Biz Focus Industry Issue 077, June 2019

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive
 

“ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี” ประกาศรุกตลาดเต็มสูบ

“ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี” เดินหน้าบุกตลาดถุงมือยางเต็มพิกัด ตั้งเป้าปีนี้ขยายกำลังการผลิตแตะ 2.3 หมื่นล้านชิ้น และพุ่งสู่ 3 หมื่นล้านชิ้นในปี 63 พร้อมทุ่มงบ 3,300 ลบ. เร่งขยายไลน์การผลิตอย่างต่อเนื่อง ชูจุดเด่นและจุดแข็ง ด้วยความพร้อมในการดำเนินธุรกิจยางธรรมชาติแบบครบวงจรตอบสนองความต้องการลูกค้าได้อย่างครอบคลุม

คุณวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการบริหาร บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน)

คุณวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการบริหาร บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ผู้นำในการผลิตและจัดจำหน่ายยางธรรมชาติครบวงจร เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจในครึ่งปีหลังว่า บริษัทจะให้ความสำคัญในด้านการผลิตและจำหน่ายถุงมือยางเพิ่มมากขึ้น โดยตั้งเป้าที่จะขยายกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 23,000 ล้านชิ้น จากปัจจุบันที่มีกำลังการผลิตประมาณ  21,000 ล้านชิ้นต่อปี นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะเพิ่มเป็น 30,000 ล้านชิ้นต่อปีภายในปี 2563 อีกด้วย

ปัจจุบัน บริษัทมีโรงงานผลิตถุงมือยางที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย จำนวน 5 โรงงาน ใน 3 จังหวัด ซึ่งมีสัดส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศราว 10% ส่วนอีก 90% จะเป็นการส่งออก ดังนั้น ในการตั้งเป้าการเพิ่มกำลังการผลิตถุงมือยางดังกล่าว บริษัทจะต้องมีการก่อสร้างอาคารโรงงานและเครื่องจักรเพิ่มในพื้นที่โรงงานเดิม ซึ่งคาดว่าจะใช้งบในการลงทุนประมาณ 3,300 ล้านบาท

“การเพิ่มกำลังการผลิตของเราเป็นการวางแผนระยะยาวจนถึงปี 2563 และเมื่อสิ้นสุดปีดังกล่าว เราจะต้องมีการศึกษาทิศทางของตลาดว่าสินค้าชนิดใดที่จะมีความต้องการสูง อาทิ ถุงมือยางชนิดบาง ถุงมือยางชนิดหนา ถุงมือยางสังเคราะห์ และถุงมือยางธรรมชาติ เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดในอนาคต

สำหรับการก่อสร้างอาคารโรงงานและติดตั้งเครื่องจักรในปัจจุบัน โดยโรงงานที่หาดใหญ่ได้มีการขยายไลน์การผลิต รวมทั้งโรงงานตรัง ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง โดยการก่อสร้างโรงงานทั้ง 2 แห่ง คาดการณ์ว่าจะแล้วเสร็จและสามารถผลิตสินค้าได้ในปี 2563” คุณวีรสิทธิ์กล่าว

คุณวีรสิทธิ์ กล่าวต่อว่า บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำยางธรรมชาติในปีนี้ไว้ประมาณ 1.3-1.4 ล้านตัน ทั้งในส่วนของยางแท่ง ยางแผ่น และน้ำยางข้น อย่างไรก็ตามในส่วนของรายได้ที่จะรับรู้จะต้องขึ้นอยู่กับราคายางในตลาดจึงทำให้ไม่สามารถคาดการณ์ได้แน่นอน ส่วนการเติบโตของการจำหน่ายถุงมือยาง บริษัทตั้งเป้าไว้ที่ 21,000 ล้านชิ้น โดยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 20% จากปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ บริษัทมีความมั่นใจในการประมาณการจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำยางธรรมชาติ เนื่องจากจะมีอัตราการเติบโตที่ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ส่วนเป้าหมายการจำหน่ายถุงมือยางถือว่าความท้าทายพอสมควร เพราะเป็นตัวเลขที่มีอัตราการเติบโตที่เพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นจะต้องมีการเตรียมพร้อมในเรื่องของทีมบุคลากรในส่วนของฝ่ายการตลาด ซึ่งจะต้องเจาะตลาดให้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้ง ในส่วนของฝ่ายผลิตที่จะต้องเพิ่มกำลังการผลิตให้เพียงพอต่อยอดออเดอร์ที่จะเพิ่มตามไปด้วย เพื่อสร้างความประทับให้กับลูกค้าและไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดส่งผลิตภัณฑ์

ส่วนแผนการปรับสัดส่วนการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัททั้งหมด ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาบริษัทมีการลงทุนและขยายโรงงานในส่วนของการผลิตน้ำยางธรรมชาติเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันรายได้จากการผลิตถุงมือยางเพียง 16% ของรายได้รวม แต่สามารถทำกำไรให้กับบริษัทได้สูงถึง 45% ของกำไรสุทธิดังนั้น บริษัทจึงต้องมีการปรับกลยุทธ์ใหม่โดยการเพิ่มสัดส่วนการผลิตถุงมือยางเพิ่มมากขึ้น เนื่องจาก ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบยางธรรมชาติและสร้างอัตรากำไร (Profit Margin) ให้กับบริษัทมากกว่า ขณะเดียวกัน สัดส่วนการผลิตยางธรรมชาติกว่า 84% ที่ทำกำไรเพียง 55% บริษัทจะหยุดการขยายโรงงานเพิ่มจากปัจจุบันที่มีอยู่แล้ว 36 แห่ง แต่จะหันมาเน้นการพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติเป็นสำคัญ

คุณวีรสิทธิ์ กล่าวต่อถึงแผนการตลาดในปีนี้ว่า ตลาดหลักในการจำหน่ายสินค้ายังคงเน้นตลาดต่างประเทศอาทิ อเมริกา, ยุโรป, ญี่ปุ่น และประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากประชาชนให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพที่ถูกสุขลักษณะ (Hygienic Health Care) เป็นอย่างมาก จึงทำให้ปริมาณการใช้ถุงมือจะมีปริมาณมากและการเข้าถึงตลาดสูงกว่าประเทศที่กำลังพัฒนา

อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา อาทิ จีน อินเดีย อเมริกาใต้ แอฟริกา ไทย และประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งเริ่มจะให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพที่ถูกสุขลักษณะ (Hygienic Health Care) เช่นกัน และมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจ

สำหรับจุดเด่นและจุดแข็งของบริษัท ด้วยความพร้อมในเรื่องของการให้บริการลูกค้ากว่า 200 รายที่มีรูปแบบและความต้องการของผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน ประกอบกับความสามารถในการให้บริการลูกค้าได้อย่างครอบคลุมจากการดำเนินธุรกิจยางธรรมชาติแบบครบวงจรของบริษัทตั้งแต่การทำสวนยางพาราการผลิต ผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติไปจนถึงการผลิตสินค้าสำเร็จรูปถุงมือยางนั้น ทำให้บริษัทสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของทั้งห่วงโซ่อุปทานได้อย่างถูกต้อง

โดยเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและตอบสนองต่อทุกการเปลี่ยนแปลงของสภาพตลาดได้อย่างทันท่วงที รวมทั้ง บริษัทสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์กลางน้ำซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักของบริษัท โดยสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัทศรีตรัง ในฐานะผู้ประกอบการยางธรรมชาติครบวงจรและตอกย้ำสถานะความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยางธรรมชาติในระดับโลกอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน ด้วยราคาของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและเป็นที่พึงพอใจกับลูกค้า ตลอดจนการให้บริการหลังการขาย (After Sale Service) ที่มีทีมงานดูแลและให้บริการลูกค้าอย่างใกล้ชิด ด้วยประสบการณ์และความเข้าใจจึงทำให้สามารถมอบการบริการที่ดีให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี รวมไปถึง การส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ตรงเวลา ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคอยู่บ้างแต่บริษัทก็สามารถบริหารจัดการได้โดยไม่มีปัญหาและผลกระทบมากนัก

“ผลิตภัณฑ์ของเราเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพ ด้วยราคาที่เหมาะสม และมีความหลากหลายเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกันออกไป ทั้งถุงมือที่มีความหนา บาง สี และคุณสมบัติพิเศษในเรื่องของส่วนผสม อาทิ ถุงมือที่สามารถแปะเทปกาวแล้วสามารถดึงออกได้และไม่สามารถดึงออกได้ เป็นต้น

ประกอบกับจุดแข็งของเราที่ดำเนินธุรกิจครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยในรูปแบบการดำเนินธุรกิจของเรายังไม่มีบริษัทใดที่ดำเนินการในลักษณะนี้จึงทำให้เราสามารถบริหารจัดการได้ในทุกกระบวนการผลิต ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติและถุงมือยางสังเคราะห์สามารถผลิตออกมาได้ตรงตามความต้องการ” คุณวีรสิทธิ์กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทยังมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและความสามารถด้านการวิจัยพัฒนาที่แข็งแกร่ง เป็นส่วนสำคัญในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตผลทางด้านการผลิตให้กับกลุ่มบริษัทอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้สามารถผลิตสินค้าได้ตรงกับความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละรายได้อย่างลงตัว อีกทั้ง ยังให้ความสำคัญในด้านการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มเกษตรกรในชุมชนให้เกิดการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

คุณวีรสิทธิ์ กล่าวต่อถึงรางวัลและมาตรฐานต่างๆ ที่บริษัทได้รับว่า บริษัทได้ผ่านการรับรองมาตรฐานสากล หรือ ISO มากมาย ซึ่งล้วนเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในนานาประเทศ และในปัจจุบันอยู่ระหว่างการเข้ารับการพิจารณาเพื่อผ่านการรับรองมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน หรือ FSC (Forest Standard Certification) โดยคาดการณ์ว่าจะได้รับการรับรองประมาณไตรมาส 2-3/2562 อย่างแน่นอน

ส่วนรางวัลเกียรติยศต่างๆ ที่บริษัทได้รับ อาทิ รางวัล Prime Minister's Best Export Award และ รางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของรัฐบาลที่มอบให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจดีเด่น เพื่อแสดงถึงภาพลักษณ์ของคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าไทยในตลาดโลก, รางวัล SET Sustainability Award 2018 ประเภท Rising Star และรางวัล Thailand Sustainability Investment (THIS) หรือรายชื่อ “หุ้นยั่งยืน” ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และรับประกาศนียบัตรรับรองการเป็นสมาชิกแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านทุจริต เป็นต้น

“การพัฒนามาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน หรือ FSC (Forest Standard Certification) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่หลายบริษัทในยุโรปให้ความสำคัญ และเมื่อเราผ่านการรับรอง ผลิตภัณฑ์ของเราจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มของสินค้าพรีเมียม เนื่องจากเราได้รับการการันตีแล้วว่า เราไม่มีการบุกรุกและทำลายป่า ซึ่งหากเราได้รับการรับรอง เราจะเป็นองค์กรแรกๆ ในประเทศที่ได้รับมาตรฐานดังกล่าว อีกทั้ง ในส่วนรางวัลต่างๆ ยังการันตีคุณภาพได้เป็นอย่างดี ตลอดจนการดูแลพนักงานให้ได้รับสวัสดิการที่ดีอีกด้วย” คุณวีรสิทธิ์กล่าว

ด้านหลักในการบริหารและจัดการองค์กร คุณวีรสิทธิ์กล่าวว่า ตนจะใช้กลยุทธ์ Cost Savings และการอนุรักษ์พลังงาน ลดให้มีของเสียน้อยที่สุด คือ การใช้อุปกรณ์และวัสดุต่างๆ จะต้องมีความคุ้มค่ามากที่สุด รวมทั้งการติดตามและมีการประชุมอย่างต่อเนื่อง เพื่อการพัฒนาในส่วนต่างๆ ให้เป็นไปตามแผนงาน นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและชุมชน เราจัดโครงการร่วมกับชุมชนปีละมากกว่า 500 กิจกรรม เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ Sustainability มาโดยตลอด

ในขณะเดียวกัน บริษัทมีการพัฒนาบุคลากรด้วยการส่งวิศวกรไปอบรมด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ในต่างประเทศ เพื่อนำเทคโนโลยีต่างๆ ที่มีความทันสมัยและเหมาะสมในการพัฒนากระบวนการผลิต ซึ่งจะนำมาปรับใช้และปรับปรุงเครื่องจักรให้เพิ่มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เครื่องจักรที่บริษัทนำมาติดตั้งจะเน้นเทคโนโลยีที่ดีที่มีราคาไม่สูงมากนักและสามารถนำมาพัฒนาต่อยอดบุคลากรของบริษัทได้

คุณวีรสิทธิ์ กล่าวปิดท้ายถึงสิ่งที่อยากจะฝากถึงพันธมิตรทางการค้าว่า บริษัทมีความพร้อมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการให้บริการควบคู่ไปกับความต้องการของลูกค้าที่มีความหลากหลายแตกต่างกัน โดยนอกจากผลิตภัณฑ์ที่ดีแล้ว บริษัทยังมีทีมงานที่มีคุณภาพพร้อมให้การดูแลลูกค้าอย่างเต็มที่ ซึ่งตรงกับความมุ่งมั่นของบริษัทที่ยึดถือมานานในการให้ความสำคัญเรื่องราคาและคุณภาพที่จะเติมเต็มและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด