Biz Focus Industry Issue 080, September 2019

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive
 

เปิดแผนธุรกิจครึ่งปีหลัง “TPCH”

TPCH เผยทิศทางการดำเนินงาน เดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะชุมชน ขนาด 9.5 เมกะวัตต์ งบลงทุน 1,600 ลบ. คาด COD ปลายปีหน้า บวกเตรียมขยายลงทุนในต่างประเทศเต็มสูบ คาดปีนี้รายได้เพิ่มจากปีที่ผ่านมา พร้อมคว้ารางวัล ASEAN Energy Awards 2019, Thailand Energy Awards 2019 และ ESG 100 การันตีผลงานคุณภาพ ตอกย้ำผู้นำด้านธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวลอันดับต้นๆ ของประเทศและอาเซียน

คุณกนกทิพย์ จันทร์พลังศรี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)

คุณกนกทิพย์ จันทร์พลังศรี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TPCH กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทจะเน้นการลงทุนไปยังธุรกิจโรงไฟฟ้าขยะเป็นหลัก ซึ่งสอดรับกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ.2561-2580 หรือ PDP 2018 ที่สนับสนุนให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมากยิ่งขึ้น โดยได้ประกาศรับซื้อพลังงานขยะเพิ่มอีก  400 เมกะวัตต์ จากเดิม 500 เมกะวัตต์ รวมเป็น 900 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทมีเป้าหมายมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานขยะของบริษัท จำนวน 50 เมกะวัตต์ ในปี 2563

โดยโครงการแรก บริษัทได้รับสัมปทานในการบริหารจัดการขยะชุมชนแบบฝังกลบมาใช้ประโยชน์ เป็นเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตไฟฟ้าปริมาณ 3 ล้านตัน เป็นเวลา 23 ปี จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ในนามบริษัท สยาม พาวเวอร์ จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 50% โดยโครงการดังกล่าวมีขนาดกำลังการผลิต 9.5 เมกะวัตต์ และได้ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement หรือ PPA) กับการไฟฟ้านครหลวง จำนวน 8 เมกะวัตต์ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ปัจจุบัน โครงการอยู่ในระหว่างการดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะชุมชนที่อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี โดยแบ่งออกเป็นสองส่วนคือโรงงานผลิตเชื้อเพลิงขยะ (Refuse Derived Fuel : RDF) และโรงผลิตกระแสไฟฟ้าจากเชื้อเพลิง RDF

โครงการดังกล่าวใช้งบลงทุนประมาณ 1,600 ล้านบาท คาดว่าจะได้รับผลตอบแทน 15% และมีกำหนดแล้วเสร็จพร้อมเดินเครื่องจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ในปลายปี 2563 นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะพัฒนาโรงงานไฟฟ้าขยะชุมชนในโซนต่างจังหวัดเพิ่มอยู่หลายโครงการ ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการสำรวจพื้นที่เพื่อประกอบการพิจารณาลงทุน

“โครงการนี้ คาดว่าจะได้ผลตอบแทน 15% เพราะภาครัฐให้การส่งเสริม เราได้ค่ารับค่าไฟอยู่ที่ 5.78 บาท/หน่วย ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่สูงพอสมควร แต่งบลงทุนก็มากเช่นเดียวกัน เพราะต้องใช้เครื่องจักรเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เช่น เครื่องกำจัดของเสีย และกำจัดฝุ่น เป็นต้น โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้จะขายให้กับการไฟฟ้านครหลวง 8 เมกะวัตต์ ส่วนที่เหลือจะใช้ในโรงงาน RDF และโรงไฟฟ้า ส่วนโปรเจคโรงงานไฟฟ้าขยะอื่นๆ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสำรวจพื้นที่ ซึ่งจะอยู่ในโซนต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่ ทั้งพื้นที่ในภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ตอนบน โดยโรงไฟฟ้าขยะแต่ละแห่งจะมีขนาดไม่เกิน 10 เมกะวัตต์” คุณกนกทิพย์กล่าว

ด้านพลังงานประเภทอื่นที่บริษัทให้ความสนใจ คือ ก๊าซชีวภาพจากพืชพลังงาน ซึ่งบริษัทมีพืชพลังงานรากแก้วที่กำลังศึกษาและทดลองปลูกในหลายๆ พื้นที่ และขณะนี้ อยู่ระหว่างการหาพื้นที่ในภาคอีสานเพื่อทดลองปลูกเพิ่ม โดยโปรเจคนี้นับเป็นหนึ่งในโครงการลดต้นทุนของบริษัทอีกด้วย

ขณะเดียวกัน ในครึ่งปีหลังบริษัทให้ความสำคัญในการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งเน้นประเทศเพื่อนบ้าน โดยที่กำลังพัฒนาอยู่คือ โรงไฟฟ้าไบโอแก๊สจากพืชพลังงาน ในรูปแบบโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก กำลังการผลิต 3-6 เมกะวัตต์ ที่ประเทศพม่า

โดยมีแผนจะเริ่มดำเนินการทดลองปลูกพืชพลังงานในช่วงปลายปีนี้ ส่วนเหตุผลที่เลือกประเทศดังกล่าว เนื่องจากอยู่ใกล้กับไทย จึงทำให้มีความสะดวกในการเดินทาง การดูแล และการขนวัสดุอุปกรณ์ อีกทั้งมีพื้นที่เหมาะสมในการเพาะปลูกพืชพลังงานได้ดี และเป็นพื้นที่ที่ยังคงขาดแคลนไฟฟ้าอีกด้วย  นอกจากนี้ บริษัทยังมีความสนใจที่จะไปลงทุนในประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะดำเนินการในรูปแบบโรงไฟฟ้าชีวมวล คาดว่าโครงการนี้จะมีความชัดเจนในปี 2563

ส่วนโรงไฟฟ้าชีวมวลภายในประเทศ บริษัทจะเร่งดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลอีก 4 แห่งใน 3 จังหวัดชายแดนใต้เพื่อให้ COD ได้ทันตามแผนที่วางไว้ ประกอบด้วยโรงไฟฟ้า TPCH 1 และ TPCH 2 ที่ จังหวัดยะลา 20 เมกะวัตต์ คาดว่าจะ COD ในปลายปีนี้ ส่วนโรงไฟฟ้า TPCH 5 ที่จังหวัดนราธิวาส 6.3 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้า PTG ที่จังหวัดปัตตานี 23 เมกะวัตต์ คาดว่าจะ COD ช่วงไตรมาส 1/2563

คุณกนกทิพย์ กล่าวต่อถึงเป้าหมายรายได้ปี 2562 คาดว่าจะสูงกว่าปี 2561 ที่มีรายได้ 1,500 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรตลอดทั้งปีสูงกว่าปีที่แล้วเช่นเดียวกัน เนื่องจากในปีนี้บริษัท COD เต็มทั้ง 6 โรงไฟฟ้า กำลังการผลิตรวม 60 เมกะวัตต์ ได้แก่ โรงไฟฟ้าชีวมวลช้างแรก ไบโอเพาเวอร์ (CRB), โรงไฟฟ้าชีวมวลแม่วงศ์ เอ็นเนอยี่ (MWE), โรงไฟฟ้าชีวมวลมหาชัย กรีน เพาเวอร์ (MGP), โรงไฟฟ้าชีวมวลทุ่งสัง กรีน (TSG ), โรงไฟฟ้าชีวมวล พัทลุง กรีน เพาเวอร์ (PGP) และโรงไฟฟ้าชีวมวลสตูล กรีน เพาเวอร์ (SGP) 

ประกอบกับในปี 2562 โรงไฟฟ้าทั้ง 6 โรง ทำยอดขายได้ดีตามที่ตั้งเป้าไว้ คาดว่าจะสามารถปันผลรวมกันได้ประมาณ 400 ล้านบาท คิดเป็นรายได้ปันผลในส่วนของ TPCH อยู่ที่ ประมาณ 300 ล้านบาท หากตลอดทั้งปี บริษัททำยอดได้ตามเป้าหมายจะถือว่าเป็นการทำนิวไฮสูงสุดตั้งแต่เริ่มสร้างโรงผลิตไฟฟ้ามา

“เราคาดการณ์ว่า รายได้ปีนี้จะไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา เพราะเรา COD เต็มๆ ทั้งหมด 6 โรงไฟฟ้า 60 เมกะวัตต์ ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกและไตรมาสสองก็เป็นไปตามที่ได้วางแผนไว้ หากทุกอย่างเป็นไปตามเป้าตลอดปี 2562 จะเป็นการทุบสถิติตั้งแต่เริ่มต้นทำธุรกิจมา” คุณกนกทิพย์กล่าว

ด้านรางวัลเกียรติยศ ในปีนี้ โรงไฟฟ้าชีวมวลมหาชัย และทุ่งสัง กรีนได้รับรางวัลชนะเลิศ Thailand Energy Award 2019 จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าทั้ง 2 แห่งยังได้รับโอกาสเป็นตัวแทนของประเทศไทยไปแข่งขันในเวทีอาเซียน โดยโรงไฟฟ้ามหาชัย กรีน เพาเวอร์ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ ASEAN Energy Awards และ โรงไฟฟ้าทุ่งสังกรีน สามารถคว้ารางวัล รองชนะเลิศอันดับสองอีกด้วย อีกทั้ง บริษัทยังได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ที่ระดับ BBB ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มบริษัทที่น่าลงทุน

ขณะเดียวกัน บริษัทยังติดอันดับหุ้นยั่งยืน (Environmental Social and Governance: ESG) ESG 100 ในปี 2562 ซึ่งถือเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน โดยรางวัลดังกล่าวจัดขึ้นโดยสถาบันไทยพัฒน์ เพื่อประกาศรายชื่อบริษัทจดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีคุณภาพและได้รับผลตอบแทนที่มิได้ด้อยไปกว่าการลงทุนในแบบทั่วไป

โดยอันดับหุ้นยั่งยืนเป็นมาตรฐานที่การันตีความยั่งยืนของบริษัท ซึ่งทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น ในปัจจุบันหุ้นของบริษัทถือว่าเป็นที่น่าจับตามองในตลาด เนื่องจากนักลงทุนและผู้ถือหุ้นมองเห็นว่าบริษัททำงานอย่างจริงจังและปันผลตามนโยบายที่วางไว้ รวมถึง มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา และสามารถตรวจสอบได้ จึงส่งผลให้หุ้นของบริษัทมีความแข็งแกร่ง

“รางวัลและอันดับต่างๆ ที่ได้รับถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้เรามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และยังส่งผลดีต่อองค์กรเป็นอย่างมาก ซึ่งทำให้เราพูดได้เต็มปากว่า TPCH เป็นกลุ่มโรงไฟฟ้าชีวมวลที่มีประสิทธิภาพสูงเป็นระดับต้นๆของประเทศและระดับอาเซียน นอกจากนี้ รางวัลและอันดับดังกล่าวยังถือเป็นการตอกย้ำถึงความสามารถในการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และมีการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและสังคม เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง” คุณกนกทิพย์กล่าว

คุณกนกทิพย์กล่าวในตอนท้ายถึงหลักการบริหารที่ทำให้องค์กรขับเคลื่อนและเติบโตไปได้อย่างต่อเนื่องว่า ผู้บริหารจะมีการประชุมและพูดคุยกันอยู่เสมอในการกำหนดทิศทางของบริษัท รวมทั้ง การอัพเดทข้อมูลข่าวสาร อีกทั้ง ยังมีการกำหนดนโยบายในการดำเนินธุรกิจอย่างชัดเจน มุ่งตรงไปที่เป้าหมาย และส่งต่อให้พนักงานทุกคนได้รับรู้ เพื่อให้การดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน ขณะที่ ขั้นตอนในการบริหารไม่มีวิธีการซับซ้อน แต่เน้นที่ความรวดเร็วและข้อมูลข่าวสารต้องมีความแม่นยำ ทั้งนี้ ด้วยแนวทางดังกล่าวจึงทำให้บริษัทเติบโตอย่างมั่นคงตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจจวบจนปัจจุบัน

  • Add to Phrasebook
     
    • No word lists for Thai -> English...
       
    • Create a new word list...
  • Copy