BizFocus

BizFocus

ทันยุค ทันสมัย หัวใจธุรกิจ บิสโฟกัส

สหไทย เทอร์มินอล (PORT) โชว์กำไรโตกว่า 121.84% คาดปีนี้รายได้โตต่อเนื่องกว่า 10% ขยายธุรกิจ รองรับเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว

สหไทย เทอร์มินอล (PORT) หนึ่งในผู้นำการให้บริการท่าเทียบเรือและโลจิสติกส์แบบครบวงจร โชว์กำไรผลประกอบการปี 2561 เติบโต 121.84% รุกขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องรองรับเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว คาดปีนี้โตกว่า 10%

คุณเสาวคุณ ครุจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สหไทย เทอร์มินอล จำกัด (มหาชน) หรือ PORT กล่าวว่า บริษัทฯมีความยินดีที่จะรายงานผลประกอบการปี 2561 ซึ่งบริษัทฯมีรายได้รวม 1,557.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.80% จากรายได้รวม 1,364.33 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรขั้นต้น 398.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 64.36 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 136.94 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 121.84 จากกำไรสุทธิ 61.73 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสาเหตุหลักมาจากปริมาณตู้สินค้าจากเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและเรือขนส่งสินค้าชายฝั่งที่เข้ามาใช้บริการที่ท่าเรือมีปริมาณเพิ่มขึ้น โดยการให้บริการเรือใหญ่ (Feeder) เพิ่มขึ้นร้อยละ 91.70 และการให้บริการเรือขนส่งชายฝั่ง (Barge) เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.03 เนื่องจาก บริษัท บางกอก บาร์จ เทอร์มินอล จำกัด สามารถให้บริการเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มรูปแบบทั้งตู้สินค้านำเข้าและส่งออก ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา ทำให้คณะกรรมการมีมติเห็นชอบให้เสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นให้จ่ายปันผล 0.10 บาทต่อหุ้น จากกำไรในส่วนที่ได้รับยกเว้นภาษี โดยกำหนดวันปิดทะเบียนรายชื่อผู้ถือหุ้นในวันที่ 30 เมษายน 2562 จ่ายปันผลในวันที่ 20 พฤษภาคม 2562

นอกจากนี้ บริษัทฯมีการขยายพื้นที่ให้บริการกิจกรรมการซ่อมและล้างตู้สินค้าในนามของบริษัทย่อย คือ บริษัท บางกอก คอนเทนเนอร์ เดโป เซอร์วิส จำกัด) โดยมีพื้นที่ให้บริการรวม 37 ไร่ เพิ่มขึ้นจากเดิม 15 ไร่ ส่งผลให้มีปริมาณการให้บริการเพิ่มขึ้น 48.77% ซึ่งเป็นผลดีต่องานบรรจุและปริมาณการให้บริการตู้สินค้าส่งออกของท่าเรือเนื่องจากเป็นกิจกรรมต้นทางสำหรับผู้ส่งออกสินค้าในการนำตู้สินค้าไปใช้บรรจุสินค้าเพื่อการส่งออก  โดยในปี 2561 มีปริมาณการให้บริการในการบรรจุเพิ่มขึ้น 18.16% นอกจากนี้บริษัทยังมีรายได้จากบริการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทางบกเพิ่มขึ้น 20.87% และรายได้จากการบริการพื้นที่จัดเก็บตู้ตอนเทนเนอร์และคลังสินค้า เนื่องจากคลังสินค้าเขตปลอดอากร เพิ่มขึ้น 15.79%

คุณเสาวคุณ กล่าวเสริมว่า คาดว่าปีนี้รายได้ของบริษัทฯจะเติบโตกว่า 10% ด้วยปริมาณการนำเข้าและส่งออกที่มีการเติบโตมากขึ้น ทั้งนี้บริษัทฯมีการขยายธุรกิจและพันธมิตรทางธุรกิจที่เสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขัน และมอบบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น กับ 2 กลุ่ม คือ

(1) จัดตั้งบริษัท บางกอก ริเวอร์ เทอมินอล จำกัด (Bangkok River Terminal) เพื่อลงทุนในโครงการท่าเรือแห่งใหม่ ร่วมกับบริษัท APM Terminals จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ A.P.Moller-Maersk สายเรืออันดับหนึ่งของโลก และกับกลุ่มน้ำตาลมิตรผล เพื่อรองรับการขยายตัวของการนำเข้าและส่งออกของประเทศที่เพิ่มมากขึ้น

(2) จัดตั้ง บริษัท บางกอกโลจิสติกส์ พาร์ค จำกัด (Bangkok Logistics Park) โดยร่วมทุนกับกลุ่มเฟรเซอร์สฯ (ไทคอน) ผู้นำการให้บริการสมาร์ทแพลตฟอร์มด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมไทย จัดตั้งเพื่อลงทุน พัฒนา และบริหารโครงการโลจิสติกส์พาร์ค และศูนย์กระจายสินค้าบนพื้นที่กว่า 50 ไร่ ในเขตพื้นที่ขอบเมืองกรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า ที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดสอดรับเทรนด์ธุรกิจยุคดิจิทัล

บริษัท สหไทย เทอร์มินอล จำกัด (มหาชน) หรือ PORT เป็นผู้ให้บริการท่าเรือเอกชนครบ วงจรรายใหญ่ของประเทศไทยโดยให้บริการตั้งแต่  1. ธุรกิจการให้บริการท่าเทียบเรือเชิงพาณิชย์ครบวงจรสำหรับเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (Feeder) และเรือขนส่งสินค้าชายฝั่ง (Barge)  รวมถึงการให้บริการบรรจุสินค้าเข้าและถ่ายสินค้าออกจากตู้คอนเทนเนอร์ (CFS) และซ่อมแซมทำความสะอาดตู้คอนเทนเนอร์ (Container Depot)  2. ธุรกิจการให้บริการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทางบก ภายในบริเวณจังหวัดกรุงเทพมหานครและปริมณฑลบริเวณเขตพื้นที่แหลมฉบัง  3. ธุรกิจการให้บริการพื้นที่จัดเก็บตู้คอนเทนเนอร์และคลังสินค้าโดยให้บริการพื้นที่ลานพักตู้คอนเทนเนอร์ และคลังจัดเก็บสินค้ากับลูกค้า ทั้งที่เป็นเขตให้บริการปกติและปลอดภาษีอากร (Free Zone) ซึ่งปัจจุบัน บริษัทฯให้บริการแก่กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลกกลุ่มธุรกิจ e-commerce และอีกหลากหลายอุตสาหกรรม  4. ธุรกิจการให้บริการ เกี่ยวเนื่องอื่นๆ อาทิ การให้บริการ Freight Forwarding เป็นต้น

พฤกษาโชว์ผลงานปี 61 ทำนิวไฮเรคคอร์ด สร้างยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 25 ปี พร้อมชูกลยุทธ์หลัก รักษาความเป็นผู้นำอันดับ 1 อย่างต่อเนื่อง

พฤกษาผู้นำอันดับหนึ่งในวงการอสังหาฯ โชว์ผลประกอบการปี 61 ทำผลงานนิวไฮเรคดอร์ดสร้างยอดขาย 51,101 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 25 ปี มีรายได้ 44,901 ล้านบาท และกำไร 6,022 ล้านบาท เตรียมเดินหน้าชูแผนกลยุทธ รักษาความเป็นผู้นำอันดับ 1 ด้วย Portfolio ที่แข็งแกร่ง ชูนวัตกรรมเทคโนโลยี INNO-TECH ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า พร้อมเปิดตัว The Living Application ที่ทำให้ทุกเรื่องบ้าน ครบ จบในแอปเดียว ตลอดจนใส่ใจในเรื่องของคุณภาพเป็นเลิศและบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ

นางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด 

นางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินงานในปี 2561 บริษัทฯ สามารถทำได้อย่างยอดเยี่ยม โดยทำยอดขายได้สูงถึง 51,101 ล้านบาท  ซึ่งถือว่าเป็นยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 25 ปี นับจากก่อตั้งพฤกษา เติบโตเพิ่มขึ้น 7.5% จากปี 2560 ที่มียอดขายรวม 47,535 ล้านบาท มีรายได้อยู่ที่ 44,901 ล้านบาท เติบโต 2.2% จากปี 2560 ที่มีรายได้ 43,935 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 6,022 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 10.4% จากปี 2560 ที่มีกำไรอยู่ที่ 5,456 ล้านบาท

ด้านภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ ปี 2562 ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ท่ามกลางสถานการณ์การแข่งขันที่เข้มข้นในปีนี้ คาดว่าจะเติบโตขึ้นเล็กน้อยที่ประมาณ 5% โดยในปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 54,000 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 5.7% เป้ารายได้ 47,000 ล้านบาท เติบโต 4.7% โดยมาจากแผนการเปิดโครงการใหม่ จำนวน 55 โครงการ มูลค่า 68,100 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทฯ ยังมียอดขายที่รอรับรู้ราย ณ สิ้นปี 2561 ที่ 33,233 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดที่สูงสุดเท่าที่ผ่านมา และเป็นยอดขายรอรับรู้รายได้ในปี 2562 อยู่ที่ 21,638 ล้านบาท

สำหรับแผนกลยุทธ์หลักในปี 62 บริษัทฯ มุ่งเน้นรักษาความเป็นผู้นำอันดับ 1 อย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนปรับ Portfolio ของกลุ่มธุรกิจทาวน์เฮาส์ เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มระดับกลางบนเพิ่มมากขึ้น และขยายโครงการใหม่ไปยังจังหวัดที่มีศักยภาพ อาทิ ขอนแก่น ระยอง สระบุรี และนครปฐม พร้อมรักษาฐานลูกค้าเดิมในตลาดแวลู โดยในปีนี้มีแผนเปิดตัวโครงการไฮไลท์หลายโครงการ อาทิ โครงการบ้านเดี่ยวสำหรับกลุ่มตลาดบนกับแบรนด์ The Palm รวมถึงมีการนำแบรนด์ IVY กลับมาพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์มากขึ้น และรุกตลาดพรีเมียมเพื่อก้าวสู่ความเป็นผู้นำตลาดโดยเตรียมเปิดตัวแบรนด์ “Chapter” ซึ่งเป็นแบรนด์น้องใหม่ของพฤกษา เพื่อขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าในระดับราคา 5 – 10 ล้านบาท ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย

ทั้งนี้พฤกษาได้ต่อยอดความสำเร็จ ขับเคลื่อนองค์กรผ่าน Digital Transformation เดินหน้าด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยี INNO -TECH เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนไทย สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างตรงจุด ด้วยการนำดิจิทัลเทคโนโลยีมาปรับใช้ในทุกกระบวนการทำงานตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เริ่มตั้งแต่การนำ Big Data ที่มีอยู่มาวิเคราะห์พฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเพื่อนำมาใช้พัฒนาในด้านต่างๆ อาทิ การนำข้อมูลมาพัฒนาด้าน Product and Innovation Design สำหรับที่อยู่อาศัยเพื่อสร้างความแตกต่างและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ตรงกับความต้องการมากขึ้น การทำการตลาดที่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในทุก Customer Journey ได้เฉพาะเจาะจง

รวมไปถึงการพัฒนาด้านการบริการด้วยการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อมอบความสะดวกสบายแก่ลูกบ้านในการอยู่อาศัยแบบครบวงจรอย่าง The Living Application ที่ทำให้ทุกเรื่องบ้าน ครบ จบ ในแอปเดียว ตั้งแต่เริ่มค้นหาบ้าน ข่าวสารและโปรโมชั่น ไปจนถึงการตรวจรับบ้านและเข้าอยู่อาศัย ได้แก่ การชำระค่าผ่อนดาวน์ รวมไปถึงระบบ Smart Home (สั่งการเปิด-ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านผ่านมือถือ), Smart Facilities (จองพื้นที่ส่วนกลาง), Mail & Parcel แจ้งเตือนรับจดหมายหรือพัสดุ และในแอปพลิเคชันยังมีข้อมูลสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า Pruksa Member และบริการต่างๆ จากผู้ช่วยอัจฉริยะ อาทิ บริการทำความสะอาด ล้างแอร์ รับ-ส่งพัสดุ งานช่าง เป็นต้น สำหรับลูกค้าพฤกษาสามารถดาวน์โหลดผ่าน Play Store และ App Store ได้แล้ววันนี้

นอกเหนือจากแผนกลยุทธ์ตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ในเรื่องของคุณภาพเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่พฤกษายังคงมุ่งเน้นใส่ใจอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นแผนรุกธุรกิจเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้บริษัทฯ มากยิ่งขึ้น” นางสุพัตรา กล่าว

WHA Group โชว์กำไร งวดปี 61 2,907 ล้านบาท บอร์ดไฟเขียว จ่ายปันผล 0.0833 บาท/หุ้น เตรียม XD 9 พ.ค. นี้

บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น หรือ WHA Group ประกาศผลการดำเนินงวดปี 2561 มีรายได้รวม และส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้า อยู่ที่ 11,622 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2,907 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ ที่ไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและรายการพิเศษ อยู่ที่ 2,918 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจไฟฟ้ารวมถึงรายได้การขายน้ำที่เพิ่มขึ้น ด้าน GROUP CEO “จรีพร จารุกรสกุล”  ระบุ บอร์ดมีมติจ่ายปันผลงวดปี 61 ในอัตราหุ้นละ 0.0833 บาท/หุ้น เตรียมขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 เพื่อจ่ายวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 ส่วนภาพรวมธุรกิจปี 62 พร้อมเดินหน้าสร้างรายได้และส่วนแบ่งกำไรคาดเติบโตมากกว่า 70% ตามแผน

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group ผู้นำธุรกิจแบบครบวงจร ด้านธุรกิจโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม ระบบสาธารณูปโภคและพลังงาน และดิจิทัลแพลตฟอร์ม เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงวดปี 2561 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ ที่ไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและรายการพิเศษ อยู่ที่ 2,918 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2%  เป็นผลมาจากส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น จากการเริ่มทยอยการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ของโรงไฟฟ้าขนาดเล็กจำนวน 5 โรงไฟฟ้า ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ปี 2560 เป็นต้นมา ทำให้จำนวนเมกกะวัตต์ตามสัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 521 เมกกะวัตต์ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของรายได้ในธุรกิจสาธารณูปโภค จากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายและให้บริการน้ำตามความต้องการใช้น้ำของโรงไฟฟ้าที่เริ่ม COD นอกจากนี้บริษัทฯ ได้มีการพัฒนาศักยภาพในการให้บริการ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจและเพิ่มประเภทของผลิตภัณฑ์ รวมถึงเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายน้ำประปาและน้ำอุตสาหกรรม

ส่งผลให้บริษัทฯ มีอัตรากำไรที่สูงขึ้น ตลอดจนการลดลงของต้นทุนทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญกว่า 27% อย่างไรก็ตาม หากพิจาณาจากรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้าตามงบการเงินอยู่ที่ 11,622  ล้านบาท ลดลง 6% เมื่อเทียบกับปี 2560 เนื่องจากจำนวนที่ดินที่โอนในปี 2561 ที่น้อยลง แม้ว่าบริษัทฯ มียอดขายที่ดินรวมหนังสือแสดงเจตจำนงในการซื้อที่ดิน (LOI) กว่า 1,232 ไร่ ในปี 2561 ตอกย้ำความเป็นเบอร์ 1 ในด้านผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรม ขณะที่กำไรสุทธิตามงบการเงินอยู่ที่ 2,907 ล้านบาท ลดลง 11% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและรายการพิเศษ ซึ่งเป็นเพียงผลกระทบทางบัญชี และไม่ส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสด และผลประกอบการที่แท้จริงของบริษัทฯ

นอกจากนี้ บริษัทฯ มีการขายสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม โกรท (WHART) มูลค่าทรัพย์สินจำนวน 4,465 ล้านบาท และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เหมราช (HREIT) ที่มีมูลค่าทรัพย์สิน 1,590 ล้านบาท ในช่วงต้นปี และปลายปี อีก 477 ล้านบาท   

อีกทั้งที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 ได้มีมติอนุมัติจ่ายปันผลเป็นเงินสดงวดปี 2561 ในอัตราหุ้นละ 0.0833  บาท โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 และวันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล 10 พฤษภาคม 2562 เพื่อจ่ายปันผลในวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 โดยจะมีการเสนอเข้าสู่ที่ประชุมผู้ถือหุ้น เพื่ออนุมัติในลำดับต่อไป วันที่ 29 เมษายน 2562 นี้

นอกจากนี้ ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ. ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับภาพรวมธุรกิจในปี 2562 ตั้งเป้ารายได้และส่วนแบ่งกำไรเติบโตกว่า 70% จาก 4 กลุ่มธุรกิจประกอบด้วย

  1. กลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ ซึ่งเตรียมขยายเพิ่มอีก 250,000 ตารางเมตรครอบคลุมการบริหารจัดการของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป รวมทั้งสิ้น 2,500,000 ตารางเมตร และขายสินทรัพย์เข้ากอง REIT อีก 5,750 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการร่วมมือกับกลุ่มบริษัท และผู้นำในอุตสาหกรรม เพื่อสร้างมูลค่าจากนโยบายของภาครัฐ ทั้งการให้บริการธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ การบินและอากาศยาน ควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าเพิ่มยิ่งขึ้น

  2. กลุ่มธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมตอกย้ำความเป็นผู้นำในประเทศไทยในปี 2562 ตั้งเป้ายอดขายที่ดิน จำนวน 1,600 ไร่ แบ่งเป็นในไทย 1,400 ไร่ และ 200 ไร่ ที่ประเทศเวียดนาม โดยมีแผนที่จะเปิดตัวนิคมฯแห่งใหม่ในประเทศไทยเร็วๆนี้ ซึ่งจะทำให้ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ปมีนิคมฯรวม 11 แห่ง โดยเป็นนิคมฯที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จำนวน 9 แห่ง

  3. กลุ่มธุรกิจบริการสาธารณูปโภคและพลังงาน ตั้งเป้าการผลิต และจำหน่ายน้ำที่ 120 ล้านลบ.ม. เล็งผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ตามสัดส่วนการถือหุ้น 570 เมกะวัตต์ จากโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงเชิงพาณิชย์ และพลังงานทดแทน พร้อมเสริมโซลูชั่นระบบน้ำและพลังงานใหม่ๆ แก่ลูกค้า 

  4. กลุ่มธุรกิจดิจิทัล แพลตฟอร์ม เร่งปรับโฉมทุกนิคมอุตสาหกรรมในเครือให้เป็นดิจิทัล เต็มรูปแบบ ในปี 2562 โดยเตรียมเปิดให้บริการไฟเบอร์ออพติก (FTTx) ใน 10 นิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป

 

..............................

 

WHA Group records THB 2,907 million profit for 2018

Board approves THB 0.0833 dividend per share with XD on 9 May 2019

Bangkok - WHA Corporation Public Company Limited (WHA Group) announced its 2018 total revenue of THB 11,622 million, inclusive of share of profit from investments in associates and joint ventures, with a net profit of THB 2,907 million. The company’s normalized net profit, excluding the FX impact and extraordinary items, stood at THB 2,918 million, rising by 2% as a result of an increase in share of profit in associations from power business as well as a surge in water utilities income.  WHA Group CEO Ms. Jareeporn Jarukornsakul revealed that the Board approved 2018 dividend at THB 0.0833 per share, and set an XD date on 9 May 2019, for dividend payment on 28 May 2019.  Overall business growth in 2019 is expected to reach more than 70%.

Ms. Jareeporn Jarukornsakul, Chairman of the Board and Group Chief Executive Officer, WHA Corporation Public Company Limited (WHA Group) – Thailand’s Number 1 Developer of Logistics, Industrial Estates, Industrial Utilities and Power and Digital Platform - announced the company’s performance, with the total normalized net profit excluding FX impact and extraordinary items, reached THB 2,918 million, representing a 2% growth compared to last year.  This growth is the result of an increase in share of profit from its power business after the completion of 5 SPPs in Q2 2017, bringing the Company’s Equity MW under operation to 521 MW at the end of 2018.  There also was an increase in demand for water utilities in power plants, resulting in an income increase.  In addition, the company improved its efficiency to create value added products and initiate new product lines, as well as increase the sale proportion of industrial water and clarified water to enhance profit margin.  

Furthermore, financial expenses decreased significantly by 27%. The company’s total revenue, including share of profit in associates and joint ventures, stated in the financial statement was THB 11,622 million, reflecting a decrease of 6% compared to the previous year. This decrease was caused by fewer industrial land transfers compared to last year, despite the company securing land sales and a letter of intent (LOI) for 1,232 rai in 2018, maintaining the company as the number one industrial estate developer in Thailand. Nethertheless, the net income shown in the financial statement was THB 2,907 million, an overall 11% drop, mainly due to FX loss and extraordinary items. However, such impact is considered as an accounting transaction and has no effect on the company’s cash flow or its operating performance.

Moreover, the company monetized assets to WHA Premium Growth Freehold & Leasehold REIT (WHART) for a total of THB 4,465 million and to Hemaraj Leasehold Real Estate Investment Trust (HREIT) for a total of THB 1,590 million at the beginning of 2018 and THB 477 million at the end of 2018 respectively.

During the company Board of Directors’ meeting on 22 February 2019, the cash dividend payment of THB 0.0833 per share was approved and the XD date was set on 9 May 2019.  Subsequently the Record date was booked on 10 May 2019, with the dividend payment date on 28 May 2019. This agenda will be proposed for approval at the shareholders’ meeting on 29 April 2019.

The Chairman of the Board and Group Chief Executive Officer of WHA Corporation Public Company Limited (WHA Group), commenting on the company’s overall business outlook in 2019, said that WHA Group expects its revenue and share of profit to expand more than 70% from its 4 business hubs.

  1. Logistics Business to expand another 250,000 square meters, bringing the area under ownership and management of WHA Group to 2,500,000 sq. m., and to raise an additional THB 5,750 million via REIT platform. The company will focus on advancing its partnership with major conglomerates and industry leaders, capitalizing on government policies with a focus on prospective e-commerce, aviation and aerospace industries, and generating higher value via smart technologies and innovation.

  2. Underlining its leadership in Industrial Estate Business in 2019, with a target to conclude 1,600 rai of land sales (1,400 rai in Thailand and 200 rai in Vietnam). The company plans to launch a new industrial estate in Thailand, bringing the number of its industrial estates in operation to 11, including 9 situated in the Eastern Economic Corridor (EEC) industrial promotional zones.

  3. Utilities and Power Business to reach 120 million cubic-meter of water sales and managed volume and 570 installed equity MW of conventional and renewable power as well as introduce new water and energy solutions to clients.

  4. Digital Platform Business to complete digitalizing all the group’s estates in 2019, and to prepare to launch fiber optic network (FTTx) in 10 industrial estates.

พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต เปิดตัว “พรูซูเปอร์ ลิงค์” ชูความคุ้มครองสุดคุ้มและยืดหยุ่น หวังเจาะกลุ่มคนที่ไม่ชอบประกัน

บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ("พรูเด็นเชียล ประเทศไทย") เปิดตัว “พรูซูเปอร์ ลิงค์” แผนความคุ้มครองชีวิตควบการลงทุนสุดคุ้ม ซึ่งพัฒนามาจากผลการสำรวจความคิดเห็นของลูกค้าในแคมเปญ “ประกัน...สำหรับคนไม่ชอบประกัน”

แคมเปญ “ประกัน...สำหรับคนไม่ชอบประกัน” ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ได้รวบรวมข้อมูลและความคิดเห็นที่แท้จริงจากลูกค้าชาวไทยที่มีต่อผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต ทั้งยังช่วยสร้างทัศนคติที่ดีต่อการประกันชีวิตอีกด้วย สำหรับแคมเปญออนไลน์รายการนี้1  ได้เริ่มจัดทำตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม ถึง 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นถึง 3,000 คน และมีผู้รับชมวิดีโอผ่าน YouTube และ Facebook ตลอดแคมเปญรวม 3,623,422 ครั้ง

มร. อามัน คาพัว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานบริหารลูกค้าและการตลาด พรูเด็นเชียล ประเทศไทย กล่าวว่า “พรูเด็นเชียล ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นในการดำเนินงานโดยยึดลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญ พร้อมนำเสนอและพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ ซึ่ง “พรูซูเปอร์ ลิงค์” นับเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ตอกย้ำว่า เราพร้อมที่จะรับฟังและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่าและยอดเยี่ยมให้แก่ลูกค้าอยู่เสมอ เราเชื่อว่า “พรูซูเปอร์ ลิงค์” แผนความคุ้มครองชีวิตควบการลงทุนสุดคุ้มนี้ จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนที่ไม่ชอบประกัน”

“พรูซูเปอร์ ลิงค์” เป็นผลิตภัณฑ์ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถปรับเลือกความคุ้มครองชีวิตและวางแผนการออมได้ด้วยตนเอง รวมถึงมอบความยืดหยุ่นให้สามารถเลือกหยุดพักชำระเบี้ยประกันภัย ถอนเงินจากกรมธรรม์ และสับเปลี่ยนกองทุนรวมได้ฟรีทุกเมื่อที่ต้องการ ทั้งยังสามารถเลือกซื้อสัญญาเพิ่มเติม เช่นสัญญาเพิ่มเติมค่าชดเชยรายวันกรณีเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล หรือสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองโรคร้ายแรง เพื่อรวมไว้ในกรมธรรม์ฉบับเดียวกัน ซึ่งจะช่วยมอบสิทธิประโยชน์ได้อย่างครอบคลุม แม้ว่าจะหยุดพักชำระเบี้ยประกันภัย การมีวินัยในการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้ลูกค้า สร้างความมั่นคงทางการเงินได้ในระยะยาว ในขณะเดียวกันนั้นลูกค้ายังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนรวมอันหลากหลายที่มีนโยบายการลงทุนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ผ่านการดำเนินการโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนชั้นนำ นอกเหนือจากความยืดหยุ่นของแผนความคุ้มครองแล้ว ยังคงมีสิทธิประโยชน์จากการได้รับโบนัสพิเศษรวดเร็วขึ้น ซึ่งลูกค้าจะได้รับโบนัสพิเศษ 0.5% ต่อปีของมูลค่ารับซื้อคืนหน่วยลงทุน สำหรับเบี้ยประกันภัยหลักเพื่อความคุ้มครอง เริ่มตั้งแต่ปีที่สองของกรมธรรม์เป็นต้นไป (ตามเงื่อนไขกรมธรรม์)

นายวิชัย ชีวศรีรุ่งเรือง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารช่องทางตัวแทน พรูเด็นเชียล ประเทศไทย กล่าวว่า "เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้นำเสนอ “พรูซูเปอร์ ลิงค์” แผนความคุ้มครองประกันชีวิตควบการลงทุนหรือยูนิตลิงค์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่พรูเด็นเชียล ประเทศไทยนำเสนอผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ผ่านช่องทางตัวแทน นอกจากนี้ เราต้องขอขอบคุณทุกความคิดเห็นจากลูกค้า ที่ยินดีมอบข้อมูลดังกล่าวมาให้เรา เพื่อนำมาพัฒนาบริการและผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นความต้องการด้านความคุ้มครอง การออมหรือการลงทุน ซึ่งตัวแทนขายที่ได้รับใบอนุญาตให้นำเสนอขายผลิตภัณฑ์ยูนิตลิงค์ของเรานั้นมีความพร้อมและรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่จะได้มีโอกาสแนะนำผลิตภัณฑ์นี้แก่ลูกค้าที่มีความสนใจตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป"

ทั้งนี้ บริษัทฯ จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ “พรูซูเปอร์ ลิงค์” ผ่านช่องทางตัวแทน สำหรับผู้ที่สนใจแบบประกันยูนิตลิงค์แบบอื่นๆ สามารถติดต่อได้ที่ธนาคารพันธมิตรของบริษัทฯ ได้แก่ ธนาคารยูโอบี ธนาคารธนชาต ธนาคารทิสโก้ และธนาคารไทยพาณิชย์

ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “พรูซูเปอร์ ลิงค์” ได้ที่เว็บไซต์ของบริษัทฯ  www.prudential.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการลูกค้า โทร. 1621

 

1 ทุกคำตอบและความคิดเห็นจากแคมเปญนี้จะเก็บรักษาไว้เป็นความลับเพื่อความปลอดภัยของข้อมูลท่าน

SYS ดำเนินกิจการควบคู่รับผิดชอบสังคม คว้ารางวัล CSR-DPIM ต่อเนื่อง

นายพงษ์ศักดิ์ แห่ล้อม (ซ้าย) ประธานคณะกรรมการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท เหล็กสยามยามาโตะ จำกัด หรือ SYS ผู้ผลิตเหล็กเอชบีม ไวด์แฟลงก์ รับโล่ “รางวัลสถานประกอบการเครือข่ายที่มีการดำเนินการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ประจำปี 2561” (CSR-DPIM Continuous Award 2018) ประเภทโรงประกอบโลหกรรม จาก นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่ง SYS นับเป็นสถานประกอบการที่ปฏิบัติสอดคล้องตามเกณฑ์มาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคมต่อเนื่องทุกปี นับตั้งแตปี 2554 จนถึงปัจจุบัน แสดงถึงความมุ่งมั่นของ SYS ในการดำเนินกิจการด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม โดยพิธีมอบรางวัลดังกล่าวจัดขึ้นในงาน “1 ทศวรรษ CSR – DPIM สู่การสร้างสรรค์สังคม” ณ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เมื่อเร็วๆ นี้

ทาทา สตีล คว้าสถานประกอบการเพื่อชุมชน

นายศิโรโรตม์  เมธมโนศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ – ทรัพยากรบุคคลและบริหาร บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (คนซ้าย) รับรางวัลสถานประกอบการเครือข่ายที่มีการดำเนินการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ประจำปี 2561 (CSR - DPIM Continuous Award 2018) ในนามบริษัท เอ็น.ที.เอส. สตีลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หนึ่งในโรงงานผลิตเหล็กเส้นและเหล็กลวดของกลุ่มบริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จาก ดร.พสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (คนขวา) รางวัลดังกล่าวสะท้อนการดำเนินงานของสถานประกอบการที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนอย่างยั่งยืนมาโดยตลอด ทั้งนี้พิธีมอบรางวัลดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องประชุมทองคำ ชั้น 1 กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม กรุงเทพฯ

WHAUP  ปี 61 ทุบสถิติโชว์กำไรโตทะลุ 2,251.9 ล้านบาท พร้อมปันผล 0.2115 บาทต่อหุ้น

บมจ. ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) เผยผลการดำเนินงานปี 2561 มีรายได้จากการขายและให้บริการ 1,708.3 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ จำนวน 2,251.9 ล้านบาท ถือได้ว่าเป็นการสร้างสถิติครั้งใหม่ของบริษัท โดยเพิ่มขึ้น 13.7% จากปีก่อน เนื่องจากความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้น และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนจากธุรกิจพลังงานเพิ่มขึ้นทั้งจากโรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน และโรงไฟฟ้า 5 แห่งที่เปิดดำเนินการเต็มปี หลังจากที่เริ่ม COD ไปเมื่อปี 2560 พร้อมเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นขออนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 0.2115 บาท ด้าน CEO “นายวิเศษ จูงวัฒนา” ระบุปี 2562 เดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าปริมาณการขายน้ำ 120 ลูกบาศก์เมตร ส่วนไฟฟ้ามียอดตามสัดส่วนการถือหุ้น 570 MW รวมถึงธุรกิจค้าปลีกก๊าซธรรมชาติในโครงการ ดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์น ซีบอร์ด เอ็นจีดี 2  ที่เปิดให้บริการเต็มปี หลังจากที่ COD ไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

นายวิเศษ จูงวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานงวดปี 2561 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการ จำนวน 1,708.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6 % เมื่อเทียบจากปีก่อน และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนจำนวน 2,047.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7 % โดยในจำนวนนี้ประกอบด้วยกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 55.3 ล้านบาท โดยบริษัทฯ มีกำไรสุทธิจำนวน 2,251.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.7 % เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน  และมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (Normalized Net Profit) จำนวน 2,267.8 ล้านบาท มีการเติบโตเพิ่มขึ้น 61.2% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้การเติบโตเพิ่มขึ้นของผลการดำเนินงานในปี 2561 นั้น เนื่องจากปริมาณการใช้น้ำของลูกค้าภายในนิคมอุตสาหกรรม และจากการขยายตัวของลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอทั้งรายเดิมและรายใหม่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ทั้งปีมีปริมาณการขายน้ำอยู่ที่ระดับ 105 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้นจาก 100 ล้านลูกบาศก์เมตรในปี 2560 รวมทั้งธุรกิจโรงไฟฟ้าที่มีเปิดดำเนินงานเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้นจำนวน 35 เมกะวัตต์ ส่งผลให้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯ ในปี 2561 อยู่ที่ 521 เมกะวัตต์  

ทั้งนี้ที่ประชุมคณะกรรมการวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 มีมติให้นำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อขออนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2561 ในอัตราหุ้นละ 0.2115 บาท คิดเป็นจำนวนเงินไม่เกิน 808,987,500 บาท โดยเสนอให้กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 6 พฤษภาคม 2562 ซึ่งเป็นวันให้สิทธิผู้ถือหุ้น (Record Date) และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 22 พฤษภาคม 2562

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์  (WHAUP) กล่าวเพิ่มว่า สำหรับภาพรวมธุรกิจในปี 2562 มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากธุรกิจสาธารณูปโภค ที่มีปริมาณความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าปริมาณการขายน้ำที่ระดับ 120 ล้านลูกบาศเมตร ส่วนการลงทุนโครงการ Solar Rooftop กับลูกค้า ภายในนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ ยังคงมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากลูกค้าเริ่มให้ความสำคัญในการรักษาสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังสามารถช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานได้อย่างมาก  ณ สิ้นปี 2561 บริษัทฯ มีกำลังการผลิตที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการไฟฟ้าทั้งหมดแล้วจำนวน 521  เมกะวัตต์  อยู่ระหว่างก่อสร้างอีกจำนวน 43 เมกกะวัตต์ ซึ่งจะเปิดดำเนินการจ่ายไฟฟ้าแบบเชิงพาณิชย์ได้ภายในปีนี้ และมีโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีการเซ็นสัญญากับลูกค้าแล้วรวม 11.2 เมกกะวัตต์ ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างโดยมีกำหนดเปิดดำเนินการผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 4 ปี 2561 ถึงไตรมาส 3 ปี 2562

นอกจากนั้นในช่วงเดือนธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา ธุรกิจค้าปลีกก๊าซธรรมชาติโครงการ ดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์น ซีบอร์ด เอ็นจีดี 2 ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในปีนี้จะรับรู้รายได้จากการให้บริการเต็มปี รวมถึงโครงการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในไตรมาส 2 ปี  2562 นี้

ส่วนการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะโครงการสาธารณูปโภค ในประเทศเวียดนามนั้น ล่าสุดบริษัทฯได้สิทธิในการดำเนินธุรกิจสาธารณูปโภคด้านน้ำ ในเขตอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ-1 เหงะอาน ที่ประเทศเวียดนาม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการ และคาดว่าจะดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 3 ปี 2562 เช่นกัน

 

...........................

 

WHAUP shows 2018 Performance with a Record High Net Profit of Baht 2,251.9 Million With Proposed Dividend of THB 0.2115 per share

Bangkok –WHA Utilities & Power Plc (WHAUP) reveals its 2018 performance with total revenue from sales and services of THB 1,708.3 Million and a record high Net Profit of THB 2,251.9 Million or increased by 13.7% YoY, due to the growth of water sale volume and share of profit from investment of power business mainly from Gheco-One power plant and 5 SPPs operated full year after their COD in 2017. WHAUP’s Board of Directors also resolved to propose the 2018 dividend payment of THB 0.2115 per share to shareholder’s meeting. Mr. Wisate Chungwatana, CEO of WHAUP, outlines the 2019 business plan that WHAUP continues expanding its water business by targeting to sell 120 million cubic metre and adding another 43 MW to their portfolio totaling 570 MW. In additional, WHA Eastern Seaboard NGD 2 project will operate full year in 2019 after the start of COD in December last year.

Mr. Wisate Chungwatana, Chief Executive Officer of WHA Utilities & Power Plc (WHAUP), said that the 2018 total revenue from sales and service were at THB 1,708.3 Million, or increased by 4.6% YoY. While the share of profit from investment was at THB 2,047.4 Million, increased by 5.7% YoY, of which THB 55.3 Million came from foreign exchange gains. The company posted its Net Profit of THB 2,251.9 Million, increased by 13.7% YoY, and its Normalized Net Profit of THB 2,267.8 Million,  or increased  61.2% YoY.

Contributing to the strong performance in 2018 was the increase of water sales in WHA Industrial Estates from the rise of demand from both new and existing customers, which made the total water sales in 2018 at 105 million cubic metre, increased from 100 million cubic metre in 2017. Besides, the power business had a growing capacity with additional 35 MW, started COD resulting to the total capacity based on the company’s shareholding of 521 MW.

The Board of Directors’ meeting on February 22, 2019, resolved to propose to the shareholders’ meeting to approve the dividend payment from the 2018 operating results at THB 0.2115 per share, or in the amount not exceeding THB 808,987,500. The record date for the shareholders who are entitled to receive the dividend (Record Date) will be on May 6, 2019 whereby the dividend payment date will be on May 22, 2019.

The CEO of WHA Utilities & Power noted that the overall business in 2019 will continue to growth for both utilities and power. Water sales is aimed at 120 million cubic metre and the solar rooftop business has plans to serve growing customers in WHA industrial estates as they are more aware about the importance of environment care and energy cost saving. For 2018, WHAUP has its COD capacity at 521 MW with 43 MW under construction and scheduled to achieve COD within this year. Solar Rooftop had 11.2 MW signed which are under construction and scheduled to achieve COD during 4Q2018 and 3Q2019.

WHA Eastern Seaboard NGD 2 project, its joint venture retail natural gas distribution business, achieved COD in December 2018 and will realize revenue from this project full year in 2019. Its investment project at WHA Eastern Seaboard Industrial Estate 4 is expected to be completed and start COD within 2Q2019.

The overseas investment, especially the utilities project in Vietnam, the company has already secured its right to operate the utilities business and provide water service in WHA Industrial Zone-1, Nghe An, which is currently under construction and will make a commencement for commercial operation in 3Q2019.

เสียวหมี่เปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธง Mi MIX 3 5G และ Mi 9 ณ เมืองบาเซโลน่า

โดย Mi MIX 3 5G มาพร้อมกับเทคโนโลยี 5G ประสิทธิภาพที่แรงล้ำหน้าเกินใครเทียบ และดีไซน์หน้าจออันเป็นเอกลักษณ์เต็มตาไร้สิ่งรบกวน

เสียวหมี่ (Xiaomi) ผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก ประกาศเปิด ตัวสมาร์ทโฟน Mi MIX 3 5G ที่รองรับ 5G เป็นตัวแรก โดย Mi MIX 3 5G จะมาพร้อมกับเทคโนโลยี 5G ผ่านแพลตฟอร์ม Qualcomm® Snapdragon™ 855 ด้วยโมเดม Snapdragon X50 ที่จะปลดปล่อยประสบการณ์ 5G ให้แก่ผู้ใช้ และทำการเปิดตัว Mi 9 หลังจากเปิดตัวไปในประเทศจีนเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า ประกาศความพร้อมในการบุกตลาดทั่วโลก โดย Mi 9 เป็นสมาร์ทโฟน เรือธงที่มาพร้อมกับ AI triple camera และระบบการชาร์จไร้สายที่ดีที่สุดในตอนนี้ สามารถชาร์จไฟได้ถึง 20W และขุมพลัง Qualcomm Snapdragon 855 โดยจะเริ่มวางจำหน่าย ในประเทศแถบยุโรปตะวันตกก่อน เริ่มต้นที่ราคา 449 ยูโร (ประมาณ 16,200 บาท)

Xiaomi กับเส้นทางสู่ 5G

เสียวหมี่ ได้มองถึงการพัฒนาอุปกรณ์ต่างๆ ให้รองรับ 5G ตั้งแต่พฤษภาคม 2016 โดยตั้งทีมที่ลงลึกในเรื่องมาตรฐาน 5G และเริ่มค้นคว้าวิจัยนับแต่นั้นมา เสียวหมี่ได้เป็นผู้เข้าร่วมหลักในการทดสอบ 5G ซึ่งจัดโดย China Mobile และประสบ- ความสำเร็จในการทดสอบเชื่อมต่อสัญญาณ n78 ในเดือนกันยายน 2018 และทดสอบคลื่น mmWave (คลื่นมิลลิเมตร) เสร็จเรียบร้อยหนึ่งเดือนหลังจากนั้น ซึ่งในช่วงระยะเวลาดังกล่าวมีผู้ผลิตสมาร์ทโฟนเพียงไม่กี่เจ้าในโลกเท่านั้นที่สามารถ ทำได้

ด้วยภารกิจที่มุ่งมั่นจะสร้างสรรค์นวัตกรรม เสียวหมี่ได้ริเริ่มพัฒนาความร่วมมือด้านยุทธศาตร์ 5G กับผู้ให้บริการเครือข่าย ที่สำคัญทั่วโลก เช่น 3, Sunrise, TIM, Vodafone และอีกหลายราย ซึ่งลำดับต่อไปที่เสียวหมี่ต้องการจะทำคือสร้างอุปกรณ์ 5G ให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ การจะไปให้ถึงจุดนั้นได้ทางเสียวหมี่ได้พยายามอย่างหนักกับทางผู้ให้บริการเหล่านี้ ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา Mi MIX 3 5G และวันนี้ที่ได้ประกาศเปิดตัว Mi MIX 3 5G อย่างเป็นทางการ เสียวหมี่ได้ กลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตสมาร์ทโฟน ที่สามารถผลิตโทรศัพท์ 5G ออกมาวางจำหน่ายจริงได้ ซึ่งในงานเปิดตัวเสียวหมี่ ได้ทำการแสดงความพร้อมของ Mi MIX 3 5G ด้วยการโชว์ให้เห็นกันแบบสด ๆ จากเครือข่าย 5G ของ Orange ประเทศสเปน

“เสียวหมี่ ได้ทุ่มเทกำลังความสามารถในการพัฒนาสมาร์ทโฟน 5G และ Mi MIX 3 5G ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความ พยายามสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสำหรับทุกคน พวกเรามีความยินดีและเป็นเกียรติที่ได้ร่วมทำงานกับเหล่า พาร์ทเนอร์ และทำให้ 5G เป็นจริงได้สำหรับผู้คนอีกมากมายบนโลกนี้” มร.หวัง เสียง, รองประธานอาวุโส เสียวหมี่ กล่าว

 

Mi MIX 3 5G - สมาร์ทโฟนทรงประสิทธิภาพที่พร้อมสำหรับเครือข่ายในอนาคต

จากการผสมผสาน Qualcomm® Snapdragon™ X50 โมเดมสำหรับ 5G ทำให้ Mi MIX 3 5G สามารถเชื่อมต่อกับคลื่น sub-6GHz ที่รองรับความเร็วในการดาวน์โหลดระดับ gigabit-class ซึ่งเร็วกว่าเครือข่าย 4G หลายสิบเท่า นอกจากนี้ Mi MIX 3 5G ยังเป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนเครื่องแรก ๆ ที่มาพร้อมกับชิปเซตอันทรงพลังพลังอย่าง Qualcomm Snapdragon 855 สามารถทำงานหนักได้อย่างยาวนานและมีเสถียรภาพ ด้วยระบบระบายความร้อน Hybrid Cooling System ที่ถูกออกแบบมาใหม่ทั้งหมดเพื่อ Mi MIX 3 5G โดยเฉพาะ

Snapdragon 855 และระบบระบายความร้อนขั้นสูง

ภายใน Mi MIX 3 ติดตั้งแพลตฟอร์มสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดอย่าง Qualcomm Snapdragon 855 ซึ่งใช้สถาปัตกรรมการผลิตที่ 7 นาโนเมตร มีซีพียู Qualcomm Kryo 485 ที่ประกอบไปด้วยตัวประมวลผล 8 แกน เพื่อความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ และการประหยัดพลังงาน ซึ่งการประมวลผลแกนเดี่ยว (Single Core) เร็วขึ้นจากรุ่นที่แล้วสูงถึง 45% ตัวประมวลผล กราฟฟิก Qualcomm Adreno™ 640 ก็ถูกพัฒนาให้ทำงานได้ดีขึ้นกว่าเดิมถึง 20% และตัวประมวลผลด้าน AI อย่าง Qualcomm AI Engine เจเนอเรชั่นที่ 4 ก็ทำงานได้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เท่า

“พวกเรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมทำงานกับทางเสียวหมี่มาอย่างยาวนาน ช่วยกันนำนวัตกรรม 5G ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้ผ่านสมาร์ทโฟนเรือธง Mi MIX 5G” มร.คริสเตียโน่ เอม่อน ประธานบริษัท Qualcomm Incorporated กล่าว “Mi MIX 3 5G และ Mi 9 ที่มาพร้อมกับแพลตฟอร์ม Snapdragon 855 นี้ นอกจากจะมี Qualcomm AI Engine รุ่นที่ 4 ที่จะเปลี่ยนสมาร์ทโฟนในมือคุณให้กลายเป็นสุดยอดผู้ช่วยส่วนตัวแล้ว ยังมีตัวประมวลผล สัญญาณภาพ Qualcomm Spectra Computer Vision ISP ที่จะช่วยให้สามารถถ่ายภาพได้ระดับเดียวกับการถ่ายหนัง ภาพยนตร์ และ Snapdragon Elite Gaming จะเปลี่ยนสมาร์ทโฟนในมือให้กลายเป็นเครื่องเล่นเกมสุดแรงไปในทันที”

เพื่อรองรับเหล่าแอปพลิเคชั่น ที่ต้องการการประมวลผลระดับสูง และทำงานเป็นระยะเวลานาน เช่น เกมออนไลน์ มัลติเพลเยอร์ในปัจจุบัน เสียวหมี่ได้พัฒนาระบบระบายความร้อน Hybrid Cooling System สำหรับ Mi MIX 3 5G ขึ้นมาโดยเฉพาะ มีการนำเอาวัสดุนำความร้อนอย่าง Rogers® HeatSORB™ ซึ่งใช้วิธี Phase Change Effect ในการควบคุมอุณหภูมิ สามารถจับความร้อนที่เกิดขึ้นจากตัวประมวลผล และชะลอการเพิ่มของอุณหภูมิออกไปได้อีก และด้วย Passive Heat Pipe ซึ่งประกอบไปด้วย แกรไฟต์ 6 ชั้น ช่วยกระจายความร้อนออกไปได้เร็วกว่าแผ่นแกรไฟต์ คู่ที่ใช้กันทั่วไปได้ถึง 3 เท่าอีกด้วย

คุณภาพการถ่ายภาพระดับโลก

Mi MIX 3 5G ได้สืบทอดกล้องคู่ AI ความละเอียด 12 ล้านพิกเซลจาก Mi MIX 3 ซึ่งได้รับคะแนนด้านภาพถ่ายจาก DxOMark สูงถึง 108 และด้วยฟีเจอร์ทางด้าน AI ที่ล้ำหน้าและการถ่ายวิดีโอสโลวโมชั่นที่ช้าถึง 960fps ทำให้ผู้ใช้ เริ่มเกิดความคาดหวังและเชื่อมั่นในกล้องของกล้องจาก Xiaomi ส่วนการเซลฟี่นั้น Mi MIX 3 5G มาพร้อมกับกล้องหน้าคู่ ความละเอียด 24+2 ล้านพิกเซล ใช้สุดยอดเซนเซอร์ Sony IMX576 ในการจับภาพได้ความละเอียดที่เหนือกว่า ซึ่งการประมวลภาพถ่ายทั้งหมดนี้ถูกจัดการโดย Qualcomm Spectra™ 380 ISP ทำให้ประมวลผลภาพถ่าย แต่ละรูปออกมาได้อย่างรวดเร็ว ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า สามารถถ่ายรูปได้มากขึ้นกว่าเดิมต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

สไลด์ดีไซน์ เปิดประสบการณ์แสดงผลแบบเต็มหน้าจอ

Mi MIX 3 5G ใช้กลไกการเลื่อนสไลด์ที่เป็นสิทธิบัตรเฉพาะของทางเสียวหมี่ ให้ประสบการณ์สัมผัสที่ดีเยี่ยมและปรับแต่ง ได้หลากหลาย ผู้ใช้สามารถตั้งค่าให้การสไลด์เป็นการเรียกใช้งานฟังก์ชั่นต่าง ๆ ของโทรศัพท์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการรับสาย เรียกเข้า หรือเปิดแอปกล้องขึ้นมา และด้วยสไลด์ดีไซน์นี้ทำให้ขอบข้างของเครื่อง มีความบางมากเป็นพิเศษ และมีสัดส่วน หน้าจอต่อขนาดเครื่อง (screen-to-body Ratio) ที่ใหญ่มากเกินกว่าใคร สิ่งที่จะเห็นด้านหน้าจะมีเพียงหน้าจอที่สวยงามของ Samsung AMOLED ซึ่งมีขนาด 6.39 นิ้ว ความละเอียด 2340 x 1080 FHD+ ที่สัดส่วน 19.5:9

Mi MIX 3 5G ราคาเริ่มต้นที่ 599 ยูโร (ประมาณ 21,600 บาท) มี 2 สีให้เลือกได้แก่ Onyx Black และ Sapphire Blue

 

Mi 9 - สมาร์ทโฟนเรือธงที่มาพร้อมกล้อง AI triple camera

Mi 9 เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงตัวแรกจากเสียวหมี่ที่มาพร้อมกับกล้องหลัง AI triple camera ซึ่งมีกล้องหลักที่ใช้เซนเซอร์ ถ่ายภาพความละเอียดสูงถึง 48 ล้านพิเซล ของ Sony IMX586 ด้วยขนาดเซนเซอร์ที่ใหญ่ ½” ผู้ใช้สามารถเลือกถ่ายภาพ ที่ความละเอียดสูง 48 ล้านพิกเซล หรือปรับเปลี่ยนให้ถ่ายภาพได้สวยใสและสว่างขึ้นในสภาพแสงน้อยได้ โดย Mi 9 จะรวม พิกเซลจาก 4 เป็น 1 เพื่อเพิ่มขนาดพิกเซลต่อจุดให้ใหญ่ขึ้นเป็น 1.6 μm ซึ่งจะรับแสงได้ไวกว่าเดิม โดยตัว AI triple camera นี้จะประกอบไปด้วยกล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล กล้องอัลตร้าไวด์ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล และกล้องเทเลซูม 12 ล้านพิกเซล ทำงานร่วมกันเป็นอย่างดี ผ่านการทดสอบจาก DxOMark เว็บไซต์ชื่อดังด้านการทดสอบ อุปกรณ์ถ่ายภาพ ว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่กล้องดีที่สุดที่มีคะแนนมาเป็นอันดับ 2 ของโลก ซึ่งทำคะแนนไปได้ถึง 107 คะแนน นอกจากนี้ยังทำ คะแนนด้านการถ่ายวิดีโอมากถึง 99 คะแนน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งจากการจัดอันดับของ DxOMark อีกด้วย

การออกแบบดีไซน์ใน Mi 9

Mi 9 มีดีไซน์ฝาหลังแบบโค้งมนรอบด้าน ทำให้สามารถจับถือได้ถนัดและสบาย ใช้กระบวนการขั้นสูงในการลงสีให้ฝาหลัง จนได้สีรุ้งแบบ Holographic ระยิบระยับสะกดตา แตกต่างในทุกครั้งที่หยิบจับขึ้นมามอง ดีไซน์แบบโค้งมนรอบด้านนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมากจากสถาปนิกชื่อดัง Antoni Gaudi และได้รับการรับรองจากสถาบัน The Gaudi Academia of Knowledge

“ด้วยแรงบันดาลใจจากงานของ Antoni Gaudi ทำให้ Mi 9 รวมเอาการตกกระทบของแสง การโค้งมนที่เรียบเนียน และดึงเอาส่วนประกอบจากส่วนต่าง ๆ ของธรรมชาติมาสร้างสรรค์เป็นงานระดับมาสเตอร์พีซ ที่แสดงออกให้เห็นถึง ความสวยงามขั้นสุด” Carlos Canals Roura, ประธานของ The Gaudi Academia of Knowledge ได้กล่าวชื่นชม Mi 9

ด้านหน้าของ Mi 9 ได้เลือกใช้การแสดงผลของ Samsung AMOLED Dot Drop ที่มีขนาดหน้าจอ 6.39 นิ้ว สัดส่วน 19.5:9 และภายใต้หน้าจอนี้จะมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือรุ่นใหม่ที่ถูกพัฒนาเพิ่มเติมให้สามารถปลดล็อคได้รวดเร็วขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 25%

Mi 9 จะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศยุโรป ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 449 ยูโร (ประมาณ 16,200 บาท) สำหรับรุ่น 6GB+64GB และราคา 499 ยูโร (ประมาณ 18,000 บาท) สำหรับรุ่น 6GB+128GB มี 3 สีให้เลือก ได้แต่ สีดำ Piano Black, น้ำเงิน Ocean Blue, และม่วง Lavender Violet

 

Mi LED หลอดไฟอัจฉริยะ

เสียวหมี่ ยังมีการเปิดตัวหลอดไฟอัจฉริยะ Mi LED เพิ่มเติมระหว่างการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ สามารถปรับเปลี่ยนสี ได้มากถึง 16 ล้านสี เพิ่มลดอุณหภูมิและความสว่างของแสง ได้โดยการควบคุมผ่านแอป Mi Home ซึ่งทำงานร่วมกับ Google Assistant และ Amazon Alexa ได้ และเตรียมรองรับ Apple Home Kit ภายในไตรมาสที่สองของปี 2019 อีกด้วย

หลอดไฟ Mi LED ได้เปิดวางจำหน่ายแล้วในยุโรปที่ราคา 19.9 ยูโร (ประมาณ 720 บาท)

Mi Explorers

ด้วยความที่เสียวหมี่เป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้เป็นหลักมากที่สุดในโลกบริษัทหนึ่ง เสียวหมี่ได้พัฒนาวัฒนธรรม ของคอมมิวนิตี้ได้อย่างมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร และมี Mi Fans อยู่ทั่วทุกมุมโลก โดยโครงการ Mi Explorers นี้เป็นหนึ่งใน โครงการที่สำคัญที่สุดสำหรับโปรเจกต์ Mi Fan initiative โดยจะทำการคัดเลือก Mi Fans ให้ได้รับสิทธิพิเศษเข้าถึง อุปกรณ์ใหม่ล่าสุด และสามารถให้คำติชมโดยตรงเกี่ยวผลิตภัณฑ์ต่อทีมพัฒนา เพื่อนำมาปรับปรุงคุณภาพต่อไป โดยในงานนี้ทางเสียวหมี่ได้คัดเลือก Mi Fans ทั้งหมด 20 ราย จากสเปน ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร อิตาลี โปแลนด์ และยูเครน ให้ได้เข้าร่วมจับ Mi 9 ก่อนใคร และนำพาพวกเค้าเหล่านี้ไปร่วมงานเปิดตัว Global Launch ในเมือง Barcelona ประเทศสเปน รวมถึงงาน Mobile World Congress 2019 ในครั้งนี้ด้วย

เทรนด์ไมโคร แถลงผลประกอบการปี 2018 รายได้สุทธิรวม 160,410 ล้านเยน พร้อมระบุว่าในปีนี้ภัยคุกคามยังน่ากลัวและเข้มข้นมากขึ้น

เทรนด์ไมโคร ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นความปลอดภัยทางไซเบอร์ ได้เผยถึงผลประกอบการประจำปี 2018 สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2018 ที่ผ่านมา โดยมีรายได้สุทธิจำนวน 160,410 ล้านเยน สูงขึ้นจากปีก่อน 7.8% และมีรายได้จากการดำเนินงานจำนวน 35,836 ล้านเยน โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) อยู่ที่ 22,980 ล้านเยน เติบโตถึง 20.2%

คุณปิยธิดา ตันตระกูล ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เทรนด์ ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "ภัยคุกคามทางด้านไซเบอร์ เป็นสิ่งที่องค์กรต่าง ๆ ยกให้อยู่ในลำดับต้น ๆ ของความสำคัญที่จะต้องคำนึง โดยในปี 2018 ที่ผ่านมานั้น ทั่วโลกต้องเผชิญกับภัยคุกคามที่สร้างความเสียหายในกับระบบไอทีขององค์กร การที่ต้องสูญเสียเงินเป็นจำนวนมหาศาลให้กับภัยแรนซั่มแวร์ ภัยคุกคามที่ขโมยเงินดิจิทัลด้วยการฝังมัลแวร์แปลก ๆ ลงในบราวเซอร์เพื่อที่จะแอบขุดเงิน Cryptocurrency Mining  รวมไปถึงองค์กรชั้นนำในยุโรปยังต้องคำนึงในส่วนของการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่บังคับใช้กันในวงกว้างเช่น General Data Protection Regulation (GDPR) จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้องค์กรไม่อาจละเลยเรื่องของการลงทุนด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้"

โดย คุณปิยธิดา ยังระบุด้วยว่า ตัวเลขของภัยคุกคามต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปี 2018 ที่ผ่านมานั้น มีจำนวนเพิ่มขึ้นและรุนแรงมากกว่าเดิม อย่างเช่น กรณีของภัยคุกคามด้วยวิธีการโจมตีแบบ Business Email Compromise (BEC) เพิ่มขึ้นเป็น 12,472 ครั้ง (ปี 2017 จำนวน 9,708 ครั้ง) เป็นเมล์ลวงที่ผู้ไม่ประสงค์ดีปลอมอีเมล์ของผู้บริหารเพื่อลวงพนักงาน เป็นต้น ถัดมาเป็นภัยที่ยังคงเกิดอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าแรนซั่มแวร์สายพันธุ์ใหม่จะพบน้อยลง แต่สายพันธุ์เก่าอย่างเช่นการกลับมาของแรนซั่มแวร์ WannaCry และตระกูลอื่น ๆ สำหรับ WannaCry นั้นเป็นภัยคุกคามที่โด่งดังในช่วงปี 2017 แต่จวบจนในปี 2018 ภัยนี้ก็ไม่ได้หายไปไหน ก็ยังเติบโตเช่นกันและพบว่ามีภัยในตระกูลเดียวกับ WannaCry ถึง 616,399 สายพันธุ์ (ปี 2017 อยู่ที่ 321,814 สายพันธุ์) ส่วนตระกูลอื่น ๆ อีก 126,518 สายพันธุ์ (ปี 2017 อยู่ที่ 244,716 สายพันธุ์) สำหรับในประเทศไทยเราตรวจพบว่ามีการโจมตีถึง 15,733 ครั้ง ในปี 2018 ที่ผ่านมา

ภัยคุกคามอีกประเภทหนึ่งที่เรียกได้ว่าน่ากลัวไม่แพ้กันก็คือ การโจมตีโดยอาศัยการฝังมัลแวร์เพื่อทำการขุดเงินดิจิทัล หรือ Cryptocurrency Mining ซึ่งวันนี้มีการโจมตีเลยระดับ 1 ล้านครั้งไปแล้ว โดยทางเทรนด์ไมโครตรวจพบถึง 1,350,951 ล้านครั้งในปี 2018 (ปี 2017 เพียงแค่ 400,873 ครั้งเท่านั้น) โดยกระบวนการที่ผู้ไม่ประสงค์ดีกระทำนั้น ใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น มีการฝังมัลแวร์ลงบนตัวส่วนขยายของเว็บบราวเซอร์  ใช้ป๊อป-อัพ ของโฆษณา ปลั๊กอินแปลก ๆ  บ็อตเน็ต หรือการใส่โค้ดร้ายลงไปยังซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายต่าง ๆ เป็นต้น

ในส่วนของปี 2019 นี้ทางเทรนด์ไมโคร ก็ยังมองว่าภัยคุกคามยังคงสูงขึ้น และยังได้จัดทำ รายงานพิเศษชื่อว่า Mapping the Future : Dealing With Pervasive and Persistent Threats  เป็นคาดการณ์ภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นในปี 2019 ซึ่งจะมีการคุกคามและโจมตีต่อเนื่องเข้มข้นกว่าเดิม โดยมาจากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทั้งในปัจจุบันและที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้ แนวโน้มของตลาด และผลกระทบของอันตรายในวงกว้าง โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น 7 ประการ โดยสามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่ 

https://documents.trendmicro.com/assets/rpt/rpt-mapping-the-future.pdf

 

เกี่ยวกับเทรนด์ไมโคร

เทรนด์ไมโครผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้มุ่งมั่นในการทำให้โลกของเราปลอดภัยสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางดิจิตอลด้วยโซลูชั่นที่เป็นนวัตกรรมสำหรับผู้ใช้ตามบ้าน, ระดับองค์กร, และหน่วยงานภาครัฐซึ่งช่วยยกระดับความปลอดภัยทั้งดาต้าเซ็นเตอร์, สภาพแวดล้อมบนคลาวด์, เครือข่าย, และเอนด์พอยต์โดยทุกผลิตภัณฑ์ของเราต่างทำงานผสานเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยการแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายได้อย่างอัจฉริยะรวมทั้งเป็นแนวป้องกันอันตรายที่ประสานงานร่วมกันด้วยการรวมศูนย์การมองเห็นและตรวจสอบข้อมูลทำให้สามารถปกป้องได้ดีกว่าและรวดเร็วมากยิ่งขึ้นเทรนด์ไมโครมีพนักงานกว่า 6,000 คนกระจายอยู่มากกว่า 50 ประเทศร่วมกับเครือข่ายขั้นสูงที่รวบรวมข้อมูลด้านอันตรายแบบอัจฉริยะจากทั่วทุกมุมโลกทำให้สามารถสนับสนุนให้องค์กรปกป้องตนเองในโลกแห่งการเชื่อมต่อได้สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชม www.trendmicro.com

ทรูมันนี่จับมือมูลนิธิฮักเมืองแจ๋ม (แม่แจ่มโมเดล) เปิดรับเงินบริจาค สมทบทุนซื้อต้นกล้าไผ่ ร่วมฟื้นฟูผืนป่า เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน ผ่านแอปฯ TrueMoney Wallet

ในภาพ : นางสาวจิตติมา จันทรมโรภาส Assistant Director บริษัท ทรู มันนี่ จำกัด พร้อมด้วย นายจอมกิตติ ศิริกุล ผู้บริหารด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐ สำนักบริหารความยั่งยืน ธรรมาภิบาล และสื่อสารองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมถ่ายภาพกับ นายอุทิศ สมบัติ (คนกลาง) ประธานกรรมการมูลนิธิฮักเมืองแจ๋ม และภาคีเครือข่าย หลังลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ

เมื่อเร็วๆ นี้ ทรูมันนี่ ผู้นำด้านบริการอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนท์ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย นางสาวจิตติมา จันทรมโรภาส Assistant Director บริษัท ทรู มันนี่ จำกัด เป็นตัวแทนลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างมูลนิธิฮักเมืองแจ๋มและภาคีเครือข่ายแม่แจ่มโมเดล ณ ชุมชนการเรียนรู้สมเด็จย่า โรงเรียนสาธิตชุมชนการเรียนรู้สมเด็จย่าฯ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อระดมทุนในการฟื้นฟูป่า แก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าอย่างยั่งยืนให้แก่มูลนิธิฮักเมืองแจ๋ม (แม่แจ่มโมเดล) ผ่านแอปพลิเคชั่นทรูมันนี่ วอลเล็ท (TrueMoney Wallet) ทุกคนสามารถทำดีได้ง่ายๆ เพียง 1 บาทก็บริจาคได้ตลอด 24 ชั่วโมง คลิก d.truemoney.com/hugpr

ปัจจุบัน TrueMoney Wallet ยังเป็นช่องทางรับการบริจาคเงินจากผู้มีจิตกุศลที่ต้องการบริจาคเงินช่วยเหลือไปยังมูลนิธิ องค์กรการกุศล และโครงการเพื่อการกุศลต่างๆ มากกว่า 20 หน่วยงาน ซึ่งเงินบริจาคจะไม่ถูกหักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ร่วมทำความดีเพื่อสร้างสรรค์สังคมได้ง่ายๆ กับ TrueMoney Wallet ได้แล้ววันนี้ หรือสนใจค้นหาข้อมูลโครงการต่างๆ และรายละเอียดการบริจาคเงินได้ที่ https://www.truemoney.com/donation/

ดาวน์โหลดฟรีใช้งานได้ทุกค่ายมือถือ สอบถามเพิ่มเติมโทร. 1240

คณะผู้บริหารทรูมันนี่และเครือเจริญโภคภัณฑ์ร่วมบันทึกภาพกับสมาชิกมูลนิธิฮักเมืองแจ๋ม ที่จังหวัดเชียงใหม่

 

เกี่ยวกับ ทรูมันนี่

ทรูมันนี่คือผู้นำด้านบริการอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนท์ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมุ่งเน้นให้บริการทางการเงินแก่ผู้คนรวมไปถึงผู้ที่เข้าไม่ถึงบริการของสถาบันทางการเงิน โดยให้บริการใน 6 ประเทศในภูมิภาคได้แก่ ประเทศไทย กัมพูชา เมียนมาร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

ทรูมันนี่ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2546 และเข้าเป็นธุรกิจหนึ่งของบริษัทแอสเซนด์มันนี่ในปี พ.ศ. 2557 และเป็นพันธมิตรกับบริษัท Alipay ใน พ.ศ. 2559 โดยปัจจุบันมีบริการด้านการเงินที่หลากหลาย อาทิ TrueMoney Wallet แอปพลิเคชั่นอำนวยความสะดวกในการใช้จ่ายง่ายขึ้นและตอบโจทย์กับทุกไลฟ์สไตล์ได้รับความนิยมสูงสุด นอกจากนั้นยังมีเครือข่ายตัวแทน ทรูมันนี่ ที่ครอบคลุมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบริการรับชำระเงินแบบออฟไลน์ ทั้งหมดนี้เพื่อมอบความสะดวกสบายในการทำธุรกรรมทางการเงินให้กับหลายล้านคนเพื่อก้าวล้ำไปสู่ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น