ครบรอบ 27 ปีแห่งการสถาปนา “รพ.ราชพิพัฒน์”

Print
Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive
 

ครบรอบ 27 ปีแห่งการสถาปนา “รพ.ราชพิพัฒน์”

รพ.ราชพิพัฒน์ครบรอบ 27 ปีแห่งการก่อตั้ง ชูความภาคภูมิใจการบริหารจัดการที่เน้นประโยชน์เป็นของประชาชน ด้วยทรัพยากรที่จำกัด พร้อมเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในแง่จำนวนผู้เข้ารับการบริการและการขยายอาคาร โดยได้รับแรงศรัทธาจากภาคประชาชนร่วมสนับสนุนในทุกโครงการ เดินหน้าบริหารจัดการระบบราชการด้วยแนวคิดแบบใหม่ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งภาคประชาชนและภาครัฐแบบสมดุล บวกกางแผนปี 69 เพิ่มขีดความสามารถการให้บริการอย่างมีศักยภาพ ขยายเตียงเพิ่ม

เปิดห้องฉุกเฉิน-ห้องผ่าตัด-รับผู้ป่วยสิทธิ 30 บาทรักษาทุกที่เพิ่ม 50,000 คน

 

นพ.ภูริทัต แสงทองพานิชกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร กล่าวในโอกาสโรงพยาบาลครบรอบ 27 ปีแห่งความสำเร็จว่า โรงพยาบาลราชพิพัฒน์เป็นโรงพยาบาลตติยภูมิระดับสูง เทียมเท่ากับโรงเรียนแพทย์ชั้นนำของประเทศ ขนาด 550 เตียง และมีผู้ป่วยนอกเข้ามารับการรักษา 3,500-4,000 คนต่อวัน ทั้งนี้ หากเทียบกับโรงพยาบาลที่สังกัดกรุงเทพฯ ตัวเลขดังกล่าวถือว่าสูงเป็นอันดับหนึ่ง โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานเปรียบเทียบที่ใช้งบประมาณของกรุงเทพฯ กับจำนวนบุคลากร (ข้าราชการ) ที่มีอยู่ ซึ่งเป็นการใช้งบประมาณที่จำกัดในการบริหารงานน้อยที่สุด

“เรามีความภาคภูมิใจในการบริหารจัดการที่เน้นประโยชน์เป็นของประชาชน ด้วยทรัพยากรที่จำกัด ซึ่งหมายความว่าทุกที่ ถ้าจะพัฒนาด้านการแพทย์กับสาธารณสุขให้ดี จะต้องใช้งบประมาณในการดำเนินการจำนวนมาก แต่ถ้าเราเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการ เราพิสูจน์แล้วว่าสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

เราตั้งใจในการพัฒนาโดยไม่ได้อิงกับตัวบุคคล หรือ วัฒนธรรมเดิม เรามีวิสัยทัศน์ มีแผนกลยุทธ์ และมีแผนการจัดการทรัพยากรมนุษย์ (HR) ที่ดี ซึ่งเราได้นำระบบการบริหารของโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น ด้านการสาธารณสุข หรือ การบริหารจัดการมาประยุกต์ใช้ในองค์กรของเรา โดยนำวัฒนธรรมการพัฒนาคนให้พัฒนาศักยภาพเชิงลึกทางด้านแพทย์ ขณะที่ การบริหารจัดการ อาทิ การคัดสรรพนักงานที่เก่งและมีความสามารถ

รวมถึง การให้โอกาสคนเก่งขึ้นเป็นผู้นำ หรือ เป็นผู้บริหาร เป็นต้น เพื่อตอบโจทย์ที่จะให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ซึ่งเราน่าจะเป็นองค์กรแรกที่ตั้งใจ Disruption ระบบราชการเพื่อศักยภาพที่ตอบสนองประโยชน์ของภาคประชาชนให้มากที่สุด ซึ่งจะสอดคล้องกับนโยบายและวิสัยทัศน์ของคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ทำให้คนตัวเล็กเข้าถึง ทั่วถึง และเท่าเทียม” นพ.ภูริทัตกล่าว

นพ.ภูริทัตกล่าวต่อว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งโรงพยาบาลมาจนถึงปัจจุบันนี้ โรงพยาบาลมีอัตราการเจริญเติบโตรวดเร็วที่สุดในประเทศ ทั้งในแง่ของจำนวนผู้ป่วยที่เข้ามารับบริการเพิ่มมากขึ้น รวมถึง การขยายโรงพยาบาลเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากภาคประชาชนทั้งสิ้น เริ่มตั้งแต่ที่ดินเพียง 7 ไร่ แต่ ณ ปัจจุบันมีพื้นที่ 25 ไร่ จากการที่ภาคประชาชนร่วมซื้อบริจาค ขณะที่ การก่อสร้างอาคาร โรงพยาบาลได้รับงบประมาณตั้งต้นจากกรุงเทพฯ จำนวน 400 ล้านบาท สำหรับการก่อสร้าง 1 อาคาร ซึ่งในปัจจุบันโรงพยาบาลมี 16 อาคาร โดยอาคารที่เหลือได้รับงบประมาณจากการบริจาคของภาคประชาชนทั้งหมด

ด้านการบริการ โรงพยาบาลจะรักษาผู้ป่วยสิทธิ 30 บาทรักษาทุกที่ หรือ "บัตรทอง" สิทธิประกันสังคม และสิทธิเบิกจ่าย โดยรายได้ของโรงพยาบาลในภาครัฐไม่สามารถคิดค่าบริการได้เช่นเดียวกับโรงพยาบาลภาคเอกชน ทั้งนี้ การที่โรงพยาบาลสามารถขยายศักยภาพได้ เนื่องจาก โรงพยาบาลเน้นการบริการที่ฟรีก่อให้เกิดศรัทธา ทำให้ประชาชนอยากจะมาร่วมบริจาคช่วยเหลือโรงพยาบาล ด้วยการบริการที่ดี รักษาผู้ป่วยให้หายจากโรค และผู้ป่วยพึงพอใจ ซึ่งอัตราการเติบโตของโรงพยาบาลเปรียบเทียบด้วยตัวเลขของจำนวนอาคารและเงินบริจาคของภาคประชาชนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ จำนวนเตียงที่เพิ่มถึง 550 เตียงในปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงศรัทธามหาศาลจากภาคประชาชนอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลได้ขยายการบริการในส่วนที่เป็นกำไร โดยได้จัดตั้ง “คลินิกพรีเมียม” เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนทุกคนที่ไม่มีสิทธิในการรักษากับโรงพยาบาล แต่มีความประสงค์อยากจะมาใช้บริการของโรงพยาบาล ซึ่งเป็นอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ประชาชนพึงพอใจ อีกทั้ง ราคาถูกกว่าโรงพยาบาลเอกชนในละแวกเดียวกัน นอกจากนี้ ประชาชนที่เข้ามารับการบริการจะไม่ถูกคิดอัตราค่าบริการที่เกินความจริงอีกด้วย สำหรับวัตถุประสงค์ในการดำเนินดังการกล่าวเพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่โรงพยาบาล รวมถึง การนำรายได้มาจ้างบุคลากรเพิ่ม

ปัจจุบันโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ และ “คลินิกพรีเมียม” มีบุคลากร (ข้าราชการ) 30% ส่วนอีก 70% จะเป็นบุคลากรจ้าง ซึ่งนับเป็นหนึ่งตัวอย่างในการ Disruption ระบบราชการของโรงพยาบาล โดยเป็นการบริหารจัดการระบบราชการด้วยแนวคิดแบบใหม่ ทำให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งภาคประชาชนและภาครัฐแบบสมดุล รวมถึง ยังไม่เป็นภาระต่อภาครัฐในระยะยาวอีกด้วย ขณะเดียวกัน ประชาชนได้รับประโยชน์ที่รวดเร็วขึ้น

นพ.ภูริทัตกล่าวต่อว่า ในปี 2569 โรงพยาบาลมีแผนการขยายจำนวนเตียงเพิ่มเป็น 600 เตียง เปิดห้องฉุกเฉินเพิ่มอีก 1 โซน เพิ่มจำนวนเตียงในห้องไอซียูอีก 28 เตียง เปิดห้องผ่าตัดเพิ่มอีก 10 ห้อง เพื่อเพิ่มศักยภาพการบริการให้ครอบคลุมและทั่วถึงมากยิ่งขึ้นใน 6 เขตที่รับผิดชอบ ได้แก่ หนองแขม บางบอน ภาษีเจริญ ตลิ่งชัน ทวีวัฒนา และบางเเค โดยโครงการจะเริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ พร้อมทั้ง มีกำหนดแล้วเสร็จทุกโครงการในปี 2569 ซึ่งจะใช้งบประมาณในการดำเนินการประมาณ 200 ล้านบาท

นอกจากนี้ จากการบริจาคของภาคประชาชน และการบริหารจัดการระบบราชการแบบใหม่ ส่งผลให้โรงพยาบาลสามารถประหยัดงบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ และการจัดจ้างทรัพยากรบุคคล จึงทำให้มีงบประมาณเหลือ ดังนั้นโรงพยาบาลจึงมีแผนขยายบริการเพิ่ม โดยเปิดรับผู้ป่วยสิทธิ 30 บาทรักษาทุกที่ หรือ "บัตรทอง" เพิ่มอีก 50,000 คน

“การเพิ่มห้องฉุกเฉินจะช่วยให้ผู้ป่วยลดระยะเวลาการรอคอยในการรับการรักษา ซี่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับห้องฉุกเฉิน ขณะที่ การเพิ่มห้องผ่าตัด เนื่องจากการรอคิวผ่าตัดนานหลาย ๆ เดือน ถือเป็นความเจ็บปวดของความทุกข์และความเจ็บปวดทางใจ เพราะความเจ็บป่วยเป็นหนึ่งในความทุกข์ทางร่างกายอย่างมหาศาล ดังนั้นการเพิ่มห้องผ่าตัดจึงช่วยเพิ่มประโยชน์ให้แก่ประชาชนในมิตินี้ อีกทั้ง ยังเป็นการช่วยลดปัญหาทางสังคมได้พอสมควรอีกด้วย

ส่วนการเปิดรับผู้ป่วยสิทธิ 30 บาทรักษาทุกที่ หรือ "บัตรทอง" เพิ่มอีก 50,000 คน โดยผู้ป่วยส่วนหนึ่งในแง่โรงพยาบาลปฐมภูมิ ต้องไปรักษาที่คลินิกอบอุ่น และเมื่อเกินศักยภาพจะต้องส่งต่อมาที่โรงพยาบาล ซึ่งจุดนี้ประชาชนมีความรู้สึกว่าไม่เท่าเทียม ดังนั้นเมื่อโรงพยาบาลเอกชนในละแวกใกล้เคียงปิดตัวไม่รับผู้ป่วยสิทธิ 30 บาทรักษาทุกที่ หรือ "บัตรทอง" จึงทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งมาขึ้นตรงและรักษากับโรงพยาบาลของเรา โดยจะช่วยเพิ่มความเท่าเทียมในแง่ความรู้สึกบริหารจัดการที่มีต่อประชาชน ” นพ.ภูริทัตกล่าว

 นพ.ภูริทัตกล่าวในตอนท้ายถึงจุดเด่นของโรงพยาบาลว่า โรงพยาบาลมีการวางแผนเรื่องการบริหารจัดการ โดยเน้นพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ทั้งการดูแลรักษาและการบริหารจัดควบคู่กันไป ส่งผลให้สามารถขยายบริการได้ดีและตรงตามความต้องการของภาคประชาชน รวมทั้ง เน้นใช้ทรัพยากรของภาครัฐอย่างจำกัด อย่างประหยัด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทั้งภาคประชาชนและภาครัฐอย่างสมดุล และเป็นการขับเคลื่อนวงการไปข้างหน้า รวมถึง เน้นการบริหารจัดการระบบราชการด้วยแนวคิดใหม่ เพื่อช่วยปัญหา หรือ ข้อจำกัดในการดำเนินงาน ทั้งนี้ มนุษย์มีศักยภาพในการคิดและการบริหารจัดการอย่างไม่จำกัด ถ้าเราช่วยกันคิด ช่วยกันทำงานเป็นทีม และช่วยกันรวบรวมคนที่มีศักยภาพได้มากพอ