อริสา กุลปิยะวาจา บอสสาวคนขยันแห่งบริษัท ซิมเพิ้ล ฟู้ดส์ จำกัด เจ้าของแบรนด์นม 137 ดีกรี จัดกิจกรรมเอาใจคนรักสุขภาพดีอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดตัวหนังสือ สูตรอร่อย ปราศจากนมวัว “37 Ways To Go Dairy Free : 37 สูตรอาหารทางเลือกปราศจากนมวัว”  และมอบโปรโมชั่นพิเศษ รับนมแบรนด์ 137 ดีกรี ให้ทานอิ่มอร่อย  ฟรี 1 กล่อง เมื่อซื้อหนังสือในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 47  ณ บูธ Q26 ร้านนายอินทร์ โซน C ชั้น 2 ในวันที่ 5-6 เมษายน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  

กินดี เตรียมสมองให้พร้อมทุกเช้า

ทุกคนคงเคยเกิดอาการเหล่านี้! ตื่นนอนแล้วรู้สึกไม่สดชื่น สมองไม่โปร่ง มึนๆตื้อๆ คิดอะไรไม่ออก ทำให้ออกสตาร์ทเริ่มต้นวันได้ไม่ดี ทำอะไรก็ไม่ได้เต็มที่ บางครั้งก็มีอาการลืมง่าย จำเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ค่อยได้ เช่น บางครั้งลืมโทรศัพท์ไว้ที่บ้าน ลืมกระเป๋าเงิน เอ...จำไม่ได้ว่าเมื่อวานใช้เงินซื้ออะไรไปบ้าง หรือว่าล็อกประตูก่อนออกจากบ้านรึยัง อาการเหล่านี้เป็นเครื่องบ่งบอกว่าสมองของเรากำลังต้องการดูแล แล้วอะไรหละที่จะมาช่วยเตรียมสมองของเราโฟลว์ ไหลลื่น จำได้เป๊ะพร้อมกับทุกกิจกรรมที่ต้องไปเจอ คำตอบที่จะมาช่วยเพิ่มเติมเต็มความสามารถของสมองให้เต็มศักยภาพคือ “อาหารฟังก์ชั่น”  แต่จะช่วยสมองเราได้อย่างไร และมีอะไรบ้าง วันนี้เรามีข้อมูลใหม่ๆ ที่น่าสนใจมาอัฟเดตกัน

ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ บรรยายพิเศษ การดูแลสมองและร่างกายด้วยอาหาร โภชนาการ และโภชนบำบัด

หลายๆ คนยังมีความเข้าใจผิดว่าสมองของคนเราจะพัฒนาเฉพาะในช่วงวัยเด็กเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วสมองของคนเราสามารถพัฒนาและเรียนรู้ได้ตลอดเวลาอย่างไร้ขีดจำกัด เพราะเส้นใยของสมองนั้นสร้างใหม่ได้ในทุกๆ วัน ข้อมูลจาก ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ประธานฝ่ายวิชาการ ชมรมโภชนวิทยามหิดล ที่กล่าวไว้อย่างน่าสนใจในการบรรยายภายใต้หัวข้อ การดูแลสมอง และ ร่างกายด้วยอาหาร โภชนาการ และ โภชนบำบัด ในงานประชุมวิชาการสัญจรของสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย ที่ จ. ตรัง ว่าโดยศักยภาพของสมองประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ด้านความจำ ด้านสมาธิในการจดจ่อ ด้านภาษา ด้านการวิเคราะห์สิ่งที่เห็น และด้านการตัดสินใจ ดังนั้นการส่งเสริมศักยภาพสมองจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนยุคดิจิตอลนี้ และอาหารฟังก์ชั่น คือ เทรนด์ และคำตอบที่คนทั่วโลกให้ความสนใจ

แล้วอาหารฟังก์ชั่นคืออะไร? ทำไมถึงช่วยเพิ่มศักยภาพสมองของเราได้ ตรงนี้มีคำตอบจากสมาคมนักกำหนดอาหารของสหรัฐอเมริกา(ADA) ที่นิยามไว้ว่า อาหารฟังก์ชั่นคือ อาหารที่คงไว้ซึ่งส่วนประกอบตามเดิมตามธรรมชาติ หรือ อาหารที่มีการเติมแต่งสารอาหารให้มากขึ้น เพื่อส่งเสริมสุขภาพ สำหรับผู้ที่ต้องการบำรุงสมองเพิ่มขึ้นให้พร้อมรับมือได้กับทุกกิจกรรม อาหารฟังก์ชั่นที่ส่งเสริมสุขภาพสมอง จึงเป็นทางเลือกที่ง่ายและสดวกตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ โดยข้อมูลจากทั้งงานวิจัยและการค้นคว้าใหม่ๆ พบว่า อาหารฟังก์ชั่นกลุ่มน้ำมันปลา ซุปไก่สกัด โสมเกาหลี และข้าวกล้องงอก ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

นักโภชนาการ นักกำหนดอาหาร โภชนากร ภาคใต้ ร่วมงานประชุมวิชาการ

อาหารฟังก์ชั่นบำรุงสมอง แต่ละชนิดมีดีอย่างไร เริ่มจาก

     น้ำมันปลา  ที่มี DHA ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่จำเป็นต่อร่างกาย อยู่ในกลุ่มของโอเมก้า 3 ช่วย เสริมการทำงานของเซลล์สมอง การรับประทานน้ำมันปลาอย่างต่อเนื่องจึงมีส่วนช่วยป้องกันสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ได้ เพราะ DHA จะช่วยเพิ่มสารที่เป็นตัวช่วยลดการเกิดการสร้างพลักซ์ (plaques) ซึ่งเป็นตัวการที่ทำลายใยประสาทส่วนความจำ นอกจากนี้ยังมี EPA สูง มีประโยชน์ต่อระบบหัวใจและสมอง โดยมีส่วนช่วยยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดและลดไขมันในเลือด จึงช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ โดยเฉพาะหัวใจและสมองอีกด้วย

     ซุปไก่สกัด  อาหารฟังก์ชั่นที่ได้รับความนิยมมายาวนาน โดยเฉพาะในแถมเอเชีย มีผลการวิจัยจาก ศ.นพ.โคกะ โยชิฮิโกะ จากภาควิชาประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคียวริน ประเทศญี่ปุ่นเกี่ยวกับสารอาหารที่สำคัญต่อสุขภาพสมองโดยระบุว่าสารสำคัญในซุปไก่สกัดคือไบโอเปปไทด์อะมิโน คอมเพล็กซ์ ที่พร้อมให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้เร็ว

ผลจากการวิจัยพบว่าซุปไก่สกัดช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสมอง โดยช่วยให้เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองส่วนหน้าซึ่งเป็นสมองส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความจำการคิดตัดสินใจได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าในซุปไก่สกัดยังมีคาร์โนซีน เป็นหนึ่งในสารอาหารช่วยชะลอวัย และบำรุงสมองโดยช่วยเพิ่มคลื่นสมองแบบอัลฟ่า ลดความเครียดและความเหนื่อยล้าของสมอง เพิ่มสมาธิ รวมทั้งความสามารถในการเรียนรู้และการจดจำให้ดีขึ้น

     โสม  มีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญคือ สารจินเซ็นโนไซต์ช่วยเสริมการทำงานของสารสื่อประสาท ให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างเซลล์ประสาทของระบบประสาทให้ทำงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ ปรับกระบวนการคิดและวิเคราะห์ข้อมูลให้มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้นช่วยทำให้ระบบประสาทส่วนกลางตื่นตัวทำงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะโสมอเมริกา ซึ่งศาสตร์แผนตะวันออกจัดเป็นยาเย็น หรือยาที่ช่วยเสริมธาตุ “หยิน” ส่งผลให้ร่างกายอยู่ในภาวะสงบและมีสมาธิ ช่วยให้สมองมีการจดจำได้ดีขึ้น

     ข้าวกล้องงอก  มีสารอาหารที่สำคัญคือ กาบา (GABA) ช่วยเพิ่มคลื่นสมองแบบอัลฟ่า ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความตึงเครียดและความวิตกกังวล และเพิ่มภูมิคุ้มกันอีกด้วย

เป็นเรื่องจริงที่ศักยภาพของสมอง และความสามารถบางอย่างสามารถถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรม แต่เราทุกคนสามารถเตรียมตัวเองให้พร้อม เสริมความสามารถของสมองให้เพิ่มขึ้นได้ ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ ควบคู่กับกับอาหารฟังก์ชั่นที่ให้ประโยชน์เสริมในการดูแลสมองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ยังควร นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เชื่อว่าจะทำให้สมองของเราโฟลว์ ไหลลื่น จำได้เป๊ะพร้อมรับกับทุกกิจกรรมแน่นอน

 

มะเร็ง ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งจัดการง่าย ตรวจหาความเสี่ยงการเกิดมะเร็งด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ระดับยีน

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกวันนี้ หนึ่งในโรคร้ายแรงที่ทำให้เราหวาดกลัวกันมากที่สุด คือ โรคมะเร็ง เพราะนอกจากจะเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยสูงเป็นอันดับหนึ่งแล้ว ยังเป็นโรคที่มีปัจจัยเสี่ยงมากมาย จนหาทางป้องกันได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย พฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมไปถึงลักษณะทางพันธุกรรม

ดร. เอมอร โคพีร่า Chief Medical Officer โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง

ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพระดับยีน ดร. เอมอร โคพีร่า Chief Medical Officer โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง กล่าวใน งานประชุมสัมมนาวิชาการ การบริหารจัดการโรงพยาบาล (Hospital Management Forum: HM Forum) ครั้งที่ 5 เรื่อง “Precision Public Health & Precision Medicine” ว่า ในปัจจุบันมีนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สามารถตรวจหาแนวโน้มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งได้ในระดับพันธุกรรม ซึ่งความจริงได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ขึ้นมาหลายปีแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาประเทศที่พัฒนาแล้วในยุโรปและอเมริกา มีผู้ที่รอดชีวิตจากโรคมะเร็งจำนวนมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากวิทยาการด้านการรักษาโรคมะเร็งที่ทันสมัย ความก้าวหน้าของเครื่องมือคัดกรองโรคมะเร็งต่าง ๆ  รวมทั้งการตรวจในระดับยีน ทำให้สามารถตรวจพบการก่อตัวที่ผิดปกติของเซลล์เร็วขึ้นก่อนเซลล์จะผิดรูปกลายเป็นเซลล์มะเร็ง และมีโอกาสในการรักษาเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ในกลุ่มประเทศแถบเอเชีย จากความคิดที่เคยกลัวและเชื่อว่ามะเร็งเป็นโรคที่รักษาไม่หาย เป็นแล้วต้องเสียชีวิต ไม่ต้องการรับรู้ว่าเป็นมะเร็ง เปลี่ยนมาเป็นต้องการรู้แนวโน้มหรือความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งของตน โดยเชื่อมั่นในวิทยาการทางการแพทย์ว่าจะสามารถทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งสามารถหายขาด และกลับมามีสุขภาพแข็งแรงใช้ชีวิตได้อย่างปกติ จากผลการรักษาที่ผ่านมา ที่ว่ายิ่งพบเจอเร็ว ก็จะยิ่งจัดการได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการหาวิธีป้องกันหรือการรักษาก็ตาม

“สอดคล้องกับกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจอย่างนักแสดงฮอลลีวูดชื่อดัง "แองเจลิน่า โจลี่ ที่ตรวจพบว่ากรรมพันธุ์จากทางครอบครัวของเธอทำให้ตัวเธอมีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งเต้านมถึงเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแม่ของเธอก็เสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมเช่นกัน ทำให้เธอตัดสินใจผ่าเต้านมทั้งสองข้างออกเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นอกจากนี้ แองเจลิน่า โจลี่ ยังได้สนับสนุนให้ผู้หญิงทุกคนเข้ารับการตรวจเพื่อหาทางป้องกันให้เร็วที่สุดอีกด้วย”

ดร. เอมอร ยังเสริมอีกด้วยว่า การแพทย์แผนปัจจุบันนั้นจะเน้นที่การรักษาตามอาการโรค แต่การพยายามทำความเข้าใจตัวโรคก่อนที่จะเกิดยังไม่เป็นที่แพร่หลายเท่าที่ควร และถึงแม้วิทยาการความรู้ด้านการดูแลสุขภาพระดับยีนจะมีการพัฒนามานานแล้ว แต่ในประเทศไทยยังไม่เป็นที่รู้จัก อีกทั้งยังขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งคาดการณ์ว่า ในระยะเวลาอีก 5 ปีต่อจากนี้ การแพทย์เฉพาะทางนี้จะเข้ามา Disrupt วงการสุขภาพครั้งใหญ่เลยทีเดียว เพราะการตรวจสอบยีนและกรรมพันธุ์สามารถบอกได้อย่างละเอียดถึงความเหมาะสมกับสภาพร่างกายของคนไข้แต่ละคน ตั้งแต่ อาหารการกิน การออกกำลังกาย ไปจนถึงปริมาณยา และความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ เรียกว่า สามารถดูแลสุขภาพได้อย่างครอบคลุมครบทุกมิติ

“ปัจจุบันนี้ ในประเทศไทยมีสถานพยาบาลเอกชนเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่มีบริการการดูแลรักษาสุขภาพที่ลึกในระดับพันธุกรรม ซึ่งในฐานะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านพันธุกรรม ดร. เอมอร โคพีร่าจึงมีอีกหน้าที่คือเป็นผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูสุขภาพ (Regenerative and Genomics Center) ที่โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง ศูนย์การแพทย์ระดับ 6 ดาวที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยทางศูนย์เน้นการบริการทางการแพทย์ใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การชะลอวัย (Anti-aging) การป้องกันและรักษาโรคมะเร็ง และการดูแลสุขภาพระดับยีนส์ตลอดชีพ ตั้งแต่ก่อนเกิดจนถึงก่อนตาย (Before Birth to Before Death) ซึ่งถือเป็นการตอบโจทย์ความท้าทายเรื่องสังคมผู้สูงอายุ หรือ Aging Population ที่ประเทศไทย รวมถึงอีกหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่เป็นอย่างดี ผู้สนใจสามารถดูข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thonburibamrungmuang.com

จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ แนะเคล็ดลับ สร้างสมดุล “ร่างกาย จิตใจ จิตปัญญา” ตอบโจทย์สูงวัยให้มีสุข ตามแนวคิด Glow As Jin

พร้อมเผยเมนูชะลอวัยเพื่อสุขภาพ “กินอย่างจิณณ์” เน้นการเลือกรับประทานอาหารเสริมพลังชีวิต เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

โครงการจิณณ์  เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ “เมืองแนวคิดใหม่เพื่อวัยเกษียณ” แห่งแรกของเมืองไทย บนพื้นที่ 140 ไร่ ริมถนนพหลโยธินขาออก เผยเคล็ดลับการรับประทานอาหารเพื่อเสริมพลังชีวิตตามแนวคิด Glow As Jin ด้วยเมนูอาหารชะลอวัย พร้อมแนะวิธีดูแลสุขภาพง่ายๆ ของคนทุกวัยผ่านหลากหลายกิจกรรมของโครงการภายใต้คอนเซ็ปต์ สร้างสมดุลย์ “ร่างกาย จิตใจ จิตปัญญา” (Body, Soul, Spirit) ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักแห่งการสร้างคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน  หวังเตรียมความพร้อมพาสังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แบบอย่างมีความสุข ด้วยความมุ่งมั่นในการเป็น “เมืองสุขภาพ” ที่ต้องการขับเคลื่อนสังคมผู้สูงวัยให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต มากกว่าการเป็นเพียงโครงการอสังหาริมทรัพย์หรือศูนย์ดูแลสุขภาพ ชูจุดเด่นดูแลสุขภาพแบบบูรณาการ (Integrative Healthcare) ซึ่งเป็นการพัฒนานวัตกรรมรูปแบบการบริการด้านสุขภาพแนวใหม่ที่ไม่เน้นเฉพาะการรักษาพยาบาลเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมถึงการใช้ชีวิตในทุกมิติเฉพาะบุคคล มาผนวกกับที่พักอาศัยที่เรียกว่า Active Aging Living ซึ่งออกแบบมาสำหรับผู้สูงวัยและทุกคนในครอบครัว (Universal Design) พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกด้านไลฟ์สไตล์และบริการด้านสุขภาพที่สมบูรณ์แบบแห่งแรกของเมืองไทย และเป็นโครงการ Wellness Mixed-Use ระดับเอเชีย

แพทย์หญิง กอบกาญจน์ ชุณหสวัสดิกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการทางการแพทย์

แพทย์หญิง กอบกาญจน์ ชุณหสวัสดิกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการทางการแพทย์ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของโครงการ คือ ‘การมีสุขภาพและชีวิตที่ดี’ (Wellbeing) จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ จึงไม่ได้มีเพียงส่วนที่พักอาศัย Active Living เท่านั้น แต่ยังมี ‘สถาบันจิณณ์ เวลเนส’ ซึ่งเป็นสถาบันดูแลสุขภาพและไลฟ์สไตล์ของคนวัยเกษียณ และ ‘โรงพยาบาลธนบุรีบูรณา’ โรงพยาบาลฟื้นฟูสุขภาพแบบบูรณาการ ซึ่งตั้งอยู่ภายในโครงการฯ ภายใต้แนวคิด Total Wellness Solutions ที่มุ่งนำเสนอระบบการดูแลสุขภาพแบบบูรณาการ (Integrative Healthcare) ถือเป็นการพัฒนานวัตกรรมรูปแบบการบริการด้านสุขภาพแนวใหม่ที่ไม่เพียงเน้นเฉพาะการรักษาพยาบาลเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมถึงการใช้ชีวิตในทุกมิติผ่านบริการดูแลสุขภาพและไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่นด้วยการสร้างความผูกพันระหว่างผู้รับบริการกับบุคลากรผู้ให้บริการโดยตรง (Human Touch) โดยออกแบบมาเพื่อให้เข้าถึงความต้องการเฉพาะบุคคล (Personalized Medicine) เป็นการนำการแพทย์แผนปัจจุบันมาผสมผสานเข้ากับภูมิปัญญาและเทคโนโลยี เพื่อจัดการและสร้างความสมดุลของร่างกาย จิตใจ และจิตปัญญา (Body / Soul / Spirit)

ซึ่งถือเป็นหัวใจแห่งการสร้างคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนในแบบการแพทย์แบบบูรณาการ (Integrative Medicine) ซึ่งครอบคลุมทั้งการบริหารจัดการสุขภาพและกิจกรรมทางร่างกาย (Wellness Management) และ การบริหารจัดการความเจ็บป่วย (Disease Management) ให้เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน ด้วยความเชื่อว่าการสร้างสมดุลให้แก่ ร่างกาย จิตใจ และจิตปัญญานั้น เป็นสิ่งสำคัญในการมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี สอดคล้องกับพันธกิจของโครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ที่มุ่งสร้างคนวัยเกษียณในวันนี้ให้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะสร้างสังคมผู้สูงวัยที่เปี่ยมด้วยพลัง หรือ Active Aging Living ของเมืองไทยในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้สูงอายุหรือแม้กระทั่งคนวัยเกษียณหลายคนมองว่า หากเกษียณอายุไปแล้วตัวเองจะกลายเป็นคนแก่ ทำอะไรได้ไม่เหมือนเดิม จะเป็นภาระของลูกหลาน กังวลไปแทบทุกเรื่อง กลัวการปรับตัว ปรับใจ รู้สึกหมดหวัง และกลายเป็นภาวะซึมเศร้า ซึ่งเมื่อเป็นแบบนี้ก็ยิ่งจะทำให้โรคภัยต่าง ๆ ถาโถมเข้ามาได้ง่ายๆ บางคนป่วยทางกาย แต่สาเหตุที่แท้จริงมาจากจิตใจ มาจากความซึมเศร้า เราจึงต้องรักษาแบบองค์รวม ไม่ใช่รักษาบางอวัยวะเพียงอย่างเดียว จึงเป็นที่มาของแนวคิด Glow as Jin  ของ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ซึ่งเชื่อว่า เมื่อร่างกาย จิตใจ และจิตปัญญา เกิดความสมดุล จะทำให้สุขภาพดีอย่างยั่งยืน เมื่อคนไข้มาหาเรา เราจะเริ่มต้นการรักษาด้วยการคุยกับคนไข้และทดสอบร่างกาย เพื่อได้รู้สภาพความเจ็บป่วย ต่อมาจึงจะออกแบบการกิน การออกกำลัง และสันทนาการอื่นๆ ให้เหมาะสมกับคนๆ นั้น อีกทั้งเรายังมีกระบวนการสร้างความแข็งแรงให้กับจิตใจ ลดความกังวล คลายความเครียดต่างๆ สร้างกำลังใจ คุณค่า และความภาคภูมิใจให้เกิดขึ้น รวมทั้งการสร้างความตระหนัก ตื่นรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อให้สามารถดูแลตัวเองได้อย่างถูกวิธี ตลอดจนวิธีปฏิบัติตนเพื่อไม่ให้กลับมาเจ็บป่วยอีก

Glow As Jin  เกิดเมื่อทั้ง “ร่างกาย จิตใจ จิตปัญญา” มีความสมดุล และจากพื้นฐานและประสบการณ์การเป็นแพทย์และได้มีโอกาสได้รักษาผู้คนมากมาย จึงพยายามค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดที่เหมาะกับแต่ละบุคคล และสิ่งที่เริ่มต้นได้ง่าย ๆ คือเรื่องกินอย่างไรจึงจะเสริมพลังให้กับชีวิต  จึงได้คิดค้นสูตรอาหารและเครื่องดื่มที่ทุกท่านจะได้สัมผัสเมื่อเข้ามาที่สถาบัน จิณณ์ เวลเนส  นี่คือความตั้งใจที่จะส่งมอบคุณค่าและคุณภาพชีวิตให้กับทุกท่าน” แพทย์หญิง กอบกาญจน์ ชุณหสวัสดิกุล กล่าวสรุป

นางฐิตารี อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการตลาด

นางฐิตารี อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการตลาด จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ กล่าวว่า “ภารกิจปี 2562 ผลักดันกลยุทธ์ Wellbeing Centric มุ่งสร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตด้วยสุขภาวะอย่างไร้รอยต่อกับการสร้างความเข้าใจถึงการใช้ชีวิตอย่างมีพลังของผู้สูงวัย โครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ซึ่งความท้าทายสำคัญของเรา คือการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการตระหนักถึงการเป็น “ผู้สูงวัย” ในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งไม่ได้เป็นแค่เรื่องของคนอายุ 60 ปีขึ้นไปเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของคนวัยกลางคนที่ควรต้องวางแผนชีวิตตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในวันข้างหน้า จึงเห็นได้ว่าที่ผ่านมา จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ จึงได้ดำเนินกิจกรรมที่สอดคล้องกับสิ่งเหล่านี้กันอย่างจริงจัง โดยในปีนี้ เราจะมีการจัดกิจกรรม Customer Experience กิจกรรมที่จะเชิญให้กลุ่มลูกค้าวีไอพีและกลุ่มเซเลบกว่า 100 ท่าน มาร่วมค้นหาความหมายชีวิตครั้งใหม่พร้อมสัมผัสประสบการณ์การใช้ชีวิตด้วยสุขภาวะที่ดีอย่างไร้รอยต่อ ที่ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ เพราะเราอยากให้ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ได้ทำหน้าที่เป็นเมืองสุขภาพที่มอบ “การใช้ชีวิต” ซึ่งมีการดูแลสุขภาพครอบคลุมตั้งแต่ตื่นจนถึงเข้านอนได้อย่างครบวงจร จากการออกแบบโครงสร้าง ระบบการดูแลสุขภาพ และบริการภายในโครงการ เพื่อเสริมสร้าง ฟื้นฟูสุขภาพร่างกายและจิตใจให้สมบูรณ์”

5 เคล็ดลับจ่ายตลาดอย่างคนเฮลท์ตี้ พิชิตเป้าหมายสุขภาพดีแบบง่าย ๆ

โดย ซูซาน โบเวอร์แมน ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการศึกษาและการฝึกอบรมโภชนาการระดับโลกของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น นักกำหนดอาหารและผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการกีฬาที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการ ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองด้านโรคอ้วนและการดูแลจัดการน้ำหนัก เลือกซื้ออาหารและวัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพร่างกายเป็นประจำทุกวัน เพราะการเปลี่ยนแปลงอาหารที่จะรับประทานเพียงเล็กๆน้อยๆในแต่ละวันก็สร้างคุณประโยชน์ให้กับร่างกายได้มหาศาล

หลังวันหยุดปีใหม่และเทศกาลตรุษจีนผ่านพ้นไป ทุกคนต่างก็กลับเข้าสู่โหมดกิจวัตรประจำวันตามปกติกันอีกครั้ง ซึ่งก็เป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้เริ่มต้นทำตามปณิธานปีใหม่หรือ New Year’s resolutions ที่ตั้งเป้าไว้อย่างจริงจังเสียที และถ้าการ “เลือกรับประทานอาหารให้ดีขึ้น” เป็นหนึ่งในปณิธานที่คุณตั้งใจจะทำให้ได้ในปีนี้ล่ะก็ ก็ได้เวลาที่เราต้องทำตามเป้าหมายให้สำเร็จกันแล้ว ก่อนจะกลับไปสู่วงจรพฤติกรรมการกินทำร้ายสุขภาพแบบเดิม

แต่แทนที่เราจะใช้วิธีแบบสุดโต่งด้วยการยกเครื่องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเสียใหม่หมด ก็เห็นทีจะไม่ได้ผลนัก เพราะวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับคุณคือ ให้เริ่มจากขั้นตอนง่าย ๆ ที่สามารถทำได้จริงเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารในแต่ละวันของคุณให้ดีขึ้น และหนทางสู่การรับประทานอาหารฉบับเฮลท์ตี้ ก็ควรเริ่มตั้งแต่ที่ตลาดสด ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านขายวัตถุดิบเครื่องปรุงสำหรับทำอาหาร เป็นอันดับแรก

สำรวจตัวเองว่าเป็นนักจ่ายตลาดประเภทไหน

เมื่อพูดถึงเรื่องจ่ายตลาด แต่ละคนก็มีสไตล์และพฤติกรรมที่แตกต่างกันไป บางคนชอบจ่ายตลาดแบบเดิม ๆ เช่นเลือกซื้ออาหารและวัตถุดิบที่ซ้ำ ๆ เพื่อปรุงเมนูเหมือนกันแทบทุกสัปดาห์

ในขณะที่บางคนจะวางแผนเมนูอาหารไว้ล่วงหน้าและเลือกซื้อเฉพาะอาหารและวัตถุดิบที่จดมาอย่างละเอียดเท่านั้น หรือบางคนก็ชอบแวะไปเดินดูของในตลาดหรือเข้าซูเปอร์เกือบทุกวัน แต่ไม่ว่าคุณจะชอบจ่ายตลาดแบบไหน เราขอแนะนำเคล็ดลับง่าย ๆ ต่อไปนี้เพื่อผลตอบแทนเป็นคุณค่าโภชนาการที่ดีแก่ร่างกายของเราในระยะยาว

5 เคล็ดลับจ่ายตลาดอย่างชาญฉลาดแถมสุขภาพดี

  1. อ่านฉลากโภชนาการให้ครบถ้วน

ฉลากโภชนาการที่อยู่บนผลิตภัณฑ์นั้น ถือเป็นตัวช่วยชั้นดีที่คุณสามารถใช้เลือกอาหารที่อุดมไปด้วยโภชนาการต่าง ๆ ได้ง่าย รวมทั้งใช้เปรียบเทียบสินค้าที่แตกต่างกันด้วย โดยใช้วิธีพิจารณาส่วนประกอบและคุณค่าโภชนาการต่าง ๆ อาทิ ปริมาณแคลอรี่ ไขมัน โปรตีน และน้ำตาลในแต่ละผลิตภัณฑ์ เพื่อเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดสำหรับคุณ และแม้ว่าการทำความเข้าใจฉลากโภชนาการอาจเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเราสนใจหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับศัพท์เฉพาะที่ปรากฏบนฉลากโภชนาการอีกสักหน่อย ก็จะช่วยให้คุณรับรู้ข้อมูลโภชนาการที่ถูกต้องจากผลิตภัณฑ์ที่คุณเลือกซื้อมารับประทาน 

  1. เลือกซื้ออาหารและวัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพร่างกายเป็นประจำทุกวัน

ลองเปลี่ยนเมนูประจำของคุณให้เป็นเวอร์ชั่นไขมันน้อยลงดูบ้าง เช่นเปลี่ยนชนิดน้ำสลัด เนยหรือแยมทาขนมปัง ผลิตภัณฑ์จากนม หรือแม้กระทั่งขนมหวาน ก็จะช่วยลดปริมาณแคลอรี่ลงไปได้มาก เพราะนม 1 แก้วปกติคิดเป็น 150 แคลอรี่และมีไขมัน 7 กรัม ในขณะที่นมปราศจากไขมันคิดเป็น 90 แคลอรี่และไม่มีไขมัน

ลองหันมารับประทานเนื้ออกไก่แทนเนื้อวัวหรือเนื้อหมูก็จะลดปริมาณแคลอรี่และไขมันลงไปได้เช่นกัน และถ้าหันมาซื้อโยเกิร์ตรสธรรมดาและเติมผลไม้และสิ่งให้ความหวานที่เราเลือกเองลงไปแทนที่จะซื้อโยเกิร์ตผลไม้สำเร็จรูป ร่างกายก็จะได้รับจำนวนแคลอรี่และน้ำตาลที่น้อยลงด้วย

เลือกรับประทานโปรตีนจากพืชให้มากขึ้น และเลือกโฮลเกรนแทนธัญพืชขัดสีทั้งหลาย ลองรับประทานข้าวกล้อง ขนมปังและขนมปังกรอบโฮลวีต ควีนัว และข้าวโอ๊ต แทนผลิตภัณฑ์จากข้าวสาลี 

  1. ลองใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล

วัตถุดิบที่สดใหม่ตามฤดูกาลมักจะมีสารอาหารที่มีประโยชน์มากกว่าและราคาถูกกว่าวัตถุดิบนอกฤดูกาลเป็นไหน ๆ ยิ่งถ้าคุณอยู่ใกล้กับสวนหรือฟาร์มเกษตร วัตถุดิบก็จะยิ่งสดสะอาดกว่าในตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ตหลายเท่า เพราะพืชผักก็คงไม่เฉาไวและยังอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ และเราอาจจะได้เลือกสรรผักผลไม้ที่หลากหลายมากกว่าด้วย ซึ่งจะช่วยคุณได้มากกับเคล็ดลับถัดไป... 

  1. ลองชิมผักผลไม้ใหม่ ๆ สัปดาห์ละครั้ง

ในกรณีที่คุณไม่พร้อมจะเปลี่ยนเมนูใหม่ทั้งจาน ก็อาจจะค่อย ๆ เริ่มจากเมนูที่ใกล้เคียงหรือคล้ายคลึงกับเมนูเดิมก่อนก็ได้ อย่างผักและผลไม้ที่ล้วนแต่มีสารพฤกษเคมี หรือ ไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrients) ที่เปี่ยมด้วยคุณประโยชน์ต่อร่างกายแตกต่างกัน ดังนั้นการรับประทานให้หลากหลายจึงจำเป็นเพื่อการดูแลสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง ถ้าชามสลัดของคุณมักมีแต่ผักกาดแก้ว ลองเปลี่ยนมาเป็นผักกรีนคอส โรเมน (Cos Romaine Lettuce) หรือเบบี้สปิแนช (Baby Spinach) ดูบ้างก็น่าสนใจไม่น้อย และแนะนำให้ลองรับประทานผลไม้ใหม่ ๆ ก็ช่วยให้คุณได้รับคุณค่าด้านโภชนาการที่หลากหลายมากขึ้น 

  1. เพิ่มปลาลงไปในมื้ออาหาร

ปลาทูน่าและแซลม่อนกระป๋องคือปลาที่จับตามธรรมชาติและเป็นแหล่งของกรดไขมันโอเมก้า 3 ชั้นยอด ซึ่งหาซื้อได้ง่ายและราคาไม่แพง คราวหน้าลองใส่เนื้อปลาแซลม่อนกระป๋องลงไปในจานผักสลัดดู คุณก็จะได้เมนูใหม่ที่ทำง่าย ดีต่อสุขภาพ แถมไม่หนักท้อง 

ทีนี้เมื่อคุณมีแต่วัตถุดิบเฮลท์ตี้อยู่ที่บ้าน ก็จะสามารถเริ่มคิดต่อได้แล้วว่าจะปรับเปลี่ยนเมนูอาหารให้ดีต่อสุขภาพได้อย่างไร ขั้นตอนต่อไปสู่การรับประทานอาหารให้ดีขึ้นคือเปลี่ยนแปลงวิธีการปรุงอาหารแบบง่าย ๆ ในครัวของคุณเองเพื่อให้คุณบรรลุเป้าหมายด้านสุขภาพที่ตั้งใจไว้เพื่อการมีสุขภาพที่ดีอย่างสดใสกระฉับกระเฉงและยืนยาว

 

กดไลค์เราที่เฟซบุ๊ค พร้อมอีกหลากหลายเคล็ดลับดี ๆ เพื่อสุขภาพที่ดีและไลฟ์สไตล์ที่กระฉับกระเฉง ได้ที่

www.facebook.com/HerbalifeThailandOfficial

และค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ได้ที่ www.instagram.com/HerbalifeThailandOfficial

Page Visitor

032204551
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
7322
57627
345800
180786
1659375
32204551
Your IP: 52.205.167.104
2021-12-04 03:05