01.SuwanGroup
BizFocus

BizFocus

ทันยุค ทันสมัย หัวใจธุรกิจ บิสโฟกัส

ซีเมนส์ จัดกิจกรรม CSR ส่งเสริมชุมชนรอบโรงไฟฟ้าพระนครใต้

นายชัยรัตน์  เกตุเงิน ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ (กลางซ้าย) ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและพนักงานจากบริษัทซีเมนส์ จำกัด นำโดยนายมาร์คุส ลอเรนซินี่ ประธานและหัวหน้าฝ่ายบริหาร (กลางขวา) ระหว่างการทำกิจกรรมภายใต้โครงการ Siemens Caring Hands" เพื่อสร้างสรรค์กิจกรรมที่เป็นสารธารณะประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม

บริษัท ซีเมนส์ จำกัด จัดกิจกรรมซีเอสอาร์ ภายใต้โครงการ  “Siemens Caring Hands" เพื่อสร้างสรรค์กิจกรรมที่เป็นสารธารณะประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม โดยในปีนี้ ได้นำพนักงานร่วมสนับสนุนการศึกษา และการปรับปรุงพื้นที่ในโรงพยาบาล ในตำบลบางโปรง จ.สมุทรปราการ  ในสถานที่หลัก 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงเรียนนิลรัตน์อนุสรณ์  และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก  เพื่อให้เยาวชนและผู้อาศัยในชุมชนบางโปรง ได้รับประโยชน์จากกิจกรรมในครั้งนี้

มร.มาร์คุส ลอเรนซินี่ ประธานและหัวหน้าฝ่ายบริหาร บริษัท ซีเมนส์ จำกัด กล่าวถึงการจัดกิจกรรมซีเอสอาร์ในครั้งนี้ว่า ซีเมนส์ ได้ดำเนินธุรกิจและเติบโตคู่กับคนไทยมานานเกือบ 120 ปี  บริษัทฯ มีความตระหนักดีในการให้ความช่วยเหลือสังคมในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับคนในสังคม ซึ่งรวมไปถึงการสนับสนุนด้านการศึกษา สาธารณสุข และการให้ความช่วยเหลือในช่วงภัยพิบัติต่าง ๆ  ทั้งนี้ การส่งเสริมกิจกรรมทั้งหมดดังกล่าว อยู่ภายใต้โครงการ “Siemens Caring Hands”  ซึ่งเป็นโครงการที่ซีเมนส์ทั่วโลกให้ความสำคัญ และเป็นหนึ่งในภารกิจของบริษัทฯ ในการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนสังคมที่ซีเมนส์เข้าไปดำเนินธุรกิจในทุกประเทศ 

สำหรับกิจกรรมซีเอสอาร์ภายใต้โครงการ "Siemens Caring Hands" ในปีนี้ บริษัทฯ ได้ให้การสนับสนุนด้านการศึกษาและการอำนวยความสะดวก ให้กับผู้มาใช้บริการสาธารณสุขแก่ชาวชุมชนตำบลบางโปรง อ.เมือง จ. สมุทรปราการ  เนื่องจากชุมชนบางโปรง เป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ซึ่งซีเมนส์ได้เป็นผู้จัดหาและอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงไฟฟ้าความร้อนร่วม โครงการทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่ 1 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งตลอดระยะเวลาการดำเนินงานในพื้นที่ ได้รับความร่วมมือจากชุมชนเป็นอย่างดี  บริษัทฯ จึงจัดกิจกรรมสนับสนุนชุมชน เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้รับประโยชน์ ประกอบด้วย

  1. สนับสนุนการเทพื้นคอนกรีตด้านหน้าอาคารโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางโปรง เพื่อลดการเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มของประชาชนที่มาใช้บริการ เนื่องจากสภาพพื้นดินเดิมที่ขรุขระ และชื้นแฉะเมื่อฝนตก
  2. สนับสนุนสื่อการเรียนการสอน ให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลบางโปรง เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กก่อนวัยเรียน
  3. สนับสนุนการปรับปรุงโรงอาหารของโรงเรียนนิลรัตน์อนุสรณ์ ให้ถูกสุขลักษณะ และปรับปรุงพื้นดินบริเวณสนามเด็กเล่น ใหม่เพื่อลดอุบัติเหตุ โดยได้นำพนักงานซีเมนส์ 60 คน มาร่วมกิจกรรมทาสีและเล่นกิจกรรมสันทนาการกับเด็กนักเรียน

ทั้งนี้ นับตั้งแต่บริษัท ซีเมนส์ จำกัด ได้จัดตั้งขึ้นในประเทศไทย บริษัทฯ ได้จัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เพื่อให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนตามความจำเป็นในหลากหลายด้าน เพื่อบรรเทาทุกข์และช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้กับคนในสังคม  รวมไปถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีกิจกรรมที่สำคัญอาทิ การสนับสนุนโรงเรียนตำรวจตระเวณชายแดนสืบสานโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 กิจกรรมปลูกป่าชายเลน และโครงการบริจาคหนังสือให้กับห้องสมุดของโรงเรียนที่ขาดแคลน เป็นต้น

--------------------------------------------------------------

บริษัท ซีเมนส์ จำกัด เข้ามาให้บริการในประเทศไทยเป็นเวลานานกว่าศตวรรษ เป็นองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นผู้นำตลาดโลกในการใช้เทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ (automation) และการนำระบบดิจิตัลมาใช้กับการปฏิบัติงานในหลากหลายรูปแบบ โดยกิจกรรมของบริษัทฯ มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าด้วยการพัฒนาด้านพลังงาน กำลังการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของทุกๆ คนในสังคม  ปัจจุบัน ซีเมนส์ ประเทศไทย ยังดูแลธุรกิจในประเทศกัมพูชาและประเทศพม่าด้วย

SPACES คว้ารางวัล “The Best Co-Working Spaces Development”
ในงาน PropertyGuru Thailand Property Awards 2018 ครั้งที่ 13

นายเฟรดเดอร์ริค โดเฮอร์ (ขวา) ผู้จัดการฝ่ายขาย สเปซเซส ประจำประเทศไทย เป็นตัวแทนขึ้นรับมอบรางวัลอันทรงเกียรติ “The Best Co-Working Spaces Development” รางวัลที่ได้รับการยอมรับจากนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในงาน “PropertyGuru Thailand Property Awards 2018 ครั้งที่ 13” เวทีเฟ้นหานักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ดีที่สุดของประเทศไทย โดยมี นายธวัชชัย กอบกัยกิจ (ซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ภูมิสถาปนิกกรุงเทพ จำกัด ให้เกียรติเป็นประธานมอบรางวัล ทั้งนี้นับเป็นปีแรกของรางวัล “The Best Co-Working Spaces Development” ที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องของโคเวิร์กกิ้งสเปซในประเทศไทย โดย Spaces นั้นมีดีไซน์ที่โดดเด่นทันสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่แบบครบวงจร พร้อมเปิดให้บริการแล้ว 2 สาขา ชั้น 3 ของซัมเมอร์ฮิลล์และสาขาที่สองบนชั้น 24 อาคารจัสตุรัสจามจุรี นอกจากนี้ Spaces ยังคงมีแผนขยายให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นอีก 3 สาขาในไทย ได้แก่ เอ็มไพร์ ทาวเวอร์ M-9 Ratchada และ The Metropolis สำโรง รวมทั้งยังให้บริการในอีกกว่า 60 เมืองใหญ่ทั่วโลก งานจัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก

สุรชัย จงเลิศวราวงศ์ ผู้อำนวยการสายงานขายและการตลาด ประเทศไทย กลุ่มธุรกิจ TCP ตอกย้ำความเป็นเจ้าตลาด เตรียมเปิดตัว เรดดี้ บู้ท เครื่องดื่มให้พลังงานพรีเมี่ยมสูตรใหม่ เพื่อความดูดี และฟิตแอนด์เฟิร์มกับคอนเซ็ปต์ “เรดดี้ บู้ท พร้อมรุก… ทุกสถานการณ์” พร้อมเปิดตัว ก๊อต – จิรายุ พรีเซ็นเตอร์คนล่าสุด งานจะจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 24 กันยายนนี้ เวลา 17.00 น. ณ เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท ชั้น 19 เกษร ทาวเวอร์

บุญถาวร อัดแคมเปญ “TILE EXPO”อลังการกระเบื้องจัดใหญ่แห่งปี แจกทองจัดหนัก
คืนกำไรให้ลูกค้า หวังยอดขายโต 20%

บุญถาวร ผู้นำด้านวัสดุตกแต่งบ้านแบบครบวงจรที่มีสินค้าให้เลือกมากที่สุดในประเทศ อัดแคมเปญ “บุญถาวร TILE EXPO" อลังการกระเบื้องจัดใหญ่แห่งปี แจกทองจัดหนัก และมอบสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อเป็นการคืนกำไรให้ลูกค้า หวังกระตุ้นกำลังซื้อของตลาดกระเบื้องในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี กับกระเบื้องตกแต่งที่มาจากทั่วทุกมุมโลกมากกว่า 30,000 รายการ และยังสามารถดูไอเดียห้องตัวอย่างมากกว่า 1,000 ห้องก่อนการเลือกซื้อทาง www.boonthavorn.com ตั้งแต่วันนี้ – 31 ตุลาคม 2561 หวังยอดขายโต 20%

คุณสุวัฒน์ พรฤกษ์งาม ผู้จัดการทั่วไปหน่วยธุรกิจค้าปลีกบุญถาวร กระเบื้อง และห้องน้ำ บริษัท บุญถาวรเซรามิค จำกัด กล่าวว่า “การจัดแคมเปญ บุญถาวร TILE EXPO อลังการกระเบื้องจัดใหญ่แห่งปี แจกทองจัดหนัก ในครั้งนี้เป็นการจัดยิ่งใหญ่ที่สุดท้ายปี 2561 โดยได้เลือกคัดสรรกระเบื้องที่มีคุณภาพมาจากทั่วทุกมุมโลกให้กับลูกค้า อาทิเช่น กระเบื้องพื้น, กระเบื้องโมเสคแก้ว, กระเบื้องหินธรรมชาติ, กระเบื้องแกรนิตโต้, กระเบื้องแกรนิตโต้ 4D, กระเบื้องลายหินอ่อน, กระเบื้องลายไม้ และอีกหลากหลายแบบมากมายกว่า 30,000 รายการ ที่ครบทุกความต้องการสำหรับลูกค้าในการตกแต่งบ้านทุกสไตล์ ถือเป็นการตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านการจำหน่ายกระเบื้อง โดยลูกค้าที่ซื้อกระเบื้องครบตามเงื่อนไขที่กำหนดจะได้ รับฟรีสร้อยคอทองคำหนัก มูลค่าสูงสุด 3 บาท ยิ่งซื้อเยอะยิ่งได้รับทองเยอะ พร้อมรับบัตรของขวัญมูลค่าสูงสุดถึง 58,000 บาท และสิทธิพิเศษอื่นๆอีกมากมาย"

คุณศิริขวัญ บุญเอี่ยม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด  กล่าวเพิ่มเติมว่า “หลังจากที่เราประสบความสำเร็จอย่างมากและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีกับ บุญถาวร TILE EXPO เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ถือเป็นการตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านการจำหน่ายกระเบื้อง และเพื่อเป็นการคืนกำไรให้กับลูกค้า เราจึงได้นำแคมเปญ บุญถาวร TILE EXPO กลับมาจัดอีกครั้ง  ซึ่งความพิเศษของครั้งนี้  เราได้เลือกคัดสรรกระเบื้องตกแต่งบ้านที่มีคุณภาพและหลากหลายแบบมาจากทั่วทุกมุมโลก มากกว่า  30,000  รายการ เพื่อการแต่งบ้านในทุกสไตล์  พร้อมจัดโปรโมชั่นสุดพิเศษมอบให้กับลูกค้าได้เลือกซื้อสินค้า ในราคาสุดคุ้ม ทั้งลดสุดพิเศษ ทั้งแจกครั้งใหญ่ ที่บุญถาวรทั้ง 13 สาขา และสามารถเลือกช้อปผ่านออนไลน์ได้ที่  www.boonthavorn.com  โดยคาดว่าจากความหลากหลายของกระเบื้องที่ทางบุญถาวรได้เลือกคัดสรรมาเพื่อแคมเปญนี้โดยเฉพาะ รวมถึงทั้งลดทั้งแจกครั้งใหญ่ จะเป็นการช่วยกระตุ้นกำลังซื้อให้กับตลาดกระเบื้องในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีได้อีกระลอก และจะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าเข้ามาเลือกซื้อกระเบื้องกันมากขึ้น  ซึ่งน่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน 

ทั้งนี้  ในช่วงการจัดแคมเปญ “บุญถาวร TILE EXPO” อลังการกระเบื้องจัดใหญ่แห่งปี แจกทองจัดหนัก หวังกระตุ้นยอดขายเพิ่มอีก 20%

คุณชนัส ชูชาติ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอีคอมเมิร์ซ  กล่าวปิดท้ายว่า  “บุญถาวรยังได้เพิ่มความสะดวกสบายให้สำหรับลูกค้า สามารถเลือกช้อปสินค้าผ่านทางwww.boonthavorn.com ได้ทุกที่ตลอด 24 ชม. พร้อมมีบริการจัดส่งถึงที่ทั่วประเทศ  นอกจากนี้ เรายังมี DESIGN IDEAS ห้องตัวอย่างมากกว่า 1,000 ห้อง ให้ลูกค้าได้สามารถเลือกชมเพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจที่ www.boonthavorn.com/design-ideas ลูกค้าที่สมัครสมาชิกกับ www.boonthavorn.com  และช้อปสินค้าออนไลน์ 5,000 บาทขึ้นไป จะได้ รับส่วนลด 400 บาท หรือเมื่อช้อปสินค้าออนไลน์ครบตามเงื่อนไขที่กำหนด จะได้  รับโค้ดส่วนลดสูงสุด 3,000 บาท  แต่ถ้าชำระด้วยบัตรเครดิต KBANK, SCB, KTC, Krungsri และ CitiBank จะได้รับสิทธิ์ ส่วนลดสูงสุด 2,800 บาท ตั้งแต่วันนี้ - 31 ตุลาคม 2561”

มาร่วมช้อปรับทองคำและสิทธิพิเศษอื่นๆอีกมากมายกับ “บุญถาวร TILE EXPO อลังการกระเบื้องจัดใหญ่ แจกทองจัดหนัก กันได้ตั้งแต่ วันนี้ - 31 ตุลาคม 2561 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและติดตามโปรโมชั่นดีๆ ได้ตลอดทั้งปีที่ www.boonthavorn.com หรือ

สอบถามโทร. 02-657-1111 หรือ Line: @boonthavorn
#บุญถาวร  #บุญถาวรTileExpo  #บุญถาวรดอทคอม #ช้อปออนไลน์24ชม.
#อลังการกระเบื้องจัดใหญ่แจกทองจัดหนัก #ยิ่งซื้อเยอะยิ่งได้ทองเยอะ
#BoonThaVorn #BoonThaVornTileExpo  #TileExpo  #BoonThaVornOnline  #BoonThaVorn24Hr    

เวียตเจ็ทติดอันดับ 50 สายการบินชั้นนำของโลก จากการจัดอันดับของนิตยสาร Airfinance Journal

สายการบินเวียตเจ็ท สายการบินยุคใหม่จากเวียดนามได้รับการจัดอันดับให้เป็น 50 สายการบินชั้นนำของโลก (ติดอันดับที่ 22) จากการจัดอันดับของ Airfinance Journal เป็นครั้งแรก ซึ่ง Airfinance Journal คือหนึ่งในนิตยสารด้านธุรกิจพาณิชย์การบินชั้นนำของโลก

Airfinance Journal ประกาศผลการจัดอันดับหลังจากการสำรวจสถานะทางการเงินและการดำเนินงานของสายการบิน 162 รายทั่วโลก ซึ่งครอบคลุมทั้งสายการบินที่ให้บริการเต็มรูปแบบและสายการบินต้นทุนต่ำ

เวียตเจ็ทได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน 50 สายการบินชั้นนำของโลก จากสถานะทางการเงินและการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ โดยมีอันดับสูงกว่าสายบินชั้นนำหลายแห่ง โดยการจัดอันดับทางการเงินนี้พิจารณาจากข้อมูลการดำเนินงานช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งประเมินจาก 5 ปัจจัย ได้แก่

  • อายุเฉลี่ยของฝูงบิน
  • อัตราส่วนรายรับก่อนหักกำไร ภาษี ค่าเสื่อมราคา การชำระหนี้ และต้นทุนการเช่าเครื่องบิน จากรายรับ  (EBITDAR/ Revenue)
  • ความสามารถในการจ่ายค่าใช้จ่ายประจำทางการเงิน: EBITDAR / รายรับสุทธิ + ค่าเช่า
  • อัตราสภาพคล่องเป็นร้อยละของรายรับ
  • หนี้สินสุทธิที่ปรับปรุงแล้ว / EBITDAR

โดยข้อมูลการจัดอันดับระบุว่า สายการบินเวียตเจ็ทมีรายรับรวม 995 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และมีอายุเฉลี่ยของฝูงบินที่ 3.2 ปี และมีอัตราสภาพคล่องที่ 30.4% ของรายรับ

WICE โชว์ปริมาณงานโตทุกช่องทาง มั่นใจภาคธุรกิจโลจิสติกส์ขยายตัวดีต่อเนื่อง เศรษฐกิจโลกฟื้น เข้าไฮซีซั่น หนุนดีมานด์พุ่ง วางแผนลุยโปรโมทงาน เดินหน้าจัดตั้งบริษัทร่วมทุน “ยูโรเอเชีย โทเทิล โลจิสติกส์” ลุยงาน Cross-Border ภายในเดือนนี้ พร้อมเปลี่ยนชื่อ SEL เป็น WICE LOGISTICS (Singapore) ยกระดับสู่ผู้นำโลจิสติกส์ภูมิภาคเอเชีย การันตีผลงานทั้งปีนิวไฮตามเป้า 1,800 ล้านบาท

นายชูเดช คงสุนทร กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ไวส์ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) (WICE) ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศแบบครบวงจร เปิดเผยว่า ปริมาณงานของบริษัทช่วงไตรมาส 3/61 มีการเติบโตในเกณฑ์ดี โดยกลุ่มลูกค้าเดิมในอุตสาหกรรมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ มีความต้องการบริการขนส่งสินค้ารูปแบบต่างๆมากขึ้น อีกทั้งบริษัทมีโอกาสเข้ารับงานจากลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ปัจจัยสนับสนุนมาจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ที่ส่งผลให้มูลค่าการค้าระหว่างประเทศปรับตัวสูงขึ้น

โดยแนวโน้มปริมาณงานของบริษัทเติบโตเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2/61 ปริมาณงานด้านขนส่งและบริการทางอากาศ (Air Freight) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 192.94 ล้านบาท หรือคิดเป็น 82.48% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 105.73 ล้านบาท, งานให้บริการด้านโลจิสติกส์ เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 85.47 ล้านบาท หรือคิดเป็น 19.11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 71.76 ล้านบาท เป็นผลมาจากการรับรู้รายได้ของบริษัท Universal Worldwide Transportation Limited (UWT) อีกทั้งบริษัทได้รับงานโครงการของลูกค้าใหม่ และลูกค้าเปลี่ยนการใช้บริการจากขนส่งทางทะเลเป็นการขนส่งทางอากาศเพิ่มขึ้น ส่งผลให้งานขนส่งและบริการทางเรือ (Sea Freight) ลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ 150.77 ล้านบาท หรือคิดเป็น 15.40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 178.21 ล้านบาท

นอกจากนี้คาดว่าในช่วงที่เหลือของปีจะทยอยโอนงานให้ UWT ไม่น้อยกว่า 50 % ของปริมาณงานทั้งหมด หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 100 ล้านบาท หลังจากที่ก่อนหน้านี้ WICE ได้ถ่ายโอนงานจากซัพพลายเออร์เดิมในประเทศจีนให้กับ UWT ในช่วงไตรมาส 2 แล้วประมาณ 20% คิดเป็นมูลค่า 20 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามแผนงานที่บริษัทได้วางไว้ตั้งแต่เข้าซื้อกิจการ

“แนวโน้มธุรกิจจะเติบโตดีต่อเนื่อง เริ่มเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ โดยบริษัทมีความพร้อมในการรองรับบริการให้กับลูกค้า และมีแผนขยายบริการทุกรูปแบบในกลุ่มลูกค้าเดิม พร้อมกับการขยายฐานลูกค้าใหม่ เพื่อต่อยอดงานและโปรโมทงานร่วมกับ Sun Express Logistics Pte. Ltd. (SEL) ประเทศสิงคโปร์ และ UWT ประเทศจีนและฮ่องกง” นายชูเดช กล่าว

สำหรับความร่วมมือทางธุรกิจจัดตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ชื่อ บริษัท ยูโรเอเชีย โทเทิล โลจิสติกส์ จำกัด (EUROASIA TOTAL LOGISTICS CO., LTD.)  ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง WICE, Mr.Lee Yik Chieh (Malaysian) และ นางสาวกฤชวรรณ ซื้อเจริญชัย เพื่อดำเนินธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ขนส่งข้ามพรมแดน (Cross-Border Transport Services) ระหว่างประเทศจีน ฮ่องกง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีแผนจะดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้

ขณะเดียวกันบริษัทได้มีการปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อยกระดับแบรนด์ WICE ให้ก้าวสู่การเป็นผู้นำโลจิสติกส์ในภูมิภาคเอเชีย โดยบริษัทเตรียมเปลี่ยนชื่อ SEL เป็น WICE LOGISTICS (Singapore) ในเดือนกันยายนนี้ด้วยเช่นกัน ภายหลังจากที่เปลี่ยน UWT เป็น WICE LOGISTICS (Hong Kong) ไปก่อนหน้านี้ เพื่อให้ WICE เป็นที่รู้จักมากขึ้น และให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารงาน

นายชูเดช กล่าวต่อไปว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานในปีนี้ บริษัทยังคงเชื่อมั่นว่ารายได้รวมของบริษัทจะสร้างสถิติการเติบโตสูงสุดต่อเนื่อง เติบโตไม่ต่ำกว่า 30% หรือ อยู่ที่ประมาณ 1,800 ล้านบาทตามเป้าที่ตั้งไว้ ปัจจัยสนับสนุนมาจากกลยุทธ์ขยายธุรกิจแบบ Organic จากการเพิ่มปริมาณงานบริการทุกช่องทาง และการเติบโตแบบ Inorganic ด้วยการต่อยอดธุรกิจร่วมกันระหว่าง WICE , SEL, UWT  ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของ WICE แบ่งเป็น รายได้จากขนส่งทางทะเล 35%, รายได้จากขนส่งทางอากาศ 45% และรายได้จากการให้บริการด้านโลจิสติกส์ 20%

ธุรกิจ 4.0 ในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก

นายสุภัค ลายเลิศ กรรมการอำนวยการ และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท ยิบอินซอย จำกัด

ถึงนาทีนี้ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลนับเป็นความท้าทายอย่างมากของผู้มีอำนาจตัดสินใจขององค์กร ที่ต้องก้าวให้พ้นวิธีคิดและแบบแผนทางธุรกิจแบบเดิม ๆ เพื่อสร้างโอกาสและความอยู่รอดในท่ามกลางพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างไร้ขอบเขต และตลอดเวลาด้วยพลังของเทคโนโลยี

เราจึงได้เห็นโมเดลทางธุรกิจและบริการรูปแบบใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในยุค 4.0 ซึ่งหยิบเอาเทคโนโลยี ไอทีรูปแบบต่าง ๆ มาเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า รวมทั้งสื่อสารส่งต่อผ่านทุกช่องทางเพื่อเข้าถึงและซื้อใจลูกค้าให้ได้มากที่สุด ดังเช่น โมเดลทางธุรกิจแนวใหม่ ที่เรียกว่า “บริการภิวัฒน์ หรือ Servitization” ซึ่งจะเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ผลิต “สินค้า” เพื่อขายเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเป็นผู้เสนอ “บริการ” และให้ “ข้อแนะนำ” ที่รอบด้านเกี่ยวกับสินค้าแบบพร้อมสรรพให้กับลูกค้า หรือ การริเริ่มกลยุทธ์การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่าง ๆ  เช่น เฟซบุ๊ค ไลน์ ที่เข้าถึงพฤติกรรมของลูกค้า ณ ปัจจุบัน ซึ่งนิยมการ “ชม ช็อป และ แชร์” เพื่อกระตุ้นให้เกิดการ “ซื้อและบอกต่อ” ที่แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วในแบบฉบับของ ไวรอล มาร์เก็ตติ้ง (Viral Marketing) เป็นต้น

เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยน จึงเป็นความจำเป็นที่แต่ละองค์กรจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด และวิถีทางธุรกิจ โดยเฉพาะการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีไอทีที่ตอบโจทย์สถานการณ์ได้อย่างเท่าทัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินหน้าในการพัฒนามาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีอย่างต่อเนื่อง เช่น การเพิ่มขีดความสามารถในการประมวลผลของเซิร์ฟเวอร์ การพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อการจัดการธุรกิจ การเพิ่มศักยภาพการจัดเก็บข้อมูลของสตอเรจ หรือการเพิ่มพลังการเชื่อมโยงของเครือข่ายทั้งแบบมีสายและไร้สาย ระบบเซ็นเซอร์ต่าง ๆ เพื่อเสริมแกร่งงานหลังบ้าน ขณะเดียวกัน องค์กรก็ต้องมองหาแนวทางในการต่อยอดเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มแต้มต่อให้กับงานหน้าบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงสินค้าและบริการส่งตรงไปยังลูกค้า ตลอดจนสร้างมูลค่าและความแตกต่างทางการตลาด ด้วยนวัตกรรมไอทีใหม่ ๆ ในแบบ เทคโนโลยีเชิงลึก หรือ Deep Technology ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาอย่างยาวนาน และส่งผลให้เกิดการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาในรูปแบบที่แปลกใหม่ และแตกต่างไปจากอดีต รวมถึงการสร้างเทคโนโลยีที่สามารถทำงานได้ใกล้เคียงสมองของมนุษย์ ดังที่เราได้รู้จัก หรือได้ใช้งานไปบ้างแล้ว เช่น เอไอ บิ๊ก ดาต้า  คลาวด์ คอมพิวเตอร์ควอนตัม เป็นต้น เทคโนโลยีเหล่านี้ เป็นสิ่งที่จะช่วยองค์กรยุค 4.0 ในการสร้าง “ทางเลือก” ใหม่ ๆ ทางธุรกิจให้สามารถคว้า “ชัยชนะ” เหนือคู่แข่งท่ามกลางสงครามการค้าดิจิทัลที่รุนแรงขึ้นในทุกขณะ

สิ่งหนึ่งที่เราต่างรับรู้กันดีว่า อาวุธลับสำคัญในการจุดพลุความสำเร็จของธุรกิจยุค 4.0 คือ ข้อมูล นั่นหมายถึง องค์กรจะต้องมีการเตรียมตัวสำหรับการพัฒนาระบบบริหารจัดการข้อมูลปัจจุบันให้มีประสิทธิภาพ และควรมองไปข้างหน้าถึงการจัดการข้อมูล บิ๊ก ดาต้า (Big Data) เพราะเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ทุกองค์กรต่างเผชิญกับปริมาณของกลุ่มข้อมูลที่เติบโตเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี ขณะเดียวกันก็จะไม่จำกัดอยู่แค่การจัดการข้อมูลแบบโดด ๆ ที่ใช้งานภายในองค์กรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเติมเต็มการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูลที่แตกต่างหลากหลายระหว่างองค์กรกับลูกค้า ผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ และพันธมิตรต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทางธุรกิจหลัก เสริมสร้างรายได้ และลดต้นทุนการดำเนินงาน นอกจากนี้ องค์กรต่างคาดหวังประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นของข้อมูล บิ๊ก ดาต้า ที่จะถูกใช้ไปเพื่อเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรใน การวิเคราะห์ขั้นสูงเพื่อการทำนายผลที่แม่นยำ (Advanced Analytics and Predictive) ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ทางธุรกิจ การต่อยอดกลยุทธ์ตลาดที่มีประสิทธิภาพ หรือการประเมินพฤติกรรมผู้บริโภคได้อย่างถูกต้อง และมีผลต่อการปรับปรุงรูปแบบสินค้าและบริการที่มีอยู่เดิม ตลอดจนสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่โดนใจลูกค้าจนไม่อาจเปลี่ยนใจไปหาคู่แข่งได้

เมื่อ “ข้อมูล” มีความสำคัญอย่างมากต่อธุรกิจยุค 4.0 การดูแลรักษาข้อมูลให้มีความมั่นคงปลอดภัยก็มีความสำคัญมากตามไปด้วยเช่นกัน และหนึ่งในแนวทางของการปกป้องข้อมูลที่จะมีบทบาทสำคัญมากขี้นเรื่อย ๆ คือ บล็อกเชน (Blockchain) แต่เริ่มเดิมที บล็อกเชนเข้ามาสู่ตลาดในฐานะเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง บิตคอยน์ (Bitcoin) ในบทบาทของการดูแลสกุลเงินดิจิทัล นั่นทำให้หลายคนเข้าใจไปว่า บล็อกเชน ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับธุรกิจบริการทางการเงิน แต่ในความเป็นจริงแล้ว บล็อกเชนถูกออกแบบมาโดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้าง “ระบบความปลอดภัยที่ดีให้กับฐานข้อมูล” ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกธุรกิจ และทุกอุตสาหกรม แนวคิดคือ การแบ่งการจัดเก็บฐานข้อมูล โดยตั้งเป็นบัญชีธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (Ledger) แยกกันไป กิจกรรมที่เกิดขึ้นในบัญชีธุรกรรมต่าง ๆ จะถูกบันทึกไว้ในรูปแบบของบล็อกข้อมูล แต่จะถูกร้อยรวมให้เห็นเป็นข้อมูลชุดเดียว กรณีเกิดปัญหาไม่ว่าจากกรณีใดก็ตาม ความเสียหายจะถูกจำกัดอยู่เฉพาะบล็อกข้อมูลของบัญชีธุรกรรมนั้น ๆ  โดยไม่ส่งผลกระทบต่อบล็อกข้อมูลอื่น ๆ ที่อยู่ในบัญชีเดียวกัน หรือต่อบัญชีธุรกรรมอื่น ๆ ตรงจุดนี้ เราจะเห็นภาพว่า บล็อกเชนจะช่วยองค์กรในการบริหารแนวทางการปกป้องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ในแต่ละบัญชีธุรกรรมได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน บล็อกข้อมูลเหล่านี้จะถูกกระจายการจัดเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เพื่อให้เราเข้าถึงบัญชีธุรกรรมของตัวเองผ่านระบบการระบุตัวตนได้โดยไม่จำเป็นต้องมี “ตัวกลาง” มาช่วยจัดการ ดังนั้น การบันทึก ตรวจสอบความซ้ำซ้อน และรับรองกิจกรรมหรือธุรกรรมว่าเกิดขึ้นจริง จึงสามารถทำได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว มีความเป็นส่วนตัว และมีความปลอดภัยสูง

และด้วยปริมาณข้อมูลที่มากขึ้นเรื่อย ๆ จะส่งผลให้ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ เข้าสู่ยุคของการพัฒนาคอมพิวเตอร์ให้เกิดการเรียนรู้เชิงลึก และเชี่ยวชาญกับงานหลากหลายรูปแบบในแนวทางที่สามารถตอบสนองความต้องการทางธุรกิจ ได้มากกว่าการสร้างสีสันที่หวือหวาในรูปของสินค้ากัดเจ็ทเพียงเท่านั้น ทั้งนี้ บริษัทที่ปรึกษาอย่างแมคคินซี่ แอนด์ คอมพานี มองว่า เทคโนโลยีเอไอ จะช่วยสร้างมูลค่าทางธุรกิจในมิติต่าง ๆ ได้แก่ การสนับสนุนให้เกิดการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ตลอดจนการพยากรณ์แนวโน้มต่าง ๆ ที่จะเกิดในอนาคตได้แม่นยำมากกว่าเดิม ช่วยในเสริมสร้างและปรับปรุงกระบวนการผลิตได้อย่างเหมาะสม ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการขายและการตลาดได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งนำไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่ดีของลูกค้าต่อสินค้าและบริการขององค์กร ตัวอย่างของกูเกิล ซึ่งใช้เอไอในการควบคุมระบบการใช้ไฟฟ้าในศูนย์ข้อมูล การเปิด อเมซอน โก ร้านสะดวกซื้อแห่งแรกแบบไร้พนักงานและแคชเชียร์ แต่ใช้แมชชิน เลิร์นนิ่ง ซึ่งเป็นภาคหนึ่งของเอไอในการดำเนินการ การพัฒนาเอไอในรูปของหุ่นยนต์ทางการแพทย์เพื่อช่วยการผ่าตัดผู้ปวย หรือใช้ทำงานแทนมนุษย์ในขั้นตอนอุตสาหกรรมการผลิตที่มีความเสี่ยงสูง  ทั้งนี้ องค์กรธุรกิจที่สามารถนำเอไอไปประยุกต์ใช้ หรือสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่ยากต่อการลอกเลียนแบบ ย่อมเป็นการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้อย่างแน่นอน

ส่วนความสามารถในการสร้างโลกแห่งความจริงไว้ในโลกดิจิทัลในรูปแบบความจริงเสมือน ที่เรียกว่า เออาร์  (Augmented Reality) หรือ วีอาร์ (Virtual Reality) จะถูกใช้ประโยชน์ไปกับการ “ลดต้นทุนทางธุรกิจ” ยุค 4.0 มากขึ้น หากมองในเชิงการขายและการตลาด ลองนึกภาพการสร้างรูปจำลองของสินค้าในโลกดิจิทัลที่ลูกค้าสามารถเพิ่มเติมรูปแบบ หรือตกแต่งสีสันของสินค้าได้เสมือนจริง และตรงกับรสนิยมของตนเองผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งทั้งสนุกและดึงดูดใจ และยังส่งผลทางจิตวิทยาในการกระตุ้นให้การตัดสินใจซื้อได้ง่ายดาย และรวดเร็วมากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังช่วยองค์กรในการปรับลดจำนวนการผลิตสินค้าตัวอย่าง ลดทั้งการใช้พื้นที่ในการจัดแสดงสินค้า หรือ หากจะมองในมุมของอุตสาหกรรมการผลิต การพัฒนาตัวสินค้าผ่านเทคโนโลยีความจริงเสมือนอย่างเออาร์ หรือ วีอาร์ จะช่วยป้องกันข้อผิดพลาดในขั้นตอนของการออกแบบตัวสินค้า ตลอดจนการกำหนดวัสดุการผลิตที่ถูกต้องครบถ้วนก่อนเริ่มต้นกระบวนการผลิตจริง เป็นต้น

เมื่อยุค 4.0 เป็นยุคที่เทคโนโลยีและข้อมูลมีการเติบโตแบบก้าวกระโดด องค์กรธุรกิจจึงต้องไม่ลืมอัพเดทการจัดการโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีการประมวลผลข้อมูล ให้พอเหมาะกับการเติบโตของธุรกิจอยู่เสมอ ซึ่งเทคโนโลยีที่มีความยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนง่ายและรวดเร็วตามต้องการ และอยู่กับองค์กรธุรกิจมาสักระยะหนึ่งแล้ว ได้แก่ คลาวด์ คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) เทคโนโลยีนี้ช่วยเปิดช่องให้องค์กรธุรกิจได้เข้าถึงสมรรถนะการทำงานของคอมพิวเตอร์และแอพพลิเคชันต่าง ๆ ผ่านทางระบบออนไลน์ และทำให้องค์กรเหล่านั้นสามารถจัดระเบียบและแบ่งปันทรัพยากรไอทีให้ตรงกับความต้องการ ทั้งการใช้งานพื้นฐาน หรือ การใช้งานเฉพาะด้านได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับงบประมาณ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนมากมายด้วยตัวเอง และโดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องศึกษาความรู้ในเชิงเทคนิคมากมายนัก ซึ่งองค์กรธุรกิจที่มีความพร้อมด้านงบประมาณและบุคลากร สามารถเลือกลงทุนสร้างระบบบริการคลาวด์ไว้ใช้ส่วนตัว ส่วนองค์กรขนาดย่อม ทุนน้อย ก็สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงองค์กรขนาดใหญ่ โดยเลือกใช้บริการคลาวด์สาธารณะ เพื่อการเริ่มต้นหรือขยายโอกาสทางธุรกิจได้ทันที หรือจะเลือกวิธีแบบผสมผสานการใช้งานคลาวด์ทั้งสองแบบ ที่เรียกว่า ไฮบริด ก็ย่อมได้

ขณะเดียวกัน ไอโอที หรือ อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (Internet of Things) ถือเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ธุรกิจ 4.0 “ไม่มีไม่ได้แล้ว” ในฐานะเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงองค์กรของเราเข้ากับผู้คน ลูกค้า สังคม และสิ่งต่าง ๆ  ด้วย “ข้อมูล” ซึ่งไอโอทีได้เปลี่ยนกระบวนทัศน์ของการพัฒนาระบบเน็ตเวิร์คที่ต่อยอดจากการ “การเชื่อมต่อการทำงานระหว่างอุปกรณ์พื้นฐานในระบบไอที” ไปสู่การสร้าง “เครือข่ายสื่อสารระยะไกล”  ด้วยพลังของอินเทอร์เน็ตที่พร้อมรับมือกับข้อมูลที่ล้นหลาม สามารถยึดโยงและส่งผ่านซึ่งข้อมูลและธุรกรรมต่าง ๆ  แบบออนไลน์ไร้สายไปถึงลูกค้าเป้าหมาย ปัจจุบัน ระบบไอทีที่ใช้งานอยู่เดิม หรือเทคโนโลยีเกิดใหม่อย่างเอไอ เออาร์ หรือ คลาวด์ ล้วนถูกพัฒนา หรือต้องปรับเปลี่ยนไปสู่การทำงานบนฐานของไอโอที เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลหรือบริการที่ต้องการได้ทันที ในทางกลับกัน องค์กรก็สามารถเก็บเกี่ยวข้อมูลและพฤติกรรมการใช้งานผ่านช่องทางไอโอ เพื่อนำไปพัฒนารูปแบบสินค้าและบริการที่แตกต่างแต่ตรงใจลูกค้า หรือกระทั่งการใช้เพื่อไอโอทีส่งเสริมการทำงานภายในองค์กร ดังเช่น การใช้ประโยชน์ในเรื่องของเซ็นเซอร์ (Sensor) เพื่อสร้างระบบตรวจสอบอัจฉริยะเพื่อเติมเต็มประสิทธิภาพการผลิต ที่มีผลต่อการลดต้นทุนการดำเนินงานขององค์กร เป็นต้น

สำหรับเทคโนโลยีอนาคตที่ชวนให้จับตามองส่งท้าย คือ คอมพิวเตอร์ควอนตัม (Quantum Computing) อันสืบเนื่องมาจากการที่เราเกิดจินตภาพว่า โลกในยุค 4.0 และต่อจากนี้ไป จะเต็มไปด้วยกลุ่มข้อมูลจำนวนมหาศาลในระดับบิ๊ก ดาต้า หรือ เมตาดาต้า เมื่อเป็นเช่นนั้น ประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ที่จะนำมาใช้ประมวลผลข้อมูล ณ ปัจจุบัน คงไม่พอ จึงเกิดการพัฒนาเทคโนโลยีการปรมวลผลโดยอาศัยคุณลักษณะการทำงานในระดับอะตอมมาใช้ เพื่อให้เกิดการทำงานพร้อมกันหลาย ๆ งานในเวลาเดียวกัน  รวมถึงสามารถสื่อสารส่งต่อข้อมูลได้ไกลและรวดเร็ว  ผลลัพธ์ก็คือ ประสิทธิภาพการทำงานที่รวดเร็วกว่าคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นร้อยล้านพันล้านเท่า และน่าจะพอเหมาะต่อการรับมือกับข้อมูลที่มีปริมาณมาก และมีความหนาแน่นของข้อมูลที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ  ซึ่งถึงแม้วันนี้ ต้นแบบคอมพิวเคอร์ควอนตัมยังคงอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาในห้องแล็ป แต่เชื่อว่า เราจะได้เห็นคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพเร็วเกินจินตนาการในอีกไม่นาน

เมื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี ส่งผลกระทบ (Disruptive) ต่อผู้คนและองค์กร ทั้งรูปแบบวิธีคิด ไลฟ์สไตล์ในการดำเนินชีวิต และกระบวนการดำเนินธุรกิจ องค์กรในยุค 4.0 จึงไม่ควรมองข้ามจุดเปลี่ยนสำคัญทางเทคโนโลยี รวมถึงมองเป้าหมายของการลงทุนพัฒนา และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านั้นให้ไกลและรอบด้าน ทั้งเพื่อการเสริม “ความแข็งแกร่งของธุรกิจ ณ ปัจจุบัน” และเตรียมการให้พร้อมสำหรับ “ธุรกิจเกิดใหม่ในอนาตต” เพราะองค์กรที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้รวดเร็วและเท่าทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง ย่อมสูญเสียตำแหน่งผู้นำในการแข่งขัน หรือพ่ายแพ้ต่อคู่แข่งที่สามารถปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยีใหม่ ๆ และสร้างสรรค์นวัตกรรมทางธุรกิจได้ถ้วนทั่วทั้งสินค้า บริการ และกลยุทธ์การตลาดที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือนไปตลอดกาล

 

เอ็มโอยูพัฒนาอุตฯไมซ์

นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการบีโอไอ (ที่ 4 จากซ้าย) ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือ ขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าของประเทศไทย (Empower Thailand Exhibition: EMTEX) ระหว่าง 12 หน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อให้มีโอกาสสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมงานสินค้าในประเทศไทย และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดงานแสดงสินค้าระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ ณ โรงแรม เซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

ลีลา ร่วมออกบูธมหกรรมวิชาการ “วันงานเกษตรตะโก ครั้งที่ 3” ประจำปี 2561 

บริษัท ชุมพรอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มลีลา ร่วมออกบูธกิจกรรมในงาน มหกรรมวิชาการ “วันงานเกษตรตะโก ครั้งที่ 3” โดยมีกิจกรรมแจก ข้าวไข่เจียวฟรี เล่นเกมส์ ลุ้นรับของรางวัลต่างๆ ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก ณ  วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร  อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร เมื่อเร็วๆนี้

DOONEE ผู้ให้บริการวิดีโอออนดีมานด์รายแรกของไทยเข้าร่วมแนวปฏิบัติ ด้านเนื้อหาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภค

แนวปฏิบัติฯ กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อให้แน่ใจว่าเนื้อหามีความถูกต้อง ปราศจากคำพูดแสดงความเกลียดชัง อาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง สื่อลามกอนาจาร และเนื้อหาอื่นๆ ที่ไม่เหมาะสม

(จากซ้ายไปขวา)

  1. คุณสหชาติ ขำนิล จาก Fox Networks Group
  2. คุณอาทิมา สุรพงษ์ชัย จาก iflix
  3. คุณ ดาร์เรน อง จาก Netflix
  4. ผศ.ดร.ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ กรรมการ กสทช
  5. คุณจตุพล สุธีสถาพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ DOONEE
  6. คุณหลุยส์ บอสเวลล์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สมาคมอุตสาหกรรมวิดีโอแห่งเอเชีย

DOONEE ประกาศในวันนี้ว่า บริษัท ได้ลงนามในแนวปฏิบัติด้านเนื้อหาในอุตสาหกรรมวิดีโอออนดีมานด์แบบสมัครสมาชิกในอาเซียน (“แนวปฏิบัติฯ”) หรือ ASEAN Subscription Video-on-Demand (“SVOD”) Industry Content Code ซึ่งมีบริษัทหลายแห่งในภูมิภาคนี้ที่เข้าร่วม อาทิ ASTRO, dimsum, Fox +, HOOQ , iflix, Netflix, tonton, TVB และ The Walt Disney Company (Southeast Asia)

แนวปฏิบัติฯ นี้ เป็นกรอบการกำกับดูแลกันเองในอุตสาหกรรมวิดีโอออนดีมานด์ แบบสมัครสมาชิกที่ประกาศเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้ และกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อให้แน่ใจว่าเนื้อหามีความถูกต้อง ปราศจากคำพูดแสดงความเกลียดชัง อาชญากรรมที่กิดจากความเกลียดชัง สื่อลามกอนาจาร และเนื้อหาอื่นๆ ที่ไม่เหมาะสม โดยผู้ให้บริการเนื้อหาได้ให้คำมั่นว่าจะสร้างกลไกควบคุม เพื่อผู้บริโภคสามารถเลือกชมเนื้อหาได้อย่างเหมาะสมทั้งสำหรับตัวเองและครอบครัว แนวปฏิบัติฯ นี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้บริการแพลตฟอร์มวิดีโอออนดีมานด์มีมาตรฐานเดียวกันเท่านั้น แต่ยังช่วยจำแนกความแตกต่างระหว่างบริการที่ถูกต้องตามกฎหมายออกจากบริการที่ผิดกฎหมายด้วย

นายจตุพลสถาพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ DOONEE กล่าวเกี่ยวกับการลงนามในความร่วมมือครั้งนี้ว่า "เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับผู้ให้บริการรายอื่นซึ่งล้วนแต่มีชื่อเสียง ในข้อตกลงร่วมกันเพื่อให้มั่นใจว่าบริการของเราจะนำเสนอเนื้อหาที่ทำให้ผู้ชมมีความสุขอย่างแท้จริง เราต่างมีวัตถุประสงค์เดียวกันคือให้ผู้ชมสามารถเลือกชมเนื้อหาที่เหมาะสมกับพวกเขาและครอบครัวได้"

การลงนามดังกล่าวได้ถูกเปิดเผยขึ้นในระหว่างการจัดประชุมเชิงวิชาการระดับนานาชาติ International Symposium on Converged Technologies & Communications Disruptive - Moving Forward ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

ผศ.ดร.ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ กรรมการ กสทช. ผู้เป็นสักขีพยานในการลงนาม กล่าวว่า "เรายินดีเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับการประกาศนี้ เพราะถือเป็นสัญญาณของการเติบโตสำหรับอุตสาหกรรมวิดีโอออนดีมานด์แบบสมัครสมาชิก เราต้องการกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่คนไทยมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเตรียมตัวสำหรับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4"

นายหลุยส์ บอสเวลล์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สมาคมอุตสาหกรรมวิดีโอแห่งเอเชีย หรือ Asia Video Industry Association ("AVIA") กล่าวว่า "แนวคิดนี้เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วยการประกาศเข้าร่วมแนวปฏิบัติฯ ของ DOONEE ในวันนี้ ซึ่งอันที่จริง กรอบการกำกับดูแลกันเองในอุตสาหกรรมวิดีโอออนดีมานด์แบบสมัครสมาชิกได้พูดคุยกันเป็นครั้งแรกที่กรุงเทพฯ ในช่วงเดือนกันยายน พ.ศ. 2560 ที่งานเสวนาสภาผู้กำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมอาเซียน (ASEAN Telecom Regulators Council dialogue) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันรหว่างทั้งหน่วยงานด้านกำกับดูแลและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม เพื่อสร้างแนวทางการแก้ปัญหาร่วมกันทั่วทั้งอาเซียน เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นแรงผลักดันให้เกิดการเติบโตในภูมิภาคนี้ และหวังว่าจะได้เห็นบริษัทอื่นๆ ที่เห็นด้วยและร่วมลงนามกับเราในเรื่องนี้"

Page Visitor

009586055
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
41006
45081
128134
6384321
974915
1540324
9586055
Your IP: 3.237.186.116
2020-10-20 21:11