×

Warning

JFolder: :files: Path is not a folder. Path: /home2/cp439355/public_html/bizfocusmagazine.com/images/Biz_Interview/2015/bfi_033/best_western/bestwestern_photo

×

Notice

There was a problem rendering your image gallery. Please make sure that the folder you are using in the Simple Image Gallery plugin tags exists and contains valid image files. The plugin could not locate the folder: images/Biz_Interview/2015/bfi_033/best_western/bestwestern_photo

Interview 2015

PSTC Q3 กำไรสุทธิ 15 ลบ.

PSCT เผย Q3/58 กำไรสุทธิ 15.18 ลบ. บวกกลับ 240% เตรียมทุนกว่า 880 ลบ. เพื่อลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวล 5 โรง รวม 5 MW และเข้าซื้อกิจการโรงงานไฟฟ้าชีวภาพ 3 โรง รวม 7 MW คาดตั้งแต่ ปี 59  เติบโตก้าวกระโดดจากโรงไฟฟ้าที่จะทยอยรับรู้รายได้กว่า 10 M พร้อมมี PPA ชีวมวล-ชีวภาพรอสร้างอีก 6 MW ในปี 60 ด้านความคืบหน้าในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เพชรบุรี ปัจจุบันแล้วเสร็จ โดยจะเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าในเดือนธันวาคมนี้

คุณพระนาย กังวาลรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท เพาเวอร์โซลูชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ PSTC ผู้นำด้านการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าและพลังงานของประเทศ เปิดเผยผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ของปี 2558 ว่า บริษัทมีกำไรสุทธิ  15.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 240% จากช่วง 6เดือนแรกของปี 2558 ที่ขาดทุน 11.3 ล้านบาท ทำให้มีงบ 9 เดือนกลับมาบวก 4.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น และในไตรมาส 4 บริษัทยังมี backlog อีกมากกว่า 160 ล้านบาท ซึ่งภาพรวมยังเป็นไปตามเป้าหมายเดิมที่วางไว้ในปี 2558 จะเติบโตเพิ่มขึ้น 15-20%

นอกจากนี้ บริษัทเตรียมเพิ่มทุน 880 ลบ. ลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวล-ชีวภาพ โดยจะเพิ่มทุนจดทะเบียน จากทุนจดทะเบียนเดิม 225 ล้านบาท เป็นทุนจดทะเบียนใหม่ 492.5 ล้านบาท โดยออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน 2,680 ล้านหุ้นเพื่อเสนอขายผู้ถือหุ้นรายเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น  (Right Offering) ในอัตราส่วน 1:1 ในราคา 0.40 บาท และให้ใบสำคัญสิทธิ์ (PSTC-W1) กับผู้ถือเดิมในอัตรา 5:1 โดยมีราคาใช้สิทธิ์ที่ 0.05 บาท

ทั้งนี้ การเพิ่มทุนดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ลงทุนโรงงานไฟฟ้าชีวมวลและชีวภาพ รวมถึงโครงการพลังงานทดแทนอื่นๆ โดยบริษัทจะลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวล 5 โรง ขนาดกำลังการผลิตโรงละ 1 เมกะวัตต์ ที่จังหวัด ที่จังหวัดชัยนาท, ชลบุรี, นครศรีธรรมราช, สุโขทัย และอุดรธานี มูลค่าการลงทุนโรงละ 120 ล้านบาท ซึ่งมีแผนก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2559-2560

ในส่วนโรงไฟฟ้าชีวภาพ บริษัทจะลงทุนซื้อกิจการโรงไฟฟ้า 2 โรง ที่จังหวัดสุพรรณบุรี มูลค่ารวมกว่า 600 ล้านบาท ได้แก่โรงไฟฟ้าชีวภาพ ขนาดกำลังการผลิต 4 เมกะวัตต์ ของบริษัท อรัญ เพาเวอร์จำกัด และขนาดกำลังการผลิต 2 เมกะวัตต์ ของบริษัท เศรษฐีสุพรรณ ไบโอกรีน เพาเวอร์ จำกัด โดยโรงไฟฟ้าชีวภาพทั้ง 2 โรง เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้วัตถุดิบน้ำเสียจากโรงน้ำตาลและโรงงานเอทานอล ซึ่งปัจจุบันได้มีการเดินเครื่องผลิตอย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว นอกจากนี้ บริษัทยังมีโรงไฟฟ้าชีวภาพอีก 1 โรง ในชื่อบริษัท นวรัตน์ บีเวอร์เรส จำกัด มีตั้งอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ โดยบริษัทจะเข้าซื้อยังมีใบ PPA โรงไฟฟ้าขนาด 4 MW  ที่กำหนดขายไฟฟ้าปลายปี 2560 อยู่อีก 1 โรง ซึ่งบริษัทจะได้พิจารณาจัดสร้างต่อไป

คุณพระนาย กล่าวต่อว่า จากแผนการลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวล-ชีวภาพดังกล่าว ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นไป จะส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นไปเติบโตในลักษณะก้าวกระโดด โดยในปี 2559 บริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าชีวภาพ 3 โรง กำลังการผลิตรวม 7 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการผลิตแล้วในปัจจุบันได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ 3 โรง กำลังการผลิตรวม 4 เมกะวัตต์ จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งจะเริ่มจำหน่ายไฟในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ รวมถึงชีวมวลที่อยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างอีก 2 โรง ที่จังหวัดชลบุรีและชัยนาท ซึ่งมีแผนจะเริ่มจำหน่ายไฟภายในปี 2559

นอกจากนี้ ในปี 2560 บริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าชีวมวลอีก 3 โรง ที่จังหวัดสุโขทัย, อุดรธานี และนครศรีธรรมราช รวมกำลังการผลิต 3 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ บริษัทยังมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) อีก 6 MW ซึ่งแบ่งเป็น ชีวมวล 2 MW และชีวภาพ 4 MW ซึ่งอยู่ระหว่างการวางแผนโครงการก่อสร้าง

ขณะเดียวกัน บริษัทยังอยู่ระหว่างการยื่นเสนอโครงการผลิตไฟฟ้าโซล่าร์ฟาร์มหน่วยงานราชการและสหกรณ์ โดยบริษัทจะได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ ( เอ็มโอยู) กับหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตรลายแห่งและได้ยื่นเอกสารกับทาง กกพ. ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งบริษัทคาดหวังว่าจะมีโอกาสได้งานจำนวนหนึ่ง และรวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะที่อยู่ระหว่างรอการพิจารณาตอบรับซื้อไฟฟ้าจำนวน 1 โครงการ รวม 8 เมกะวัตต์ ที่จังหวัดสุรินทร์

โดยในส่วนของจังหวัดสุรินทร์มีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาอนุมัติตอบรับซื้อไฟฟ้าในไตรมาส 4 ของปี 2558 ทั้งนี้ ในส่วนธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนนี้ บริษัทตั้งเป้าจะมี  PPA ให้ได้ถึง 100 เมกะวัตต์ ภายในปี 2560 หากทางภาครัฐเปิดยื่นเสนอขายไฟฟ้า ทั้งในรูป FIT หรือในรูป Competitive Bidding ทั้งนี้ บริษัทยังคงมีการศึกษาและมองหาพันธมิตรเพื่อเสริมสร้างโอกาสในธุรกิจพลังงานทดแทนมากยิ่งขึ้น

“การเดินหน้าขยายโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล ชีวภาพ แสงอาทิตย์ รวมถึงโครงการพลังงานทดแทนอื่นๆ (ลมและขยะ) ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน จะทำให้บริษัทรับรู้รายได้จากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และศักยภาพในการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งของ PSTC ที่มุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าและพลังงานของประเทศแบบครบวงจร นอกจากนี้ PSTC ยังมุ่งมั่นที่จะเฟ้นหาโครงการพลังงานทดแทนใหม่ๆ ที่มีโอกาสและศักยภาพในการลงทุน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไป” คุณพระนาย กล่าว

อนึ่ง บริษัท เพาเวอร์ โซลูชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ PSTC ก่อตั้งเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2544 โดยบริษัท เอ็ม.วี.ที. คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับกลุ่มผู้บริหารแผนกระบบสำรองไฟฟ้าของ บริษัท เอ็ม.วี.ที. คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) เนื่องจากเล็งเห็นถึงโอกาสและการขยายตัวของกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านระบบสำรองไฟฟ้า โดยในช่วงแรกมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจจัดจำหน่ายและให้บริการระบบสำรองไฟฟ้าสำหรับระบบสื่อสารโทรคมนาคม (Telecommunication Power Backup Solution) ที่มีคุณภาพและมาตรฐานสูง ให้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จากนั้นบริษัทได้ขยายธุรกิจไปในด้านการให้บริการระบบตรวจวัดและจัดการสภาพแวดล้อม (Monitoring and Management Solution) ธุรกิจด้านพลังงานทดแทน (Renewable Energy Solution) ทั้งในด้านพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Power) พลังงานลม (Wind Power) และพลังงานชีวมวล (Biomass Power) และธุรกิจด้านการอนุรักษ์พลังงานและระบบอื่นๆ (Energy Saving Solution)

ด้านความคืบหน้าในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ขนาด 1 เมะวัตต์ โดยตั้งอยู่บนพื้นที่ 12 ไร่จากพื้นที่รวม 16 ไร่ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ขณะนี้การก่อเสร็จเรียบร้อยแล้วทั้งในส่วนของการติดตั้งระบบ การติดตั้งเครื่องจักร และการติดตั้งแผงโชล่าร์เซลล์ ทั้งนี้ในระหว่างการดำเนินการไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคแต่อย่างใด

สำหรับกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโรงไฟฟ้าแห่งนี้ บริษัทจะจำหน่ายให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) 100% ในอัตราคงทีเป็นระยะเวลา 25 ปี ซึ่งในปัจจุบันอยู่ในระหว่างขั้นตอนการเชื่อมต่อไฟฟ้ากับทาง กภฟ. และคาดว่าจะสามารถเริ่มจำหน่ายกระแสไฟฟ้าได้ภายในเดือนธันวาคมนี้  

“ฟาร์แมกซ์” เร่งเพิ่มสาขา รับตลาดโต

ฟาร์แมกซ์เดินหน้าขยายสาขาครบ 10 สาขาภายในปีนี้ เล็งภายใน 3-5 ปี ขยายสาขาทั่วกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ รองรับกำลังซื้อและความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ภก.ธัชพล ชลวัฒนสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟาร์แมกซ์ รีเทล จำกัด ดำเนินธุรกิจประเภทร้านขายปลีกสินค้าทางเภสัชภัณฑ์และเวชภัณฑ์ ภายใต้ชื่อ “ฟาร์แมกซ์” เปิดเผยว่า เมื่อต้นปีที่ผ่านมาบริษัทได้เปิดสาขาใหม่ 2 สาขา และเตรียมเปิดให้บริการร้านยาเพิ่มอีก 2-3 สาขาในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งในปัจจุบันอยู่ระหว่าการตกแต่งภายในร้าน โดยจะใช้งบลงทุนประมาณ 5-10 ล้านบาทต่อสาขา ดังนั้นเมื่อเปิดให้บริการทั้งหมด บริษัทจะมีสาขารวมทั้งสิน 10 สาขา

บริษัทยังมีแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2559 ที่จะขยายสาขาเพิ่มอีกประมาณ 3-5 สาขา เพื่อกระจายไปให้ทั่วใจกลางเมืองกรุงเทพฯ และมีแผนภายใน 3 ปี ที่จะเปิดสาขาให้ครบ 20 สาขา ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งจะขยายสาขาไปยังหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ภายใน 5 ปีข้างหน้า อาทิ เชียงใหม่, เชียงราย และชลบุรี เป็นต้น โดยมีวัตถุประสงค์ในการรองรับกำลังซื้อและความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“เรามีแผนในการขยายสาขาเพิ่มประมาณ 3-5 สาขาต่อปี ซึ่งจะมุ่งขยายไปยังกลุ่มคอมมูนิตี้มอลล์กระจายทั่วกรุงเทพฯ เพื่อรองรับและอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าสมาชิกและกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ซึ่งตลอดระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจมากว่า 8 ปี เราเล็งเห็นว่าธุรกิจร้านยายังมีศักยภาพที่จะสามารถเติบโตได้อีก ซึ่งจะมีปัจจัยจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจกับสุขภาพมากขึ้น ดังนั้นเราจึงมีแผนที่จะขยายร้านยาให้ครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับสมาชิกและเพิ่มจำนวนสมาชิกใหม่” ภก.ธัชพล กล่าว

ภก.ธัชพล กล่าวต่อถึงแนวโน้มธุรกิจว่า ปัจจุบันตลาดร้านขายยามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจโดยรวมมีการชะลอตัวเล็กน้อย แต่บริษัทยังคงเติบโตมากกว่าปี 2557 ที่ผ่านมา ดังนั้น บริษัทจึงมีความมั่นใจแนวโน้มธุรกิจในปีหน้าจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน

สำหรับจุดเด่นและจุดแข็งของร้านยาฟาร์แมกซ์ ภก.ธัชพลกล่าวว่า ฟาร์แมกซ์ มีทีมงานที่มีประสบการณ์ด้านยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพื่อต้องการให้เป็นศูนย์การค้าปลีกราคาส่งยาคุณภาพรูปแบบใหม่ที่ได้มาตรฐาน มีสินค้าครบทุกรายการทั้ง ยา เวชภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกว่า 5,000 ชนิด ในราคาที่ไม่แพง

โดยมีการนำระบบไอที เข้ามาช่วยทั้งในส่วนของการจัดเก็บข้อมูลลูกค้า จัดซื้อ การบริหารคลังสินค้า รวมถึงระบบขนส่ง และระบบการคัดเลือกสินค้าโดยทีมเภสัชกร เพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ อีกทั้งได้รับการรับรองให้เป็นร้านยาคุณภาพโดยสภาเภสัชกรรม  ด้วยมาตรฐานระดับสากล 5 ประการ ประดอบด้วย

      1. มีเภสัชกรให้บริการเต็มเวลาทำการ สาขาละ 2 ท่าน รวมทั้งฟาร์แมกซ์ยังได้รับความไว้วางใจให้เป็นแหล่งฝึกงานหลักของคณะเภสัชศาสตร์จากหลายสถาบันการศึกษา ทำให้บริษัทได้รับความไว้วางใจให้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเภสัชกรที่มีคุณภาพ และมีเภสัชกรที่เคยฝึกงานหลายๆ ท่านที่จบการศึกษาแล้วเข้ามาร่วมงานกับฟาร์แมกซ์เช่นกัน

     2. ยาคุณภาพและราคาไม่แพง  ฟาร์แมกซ์มีระบบการคัดเลือกสินค้า โดยทีมเภสัชกร ตามเกณฑ์มาตรฐาน GPP : Good Pharmacy Practice หรือวิธีการที่ดีทางเภสัชกรรม ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

     3. การบริหารลูกค้าสัมพันธ์ CRM (Customer Relationship Management) ด้วยการเชื่อมต่อข้อมูลของผู้บริโภคด้วยระบบไอที โดยจัดทำบัตรสมาชิก Pharmax Card เพื่อบันทึกข้อข้อมูลพื้นฐานและประวัติการใช้ยาของผู้บริโภค และเชื่อมโยงข้อมูลไปยังฟาร์แมกซ์ทุกๆ สาขา

     4. มีพื้นที่กว้างขวาง สะดวกสบาย ศูนย์เภสัชกรรมฟาร์แมกซ์มีการปรับรูปแบบใหม่ในลักษณะเดียวกับซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านยาที่มีสินค้าครบทุกรายการมีการจัดหมวดหมู่อย่างเป็นสัดส่วน บนพื้นไม่ต่ำกว่า 100 ตารางเมตร

     5. บริการที่รวดเร็ว ศูนย์เภสัชกรรมฟาร์แมกซ์ ตั้งอยู่ในเขตชุมชนเข้าถึงง่าย และมีที่จอดรถสะดวกสบาย และสามารถโทรมาสั่งยาก่อนเข้ามารับได้ ในกรณีลูกค้าเร่งรีบ หรือ กรณีฉุกเฉิน

TPS ประกาศบุกตลาดเต็มพิกัด

TPS เปิดแผนธุรกิจโค้งสุดท้าย เตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่รุกตลาดในงาน Motor Expo พร้อมจับมือพันธมิตร ผุด TPS AUTO AMANTI ในสถานีบริการน้ำมันเชลล์ ตั้งเป้าเปิดครบ 10 สาขาในกลางปีหน้า เดินแผนขยายธุรกิจเจาะตลาดต่างประเทศ ประเดิมโปรเจคแรกที่ สปป.ลาว คาดเปิดตัวกลางปีหน้า

คุณชัยชาญ อุปพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เดอะ เพอร์เฟค ชายน์ หรือ TPS ผู้ประกอบธุรกิจ Car Detailing เปิดเผยถึงแผนการลงทุนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ว่า TPS เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในงาน Motor Expo ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 2-13 ธันวาคมที่จะถึงนี้ โดยตัวเรือธงหรือ Flagship ประกอบด้วย  1. Scholl Concepts เช่น น้ำยาขัดสี หรือน้ำยาเคลือบเรือ ซึ่งปัจจุบัน Schooll Concepts ได้ทำตลาดอยู่แล้วในส่วนของตลาดรถยนต์  2. น้ำยาเคลือบแก้วรถยนต์ ( Glass Coating) จำนวน 3 แบรนด์ ได้แก่  Brila, TPS และ Ugo และ  3. Spray Wrap

“ผลิตภัณฑ์ที่จะนำมาเปิดตัวในงาน Motor Expo จะเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เรานำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งใช้เม็ดเงินหลายล้าน โดย Scholl Concepts จะนำเข้าจากเยอรมนี ส่วนน้ำยาเคลือบแก้วและ Spray Wrap จะนำเข้าจากญี่ปุ่น เราคาดหวังว่าการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในครั้งนี้จะเป็นการจุดกระแส เพราะที่ผ่านมายังไม่มีผู้ประกอบการรายใดเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมา เราน่าจะเป็นเจ้าแรกที่เปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการเคลือบสีรถ และการดูแลผิวสีรถ

โดยเฉพาะ Spray Wrap จะเป็นการปฏิวัติวงการ Wrap รถทั้งหมด เพราะจะใช้สเปรย์ฉีดพ่น ซึ่งจะสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้เป็นอย่างดีในเรื่องของการป้องกันรอยขีดข่วน การกันรอยสะเก็ดหิน และจะแตกต่างจากการใช้ฟิล์ม Wrap รถ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาในเรื่องการเข้ามุมหรือบางครั้งอาจเป็นคลื่น ทำให้เกิดความไม่เรียบร้อย หรือจากกาวที่เหนียวมาก เมื่อลอกอาจดึงผิวสีรถยนต์ให้หลุดตามมาได้ เป็นต้น นอกจากนี้เรายังคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มจากผลิตภัณฑ์ใหม่ประมาณ 20% ในไตรมาสสุดท้ายนี้” คุณชัยชาญ กล่าว

คุณชัยชาญ กล่าวต่อว่า TPS ได้ร่วมมือกับ “รุ่งรัฐพล กรุ๊ป” เปิด TPS AUTO AMANTI ภายในสถานีบริการน้ำมันเชลล์ เพื่อให้บริการ Car Detailing โดยมีบุคลากรที่ผ่านการอบรมทั้งในและต่างประเทศ และมีการใช้ผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม อาทิ น้ำยาขัดเคลือบสี Scholl Concepts น้ำยาเคลือบแก้ว TPS การให้บริการตรวจเช็คเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก และอื่นๆ อย่างครบวงจร

โดยมีแผนจะเปิดให้ครบ 10 สาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑลภายใน 6 เดือนหรือภายในกลางปีหน้า ซึ่งจะใช้งบลงทุนประมาณ 3-4 ล้านบาทต่อสาขา (ค่าก่อสร้าง, ผลิตภัณฑ์ และอุปกรณ์ต่างๆ ) สำหรับสาขาแรกที่จะเปิดให้บริการคือสถานีบริการเชลล์ สาขาลาดพร้าว 112 ขณะนี้การดำเนินการมีความคืบหน้าประมาณ 70% และมีแผนจะเปิดอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคมนี้ โดยสามารถรองรับรถเข้ามาใช้บริการได้มากกว่า 80 คันต่อวัน ส่วนสาขาลำดับต่อไปจะเปิดที่แจ้งวัฒนะ นอกจากนี้ในอนาคต ยังมีแผนที่จะเปิดสาขาในต่างจังหวัดตามหัวเมืองใหญ่ๆ ซึ่งจะมีประชุมกับทีมงานเพื่อศึกษาความเป็นได้ในการดำเนินการต่อไป

“เหตุผลที่เราร่วมมือกับรุ่งรัฐพล กรุ๊ป เปิดตัว TPS AUTO AMANTI เพราะเรามีความชำนาญกันคนละด้าน โดยรุ่งรัฐพล กรุ๊ปจะมีความเชี่ยวชาญในการบริหารปั๊มน้ำมันไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเครื่องหรืออื่นๆ ของเชลล์ ส่วนเรามีความเชียวชาญในธุรกิจ Car Detailing, Car Care และเป็นผู้นำในการนำเข้าผลิตภัณฑ์ต่างๆ ประกอบกับในปัจจุบันการเปิดช๊อป หรือ Car Care จะมีการแข่งขันสูง

ดังนั้นเราจึงมองว่า หากร่วมมือกับพันธมิตรจะทำให้มีความแข็งแกร่ง และจะเติบโตอย่างมั่นคง เพราะ ณ วันนี้ ธุรกิจ Car Detailing จะต้องมีการปรับตัว เนื่องจากค่าเช่าแพง และการที่จะเปิดตัวในสถานที่ดีๆ ค่อนข้างเป็นไปได้ยาก เพราะฉะนั้นการเข้าไปจับมือกับกลุ่มรุ่งรัฐพล จะทำให้ไม่ปัญหาในเรื่องสถานที่ที่ดี และสอดรับกับนโยบายของเชลล์ที่จะปรับภาพลักษณ์ในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและภาพลักษณ์ของทุกสถานีให้บริการทั่วประเทศอยู่แล้ว” คุณชัยชาญกล่าว

นอกจากนี้  TPS  ยังมีแผนขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ โดยประเทศแรกที่จะเข้าไปเปิดสาขาคือ  สปป.ลาว ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนน 13 ใต้ นครเวียงจันทร์ ภายในโครงการ Art Auto Park มูลค่าการลงทุนประมาณ 7-8 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะเปิดตัวในช่วงต้นปีหรือกลางปีหน้า โดยจะเป็นการร่วมมือกับพันธมิตรที่เข้าไปทำธุรกิจใน สปป.ลาว และคนในพื้นที่

ทั้งนี้หากโครงการนี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับสิ่งที่ TPS จะได้รับคือการเปิดตลาดใหม่ๆ ในต่างประเทศ ซึ่งจะไม่ใช่รุกเฉพาะตลาดในประเทศไทย แต่จะบุกตลาดอินเตอร์เนชั่นแนลด้วย ส่วนในอนาคต TPS  ยังมีโปรเจคที่จะเปิดสาขาในประเทศเมียนมาร์ กัมพูชา และเวียดนามอีกด้วย

ด้านเป้าผลประกอบการในปี 2558 เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ดังนั้น TPS จึงเน้นเติบโตในด้านการลงทุนและการจำหน่ายน้ำยาผลิตภัณฑ์มากกว่ารายได้ของ TPS เอง และคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตประมาณ 20% ส่วนในปี 2559 คาดว่าจะเติบโตมากกว่า 20% เนื่องจากจะได้รับปัจจัยบวกจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

TAKUNI ปลื้มกำไรครึ่งปีแรกเกินเป้า

TAKUNI ตั้งเป้ารายได้รวมปีนี้อยู่ที่ 1.4 พันลบ. โชว์กำไรครึ่งปีแรกรับรู้แล้ว 35 ลบ. มั่นใจกำไรรวมปีนี้โตเท่าตัว พร้อมเล็งเพิ่มธุรกิจใหม่โรงไฟฟ้าชีวมวล 8 เมกะวัตต์ สรุปผลไตรมาสสุดท้ายปีนี้

คุณนิตา ตรีวีรานุวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทาคูนิ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) หรือ TAKUNI เปิดเผยถึงผลประกอบการในครึ่งปีแรกว่า ผลประกอบการในครึ่งปีแรกของบริษัทดีมาก โดยเมื่อต้นปีบริษัทได้ตั้งเป้าการเติบโตไว้ประมาณ 1,400 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถเป็นไปตามเป้าและอาจจะเกินเป้าได้อย่างแน่นอน เนื่องจากได้รับปัจจัยเสริมจากงานก่อสร้างที่มีมูลค่าโครงการสูงเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

“เริ่มแรกรายได้หลักจากการติดตั้งแก๊สของเราไม่เพิ่มขึ้น แต่ปีนี้เราได้เน้นงานก่อสร้างมากขึ้น และก็จะเน้นกำไรมาจิ้น ดังนั้นจึงได้มีการตั้งกำไรไว้โตกว่าปีที่แล้วเท่าตัว และเพียงแค่ครึ่งปีแรกก็สามารถทำกำไรได้ทะลุเป้าจากปีที่ผ่านมาที่ตั้งเป้าผลกำไรไว้ประมาณ 27 ล้านบาท โดยในปีนี้ก็น่าจะเพิ่มอีกเท่าตัว เพราะเพียงครึ่งปีเรารับรู้กำไรแล้วกว่า 35 ล้านบาท และยังมีงานรอรับรู้รายได้ หรือ Backlog อีกกว่า 300 ล้านบาท” คุณนิตา กล่าว

สำหรับแผนการดำเนินงานในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทยังคงเน้นการขยายงานด้านก่อสร้างเช่นเดิม เนื่องมีอัตรากำไรสูงกว่าการจำหน่ายแก๊สและสามารถกำหนดระยะเวลาในการรับรู้รายได้ ซึ่งหากดำเนินการสร้างและส่งมอบงานได้ตามระยะเวลาก็จะรับรู้ได้ทันที อีกทั้งราคาแก๊สในปัจจุบันมีราคาที่ไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เริ่มปรับตัวลดลง

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าราคาแก๊สจะไม่เติบโตเท่าปีที่ผ่านมา บริษัทก็ยังคงมุ่งที่รักษากลุ่มลูกค้าเดิมไว้ให้ได้มากที่สุด โดยสิ่งใดที่บริษัทสามารถเข้าไปช่วยได้ก็จะเข้าไปช่วยดำเนินการ ทั้งการจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายหน้าปั๊มและการเข้าไปร่วมหรือบริหารปั๊มแก๊สให้กับลูกค้า ส่วนแนวโน้มของราคาแก๊สในไตรมาสสุดท้าย ตนมองว่าไม่น่าสดใสเท่าที่ควร เพราะราคาน้ำมันในปัจจุบันยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง และยังไม่ได้รับการสนับสนุนหรือมีนโยบายเรื่องแก๊สมากนัก

คุณนิตา กล่าวต่อถึงแผนธุรกิจในปี 2559 ว่า บริษัทยังคงเน้นธุรกิจแก๊สและธุรกิจก่อสร้าง แต่ยังคงที่จะหาธุรกิจใหม่เข้ามาเสริมในด้านพลังงานทดแทนประเภทโรงไฟฟ้าชีวมวล ขนาด 8 เมกะวัตต์ ซึ่งในปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการศึกษาและคาดว่าจะสามารถสรุปได้ในไตรมาส 4/2558 เพื่อเป็นธุรกิจที่จะสามารถช่วยกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจได้มากขึ้น

ส่วนจุดเด่นของบริษัททั้งการดำเนินธุรกิจด้านพลังงานและการก่อสร้าง บริษัทมีความโดดเด่นในเรื่องของการบริการที่ครบวงจร อาทิ ลูกค้ามีเพียงที่ดินเปล่าและอยากทำปั๊มแก๊ส บริษัทจะมีพนักงานขายแก๊ส มีคนเขียนแบบ ดำเนินการก่อสร้าง และมีทีมงานที่จะทดสอบให้บริการ รวมทั้ง ยังมีการตรวจสอบให้กับลูกค้าในทุกๆ ปี และหากอุปกรณ์ชำรุดบริษัทก็จะเข้าไปดำเนินการซ่อมแซมให้ เพื่อสร้างความสะดวกในการให้บริการกับลูกค้าอย่างเต็มที่

ด้านหลักการบริหารองค์กรและบุคลากร บริษัทจะมีการให้สวัสดิการกับพนักงานอย่างเต็มที่ และจะเน้นรับสมัครพนักงานจากคนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ เนื่องจากเมื่อบริษัทมีกิจกรรมต่างๆ ในช่วงเย็น พนักงานก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ นอกจากนี้ยังเน้นในเรื่องของการบริหารจัดการคุณภาพชีวิตพนักงานและรักษาความปลอดภัยในการทำงานมากขึ้น

คุณนิตา กล่าวปิดท้ายถึงเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร หรือ CSR (Corporate Social Responsibility) ว่า บริษัทมุ่งเน้นการคืนกำไรโดยจะมอบให้กับลูกค้า พนักงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเช่นผู้ถือหุ้น รวมทั้งการมอบเงินช่วยเหลือสถานสงเคราะห์บ้านบางแค 2 เป็นประจำทุกปีและบริษัทยังมีการจัดมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่อยู่บนเขา ในพื้นที่จังหวัดราชบุรีอีกด้วย

“กลุ่มบริษัทจินดาสุข” ประกาศรุกตลาด AEC เต็มสูบ

กลุ่มบริษัทจินดาสุขเดินหน้าขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดบุกตลาดเมียนมาร์, สปป.ลาว และอินโดนีเซียแล้ว คาด 5 ปีขยายตลาดครบทั้งอาเซียน พร้อมตั้งเป้าปีนี้โตไม่น้อยกว่า 5%

คุณณัฐพร จินดาสุข ผู้จัดการแผนกการตลาด กลุ่มบริษัทจินดาสุข ดำเนินธุรกิจการผลิตและจัดจำหน่าย อุปกรณ์ประปาจากทองเหลือง อาทิ มาตรวัดน้ำ, ประตูน้ำวาล์วน้ำ, ก๊อกน้ำ เป็นต้น ภายใต้ตราสินค้า ASAHI, ATACO, SANWA, DRAGO และ RAMBO เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทได้บุกตลาดอาเซียน 3 ประเทศ ประกอบด้วย เมียนมาร์, สปป.ลาว และอินโดนีเซีย ส่วนในปี 2559 มีแผนที่จะเข้าไปทำตลาดในประเทศเวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และบรูไน โดยการขยายตลาดในครั้งนี้ เนื่องจากบริษัทได้เล็งเห็นถึงการเติบโตที่จะขยายตัวของเศรษฐกิจอาเซียนภายหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่จะเปิดในปลายปี 2558

“ปัจจุบันเรามีสัดส่วนการจำหน่ายสินค้าทั้งในและต่างประเทศอยู่ที่ 70 : 30 และในอนาคตเราอาจจะมีการปรับสัดส่วนการจำหน่ายต่างประเทศให้เพิ่มมากขึ้นเป็น 60 : 40 อีกทั้งเรายังได้ตั้งเป้าหมายในอีก 5 ปีข้างหน้าที่จะขยายตลาดให้ครอบคลุมกลุ่มประเทศอาเซียนทั้งหมด โดยจะชูจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ที่เป็นสโลแกนว่า “ทองเหลือง ทน ไม่เป็นสนิม” ซึ่งจะนำผลิตภัณฑ์อุปกรณ์ประปาแบรนด์ SANWA เข้าทำตลาดในประเทศต่างๆ” คุณณัฐพร กล่าว

สำหรับการขยายตลาดใน สปป.ลาว จะเป็นช่วงที่ประจวบเหมาะกับทางการประปาลาวได้มีแผนการดำเนินการขยายระบบประปาให้ครอบคลุมนครหลวงเวียงจันทร์ หลวงพระบาง และขยายไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ในขณะเดียวกัน การประปาลาวมีการรณรงค์ให้ประชาชนลดการขุดบ่อน้ำบาดาลและเปลี่ยนมาใช้น้ำประปามากขึ้น บริษัทจึงได้มีการนำนวัตกรรม DRAGO AUTOMATIC METER SYSTEM (DRAGO AMR) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากบริษัท อาซาฮี-ไทย อัลลอย จำกัด ในกลุ่มบริษัทจินดาสุข ที่บริษัทได้มีการพัฒนาภายในแผนก R&Dเองทั้งหมด

โดยทางการประปาลาว ได้เลือกติดตั้ง DRAGO AMR ในระบบคลื่นสัญญาณวิทยุ (RADIO FREQUENCY) ด้วยระบบนี้ สมาร์ทมิเตอร์ แบรนด์ DRAGO จะส่งข้อมูลการใช้น้ำผ่านคลื่นวิทยุไปยังคอมพิวเตอร์มือถือ (HANDHELD) ซึ่งจะลดเวลาและปัญหาเรื่องการจดและออกใบเสร็จค่าน้ำของเจ้าหน้าที่ เพราะใบเสร็จสามารถพิมพ์ออกมาจากเครื่องพิมพ์แบบพกพาได้ทันที

ด้านเป้าผลประกอบการในปีนี้ บริษัทยังคงตั้งเป้าที่จะเติบโตไม่น้อยกว่า 5% หรือมีเป้าผลประกอบการประมาณ 2,800 ล้านบาท และคาดว่าจะเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน ซึ่งตลอดระยะเวลา 3 ไตรมาสที่ผ่านมา บริษัทสามารถทำยอดผลประกอบการได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยจะได้รับปัจจัยเสริมจากการจำหน่ายสินค้าและการทำตลาดในต่างประเทศทั้งในตลาดอาเซียนและตลาดตะวันออกกลางที่ได้รับการตอบรับที่ดีมาก รวมทั้งการขยายตลาดไปในกลุ่มโมเดิร์นเทรดมากขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ในปี 2559 บริษัทคาดการณ์ว่าเป้าผลประกอบการอาจจะโตเพิ่มอีกประมาณ 10% อย่างไรก็ตาม หากบริษัทได้รับปัจจัยเสริมในเรื่องของการส่งเสริมด้านมาตรการและนโยบายต่างๆ ของทางภาครัฐที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการลงทุนด้านการก่อสร้างและอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ บริษัทอาจจะมีการปรับเป้าผลประกอบการให้เพิ่มเป็น 15%

คุณณัฐพร กล่าวต่อถึงจุดเด่นของกลุ่มบริษัทจินดาสุขและผลิตภัณฑ์แบรนด์ต่างๆ ว่า มีโรงงานผลิตที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยและเป็นโรงงานแปรรูปทองเหลืองที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจะครอบคลุมทุกกระบวนการผลิตตั้งแต่เริ่มนำทองเหลืองมาหลอมเหลว มีการขึ้นรูปและวัดค่าทองเหลืองที่มีความทนทานตามมาตรฐานสากลที่ประปายอมรับเท่านั้น ตามสโลแกนของบริษัทที่ตั้งไว้ว่า “ทองเหลือง ทน ไม่เป็นสนิม”

"ดอกบัวคู่" คว้ารางวัล Prime Minister’s Export Award 2015

ดอกบัวคู่รับรางวัลประเภทแบรนด์ไทยยอดเยี่ยม (Best Thai Brand) ในพิธีมอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น (Prime Minister’s Export Award 2015) ตอกย้ำการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ไทย ที่ได้รับการยอมรับของกลุ่มลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ

คุณบัณฑิต ลีเลิศพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดอกบัวคู่ จำกัด ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่าย สบู่ ยาสีฟันสมุนไพร และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ภายใต้แบรนด์ "ดอกบัวคู่" เปิดเผยว่า บริษัทได้รับรางวัลแบรนด์ไทยยอดเยี่ยม (Best Thai Brand) ประเภทบริษัทขนาดกลาง (M) ในพิธีมอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น (Prime Minister’s Export Award 2015) เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีและเป็นผู้มอบรางวัลอันทรงเกียรติดังกล่าว

สำหรับพิธีมอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น (Prime Minister’s Export Award 2015 หรือ PM Award 2015) จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งงานดังกล่าวได้มีการคัดเลือกสุดยอดผู้ประกอบการธุรกิจส่งออกเข้ารับรางวัล จำนวน 32 รางวัล เพื่อเป็นการรับประกันคุณภาพมาตรฐานขั้นสูงให้กับสินค้าและบริการไทยที่มีความพร้อมในการก้าวสู่การเป็นที่ยอมรับในตลาดโลกและเป็นแนวทางหนึ่งในการกระตุ้นและสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการส่งออกของไทยตามนโยบายของรัฐบาล

ด้านสิทธิประโยชน์ด้านการประชาสัมพันธ์ ประกอบด้วย ได้รับการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ในฐานะผู้ได้รับรางวัลในสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่องอาทิ หนังสือ PM's Award Directory, นิตยสาร, หนังสือพิมพ์ และสื่อต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสามารถใช้ตราสัญลักษณ์ PM Award เพื่อส่งเสริมการขายโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยต้องระบุปีที่ได้รับรางวัลประกอบด้วย

สำหรับนโยบายในการเข้าร่วมการประกวดรางวัลดังกล่าว บริษัทได้เล็งเห็นการสร้างภาพลักษณ์และสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น รวมทั้งการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ของบริษัทด้วย นอกจากนี้ ยังเป็นรางวัลที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการบริหารจัดการส่งออกของบริษัทที่มีหน่วยงานของภาครัฐการันตีด้วยรางวัลอันทรงเกียรติและการยอมรับของกลุ่มลูกค้าในต่างประเทศ จึงทำให้บริษัทได้รับรางวัลในด้านแบรนด์ไทยยอดเยี่ยมดังกล่าว

ด้านประโยชน์ที่จะได้รับจากการรับรางวัล PM Award 2015 ประเภทแบรนด์ไทยยอดเยี่ยม บริษัทได้มีการแบ่งออกเป็น 2 ส่วนได้แก่ ภายในองค์กร โดยรางวัลนี้จะเป็นสิ่งที่สร้างความภาคภูมิใจและเป็นกำลังใจให้กับทีมงานทั้งในส่วนของฝ่ายบริหาร พนักงาน และคู่ค้าที่ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนให้บริษัทได้รับรางวัลในครั้งนี้ ส่วนประโยชน์ที่จะได้รับจากภายนอกองค์กร รางวัลนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศมีความมั่นใจในคุณภาพของตัวสินค้ามากขึ้น รวมทั้งตอกย้ำการเป็นบริษัทชั้นนำที่ลูกค้าให้การยอมรับเสมอมา

 

คุณบัณฑิต กล่าวต่อถึงสัดส่วนการจัดจำหน่ายของผลิตภัณฑ์ดอกบัวคู่ว่า ปัจจุบันจำหน่ายในต่างประเทศประมาณ 11-12% โดยจะมีตลาดสำคัญหลายประเทศ อาทิ กัมพูชา, สปป.ลาว, เมียนมาร์, จีน, รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ซึ่งจากการส่งออกผลิตภัณฑ์เข้าไปในตลาดดังกล่าวบริษัทได้รับกระแสตอบรับที่ดีเป็นอย่างมาก และส่วนที่เหลืออีกประมาณ 88-89% จะเป็นการจำหน่ายภายในประเทศเป็นหลัก

นอกจากนี้บริษัทยังมีกลยุทธ์ในการทำการตลาดทั้งในและต่างประเทศ บริษัทจะเริ่มต้นการทำตลาดด้วยวิธีเน้นการบอกต่อของผู้อุปโภคซึ่งจะมีการแจกตัวอย่างสินค้าให้กลุ่มลูกค้าได้ทดลองใช้งาน รวมทั้งการโฆษณาผ่านทาง Billboard และวิทยุ ทั้งนี้เมื่อเริ่มติดตลาดแล้วบริษัทจะเน้นสื่อต่างๆ มากขึ้น อาทิ ภาพยนตร์โฆษณาผ่านโทรทัศน์, วิทยุ, Billboard, การจัด Event และการลงทำการตลาดในพื้นที่ เป็นต้น โดยในแต่ละปีบริษัทจะใช้งบประมาณในการทำการตลาดประมาณ 100 ล้านบาท

คุณบัณฑิต กล่าวต่อถึงเป้าผลประกอบการในปี 2558 ว่า บริษัทตั้งเป้าเติบโตเฉลี่ยในแต่ละปีประมาณ 10% ซึ่งในปีนี้ บริษัทคาดว่าจะเป็นไปตามเป้าอย่างแน่นอน เนื่องจากจะได้รับปัจจัยเสริมจากการส่งออกเป็นส่วนใหญ่ โดยจะมีผลจากการค่าเงินบาทที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังได้รับปัจจัยเสริมจากเครื่องดื่มรังนกแท้สำเร็จรูป ซึ่งในธุรกิจเครือของดอกบัวคู่ที่จะเป็นส่วนเข้ามาช่วยเสริมได้เป็นอย่างดี

สำหรับเป้าผลประกอบการในปี 2559 บริษัทยังคงตั้งเป้าเติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2558 อีกประมาณ 10% เช่นเดิม โดยมีการคาดการณ์แนวโน้มการแข่งขันของกลุ่มธุรกิจจะมีความรุนแรงมากขึ้น นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนจะเริ่มทำการตลาดในส่วนของเครื่องดื่มรังนกแท้สำเร็จรูปมากขึ้น ทั้งการกระจายสินค้าให้เจาะกลุ่มลูกค้ามากขึ้น รวมทั้งยังมีแผนในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อีกประมาณ 2-3 ผลิตภัณฑ์ในช่วงไตรมาส 3-4 อีกด้วย

ด้านวิสัยทัศน์ในการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปลายปีนี้ บริษัทคาดว่าจะเป็นปัจจัยบวกที่จะส่งผลต่อธุรกิจต่างๆ ของประเทศไทยเป็นอย่างมาก โดยบริษัทได้มีการเตรียมความพร้อมเป็นอย่างดีและจะทำการตลาดเพิ่มมากขึ้นในประเทศกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ ซึ่งจะเน้นการเพิ่มยอดขายให้มากขึ้นตามไปด้วย และคาดว่าในอนาคตอีกประมาณ 2-3 ปี บริษัทจะรุกมากยิ่งขึ้นตลาดเวียดนามเพื่อเพิ่มยอดขายและขยายตลาดให้ใหญ่ขึ้นด้วย

คุณบัณฑิต กล่าวต่อหลักการบริหารองค์กรและบุคลากรว่า ตนยึดหลัก “รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ได้ผลที่ดี ประหยัด ผิดพลาดน้อย” โดยจะเน้นการทำงานที่ดำเนินการที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ใช้ต้นทุนได้อย่างคุ้มค่า และก่อให้เกิดความผิดพลาดหรือผลเสียที่น้อยที่สุด โดยการดำเนินการเช่นนี้จะส่งผลดีให้กับองค์กรได้เกิดการพัฒนาและเติบโตอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ตนยังมุ่งเน้นในการสร้างระบบการบริหารงานที่ดี และระบบการทำงานต่างๆ ของพนักงานให้เป็นทีมเวิร์คมากที่สุด รวมทั้งยังเปิดโอกาสให้พนักงานได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ เพื่อก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการทำงานมากที่สุด อีกทั้งยังมีความยุติธรรมในการบริหารงานทั้งการกระจายงานและหน้าที่ที่รับผิดชอบอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มุ่งเน้นหรือเจาะจงที่จะพัฒนาบุคลากรคนใดคนหนึ่งตามความชอบส่วนตัว

คุณบัณฑิต กล่าวปิดท้ายถึงการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR ว่า บริษัทได้ดำเนินการกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแจกทานเนื่องในโอกาสสำคัญต่างๆ รวมทั้งการแจกทุนการศึกษาและมอบสิ่งของเครื่องใช้ให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนในต่างจังหวัด ซึ่งตลอดระยะเวลาการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัทมีความภาคภูมิใจในกระแสตอบรับที่ดีเป็นอย่างมากและยังคงมุ่งมั่นที่จะดำเนินกิจกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง

F&N โชว์ศักยภาพ คว้ารางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น

F&N รับรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น ประจำปี 2558 ประเภทการจัดการพลังงาน ชูนโยบายการบริหารจัดการและเป้าหมายในการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เล็งปีหน้าจะเข้าร่วมโครงการคว้ารางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น อย่างต่อเนื่อง

คุณวรเดช แพทย์พิทักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายแมนูแฟคเจอริ่ง บริษัท เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ F&N ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำ เปิดเผยว่า บริษัทได้รับรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น ประจำปี 2558 (The Prime Minister’s Industry Award 2015) ประเภทการจัดการพลังงาน โดยได้รับรางวัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งในปี 2557 ที่ผ่านมา บริษัทได้รับรางวัลในด้านการเพิ่มผลผลิต

การได้รับรางวัลดังกล่าวเป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพในการจัดการด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน บริษัทยังได้มีการกำหนดนโยบายและตั้งเป้าหมายการอนุรักษ์พลังงานไว้อย่างชัดเจน ทั้งการรณรงค์การลดมลภาวะต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นภายในโรงงานและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมภายนอก การนำพลังงานที่เหลือทิ้งกลับมาใช้ในกระบวนการต่างๆ ในโรงงาน ซึ่งนอกจากจะแสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการด้านพลังงานที่มีประสิทธิภาพแล้ว ยังถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อีกด้วย

“รางวัลนี้เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการและปรับปรุงสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องให้ดีขึ้น ซึ่งในปีที่ผ่านมา เราได้รับรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่นเช่นเดียวกัน แต่จะเป็นรางวัลในด้านการเพิ่มผลผลิต และในปีนี้เราก็รับรางวัลในด้านการจัดการพลังงาน ส่วนในปีต่อไปเรามีการตั้งเป้าหมายที่จะเข้าร่วมประกวดในประเภทการบริหารความปลอดภัยหรือประเภทการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม” คุณวรเดช กล่าว

ด้านหลักในการบริหารจัดการด้านพลังงาน บริษัทได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการที่จะดำเนินการต่างๆ ทั้งการรณรงค์ในเรื่องของการดูแลการใช้พลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยจะมีการเก็บสถิติการใช้พลังงานภายในโรงงานในแต่ละวันว่าเป็นไปตามค่ามาตรฐานที่ได้มีการตั้งไว้ หากปริมาณการใช้งานมีจำนวนมากกว่ามาตรฐาน ทางคณะกรรมการจะต้องศึกษาและหาวิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น เครื่องจักรรุ่นเก่าที่มีการใช้พลังงานมาก บริษัทจะหาวิธีการแก้ไขปรับปรุงเครื่องจักรให้ใช้พลังงานลดลงมาเปลี่ยนหรือทดแทน เป็นต้น โดยการลงทุนเปลี่ยนแปลงจะเป็นการลงทุนในระยะสั้นแต่จะช่วยลดการใช้พลังงานในระยะยาวได้เป็นอย่างดี

ส่วนประโยชน์ทางอ้อมที่ได้รับจากการรับรางวัลดังกล่าวนั้น จะเป็นแรงจูงใจให้พนักงานที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจจนประสบผลสำเร็จ ได้รับการยอมรับ และมีรางวัลการันตีจากทางภาครัฐ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่จะสร้างความภาคภูมิใจและเป็นแรงผลักดันให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทยังส่งเสริมพนักงานที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาองค์กรในด้านต่างๆ ให้มีการต่อยอดทางความคิด โดยจะให้พนักงานได้มีการเดินทางศึกษาดูงานในต่างประเทศและแลกเปลี่ยนความรู้กับบริษัทในเครือเพื่อนำความรู้ที่ได้กลับมาพัฒนาองค์กรและบุคลากรต่อไปในอนาคต

สำหรับภายนอกองค์กรทั้งลูกค้าและคู่ค้า บริษัทได้มีการดำเนินการโครงการพาร์ทเนอร์ชิพ ซึ่งจะเป็นการร่วมมือระหว่างบริษัทกับผู้ผลิตวัตถุดิบหรือคู่ค้า โดยจะมีการประชุมสัมมนาเพื่อร่วมกันแนะนำและแลกเปลี่ยนแนวทางในการดำเนินการต่างๆ ภายในบริษัท และภายในส่วนของโรงงาน เพื่อเสนอโครงการที่เกี่ยวข้องกับการประหยัดพลังงานที่มีประสิทธิภาพและได้ประสิทธิผลขององค์กรอื่นๆ ได้นำกลับมาพัฒนาองค์กรของตนและก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนร่วมกัน

คุณวรเดช กล่าวต่อถึงจุดเริ่มต้นจากการดำเนินโครงการต่างๆ ว่า โรงงานที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะโครงการ 2 ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์อุทกภัยในปี 2554 ที่ผ่านมา จึงก่อให้เกิดแนวความคิดในเรื่องของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โรงงานจึงได้วางแผนที่จะเร่งดำเนินการฟื้นฟูโรงงานและคำนึงถึงเรื่องการประหยัดพลังงานและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

“เราอาศัยช่วงจังหวะวิฤตน้ำท่วม ที่เครื่องจักรเกิดความเสียหายและจะต้องเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ทั้งหมด โดยจะดำเนินการเปลี่ยนจากเครื่องจักรรูปแบบเดิมเป็นเครื่องจักรที่มีการประหยัดพลังงานมากขึ้นและสามารถลดต้นทุนได้ด้วย ซึ่งภายหลังการดำเนินการแล้วทางโรงงานก็สามารถลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญมากกว่า 10-15% ทุกปี

นอกจากนี้ เรายังมีโครงการที่จะมุ่งเน้นการทำงานของเครื่องจักรที่จะก่อให้เกิดประสิทธิภาพที่สูงที่สุดและประหยัดพลังงานไปพร้อมกัน และเรายังมีการนำพลังงานความร้อนที่เหลือทิ้งภายในโรงงานนำกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด รวมทั้งยังหาพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือกที่จะเข้ามาเพิ่มมากขึ้น อาทิ การติดตั้ง Solar Roof Top และติดตั้งระบบ Cogeneration หรือการผลิตพลังงานไฟฟ้าร่วมกับพลังงานความร้อน (ก๊าซ, ของเหลวร้อน หรือไอน้ำ) เป็นต้น” คุณวรเดช กล่าว

คุณวรเดช กล่าวปิดท้ายถึงสิ่งที่อยากจะฝากถึงผู้ประกอบการรายอื่นๆ ว่า ปัจจุบันการแข่งขันของกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันหรือการแข่งขันกับกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ จะต้องมีการพัฒนาอยู่เสมอ ซึ่งทุกองค์กรจะต้องมีการพัฒนาระบบการบริหารจัดการต่างๆ ให้ดีตามไปด้วย และเมื่อมีการพัฒนาดีขึ้นแล้วจะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้เกิดการปรับปรุงกลไกต่างๆ ภายในองค์กรให้มีการพัฒนาต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ทุกองค์กรมีการเติบโตอย่างยั่งยืน

“นุชินทร์พร” ปักหมุดแจ้งวัฒนะ เนรมิตโรงแรมสไตล์ไทยโมเดิร์น

นุชินทร์พรทุ่มงบกว่า 800 ลบ. เนรมิต “โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น พลัส วันดา แกรนด์ (BEST WESTERN PLUS Wanda Grand Hotel)” โรงแรมหรูสไตล์ไทยโมเดิร์นย่านแจ้งวัฒนะ บริหารงานภายใต้แบรนด์เบสท์ เวสเทิร์น อินเตอร์เนชั่นแนล (BEST WESTERN International)

คุณนรินทร์ ฐิติปุญญา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท นุชินทร์พร จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้ทุ่มงบกว่า 800 ล้านบาท สำหรับการก่อสร้างโรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น พลัส วันดา แกรนด์ (BEST WESTERN PLUS Wanda Grand Hotel) โรงแรมหรูสไตล์ไทยโมเดิร์นย่านแจ้งวัฒนะ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 3 ไร่ มีห้องพักทั้งหมด 183 ยูนิต โดดเด่นด้วยรูปแบบและสีสันที่แตกต่างจากโรงแรมทั่วไป

โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น พลัส วันดา แกรนด์ (BEST WESTERN PLUS Wanda Grand Hotel) เริ่มดำเนินการก่อสร้างประมาณปี 2555-2556 ปัจจุบันมีความคืบหน้าแล้วกว่า 95% ซึ่งอยู่ระหว่างการตกแต่งภายในและเก็บรายละเอียดงานสถาปัตยกรรมภายใน คาดว่าจะเปิดให้บริการ (Soft Opening) ภายในปลายปี 2558 ส่วนการเปิดบริการอย่างเป็นทางการ (Grand Opening) ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของทางผู้บริหาร

โดยภายในโครงการดังกล่าวจะมีการออกแบบด้วยธีมไทยโมเดิร์น ที่มีความทันสมัยและกลิ่นอายความเป็นไทย แม่น้ำลำคลองของไทย ซึ่งได้มีการผสมผสานกันอย่างลงตัวและมีรูปแบบที่สวยงาม รวมทั้งยังเน้นการใช้วัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีคุณภาพ

สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโรงแรม ประกอบด้วย การบริการเครื่องดื่มในบริเวณล็อบบี้, ภัตตาคารอาหารไทยและอาหารนานาชาติ, สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส, สปา และอื่นๆ ที่สามารถรองรับและตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งยังสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการให้ได้มากที่สุด

นอกจากนี้ ภายในโรงแรมยังมีห้องประชุมขนาดใหญ่ ที่จะสามารถรองรับการใช้บริการได้ถึง 1,000-2,000 คน และมีห้องประชุมย่อยอีก 9 ห้อง รองรับการใช้งานห้องละประมาณ 100 คน สำหรับการจัดงานเลี้ยงต่างๆ ทั้งงานเลี้ยงแต่งงาน การประชุม และการจัดสัมมนา เนื่องจากพื้นที่ที่ตั้งของโรงแรมตั้งอยู่ในทำเลที่สะดวกสบายและมีสถานที่สำคัญต่างๆ อาทิ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ, ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ และเวิลด์เมดิคอลเซ็นเตอร์ เป็นต้น รวมทั้ง โรงแรมยังตั้งอยู่ใกล้กับโครงข่ายทางด่วน ซึ่งจะสามารถช่วยให้การเดินทางจากสถานที่ต่างๆ รวมทั้งการเดินทางจากสนามบินนานาชาติทั้งสองแห่งที่จะสร้างความสะดวกสบายมากขึ้น

{gallery}Biz_Interview/2015/bfi_033/best_western/bestwestern_photo{/gallery}

ด้านวัตถุประสงค์ในการก่อสร้างโครงการดังกล่าว เนื่องจากบริษัทได้เล็งเห็นถึงการพัฒนาและการเติบโตของพื้นที่แจ้งวัฒนะที่จะเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต เพราะในพื้นที่มีทั้งศูนย์ราชการ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุม และห้างสรรพสินค้า แต่ยังไม่มีโรงแรมขนาด 4-5 ดาว รองรับกลุ่มนักลงทุนและนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในพื้นที่แจ้งวัฒนะ นอกจากนี้ ยังจะก่อให้เกิดประโยชน์กับพื้นที่แจ้งวัฒนะที่จะมีการเติบโตเพิ่มมากขึ้นและมีสถานที่รองรับไลฟ์สไตล์ได้อย่างครอบคลุม

คุณนรินทร์ กล่าวต่อว่า โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น พลัส วันดา แกรนด์ (BEST WESTERN PLUS Wanda Grand Hotel) จะอยู่ภายใต้การบริหารงานและการดูแลของแบรนด์เบสท์เวสเทิร์น อินเตอร์เนชั่นแนล (BEST WESTERN International) ซึ่งเป็นกลุ่มเครือข่ายบริหารโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมาตรฐานในการบริหารและการบริการที่มีคุณภาพและชัดเจน รวมทั้งเป็นที่ยอมรับของผู้ใช้บริการทั่วโลก

ส่วนโชว์รูมรถยนต์มิตซูบิชิ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท คาดการณ์ว่าแนวโน้มการดำเนินธุรกิจในปีนี้จะชะลอตัวเล็กน้อย เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังไม่แน่นอน รวมทั้งในระยะยาวจะเริ่มมีผู้ประกอบการเกี่ยวกับโชว์รูมรถยนต์เปิดให้บริการเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมีความมั่นใจว่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เนื่องจากทางมิตซูบิชิได้มีการเปิดตัวรถยนต์มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สปอร์ต (Mitsubishi Pajero Sport) เข้ามาทำตลาดมากขึ้น รวมทั้งผลดีที่จะได้รับจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปลายปี 2558

ในขณะเดียวกัน บริษัทได้มีการเตรียมความพร้อมในการรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในการเทรนนิ่งภาษาต่างประเทศให้กับพนักงาน เพื่อรองรับลูกค้าจากกลุ่มอาเซียน ทั้งที่เข้ามาอยู่อาศัยและเข้ามาลงทุนในประเทศไทย รวมทั้งความพร้อมในการให้บริการลูกค้าในสาขาและศูนย์บริการของบริษัททั้ง 4 สาขา ประกอบด้วย สาขาแจ้งวัฒนะ, สาขารามอินทรา, สาขาดอนเมือง และสาขาสะพานใหม่

สำหรับการทำตลาดของธุรกิจโชว์รูมรถยนต์ บริษัทจะเน้นทำการตลาดและการประชาสัมพันธ์กับประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงโดยรอบของโชว์รูมเป็นหลัก ซึ่งจะเป็นกลุ่มลูกค้าที่สามารถเข้ามาเยี่ยมโชว์รูม ตัวอย่างรถยนต์ และการรับบริการซ่อมบำรุงต่างๆ ได้อย่างสะดวก ทั้งนี้ การจัดโปรโมชั่นต่างๆ จะเป็นไปตามที่สำนักงานใหญ่ของมิตซูบิชิกำหนด ซึ่งทางมิตซูบิชิจะเน้นในเรื่องของคุณภาพและการบริการเป็นหลักแต่จะไม่เน้นในเรื่องของการจัดโปรโมชั่นแข่งขันด้านราคา

คุณนรินทร์ กล่าวต่อถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าว่า บริษัทมีแนวทางในการมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการบริการและการขายอย่างต่อเนื่อง มีบุคลากรในด้านต่างๆ ที่มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์และมีความชำนาญเป็นอย่างมากในการให้บริการต่างๆ กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความประทับใจให้กับลูกค้าให้ได้มากที่สุด

ด้านการบริหารองค์กรและบุคลากร ตนมีความมุ่งมั่นให้พนักงานทุนคนทำงานและมีการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพและการทำงานร่วมกันเป็นทีมเวิร์คที่ดี ซึ่งผลที่ได้จะส่งผลดีต่อพนักงานและองค์กร นอกจากนี้ ตนยังส่งเสริมและสนับสนุนให้พนักงานทุกคนมีความสุขในการทำงาน ซึ่งเมื่อพนักงานมีความสุข องค์กรและลูกค้าก็จะได้รับความสุขนั้นไปด้วย

อันดามันเพาเวอร์ประกาศความสำเร็จ

อันดามันเพาเวอร์โชว์ผลงานเยี่ยม ผุดโปรเจคโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติแห่งแรกที่ทวายขนาดกำลังการผลิต 6-20 เมกะวัตต์ พร้อมเดินแผนขยายกำลังการผลิตรับดีมานด์ที่พุ่งต่อเนื่อง ส่วนเฟส 2 เล็งเริ่มดำเนินการในช่วงปลายปี ด้านเฟส 3 คาดใช้เวลา 4-5 ปี ลั่นสิ้นปีจะรับรู้รายได้กว่า 200 ลบ. มั่นใจปีหน้าโตอย่างน้อยอีกเท่าตัว

คุณอุปกิต ปาจรียางกูร ประธานกรรมการ บริษัท อันดามันเพาเวอร์ แอนด์ ยูทิลิตี้ จำกัด เปิดเผยว่าโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติ ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอกันบอก จังหวัดทวาย รัฐทะนินทายี ประเทศเมียนมาร์  ขนาดกำลังการผลิต 6-20  เมกกะวัตต์ (เฟส 1) ได้เดินเครื่องและจ่ายไฟฟ้าเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2558 ที่ผ่านมา ตามสัญญาให้เช่าเครื่องผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและการซื้อไฟฟ้าระหว่างหน่วยงานราชการรัฐทะนินทายีและอันดามันเพาเวอร์ นอกจากนี้ บริษัทยังได้สร้างสถานีไฟฟ้าย่อย 2 ให้กับรัฐบาลเมียนมาร์อีกด้วย ทั้งที่กันบอกและทวาย

โครงการดังกล่าวนับเป็นความร่วมมือและการลงทุนด้านพลังงานที่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมเป็นโครงการแรกในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (Dawei Special Economic Zone : DSEZ) ประเทศเมียนมาร์ ทั้งนี้หลังจากที่โรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติได้เดินเครื่องจ่ายกระแสไฟฟ้าเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่าความต้องใช้พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ดังกล่าวเต็มกำลังทันที และรัฐทะนินทายีจึงมีแผนที่จะขยายปริมาณพลังงานงานไฟฟ้าเพิ่ม รวมถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าในโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายที่มีเพิ่มมากขึ้นอีก 30 เมกะวัตต์

ดังนั้นบริษัทจึงเตรียมการขยายกำลังการผลิตในเฟสแรกเพิ่ม เพื่อให้สอดรับกับความต้องการดังกล่าว โดยจะขยายกำลังการผลิตจาก 6 เมกะวัตต์เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ได้จนถึง 30 เมกะวัตต์ โดยสามารถดำเนินการได้ทันทีเนื่องจากบริษัทมีปริมาณแก๊ส 15 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเพียงพอและสามารถขยายกำลังการผลิตสูงสุดได้ที่ 50 เมกะวัตต์ โดยที่ยังไม่ต้องก่อสร้างเฟส 2 ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการใช้ไฟฟ้าให้แก่ประชาชนและนิคมอุตสาหกรรม รวมทั้งในการก่อสร้างท่าเรือด้วย

คุณอุปกิต กล่าวต่อถึงรายละเอียดของเฟส 2 โรงไฟฟ้า Combined Cycle Power Plant ขนาดกำลังการผลิต  200 เมกะวัตต์ ว่า บริษัทมีแผนจะเริ่มขั้นตอนเตรียมการก่อสร้างทันทีหลังจากการเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับรัฐบาลเมียนมาร์ หรือ PPA แล้วเสร็จ คาดว่าจะเป็นช่วงปลายปีนี้ โดยจะตั้งอยู่บนพื้นที่ 30 เอเคอร์ มูลค่าการลงทุนประมาณ 240-250 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 2 ปีครึ่ง

“หากโรงไฟฟ้าเฟส 2 สร้างเสร็จจะสามารถให้ผลตอบแทนทั้งสองฝ่าย โดยอันดับแรกที่อยากจะเน้นคือประชาชนของประเทศเมียนมาร์จะได้รับการใช้ไฟฟ้าที่ยั่งยืนและถาวร โดยเฟสนี้จะส่งผ่านระบบโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศ (National Grid) ทั้งนี้ประชาชนเมียนมาร์จะได้เห็นว่าทรัพยากรของเขาอย่างเช่นแก๊ส ได้นำมาใช้ประโยชน์ในประเทศและกลับไปสู่ประชาชนอย่างแท้จริง สำหรับในส่วนของบริษัทก็จะมีรายได้ดังที่ตั้งเป้าไว้

นอกจากนี้ โครงการโรงไฟฟ้าเฟส 2 ยังนับเป็นโครงการที่สำคัญมากของรัฐบาลเมียนมาร์อีกโครงการหนึ่ง เพราะจะสามารถตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าของโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายและนิคมอุตสาหกรรม รวมทั้งอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้อย่างเต็มที่และต่อเนื่องเป็นเวลายาวนานหลายปี” คุณอุปกิต กล่าว

ส่วนเฟส  3 โรงไฟฟ้า Combined Cycle Power Plant ขนาดกำลังการผลิต 300 เมกะวัตต์ จะอยู่ภายใต้เงื่อนไขเกี่ยวกับปริมาณก๊าซธรรมชาติที่จะนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงที่บริษัทจะเจรจาทำความตกลงกับรัฐบาลเมียนมาร์ในอนาคต เนื่องจากปัจจุบันประเทศเมียนมาร์ใช้แก๊สเป็นจำนวนมากในอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น ซีเมนต์ เป็นต้น โดยจะเป็นแผนระยะยาว 4-5 ปีในอนาคต คาดว่าจะใช้งบลงทุน 350 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้บริษัทกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาการก่อสร้างโรงไฟฟ้า Coal Power โดยจะใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงควบคู่กันไปด้วย

คุณอุปกิต กล่าวต่อถึงเป้าผลประกอบการในปี 2558 ว่า ในไตรมาสที่ 4 (ตุลาคม-ธันวาคม) บริษัทจะสามารถรับรู้รายจากโรงไฟฟ้าเฟส 1 กว่า 30 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการสร้างสถานีไฟฟ้าย่อยให้แก่รัฐบาลเมียนมาร์อีก 2 สถานีจำนวน 4-5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 150-180 ล้านบาท) ส่วนในปี 2559 คาดว่าบริษัทจะมีรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มอย่างน้อยอีกเท่าตัว เนื่องจากบริษัทจะมีการขยายกำลังการผลิตจาก 6 เมกะวัตต์เพิ่มเป็น 16 เมกะวัตต์

ด้านแนวโน้มธุรกิจไฟฟ้าในประเทศเมียนมาร์ คาดว่ายังมีโอกาสอีกมาก เพราะไฟฟ้านับเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญของประเทศเมียนมาร์และยังขาดแคลนหรือมีไม่เพียงพอ โดยจะมีแค่เพียง 3,000  เมกะวัตต์ ทั้งนี้ประเทศเมียนมาร์มีพื้นที่และมีจำนวนประชากรใกล้เคียงกับประเทศไทย แต่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียง 1 ใน 10 ของประเทศไทย ดังนั้นจึงมีความต้องการพลังงานไฟฟ้าอีกมาก และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ในอีกใน 30 ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้น บริษัทจึงมีโอกาสเพราะเป็นผู้ประกอบการรายแรกที่ได้เข้าไปทำธุรกิจในประเทศนี้ และน่าจะมีโอกาสมากกว่าผู้ประกอบการรายอื่นๆ นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะเข้าไปทำธุรกิจในประเทศอื่นๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงและต่อยอดธุรกิจในอนาคต อาทิ สปป.ลาว,กัมพูชา, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย เป็นต้น ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษาข้อมูล

“เดนทัล คอร์ปอเรชั่น” คว้า PM Award 2015

เดนทัล คอร์ปอเรชั่นในเครือ BIDC รับรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น (Prime Minister’s Export Award 2015 : PM Award) สาขา Health & Wellness (คลินิกเฉพาะทาง) ตอกย้ำการบริหารจัดการในเรื่องของคุณภาพ (Quality) การสร้างแบรนด์ (Branding) และการตระหนักถึงความสำคัญของการมุ่งเน้นที่ลูกค้า (Customer Focus)

ทพ.พรศักดิ์ ตันดนปกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล เดนทัล เซ็นเตอร์ จำกัด หรือ BIDC ดำเนินธุรกิจศูนย์บริการทันตกรรมครบวงจร เปิดเผยว่า บริษัท เดนทัล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ BIDC ได้รับรางวัลธุรกิจบริการยอดเยี่ยม (Best Services Enterprise Award) สาขา Health & Wellness (คลินิกเฉพาะทาง) ในพิธีมอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น (Prime Minister’s Export Award 2015 หรือ PM Award)

สำหรับพิธีมอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น (Prime Minister’s Export Award 2015 หรือ PM Award 2015) จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีและเป็นผู้มอบรางวัลอันทรงเกียรติดังกล่าว ซึ่งงานดังกล่าวได้มีการคัดเลือกสุดยอดผู้ประกอบการธุรกิจส่งออกเข้ารับรางวัล จำนวน 32 รางวัล เพื่อเป็นการรับประกันคุณภาพมาตรฐานขั้นสูงให้กับสินค้าและบริการไทยที่มีความพร้อมในการก้าวสู่การเป็นที่ยอมรับในตลาดโลกและเป็นแนวทางหนึ่งในการกระตุ้นและสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการส่งออกของไทยตามนโยบายของรัฐบาล

“เราได้รับรางวัลนี้เป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกเราได้รับรางวัลเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ในสาขา Health & Wellness (คลินิกเฉพาะทาง) เช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่รางวัลสาขานี้จะเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่จะได้รับรางวัล แต่เราถือว่าเป็นคลินิกทันตกรรมแห่งแรกที่ได้รับรางวัลนี้ เรายังเล็งเห็นว่า เมื่อมีการประกวดในรางวัลต่างๆ เราก็พร้อมที่จะเข้าร่วมเพื่อพิจารณาถึงด้านคุณภาพและความพร้อมของการให้บริการที่ดี ซึ่งที่ผ่านมานอกจากรางวัลนี้แล้วเราก็ยังได้รับรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย” ทพ.พรศักดิ์ กล่าว

ทพ.พรศักดิ์ กล่าวต่อถึงปัจจัยที่สนับสนุนให้ได้รับรางวัลดังกล่าวว่า บริษัทมุ่งเน้นในเรื่องของคุณภาพ (Quality) การสร้างแบรนด์ (Branding) และการตระหนักถึงความสำคัญของการมุ่งเน้นที่ลูกค้า (Customer Focus) ซึ่งสิ่งสำคัญคือระบบการบริหารจัดการคุณภาพที่ดี หรือ ISO รวมทั้งการผ่านการรับรองระบบส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพ และความปลอดภัยในการดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วยให้กับสถานพยาบาล หรือ JCI (The Joint Commission International) ด้วย

ด้านประโยชน์ที่จะได้รับจากการได้รับรางวัลดังกล่าวจะช่วยให้ตอกย้ำและการันตีถึงคุณภาพในการบริหารจัดการระบบต่างๆ ภายในองค์กรที่ดำเนินงานให้เป็นไปตามระบบมาตรฐานสากลต่างๆ ซึ่งนอกจากรางวัลนี้แล้ว บริษัทก็ยังผ่านการรับรางวัลการันตีจากองค์กรอื่นๆ อาทิ รางวัลใบโพธิ์อวอร์ด (Bai Po Business Awards) ของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) ร่วมกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น ส่วนการต่อยอดจากการได้รับรางวัลนี้ ทั้งด้านการตลาด การประชาสัมพันธ์ และการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มความเชื่อถือของตัวแบรนด์และของบริษัท ซึ่งบริษัทมองว่าจะเป็นผลพลอยได้มากกว่า

ทพ.พรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน บริษัทเปิดให้บริการคลินิกทันตกรรม 3 แบรนด์ ประกอบด้วย แบรนด์ BIDC มีจำนวน 1 สาขา ได้แก่ สาขาถนนรัชดาภิเษก, แบรนด์ Dental Signature by BIDC มีจำนวน 2 สาขา ได้แก่ สาขาสยามพารากอนและสาขาป่าตอง จังหวัดภูเก็ต และแบรนด์ Smile Signature มีจำนวน 7 สาขา ได้แก่ สาขาสยามสแควร์, สาขาพหลโยธิน, สาขารัชดาภิเษก, สาขารามอินทรา, สาขาศรีนครินทร์, สาขาเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต และสาขาป่าตอง จังหวัดภูเก็ต

นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะเปิดสาขาใหม่อีก 2 สาขาคือ สาขาเซ็นทรัลพลาซา ปิ่นเกล้าและสาขาเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ ซึ่งจะเปิดให้บริการภายในปีนี้ อีกทั้งในปี 2559 บริษัทยังมีความพร้อมที่จะขยายสาขาอย่างต่อเนื่องทั้งในส่วนของแบรนด์เดิม การเพิ่มแบรนด์ทางด้านทันตกรรมในระดับไฮเอนด์ที่สุดของประเทศไทย และการรองรับการขยายสาขาไปในต่างประเทศอีกด้วย

ส่วนเป้าผลประกอบการในปีนี้ บริษัทตั้งเป้ารายได้ 400 ล้านบาท และในปี 2559 บริษัทยังไม่ได้กำหนดเป้าผลประกอบการที่ชัดเจน แต่บริษัทมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10-20% ต่อปี ดังนั้นคาดว่าในปีหน้าธุรกิจด้านทันตกรรมจะเติบโตอย่างแน่นอน รวมทั้งสภาพเศรษฐกิจและการเมืองที่จะนิ่ง การขยายธุรกิจในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และการระดมทุนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ของบริษัทด้วย

สำหรับการทำการตลาด ในช่วงระยะเวลาที่เริ่มต้นการดำเนินธุรกิจตั้งแต่เปิดให้บริการบริษัทจะเน้นการส่งเสริมทางการตลาดด้วยการโฆษณาผ่านเว็บไซต์เป็นหลัก ทั้งนี้ด้วยกระแสตอบรับจากลูกค้าที่ดีอย่างต่อเนื่องในเรื่องของคุณภาพ การบริการที่ดี และครบวงจร ในระยะเวลาต่อมาจึงเริ่มมีการติดต่อจากเอเจนซี่ที่จะเข้ามาเป็นส่วนร่วมในการทำการตลาดเพื่อสร้างกระแสการรับรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมายในแต่ละประเทศ

“การตลาดเราไม่ได้เน้นอะไรมากนัก แต่เรามุ่งเน้นที่จะดำเนินธุรกิจตามวิสัยทัศน์ในการที่จะพัฒนาการบริการต่างๆ ที่ครบวงจรมากขึ้น เพื่อตอกย้ำการเป็นที่ 1 ทางด้านศูนย์บริการทันตกรรมครบวงจรในประเทศไทยที่มีรายได้และรางวัลต่างๆ มากที่สุดและพร้อมที่จะก้าวสู่การเป็นที่ 1 ของอาเซียนต่อไป ด้วยความพร้อมและศักยภาพของบุคลากร เครื่องมือ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ

รวมทั้ง เรายังมีความพร้อมในเรื่องของภาษาที่สามารถสื่อสารกับลูกค้าต่างประเทศได้หลากหลายภาษา อีกทั้งมีความพร้อมทางด้านเงินทุนที่สามารถรองรับการขยายตัวของธุรกิจและการลงทุนต่างๆ เพิ่มเติม ซึ่งในช่วงปลายปี 2559 เราก็เตรียมที่จะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อแปรสภาพบริษัทเป็นบริษัทมหาชนจำกัด รองรับการลงทุนทั้งในประเทศและการร่วมทุนในต่างประเทศด้วย” ทพ.พรศักดิ์ กล่าว

ทพ.พรศักดิ์ กล่าวต่อถึงการก้าวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ว่า บริษัทได้มีเล็งเห็นถึงความต้องการในการใช้บริการด้านทันตกรรมของลูกค้าที่มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเพื่อให้สามารถรองรับความต้องการได้อย่างเต็มที่ บริษัทจึงเตรียมที่จะขยายสาขาเพิ่มโดยจะใช้งบประมาณจากการระดมทุนจากการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

โดยบริษัทได้ตอกย้ำความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนที่จะเข้ามาร่วมลงทุนด้วยจุดเด่นและจุดแข็งของบริษัทด้วยแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งการรับรองและรางวัลต่างๆ ที่บริษัทได้รับมากมาย อาทิ การรับรองมาตรฐานคุณภาพจาก Joint Commission International (JCI) ของสหรัฐอเมริกา, ตราสัญลักษณ์คุณภาพไทยแลนด์ (The Thailand Trustmark) จากกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ และรางวัลเกียรติยศ “Bai Po Business Awards by Sasin” จากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) ร่วมกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทพ.พรศักดิ์ กล่าวต่อถึงหลักการบริหารว่า ตนยึดหลักการบริหารงานแบบเป็นระบบ โดยมีการแบ่งออกเป็น 2 ระบบ คือ ระบบบริษัทจะมีการบริหารงานในรูปแบบบริษัทที่มีระบบและมีความชัดเจน และระบบคลินิก จะบริหารด้วยโดยมุ่งเน้นที่คุณภาพและการให้บริการที่ดี ปัจจุบันบริษัทมีบุคลากรรวมทั้งหมด 400-500 คน โดยมุ่งเน้นบุคลากรที่มีความเป็นมืออาชีพและมีประสบการณ์ทั้งในส่วนของทันตแพทย์และพยาบาลเข้ามาร่วมงานและมีการยึดการทำงานตามมาตรฐานสากล

ด้านการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR บริษัทมุ่งเน้นที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการฟันเทียมพระราชทาน ซึ่งบริษัทได้มีการจัดทำฟันเทียมและรากเทียมให้กับผู้สูงอายุในโอกาสสำคัญต่างๆ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล, โครงการมอบทุนการศึกษาให้กับนักศึกษาทันตแพทย์ระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหิดล, โครงการสนับสนุนงบประมาณในรักษาผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ คณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

Page Visitor

015306361
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
30050
49780
130285
11966020
1674119
1988039
15306361
Your IP: 3.239.40.250
2021-01-26 15:13