APPC เร่งเครื่องเหมืองโพแทชอุดรฯ ตั้งเป้าผลิตปี 2573
บริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (APPC) เดินหน้าโครงการเหมืองแร่โพแทชใต้ดินจังหวัดอุดรธานี มูลค่าการลงทุนราว 40,000 ล้านบาท อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมด้านเงินทุนและการก่อสร้าง ตั้งเป้าเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในปี 2573 ด้วยกำลังการผลิต 2 ล้านตันต่อปี มุ่งเพิ่มแหล่งวัตถุดิบโพแทชในประเทศ
ลดการพึ่งพาการนำเข้า และสร้างรายได้ให้แก่เศรษฐกิจและชุมชนในพื้นที่

คุณวรวุฒิ หิรัญยไพศาลสกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารอาวุโส บริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ APPC เปิดเผยว่า ทิศทางและภารกิจการดำเนินงานของบริษัทในช่วงเวลานี้ มุ่งเน้นไปที่การเตรียมความพร้อมรอบด้านเพื่อให้โครงการเหมืองแร่โพแทชขนาดใหญ่ในจังหวัดอุดรธานีสามารถเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยโครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการระดับเมกะโปรเจกต์ของประเทศที่มีมูลค่าการลงทุนราว 40,000 ล้านบาท ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมปุ๋ยภายในประเทศ เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าแม่ปุ๋ยโพแทชจากต่างประเทศปีละ 700,000-800,000 ตัน การมีเหมืองแร่โพแทชในประเทศจึงช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าและลดการขาดดุลการค้าได้อย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับความคืบหน้าด้านโครงสร้างเงินลงทุนและแผนงานดำเนินโครงการ คุณวรวุฒิ กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างการเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 100 ล้านบาท ขึ้นเป็น 12,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ได้อนุมัติสิทธิประโยชน์ให้กับโครงการวงเงิน 40,000 ล้านบาทไปก่อนหน้านี้ ควบคู่ไปกับการเจรจาจัดหาแหล่งเงินทุนประเภท Project Finance เพื่อใช้เป็นเงินลงทุนหลักสำหรับงานก่อสร้างอุโมงค์เหมืองใต้ดินและระบบโรงแต่งแร่ โดยมีกลุ่มบริษัท SDIC ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่จากประเทศจีนเข้ามาเป็นผู้ร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ ขณะที่ภาครัฐของไทยยังคงสัดส่วนการถือหุ้นผ่านกระทรวงการคลังร้อยละ 10
โดยกรอบระยะเวลาการดำเนินงานของโครงการ ภายหลังจากที่บริษัทได้เสร็จสิ้นภารกิจด้านการศึกษาความเป็นไปได้และการออกแบบพื้นฐานแล้วในปีนี้ จะเป็นวาระสำคัญของการออกแบบรายละเอียดงานก่อสร้าง การเตรียมความพร้อมพื้นที่ และการปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทคาดว่าจะพร้อมเริ่มงานก่อสร้างอย่างเป็นทางการได้ภายในต้นปี 2570 และใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างตามแผนงาน ก่อนจะนำไปสู่ขั้นตอนการทดสอบระบบและตั้งเป้าหมายเริ่มผลิตแร่โพแทชเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2573 ด้วยกำลังการผลิตเป้าหมาย 2 ล้านตันต่อปี

นอกจากเป้าหมายด้านกำลังการผลิตแล้ว โครงการดังกล่าวยังมุ่งสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจผ่านการลดต้นทุนโลจิสติกส์ เนื่องจากการผลิตแร่ได้เองภายในประเทศจะช่วยประหยัดค่าขนส่ง (Logistics Cost) ได้ไม่ต่ำกว่า 50-70 เหรียญสหรัฐต่อตัน เมื่อเทียบกับการนำเข้าจากต่างประเทศ ประกอบกับบริษัทประเมินราคาแร่เฉลี่ยไว้ที่ประมาณ 10,000 บาทต่อตัน ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้เกษตรกรไทยเข้าถึงปุ๋ยในราคาที่เหมาะสม แต่ยังช่วยยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคเกษตรกรรมไทยในภาพรวม ขณะเดียวกันบริษัทมีแผนย้ายสำนักงานใหญ่จากกรุงเทพฯ ไปตั้งที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อจะช่วยให้จังหวัดได้รับประโยชน์จากการกระจายภาษีมูลค่าเพิ่มตามโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ โครงการเหมืองแร่โพแทชอุดรธานีได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานภายใต้หลักการ 5 เสาหลัก หรือ 5 Pillars ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ปลอดภัย (Modern Technology) การทำเหมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและพร้อมฟื้นฟูธรรมชาติ (Green Mining) การยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส (ESG) การเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียเข้ามามีส่วนร่วมรับฟังความคิดเห็น (Public Participation) และการสร้างผลประโยชน์ที่ทุกฝ่ายเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน (Win-Win Benefits)
สำหรับมิติของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก คุณวรวุฒิ กล่าวว่า โครงการได้จัดสรรวงเงินสำหรับกองทุนและมาตรการช่วยเหลือชุมชน เพื่อกระจายรายได้และดูแลชุมชนรอบพื้นที่ประทานบัตรอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกองทุนและมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ อาทิ กองทุนพัฒนาหมู่บ้านรอบพื้นที่เหมืองแร่ 300 ล้านบาท กองทุนสวัสดิการชุมชน 200 ล้านบาท เงินช่วยเหลือครัวเรือนในพื้นที่ 1,040 ล้านบาท เงินช่วยเหลือค่าปุ๋ยเกษตรกร 100 ล้านบาท รวมถึงงบประมาณชดเชยค่าลอดใต้ถุนให้กับเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินในอัตราไร่ละ 45,500 บาทตลอดระยะเวลา 25 ปี และกองทุนการศึกษาเพื่ออนาคตเยาวชน 60 ล้านบาท ซึ่งมีการมอบทุนต่อเนื่องทุกปี
นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมสร้างความร่วมมือกับสถาบันอาชีวศึกษาในพื้นที่เพื่อเตรียมความพร้อมแรงงานทวิภาคีป้อนเข้าสู่ระบบการจ้างงานของบริษัท ผ่านนโยบาย Local Content เพื่อให้เม็ดเงินจากการลงทุนกระจายตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก และทำให้ชุมชนรอบโครงการสามารถเติบโตเคียงคู่ไปพร้อมกับการพัฒนาเหมืองแร่โพแทชแห่งนี้ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
คุณวรวุฒิ ได้สะท้อนมุมมองและแนวคิดเชิงลึกจากประสบการณ์การขับเคลื่อนโครงการที่ผ่านมากว่า 20 ปีว่า การทำธุรกิจอุตสาหกรรมในยุคปัจจุบันความรู้เรื่องเทคโนโลยีหรือธุรกิจอาจแตกต่างกันไป แต่สิ่งสำคัญเหนือกว่าองค์ความรู้ทั่วไปคือ แนวคิดของผู้บริหารและคณะทำงานในการสร้างความสำเร็จอย่างยั่งยืน ซึ่งความยั่งยืนนี้ไม่ได้มองแค่กรอบ 5 เสาหลัก (5 Pillars) ภายนอกเท่านั้น แต่มองลึกลงไปถึงการสร้างบุคลากรหรือ Successor รุ่นใหม่ขึ้นมารับช่วงต่อเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ภายในองค์กร การทำหน้าที่ในฐานะผู้บริหารจึงต้องก้าวข้ามการทำงานตามกรอบหน้าที่ทั่วไป แต่ต้องขับเคลื่อนงานด้วย "ใจ" และใช้จุดแข็งขององค์กรสร้างประโยชน์ให้ชุมชนและสังคมอย่างแท้จริง
“โครงการเหมืองแร่เปรียบเสมือนเส้นทางที่เต็มไปด้วยความยากลำบากแต่ก็คือโอกาสที่ท้าทาย ซึ่งผู้ปฏิบัติงานต้องมีความมุ่งมั่น มีความเชื่อและศรัทธาเพื่อก้าวไปทีละ Milestone ในมุมมองต่อสังคมและสาธารณชน เราอยากให้สังคมมองผู้ประกอบการเหมือน "นักกีฬาตัวแทนประเทศไทย" ที่ลงไปแข่งขันในเวทีระดับสากล แม้จะมีข้อจำกัดหรืออุปสรรคใด ๆ แต่คนไทยควรหันมาส่งเสริมและสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพราะหากโครงการนี้สำเร็จ จะไม่ได้สร้างชื่อเสียงให้แค่เพียงองค์กรหรือพนักงานเท่านั้น แต่จะเป็นความสำเร็จและสร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทยในภาพรวม” คุณวรวุฒิกล่าวทิ้งท้าย
