนี้ หากบริษัทสามารถขยายสาขาหรือเพิ่มพันธมิตรได้ จะส่งผลให้เติบโตแบบก้าวกระโดดประมาณ 5-10 เท่าในอนาคต

ดร.วิโรจน์กล่าวต่อถึงการลงทุนของบริษัทว่า ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาได้ใช้งบลงทุนกว่า 20 ล้านบาท ซึ่งในปัจจุบันยังขาดทุน เนื่องจาก เป็นธุรกิจที่ไม่ใช่ง่ายและต้องพัฒนาตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่อง R&D ที่ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายว่าจะมียอดขายประมาณ 1,000 คัน/ปี หรือคิดเป็นมูลค่าเกือบ 100 ล้านบาท แต่ในปัจจุบัน มียอดขายเพียง 200 คันเท่านั้น ซึ่งยังห่างไกลอีก 5 เท่าตัว ส่วนการคืนทุนจะอยู่ที่ยอดขาย 400 คัน และหากมียอดขายในระดับที่ 500 คัน จะเป็นผลกำไร พร้อมทั้งคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 ปีข้างหน้าจึงจะบรรลุเป้าหมาย 1,000 คัน

“เรามีแผน 2 สเต็ป ซึ่งสเต็ปแรกคือหนึ่งคือผลักดันให้มีกำไรด้วยยอดขาย 500 คันและ 1,000 คัน ตามลำดับ ส่วนสเต็ปที่ 2 คือการปรับโครงสร้าง โดยมีแผนที่สร้างโรงงานจะผลิตอะไหล่ในประเทศ จากปัจจุบันที่นำเข้าจากต่างประเทศ 40% เช่น ไต้หวัน, เกาหลี และจีน ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของเราในอีก 10 ปีข้างหน้าคือการผลิตรถบรรทุก 3 ล้อส่งออกไปยังตลาด AEC เพราะเมื่อเราใช้อะไหล่ที่ผลิตในประเทศเกิน 40% ขึ้นไป ซึ่งเราตั้งเป้าไว้ที่ 60%  สามารถกล่าวได้ว่าเป็นรถสัญชาติไทยและยังส่งออกได้อีกด้วย” ดร.วิโรจน์กล่าว

ด้านจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ของบริษัทประกอบด้วย  1. เป็นรถที่ประหยัดน้ำมัน โดยได้รับการยอมรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี  2. มีคุณภาพสูงกว่ามาตรฐานของต่างประเทศ แข็งแรงและทนทาน นอกจากนี้ บริษัทยังเป็นบริษัทเดียวในประเทศไทยที่จำหน่ายรถบรรทุก 3 ล้อเพียงอย่างเดียว

สำหรับสิ่งที่อยากให้ภาครัฐเข้าสนับสนุนคืออยากให้ภาครัฐเข้ามาซื้อรถของบริษัทไปใช้เพราะมีประโยชน์ต่องานราชการเป็นอย่างมาก และการลดขั้นตอนในการจดทะเบียนรถเพื่อให้เกิดความคล่องตัวและรวดเร็ว โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่มีความยุ่งยากเป็นอย่างมาก รวมทั้งอยากให้ธนาคารต่างๆ เข้ามาสนับสนุนและร่วมมือกับบริษัทในการจัดทำระบบเงินผ่อน เพื่อทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อรถได้ง่ายยิ่งขึ้น และจะทำให้ยอดขายเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ อยากเชิญชวนแนวร่วมที่ดำเนินธุรกิจขายรถมอเตอร์ไซด์หรือเต้นท์รถซึ่งมีจำนวนมาก โดยให้นำรถของบริษัทเข้าไปวางจำหน่าย ภายใต้เงื่อนไขที่ยุติธรรมและไม่เอาเปรียบ  

พี.เอฟ.พี. เล็งเสริมทัพเครื่องจักรรับตลาดโต

พี.เอฟ.พี. เตรียมทุ่มงบกว่า 300 ลบ. ปรับปรุงและติดตั้งเครื่องจักรใหม่ เพิ่มกำลังการผลิตรองรับการขยายตัวของตลาดทั้งในและต่างประเทศ  พร้อมวางแผนตั้งฐานการผลิตในอินโดนีเซียและเวียดนาม เพิ่มช่องทางการจำหน่าย ตอกย้ำผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารทะเลแช่แข็งของไทย

คุณทวี ปิยะพัฒนา ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท พี.เอฟ.พี. ผู้นำในกลุ่มผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารทะเลแช่แข็งของประเทศ  ภายใต้แบรนด์ “พีเอฟพี” เปิดเผยว่าในปี 2558 บริษัทมีแผนที่จะทุ่มงบประมาณกว่า 300 ล้านบาทในการปรับปรุงและติดตั้งเครื่องจักรใหม่ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตรองรับการขยายตัวของตลาดทั้งในและต่างประเทศที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยจะใช้เทคโนโลยีจากประเทศเยอรมนีและญี่ปุ่น ซึ่งจะพิจารณาเครื่องจักรตามรูปแบบการผลิตของแต่ละผลิตภัณฑ์

นอกจากบริษัทยังมีแผนจะทุ่มงบประมาณในการทำการตลาดกว่า 100 ล้านบาทเพื่อเปิดตัวสินค้าใหม่อีกประมาณ 5-10 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งยังคงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเนื้อปลาเช่นเดิม คาดว่าจะสามารถเปิดเผยได้ในปีหน้า รวมทั้งยังมีผลิตภัณฑ์ที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศเข้ามาช่วยเสริมอีกด้วย

คุณทวีกล่าวต่อว่า ปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณ 38% ซึ่งถือว่าเป็นผู้นำในกลุ่มผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารทะเลแช่แข็ง โดยกลุ่มลูกค้าหลักจะเป็นกลุ่มภัตตาคาร ลูกค้าทั่วไป และร้านอาหารชั้นนำของไทย นอกจากนี้บริษัทยังมีสัดส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 60% และอีก 40% จะส่งออกในต่างประเทศ

สำหรับเป้าหมายการเติบโต บริษัทได้ตั้งไว้เฉลี่ยประมาณ 15% ต่อปี แต่ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมีการเติบโตเพียง 12% และคาดว่าหลังจบไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทจะมีการเติบโตเพิ่มขึ้นเพียง 1-2% เท่านั้น

“ในช่วงต้นปี 2557 ที่ผ่านมา บริษัทได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ และเริ่มกลับมาฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 3 จึงส่งผลให้เรามีการเติบโตเพียง 12% อย่างไรก็ตามเรามีความพึงพอใจในเป้าหมายการเติบโตที่ได้ เนื่องจากสถานการณ์หลายๆ อย่างที่มีผลกระทบต่อธุรกิจ แต่เรายังสามารถจะเติบโตได้เกือบถึงเป้าเฉลี่ย และคาดว่าปีนี้เราจะมีผลประกอบการประมาณ 4,500 ล้านบาท” คุณทวีกล่าว

ส่วนการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 คุณทวีกล่าวว่า บริษัทมีความพร้อมมานานแล้ว เนื่องจากบริษัทได้มีการส่งออกไปจำหน่ายในกลุ่มประเทศอาเซียนอยู่แล้ว จึงไม่มีความกังวลในการก้าวเข้าสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแต่อย่างใด ด้านการขยายการลงทุเพิ่ม บริษัทได้มองไปที่ประเทศอินโดนีเซียและเวียดนามเป็นหลัก โดยมีการพิจารณาจากความพร้อมของสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศดังกล่าว

“ในอนาคต เราวางแผนที่จะขยายธุรกิจ โดยตั้งฐานการผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้มากขึ้นและเพื่อบุกตลาดในโซนตะวันออกกลางด้วย ส่วนประเทศเวียดนามก็เป็นประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องและกำลังการซื้อของประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น” คุณทวีกล่าว

คุณทวีกล่าวปิดท้ายว่า บริษัทยังมีความมุ่งมั่นในการรักษาคุณภาพและรสชาติของผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการสนับสนุนและให้ความสำคัญในการตอบแทนสังคม สิ่งแวดล้อม และชุมชน ซึ่งได้มีการจัดตั้งโรงเรียนในโรงงาน โดยเป็นการร่วมมือกับวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ เพื่อทำการเรียนการสอนในระดับ ปวส. อีกด้วย

เหมราชขานรับ กนอ. ขยายพื้นที่เพิ่มหนุนการเติบโต

เหมราชรับ กนอ. อนุมัติขยายพื้นที่เพิ่มอีกประมาณ 631 ไร่  เล็งลงทุนเพิ่มในอีก 2 ปีข้างหน้า (2558-2559) กว่า 7 พันลบ. ตั้งเป้าปี 58 ผุดโรงไฟฟ้าขนาดเล็กอีก 7 แห่ง

มร.เดวิด  นาร์โดน  กรรมการผู้จัดการ บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 2 จังหวัดชลบุรีอีกประมาณ 631 ไร่ จากพื้นที่เดิมที่มีอยู่กว่า 3,700 ไร่ โดยได้รับการอนุมัติจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยหรือ กนอ. ปัจจุบันเริ่มดำเนินการขยายแล้ว

ทั้งนี้ บริษัทมีแผนจะใช้งบประมาณการลงทุนในอีก 2 ปีข้างหน้า (2558-2559) ประมาณกว่า 7,000 ล้านบาท ทั้งในส่วนการขายที่ดินสำหรับสร้างโรงงาน, การสร้างโรงงานให้เช่า, การสร้างโกดังสินค้าให้เช่า, การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ภายในนิคมอุตสาหกรรม และการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก

สำหรับแผนการลงทุนส่วนใหญ่ บริษัทจะเน้นการลงทุนไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์กว่า 50%  และอุตสาหกรรมอื่นๆ 50% อาทิ อิเลคทรอนิกส์และอาหาร เป็นต้น โดยที่ผ่านมาบริษัทได้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมเหมราชให้เป็น Automobile Hub มาโดยตลอด ล่าสุดยังมีกลุ่มลูกค้าที่ต้องการพัฒนาโครงการ Eco-car ในอนาคตอันใกล้นี้อีกเป็นจำนวนมาก บริษัทจึงต้องส่งเสริมกลุ่มยานยนต์เป็นพิเศษเนื่องจากมีผู้ประกอบการเป็นจำนวนมาก  

“ความคิดเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่อง Eco-car ในประเทศไทย ตนมองว่าเรื่องคุณภาพของ Eco-car การันตีได้จากเทคโนโลยีที่นำมาผลิตรถยนต์ ซึ่งเป็นเครื่องจักรและเทคโนโลยีเดียวกับรถยนต์ขนาดมาตรฐานทั่วไป จึงมั่นใจได้ว่าลูกค้าจะได้รับสินค้าที่ปลอดภัย ประหยัด และมีมาตรฐานแน่นอน” มร.เดวิด  นาร์โดนกล่าว

มร.เดวิด  นาร์โดน กล่าวต่อว่า นอกจากแผนการขยายพื้นที่เหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 2 จังหวัดชลบุรีที่ได้รับการอนุมัติจาก กนอ. แล้ว บริษัทยังมีแผนการลงทุนในปี 2558 ในส่วนของโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (Small Power Producers หรือ SPP) ซึ่งบริษัทตั้งเป้าจะสร้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็กให้ได้จำนวน 7 แห่งภายในปี 2558 ซึ่งในปี 2557 บริษัทได้เปิดตัวไปแล้ว 1 แห่ง ดังนั้นจึงเหลืออีก 6 แห่ง ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในปีหน้า นอกจากนี้บริษัทยังได้ศึกษาโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (Independent Power Producers หรือ IPP) ร่วมด้วยเพื่อที่จะดำเนินการในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้จริงประมาณปี 2565

ส่วนสถานการณ์ในปัจจุบันที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจนั้น ตนมองว่าทุกหน่วยงานได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทเองก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกันเนื่องจากกลุ่มนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติต่างชะลอการตัดสินใจการลงทุนเพื่อรอดูสถานการณ์

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ทำให้กลุ่มนักลงทุนกลับมาตัดสินใจการขยายธุรกิจมากขึ้น เนื่องจากประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่ได้รับความสนใจที่สุดในอาเซียนอยู่แล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยหลายๆ ด้าน อาทิ ภูมิศาสตร์และสังคม เป็นต้น 

Page Visitor

019689562
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
41667
59722
195799
1089341
1643254
19689562
Your IP: 18.204.2.190
2021-04-21 18:59