01.SuwanGroup
BizFocus

BizFocus

ทันยุค ทันสมัย หัวใจธุรกิจ บิสโฟกัส

วปธ. รุ่น 13 ก้าวสู่ที่ปรึกษามืออาชีพ

ดร.วิริยะ ลิขิตวงศ์ (กลาง) นายกสมาคมเครือข่ายที่ปรึกษาธุรกิจฯ และผู้อำนวยการบริหารหลักสูตรวิชาชีพที่ปรึกษาธุรกิจ (วปธ.) เพื่อการพัฒนาวิสาหกิจไทย จัดพิธีมอบวุฒิบัตรให้กับนักศึกษาวิชาชีพธุรกิจ (วปธ.) รุ่น 13 ที่สำเร็จการศึกษาภาคทฤษฏี เพื่อก้าวสู่ที่ปรึกษามืออาชีพ ในการเป็นพี่เลี้ยงช่วยเหลือ SMEs ต่อไป ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

“ตลาดไท” ประกาศเดินหน้า “โครงการผักร่วมใจ ผักปลอดภัย”
ช่วยเกษตรกรทั่วประเทศ กระจายผักปลอดภัยสู่ผู้บริโภค

  • ตลาดไทให้การต้อนรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เยี่ยมชม “โครงการผักร่วมใจ ผักปลอดภัย” พร้อมรับมอบประกาศเกียรติคุณ
  • เปิดความคืบหน้า 3 เดือนแรก “โครงการผักร่วมใจ ผักปลอดภัย” จำหน่ายผักปลอดภัยไปแล้วกว่า 650 ตัน โดยเกษตรกร 27 กลุ่มจาก 17 จังหวัดทั่วประเทศ ตลาดไทประกาศเดินหน้าขยายโครงการต่อเนื่อง
  • ตั้งเป้าส่งเสริมเกษตรกรไทยปลูกผักปลอดภัยมากขึ้น และเพิ่มพื้นที่จำหน่าย พร้อมส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคในวงกว้าง เข้าถึงผักปลอดภัยได้ง่ายขึ้น

ตลาดไทให้การต้อนรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรับมอบประกาศเกียรติคุณในฐานะมีส่วนช่วยส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพและปลอดภัย และสนับสนุนเกษตรกรรมไทยให้มีศักยภาพมากขึ้น พร้อมกันนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เข้าเยี่ยมชม “โครงการผักร่วมใจ ผักปลอดภัย” ในตลาดไท ซึ่งเป็นโครงการที่ตั้งเป้าส่งเสริมเกษตรกรไทยทั่วประเทศในการปลูกผักปลอดภัย และกระจายผลผลิตคุณภาพไปสู่ผู้บริโภคในวงกว้าง โดยประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีเยี่ยม และตลาดไทกำลังเดินหน้าขยายโครงการอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำความแข็งแกร่งของตลาดไทในฐานะตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรครบวงจรใหญ่ที่สุดในอาเซียน

นายลักษณ์ วจนานวัช (ซ้าย) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “ตลาดไทเป็นหนึ่งในตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรครบวงจรที่สำคัญของประเทศ และมีบทบาทในการสนับสนุนให้ความร่วมมือจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพและปลอดภัย (สินค้า Q) มากกว่า 170 ร้านค้า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่ตลาดไท ในฐานะที่ให้ความร่วมมือในการส่งเสริมการจำหน่ายสินค้า Q สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพและส่งเสริมเกษตรกรรมไทยให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญยังเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัยและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค ซึ่งสอดรับกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นอย่างดี พร้อมกันนี้ ได้ถือโอกาสเยี่ยมชมโครงการผักร่วมใจ ผักปลอดภัย เนื่องจากเห็นว่าเป็นโครงการที่ดีมากและมีความสำคัญ เนื่องจากจะช่วยส่งเสริมเกษตรกรไทย ให้ผลิตผลผลิตที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับความต้องการและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป”

มร. เกรแฮม ชาร์ล แซนด์เดอร์ส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด (ตลาดไท) กล่าวว่า “‘โครงการผักร่วมใจ ผักปลอดภัย’ เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของตลาดไท กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรไทยทั่วประเทศปลูกผักปลอดภัย โดยสนับสนุนในเรื่ององค์ความรู้และใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อผลผลิตที่มีคุณภาพ สด ใหม่ สะอาด ปลอดภัย มีบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม ให้ได้ใบรับรองมาตรฐานการผลิต GAP, Thai GAP หรือ Organic Thailand และให้การสนับสนุนในเรื่องพื้นที่จำหน่ายสินค้าในตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตร เพื่อให้ได้ราคาที่เป็นธรรมเหมาะสม ตลอดจนส่งเสริมและช่วยเหลือในเรื่องการเชื่อมโยง และสร้างโอกาสจับคู่การค้าให้เกิดการเจรจาซื้อ-ขายระหว่างเกษตรกรและผู้ซื้อ นอกจากนั้น ในส่วนของผู้บริโภคสามารถใช้คิวอาร์โค้ด (QR Code) ตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งเพาะปลูกได้ เป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นในเรื่องของแหล่งที่มาและความปลอดภัย นับเป็นการช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคสามารถเข้าถึง และหาซื้อผักปลอดภัยได้อย่างง่ายดายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น”  

 

มร. เกรแฮม กล่าวว่า “ในช่วง 3 เดือนแรกของ ‘โครงการผักร่วมใจ ผักปลอดภัย’ ซึ่งได้เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเข้ามาค้าขายผักปลอดภัยภายในตลาดไท ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา มีกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมค้าขายในพื้นที่โครงการจำนวนถึง 27 กลุ่ม จาก 17 จังหวัดทั่วประเทศ มีสินค้าเข้าตลาดเฉลี่ยมากกว่า 40 ชนิด รวมจำนวนผลผลิตที่จำหน่ายไปทั้งสิ้นกว่า 650 ตันตั้งแต่เริ่มโครงการ หรือเฉลี่ย 10 ตันต่อวัน นอกจากนั้นเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคในวงกว้าง สามารถเข้าถึงผักปลอดภัยได้อย่างง่ายดายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ตลาดไทจึงได้จับมือสมาคมตลาดสดไทย เพื่อช่วยกันเปิดพื้นที่ค้าขายผักร่วมใจ ผักปลอดภัย โดยปัจจุบันมีตลาดที่จำหน่ายผักร่วมใจ ผักปลอดภัย จำนวนมากกว่า 32 ตลาด”

ตลาดไทได้ประกาศเดินหน้าขยายโครงการ ‘โครงการผักร่วมใจ ผักปลอดภัย’ ต่อไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งให้เรื่องการสนับสนุนและทำงานร่วมกับเกษตรกรจำนวนมากขึ้น จากหลากหลายพื้นที่มากขึ้น และการร่วมมือกับเครือข่ายตลาดต่างๆ ที่มากขึ้น เพื่อส่งเสริมเกษตรกรรมทั้งระบบอย่างแท้จริง และมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพผลผลิตและคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยทั่วประเทศ สอดคล้องตามความมุ่งมั่นของตลาดไทที่ได้ดำเนินมาตลอดระยะเวลา 20 ปี และได้รับการยอมรับในฐานะตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรครบวงจรใหญ่ที่สุดในอาเซียน

ทั้งนี้ เกษตรกรและผู้ผลิตที่สนใจเข้าร่วม “โครงการผักร่วมใจ ผักปลอดภัย” หรือผู้ที่สนใจนำผลิตผลไปจำหน่าย สามารถรับคำปรึกษาได้จากเจ้าหน้าที่ตลาดไท โทร. 0-2908-4490-9 ต่อ 263 หรือแอดไลน์ (LINE) พิมพ์ @talaadthai หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ gap.talaadthai.com

เผยโฉม TicWatch C2 สมาร์ทวอชรุ่นคลาสสิค ที่ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีขั้นสุด

Mobvoi บริษัทปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชั้นนำที่อยู่ภายใต้การสนับสนุนของ Google และ Volkswagen เปิดตัว ทิควอทช์ ซี 2 (TicWatch C2) เจเนอเรชั่นที่ 2 ของสมาร์ทวอชรุ่นคลาสสิคจากทิควอทช์ ในประเทศอังกฤษ เปิดพรีออเดอร์พร้อมกันทั่วโลก เตรียมวางจำหน่ายในประเทศไทยเดือนพฤศจิกายน 61 นี้ โดยบริษัทอินโนเวชั่น อีทีซี

นายธรรมสร มีรัตน์ ผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-Founder) บริษัท อินโนเวชั่นอีทีซี จำกัด ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการเพียงรายเดียวของ TicWatch ในประเทศไทย เปิดเผยว่า ภายหลังจากบริษัท ได้เริ่มทำตลาด TicWatch ในประเทศไทยมาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ของปี 2561 นี้ ยอดขาย TicWatch ก็เติบโตอย่างต่อเนื่องทุกรุ่น โดยเฉพาะรุ่น TicWatch Pro กำลังที่เป็นที่นิยมของตลาดผู้ใช้สมาร์ทวอชในเมืองไทยอย่างมาก ล่าสุด Mobvoi จึงได้เปิดตัวรุ่นใหม่ TicWatch C2 เจเนอเรชั่นใหม่ของ TicWatch Classic ที่จะมาพร้อมตัวเรือนแสตนเลส สตีล สายหนังแท้ รองรับการใช้งานระบบ NFC Payment ติดตามข้อมูลสุขภาพ และฟิตเนสได้ รวมทั้งคุณสมบัติอื่นๆ อีกมากมาย

“TicWatch C2” เป็นสมาร์ทวอชระบบ Wear OS โดย Google™ ที่มีแอพลิคเคชั่นสำหรับสมาร์ทวอชมากมาย และมีหน้าปัดนาฬิกาให้เลือกนับพัน พร้อมด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานผู้ช่วย Google Assistant ชูจุดเด่นที่วัสดุระดับพรีเมียม สวย ดูดี ทน เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติการใช้งานที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ตัวเรือนด้านหน้าผลิตจากแสตนเลสสตีล ที่มาพร้อมกับสายหนังแท้หรูหรา พน้าจอ AMOLED ขนาด 1.3 นิ้ว (360 x 360 พิกเซล) เชื่อมต่อผ่านบลูทูธ 4.1 และไวไฟ 802.11 b/g/n มี GPS GLONASS Beidou  มีเซ็นเซอร์ตรวจจับด้านสุขภาพและการออกกำลัง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจ การเคลื่อนไหว การหมุน ทิศทางการเคลื่อนที่ แบตเตอรี่ความจุ 400 mAh สามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 2 วัน และฟังก์ชั่นการใช้งานอื่นๆ ครบครัน อาทิ สามารถสั่งงานโดยตรงด้วยเสียงผ่าน Google Assistant™ ใช้ Google Pay ชำระเงินได้โดยตรง ผ่านระบบ NFC Payment มีฟีเจอร์กันน้ำและฝุ่นมาตรฐาน IP68 (IP68 Water and dust resistant) โดยจุดเด่นอีกประการที่สำคัญคือเพิ่มขนาดใหม่สำหรับผู้มีข้อมือเล็ก ในรุ่น TicWatch C2 18mm (มีเฉพาะตัวเรือนสีโรสโกลด์) ที่ตัวเรือนมีความบางพิเศษ คือหนาเพียง 12.80 มิลลิเมตรที่มากับสายหนังแท้ขนาด 18 มิลลิเมตร โดยในรุ่นปกติ TicWatch C2 20mm ที่มีให้เลือก 2 สีคือตัวเรือนสีดำ และสีแพลตตินั่ม (เงิน) จะมีความหนา 13.10 มิลลิเมตร และมากับสายหนังแท้ขนาด 20 มิลลิเมตร

นายชนินทร์ มโนชญากร ผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-Founder) บริษัท อินโนเวชั่นอีทีซี จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า TicWatch C2 จะเข้ามาสร้างสีสันให้กับตลาดผู้ใช้สมาร์ทวอชในเมืองไทยได้อีกรุ่น ด้วยคุณภาพระดับพรีเมียมที่การันตีโดยบริษัทชั้นนำอย่าง Mobvoi และราคาที่จับต้องได้ นอกจากนี้ทาง อินโนเวชั่นอีทีซี ยังสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้ด้วยการรับประกันสินค้าในระยะเวลา 1 ปี และสามารถเปลี่ยนเครื่องใหม่ได้ทันทีภายใน 7 วัน หากเครื่องมีปัญหา  อย่างไรก็ตามคาดว่าการมาของ TicWatch C2 จะสามารถขยายกลุ่มผู้ใช้ได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้เลือกใช้สมาร์ทวอชเรือนแรก และกลุ่มผู้ใช้ที่เคยใช้เจเนอเรชั่นแรกของทิควอท์ชคลาสสิค โดย TicWatch C2 จะวางจำหน่ายในประเทศไทยช่วงเดือนธันวาคม  2561 ที่จะถึงนี้ ในราคาระหว่าง 7,000 – 8,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นและขนาด)

ปัจจุบัน TicWatch ที่จัดจำหน่ายในประเทศไทยได้แก่รุ่น TicWatch C รุ่น TicWatch S&E รุ่น TicWatch Pro ที่ร้าน B2S สาขาเซ็นทรัล พระราม 3, เซ็นทรัลลาดพร้าว, ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต, B2S พัทยา, B2S ชลบุรี ร้าน Be trend สาขาเอ็มโพเรียม และสยามพารากอน หรือสามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่ Lazada, Shopee, facebook fanpage: Ticwatch Thailand และ www.ticwatchthailand.com

VMware เผยพฤติกรรมเสี่ยงของผู้บริโภคในโลกไซเบอร์ เป็นอุปสรรคด้านความปลอดภัยในการขับเคลื่อนสังคมไร้เงินสดในประเทศไทย

  • ช่องว่างที่กว้างขึ้นระหว่างความเข้าใจเรื่องสังคมไร้เงินสด และพฤติกรรมความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ของผู้บริโภคที่หละหลวมมีส่วนคุกคามภาคธุรกิจและเศรษฐกิจ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการทุจริตทางการเงินและการสูญเสียทางเศรษฐกิจ
  • นวัตกรรมจำเป็นต้องพึ่งพาสถาปัตยกรรมเครือข่ายที่แข็งแกร่งที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของความเร็ว ความอัจฉริยะ และ ‘Zero Trust’ ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้ VMware ประกาศวิสัยทัศน์ด้านเครือข่ายและสถาปัตยกรรมแห่งอนาคตที่สร้างขึ้นพร้อมกับการเชื่อมต่อที่ครอบคลุม ทั้งมีระบบรักษาความปลอดภัยในตัว สำหรับแอพและข้อมูลที่มีการกระจายในปริมาณสูง ไม่ว่าจะใช้งานอยู่บนคลาวด์แบบใดก็ตาม

VMware อิงค์ (NYSE: VMW) ผู้นำนวัตกรรมซอฟต์แวร์สำหรับองค์กร ได้เปิดเผยข้อมูลจากการสำรวจพฤติกรรมลูกค้าธนาคาร (VMware Banking Consumer 2020 Study) ฉบับใหม่โดยพบว่าลูกค้าคนไทยมากกว่าหนึ่งในสาม (35%) ไม่ได้มีมาตรการที่เหมาะสมในการรักษาความปลอดภัยข้อมูลทางการเงินของพวกเขา โดยพวกเขาตั้งรหัสผ่านเดียวกันสำหรับการเข้าใช้บริการแอพบางส่วนหรือทั้งหมด ซึ่งรหัสผ่านดังกล่าวมีข้อมูลส่วนตัวรวมอยู่ด้วย

ขณะที่การตอบรับกระแสสังคมไร้เงินสดเพิ่มขึ้นนั้น เป็นสัญญาณด้านบวกให้เห็นถึงเป้าหมายที่ชัดเจนของประเทศไทยในเรื่องนี้ แต่พฤติกรรมการใช้งานในโลกไซเบอร์ที่ย่ำแย่อาจส่งผลทำให้ลูกค้าสถาบันการเงินและธนาคาร (FSI) มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดปัญหาการฉ้อฉลและการสูญเสียทางการเงิน ผู้บริโภคคนไทยส่วนใหญ่ (86%) เก็บข้อมูลบัญชีธนาคารไว้ในแอพพลิเคชั่นอย่างน้อย 1 ถึง 6 แอพพลิเคชั่น มีเพียงส่วนน้อย (30%) ที่มีพฤติกรรมที่ดีในการใช้งานทางไซเบอร์โดยใช้รหัสผ่านที่แตกต่างกันสำหรับบัญชีธนาคารของเขาทั้งหมด แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ประเทศไทยถูกจัดว่าดีที่สุดในภูมิภาค โดยมีสัดส่วนสูงกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคนี้ซึ่งอยู่ที่ 24%

“การชำระเงินโดยไม่ใช้เงินสดหรือเปลี่ยนเป็นสังคมไร้เงินสดกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น – ปริมาณการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือในเดือนมิถุนายน 2017 มีมูลค่าถึง 22,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 57% จากปีที่แล้ว ตามข้อมูลที่ได้จากธนาคารแห่งประเทศไทย[1]  การเติบโตของการชำระเงินโดยไม่ใช้เงินสดถูก เร่งให้ก้าวไกลยิ่งขึ้นหลังจากการกำหนดมาตรฐานของการชำระเงินผ่านระบบ QR code และการเปิดตัวบริการการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ” กล่าวโดย คุณเอกภาวิน สุขอนันต์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย ของ VMware “สถาปัตยกรรมระบบที่มีอยู่ขณะนี้ยังไม่เพียงพอ ที่จะปกป้องคุ้มกันสิ่งที่เกิดขึ้นจริงจากการชำระเงินในรูปแบบนี้ ทางธนาคารและสถาบันการเงินจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายแบบใหม่ที่ช่วยปกป้องแอพ ข้อมูล และผู้ใช้ ผ่านสภาพแวดล้อมการทำงานบนระบบคลาวด์ที่หลากหลาย”

การสำรวจครั้งนี้ยังพบว่า ผู้บริโภคในประเทศไทยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับระดับการรักษาความปลอดภัย ที่มาพร้อมกับวิธีการชำระเงินแบบใหม่เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งรวมถึงการใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อ สรรพสิ่งที่เชื่อมต่อ กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ และแอพต่างๆ  ดังนั้นธนาคารและสถาบันการเงิน จำเป็นต้องรับภาระหนักขึ้นเพื่อให้วิธีการชำระเงินแบบใหม่เหล่านี้มีความปลอดภัย ผ่านการใช้นวัตกรรมและการจัดวางระบบโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง  ในทางกลับกัน ผู้บริโภคในสิงคโปร์และมาเลเซียไม่ค่อยเชื่อมั่นหรือไว้วางใจในวิธีการชำระเงินแบบใหม่นี้ และรู้สึกสบายใจกว่าที่จะใช้วิธีการทำธุรกรรมแบบเดิม เช่น การใช้เงินสดและบัตรเอทีเอ็ม

ผู้บริโภคชาวไทยยังแสดงความพึงพอใจต่อการใช้บริการธนาคารในด้านต่างๆ ต่อไปนี้ในระดับที่สูง เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในภูมิภาคเดียวกัน

  • ความรวดเร็วในการตอบคำถามหรือแก้ไขปัญหา
  • ความพร้อมใช้งานของช่องทางให้บริการลูกค้า
  • ความโปร่งใสของนโยบาย ข้อกำหนดและเงื่อนไขที่เข้าใจได้ง่าย
  • การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการใช้ข้อมูลตามหลักจริยธรรม

VMware มีส่วนช่วยในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลโดยใช้เครือข่ายระบบคลาวด์เสมือน: เครือข่ายที่ล้ำสมัยและระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับทุกภาระงานบนระบบคลาวด์ต่างๆ

เพื่อช่วยให้ธนาคารและสถาบันการเงินมีดุลภาพระหว่างนวัตกรรมและความสามารถในการปรับเปลี่ยนขนาดระบบ ทาง VMware ได้เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถประยุกต์ใช้สถาปัตยกรรมเครือข่าย ที่ทำงานโดยอาศัยซอฟต์แวร์แบบเอ็นต์-ทู-เอ็นต์ที่มีความปลอดภัยสูงขึ้น ซึ่งก็คือ เครือข่ายระบบคลาวด์เสมือน (Virtual Cloud Network) ที่เชื่อมต่อได้ครอบคลุมขึ้นและมีระบบรักษาความปลอดภัยในตัว(Intrinsic Security) สำหรับแอพและข้อมูลที่มีการกระจายข้อมูลปริมาณมาก ภายใต้สภาพแวดล้อมคลาวด์ทุกรูปแบบ  ธนาคาร สถาบันการเงิน และธุรกิจต่างๆ ที่กำหนดให้ความคล่องตัว นวัตกรรม และความมั่นคงปลอดภัยเป็นแกนหลักสำหรับการดำเนินธุรกิจ จะได้รับประโยชน์จากเครือข่ายระบบคลาวด์เสมือนดังกล่าว โดยช่วยปลดล็อกข้อจำกัดที่มีอยู่จากเทคโนโลยีระบบเครือข่ายปัจจุบัน การลดความซับซ้อนของระบบเครือข่ายลงอย่างมีนัยสำคัญ และช่วยกำหนดบทบัญญัติการรักษาความปลอดภัยขึ้นใหม่

ยกระดับความล้ำสมัยของเครือข่ายและระบบซีเคียวริตี้สำหรับภาระงานทั้งหมดบนระบบคลาวด์ต่างๆ: VMware NSX-T Data Center 2.3 ช่วยขยายขีดความสามารถของเครือข่ายแบบมัลติคลาวด์และระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูง  การเข้าถึงการเชื่อมต่อในทุกรูปแบบ ทำงานอิสระแยกจากระบบคลาวด์พื้นฐาน ช่วยให้ลูกค้าสามารถทำงานข้ามระบบคลาวด์สาธารณะที่หลากหลาย เพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่พร้อมใช้งานและบริการพิเศษจากผู้ให้บริการระบบคลาวด์ต่างๆ ได้โดยสะดวก

ความง่ายของการวางระบบ การบริหารจัดการ และการใช้งาน NSX: VMware NSX-T Data Center 2.3 ช่วยให้การติดตั้ง การปรับตั้งค่า การบริหารจัดการกับผังงานใหม่ และค้นหาฟังก์ชั่นการทำงานสำหรับออปเจ็ค์และอีเวนต์ต่างๆ เป็นเรื่องง่าย ทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถกำหนดนโยบายต่างๆ และนำไปบังคับใช้งานทั้งกับศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ของตัวเอง และพื้นที่ใช้งานบนโครงสร้างระบบคลาวด์ที่หลากหลาย

การวางแผนระบบรักษาความปลอดภัยและการปฏิบัติงานที่ขับเคลื่อนโดยตัวเองสำหรับเครือข่ายระบบคลาวด์เสมือน: ช่วยให้ลูกค้าสร้างและเปิดใช้งานโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับเครือข่ายระบบคลาวด์เสมือนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมใช้งานอย่างเต็มที่ และมั่นคงปลอดภัยมากขึ้น ลูกค้าสามารถเร่งการวางแผนและการจัดแยกระบบส่วนงานขนาดเล็ก วางแผนการย้ายแอพพลิเคชั่นต่างๆ มีมุมมองการปฏิบัติงานที่ชัดเจนขึ้นในการบริหารจัดการ ปรับเปลี่ยนขนาด และบังคับใช้ข้อกำหนดสำหรับการติดตั้งระบบศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ VMware NSX  ซึ่งโซลูชั่นนี้สามารถเลือกใช้ได้ทั้งแบบซอฟต์แวร์ติดตั้งในบริษัทและให้บริการในรูปแบบ SaaS ที่มีฟีเจอร์ครบครันและระดับความสามารถเท่าเทียมกันทั้งคู่

VMware และ Arista เชื่อมความปลอดภัยทางกายภาพและเวอร์ชวลทั่วทั้งเครือข่ายระบบคลาวด์เสมือน:  Arista และ VMware ได้ร่วมมือกันเพื่อเสริมประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกันที่แนบชิดขึ้นระหว่าง Arista CloudVision และ VMware NSX

“ธนาคารและสถาบันการเงินต้องเผชิญกับการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นในการจัดการข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า รวมทั้งข้อเรียกร้องจากลูกค้าที่ต้องการได้รับบริการที่รวดเร็ว  การค้นหาดุลยภาพที่เหมาะสมระหว่างการปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้า การปฏิบัติตามข้อกำหนด และการรักษาความปลอดภัย ขณะเดียวกันก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าโครงสร้างดิจิทัลรองรับนวัตกรรมแห่งอนาคต ซึ่งฟังดูยุ่งยากแต่มีความสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเรากำลังเปลี่ยนเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีแห่งอนาคต สถาปัตยกรรมเครือข่ายระบบคลาวด์เสมือนทำหน้าที่คุมบังเหียนเพื่อส่งต่ออานุภาพของเทคโนโลยีเครือข่าย ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานให้กับธนาคาร และสถาบันการเงินในการตอบรับกับโอกาสและรับมือกับอุปสรรคใหม่ๆ ได้รวดเร็วขึ้น สร้างโมเดลธุรกิจใหม่ และส่งมอบบริการสำหรับแอพพลิเคชั่นและข้อมูลทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม” คุณเอกภาวิน อธิบายเพิ่มเติม

“VMware มุ่งมั่นที่จะช่วยลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจของเรา เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบดิจิทัลในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกผันในทุกธุรกิจ (disruptive change) เมื่อภูมิภาคนี้เริ่มต้นที่จะเดินเข้าสู่แนวคิดเมืองและประเทศอัจฉริยะ (smart cities, smart nations) ด้วยการใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย การวางระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูงจึงเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่งสำหรับธุรกิจเฉพาะด้าน เช่น ธนาคารและสถาบันการเงิน” คุณเอกภาวิน กล่าวเพิ่มเติม “เรายังคงเดินหน้าช่วยเหลือธุรกิจต่างๆ ให้สามารถบริหารจัดการบนคลาวด์ที่หลากหลายและเชื่อมโยงส่วนงานระหว่างฝ่ายไอทีและนักพัฒนาเข้าด้วยกัน”

 

เกี่ยวกับวีเอ็มแวร์ (VMware)

วีเอ็มแวร์ เป็นผู้นำระดับโลกด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความซับซ้อน ด้วยความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์กว่า 75,000 ราย ผนวกกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของวีเอ็มแวร์ อาทิ ระบบประมวลผล ระบบคลาวด์ โมบิลิตี้ เน็ตเวิร์คกิ้ง และระบบรักษาความปลอดภัย วีเอ็มแวร์จึงเป็นผู้ให้บริการระบบดิจิทัลพื้นฐานที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคล่องตัว โดยให้บริการแก่ลูกค้ากว่า 500,000 รายทั่วโลก สำนักงานใหญ่วีเอ็มแวร์ตั้งอยู่ที่เมืองพาโล อัลโต ในปีนี้ วีเอ็มแวร์ฉลองครบรอบ 20 ปีแห่งความก้าวหน้าในการพัฒนานวัตกรรมที่สร้างผลประโยชน์ต่อทั้งภาคธุรกิจและสังคม สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูได้ที่ https://www.vmware.com/company.html

VMware, NSX และ NSX-T Data เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของบริษัท VMware, Inc. หรือบริษัทสาขาในสหรัฐอเมริกาและเขตอำนาจศาลอื่นๆ  บทความนี้อาจจะประกอบด้วยไฮเปอร์ลิงค์ไปยังเว็บไซต์อื่นที่ไม่ใช่ของ VMware ที่ถูกสร้างขึ้นและดูแลโดยผู้อื่น ซึ่งจะเป็นผู้ที่รับผิดชอบสำหรับเนื้อหาบนเว็บไซต์ดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว

เกี่ยวกับ VMware Banking Consumer 2020

VMware Banking Consumer 2020 เป็นการสำรวจที่จัดทำขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วภูมิภาคในช่วงเดือนกันยายน 2018 โดยเป็นการสำรวจพฤติกรรม ความชอบ และทัศนคติเกี่ยวกับการธนาคารและอนาคตของรูปแบบการชำระเงินของผู้บริโภคจำนวน 6,000 คน ในประเทศอินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ไทย และเกาหลีใต้

 

[1] ธนาคารแห่งประเทศไทย, การใช้ระบบธนาคารผ่านโทรศัพท์มือถือและระบบธนาคารผ่านอินเทอร์เน็ต, 2018

____________________

VMware: Poor Consumer Cyber Hygiene A Security Snag in Thailand’s Cashless Drive

  • Widening gap between cashless uptake and lax consumer cybersecurity habits threatens businesses and economy with greater risk of financial fraud and economic losses
  • Innovation needs to rest on a robust network architecture built on speed, intelligence and ‘zero trust,’ urges VMware as it announces its networking vision and next-generation architecture built with pervasive connectivity, intrinsic security for hyper-distributed apps and data, regardless of cloud environment

According to VMware, Inc. (NYSE: VMW), a leading innovator in enterprise software, the new VMware Banking Consumer 2020 Study reveals that more than a third (35%) of Thailand consumers surveyed do not take proper measures to secure their financial data, using the same passwords for some to all of the services and apps that contain their personal payment data.

While the increasing uptake in cashless payments are encouraging signs for Thailand’s cashless ambitions, poor cyber hygiene practices could put consumers, banks and financial institutions (FSIs) at great risk of financial fraud and losses. A majority (86%) of Thailand consumers surveyed store their bank account details on at least one to six applications, yet only a handful (30%) are practicing good cybersecurity practices by using different passwords for all their accounts. That said, Thailand still emerges as the safest in the region, topping the regional average of 24%.

“Cashless payments is ramping up - the volume of mobile payments for June 2017 reached US$22.1 billion, a 57% increase from the previous year, according to the Bank of Thailand[1]. The growth of cashless payments is set to further accelerate with the standardization of QR code payments and launch of mobile payment services,” said Ekpawin Sukanan, Country Manager, VMware Thailand. “Existing architecture is currently insufficient to guard against this payment reality – banks and FSIs need a new network infrastructure to protect apps, data and users across multiple cloud environments.” 

The study also found that consumers in Thailand are less concerned about the level of security afforded by new payment methods than their regional counterparts, embracing the use of connected devices, connected things, e-payment wallets and apps. Banks and FSIs thus need to do more to secure these new payment methods through innovation and deploying robust infrastructure. In contrast, consumers in Singapore and Malaysia place lesser trust in these new methods of payment and are more comfortable with the traditional transaction methods such as cash and ATMs.

Thailand consumers also indicated high levels of satisfaction with their banks, rating these attributes higher than the regional average:

  • Speed in answering queries or solving issues;
  • Availability of customer service channels;
  • Transparency in policies and understandable terms and conditions;
  • Data privacy and ethical use of data.

VMware Powers Digital Transformation with Virtual Cloud Networking: Advances Networking and Security for All Workloads on Any Cloud

To help banks and FSIs strike a balance between innovation and scalability, VMware announced new advancements to help customers implement a more secure, end-to-end software-based network architecture, a Virtual Cloud Network, that enables pervasive connectivity and intrinsic security for hyper-distributed apps and data, regardless of cloud environment. Banks, FSIs and businesses that put agility, innovation and security at the core of their business stand to benefit from a Virtual Cloud Network by unlocking value from current networking technologies, significantly reducing network complexity, and redefining network security.

Advancing Networking and Security for All Workloads on Any Cloud: VMware NSX-T Data Center 2.3 extends advanced multi-cloud networking and security capabilities. This pervasive connectivity, independent of the underlying cloud, empowers customers that operate across multiple public clouds to take advantage of local availability zones and the unique services of different cloud providers.

Simplifying NSX Deployment, Management, and Use: VMware NSX-T Data Center 2.3 simplifies installation, configuration, and management with new deployment workflows and search functionality for objects and events. This enables administrators to express policies in a declarative fashion which will be applied to data center and multi-cloud infrastructure.

Security Planning and Self-Driving Operations for a Virtual Cloud Network: This helps customers build and run an optimized, highly-available, and more secure infrastructure for virtual cloud networking. Customers can accelerate micro-segmentation planning and deployment, plan application migration, gain operational views to manage, scale, and enforce compliance for VMware NSX data center deployments. This solution is available as both on-premises software and as a SaaS offering with full feature and scale parity across both.

VMware and Arista Bridge Physical and Virtual Security Across the Virtual Cloud Network:
Arista and VMware have collaborated to drive tight interoperability between Arista CloudVision and VMware NSX.

“Banks and FSIs face increased scrutiny over how personal data is handled, and an unyielding demand for fast response to consumers. Finding the right balance between staying attuned to consumers’ needs in compliance and security, while future-proofing their digital foundation with innovation, can be tricky but critical, especially when we are turning to technologies of the future. A Virtual Cloud Network architecture that harnesses the power of networking technologies will empower banks and FSIs to respond faster to new opportunities and threats, create new business models, and deliver services to all applications and data, wherever they are located,” Ekpawin explained.

“VMware is committed to helping our customers and partners embrace digital transformation in this time of disruptive change. As the region embarks on its journey to becoming smart cities and nations with next-generation technologies, establishing a highly secured infrastructure will be mission-critical for verticals such as banks and FSIs,” added Ekpawin. “We continue to help businesses master multi-cloud, and bridge the divide between IT operations and developers.”

 

About VMware

VMware software powers the world’s complex digital infrastructure. The company’s compute, cloud, mobility, networking and security offerings provide a dynamic and efficient digital foundation to over 500,000 customers globally, aided by an ecosystem of 75,000 partners. Headquartered in Palo Alto, California, this year VMware celebrates twenty years of breakthrough innovation benefiting business and society. For more information, please visit https://www.vmware.com/company.html.

VMware, NSX and NSX-T Data Center are registered trademarks or trademarks of VMware, Inc. or its subsidiaries in the United States and other jurisdictions. This article may contain hyperlinks to non-VMware websites that are created and maintained by third parties who are solely responsible for the content on such websites.

About VMware Banking Consumer 2020

VMware Banking Consumer 2020 is a regional multi-country study conducted in September 2018, surveying the behaviors, preferences and attitudes towards banking and the future of payments of 6,000 consumers in Indonesia, Malaysia, Singapore, the Philippines, Thailand and South Korea.

 

[1] Bank of Thailand, Use of Mobile Banking and Internet Banking, 2018

วสท. ขานรับนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรม
เดินหน้าจัดงาน 'วิศวกรรมแห่งชาติ 2561' มุ่งก้าวทันกระแสโลก สู่ความเป็นผู้นำแห่งอาเซียน

เตรียมเขย่าวงการนวัตกรรมกันอีกครั้งในงาน “วิศวกรรมแห่งชาติ 2561” (National Engineering 2018) งานสัมมนาวิชาการด้านวิศวกรรมและงานแสดงผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี นวัตกรรรมวิศวกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองไทย โดยล่าสุด เพิ่งเสร็จสิ้นจากงานแถลงข่าวประกาศความพร้อมเดินหน้าจัดงาน พร้อมเปิดเวทีเสวนาหัวข้อ “Smart Home บ้านอัจฉริยะ เพื่อบ้านที่ทันสมัย และอยู่สบาย” เรียกน้ำย่อย และผนึกกำลังผู้ร่วมแสดงสินค้าเทคโนโลยีวิศวกรรมจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน นำผลิตภัณฑ์นวัตกรรมหลากหลายแวดวงสาขาอาชีพมาจัดแสดงอย่างครบครัน และเนื่องจากในปี 2561 นี้ เป็นปีที่วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ครบรอบ 75 ปี จะมีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ภายใต้แนวคิด “Engineering for Society” Smart Engineering, Smart Life, Smart Nation - วิศวกรรมอัจฉริยะ เพื่อชีวิตทันสมัย สู่ประเทศไทยแห่งอนาคต” เพื่อร่วมปฏิรูปประเทศก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ และยกระดับสังคมสู่สมาร์ทไลฟ์ สมาร์ทเนชั่น อย่างยั่งยืน

ดร.ทศพร ศรีเอี่ยม ประธานการจัดงานวิศวกรรมแห่งชาติ 2561 กล่าวว่า ท่ามกลางคลื่นยักษ์ดิจิตอลและเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงฉับพลัน (Disrupt) และสร้างโมเดลใหม่ๆ ของคนไทย ธุรกิจอุตสาหกรรมและประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมเรียนรู้การพัฒนาอย่างยั่งยืนในบริบทที่เชื่อมต่อกับโลก การจัดงานวิศวกรรมแห่งชาติ 2561 (National Engineering 2018) ในครั้งนี้ ซึ่งเป็นการจัดต่อเนื่องมาทุก ๆ ปี และปีนี้ถือเป็นปีที่ 13 แล้ว โดยเรามุ่งหวังให้ผู้เข้าร่วมงานได้มาเรียนรู้อัพเดทเทรนด์นวัตกรรมวิศวกรรมที่ก้าวหน้าของประเทศไทย และอัพเดทเทรนด์ด้านเทคโนโลยีวิศวกรรมของโลก นอกจากนี้ ยังต้องการให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยน ตลอดจนพัฒนามาตรฐานวิศวกรรมของวิศวกรไทยและอาเซียนให้มีมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล โดยงานในปีนี้  ได้รวบรวมผู้ร่วมแสดงสินค้าเทคโนโลยีวิศวกรรมจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 100 ราย นำผลิตภัณฑ์นวัตกรรมหลากหลายแวดวงสาขาอาชีพมาจัดแสดงอย่างครบครัน ซึ่งจะสามารถช่วยสะท้อนให้เห็นเทรนด์การเปลี่ยนแปลงของไลฟ์สไตล์มนุษย์ในปัจจุบัน และเรียนรู้การพัฒนาเพื่อปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง และนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม เพื่อประโยชน์ในการเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพทางสังคมและเศรษฐกิจในอนาคต

โดยภายในงานวิศวกรรมแห่งชาติ 2561 ครั้งนี้ เราได้แบ่งโซนการจัดงานออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่

  • โซนสัมมนาวิชาการ โดยรวมรวบหัวข้อสัมมนาที่น่าสนใจไว้กว่า 80 หัวข้อ เกี่ยวกับความก้าวล้ำของวงการวิชาชีพวิศวกรรมในการเป็นฟันเฟืองสนับสนุนการปฏิรูปประเทศสู่ New S-Curve ของรัฐบาล และยังมีเวทีเสวนาระดับนานาชาติ (International Forum) ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ อัพเดทเทรนด์วิศวกรรมจากผู้เชี่ยวชาญและวิศวกรทั่วโลกมารวมไว้ในงานเดียว โดยมีไฮไลท์สำคัญ คือ การปาฐกถาพิเศษจากรัฐมนตรีทั้ง 3 กระทรวง ได้แก่หัวข้อดังนี้ 

    • ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “Industry Transformation Thailand 4.0” โดย ดร.สมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในวันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน 2561 เวลา 09.00-10.00 น.
    • ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ยุทธศาสตร์คมนาคม ยุทธศาสตร์สร้างชาติ” (Transforming Transportation) โดย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในวันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน 2561 เวลา 13.00-14.00 น.
    • ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “Digital Transformation ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ” โดย นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัช-ตะพงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในวันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2561 เวลา 09.00-10.00 น.

นอกจากนี้ยังมีการจัดเวทีเสวนาเรื่องมาตรฐานระบบรางที่เกี่ยวข้องโครงการรถไฟความเร็วสูง การบรรยายพิเศษหัวข้อต่าง ๆ อาทิ โครงการ EEC, Transportation, มาตรฐานด้านวิศวกรรมใหม่ๆ Education, Innovation ตลอดจนมีเวทีเสวนาความรู้ทางด้านเทคโนโลยีวิศวกรรมในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ที่มาสามารถนำไปประยุกต์ใช้หรือต่อยอดสร้างธุรกิจในอนาคต อาทิ การใช้รถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต (EV Car) การใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ การเลือกใช้แบตเตอรี่รถยนต์ให้เหมาะสมในอนาคต การเลือกใช้หุ่นยนต์เพื่อใช้ในการทดแรงงานในภาคอุตสาหกรรม การออกแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart City) การบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (DATA Center and CLOUD Technology) การตรวจสอบอาคารให้ปลอดภัย เป็นต้น

  • โซนกิจกรรมการแข่งขันเทคโนโลยีวิศวกรรม อาทิ การแข่งขันหุ่นยนต์ต่อสู้ 2018 (Battle Robot Warrior), การแข่งขันอากาศยานไร้คนขับ กรณีดับเพลิง (Drone for Firefighting) เป็นต้น
  • โซนคลินิกช่าง บริการให้คำปรึกษา “ฟรี” ปัญหาเรื่องบ้าน บ้านทรุด บ้านร้าว และปัญหาทางวิศวกรรมต่าง ๆ โดยวิศวกรอาสาผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขากว่า 150 คน จากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ
  • โซนจัดแสดงผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีวิศวกรรม

 “ไฮไลท์สำคัญของงานวิศวกรรมแห่งชาติ 2561 ในครั้งนี้ นอกจากที่ท่านจะได้รับทราบถึงนโยบายที่สำคัญของทางรัฐบาล เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้เข้าใจตรงกันว่าควรจะดำเนินไปในทิศทางใด วิศวกร นักอุตสาหกรรม และนักธุรกิจจะต้องมีการปรับตัวอย่างไรบ้าง ท่านยังจะได้รับทราบว่ายังมีมาตรฐานใดบ้างที่มีความสำคัญ และมีความเกี่ยวเนื่องกัน รวมไปถึงยังได้รับทราบถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ภาคธุรกิจจะต้องเรียนรู้และนำไปปรับใช้เพื่อให้ก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงของประเทศ  เช่น การจัดเวทีเสวนาเรื่องมาตรฐานระบบรางที่เกี่ยวข้องโครงการรถไฟความเร็วสูง, การจัดเวทีเสวนา และการจัดแสดงเทคโนโลยีเกี่ยวกับ Big Data และ IoT ว่าจะมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของทุกคนในอนาคตอย่างไร, การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีไปสู่ยุคอุตสาหกรรมอัจฉริยะ รวมไปถึงนิทรรศการพิเศษ “ปฏิบัติการด้านวิศวกรรมถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย” ที่เราได้จำลองบรรยากาศภายในถ้ำหลวงฯ เพื่อแสดงให้เห็นว่างานด้านวิศวกรรมได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจครั้งสำคัญนี้อย่างไรบ้าง” ดร.ทศพร กล่าว

ด้าน นายศรัณย์พงศ์ อาชว์สุนทร (ขวา) ผู้ช่วยผู้ว่าการ วางแผนและพัฒนาระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) กล่าวภายในงานเสวนาหัวข้อ Smart Home บ้านอัจฉริยะ เพื่อบ้านที่ทันสมัย และอยู่สบาย” ว่า ในยุคที่นวัตกรรมเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุก ๆ ด้าน การเปลี่ยนบ้านธรรมดาให้เป็นบ้านอัจฉริยะ หรือ Smart Home ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิตอลและการสื่อสารมาควบคุมระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน ผ่าน Smart Devices ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานภายในบ้านลงได้ โดย PEA ได้คิดค้น และพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่เรียกว่า “PEA Hive Platform” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มระบบบริหารและจัดการพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะสำหรับบ้านพักอาศัย เพื่อเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ที่ต้องการบริหารจัดการการใช้พลังงานภายในบ้านพักอาศัยและอาคารให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โดยผู้อยู่อาศัยในบ้านอัจฉริยะนี้ จะสามารถควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ภายในบ้าน ตลอดจนเรื่องการใช้พลังงานไฟฟ้าจากระบบของการไฟฟ้าหรือแหล่งพลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์รูฟท็อป ผ่าน Mobile Application โดย PEA Hive Platform จะทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ ทำงานร่วมกัน เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นลง และตอบสนองต่อสภาวะวิกฤติด้านพลังงาน ทั้งนี้ เจ้าของบ้านยังสามารถเลือกอุปกรณ์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าจากหลากหลายยี่ห้อ และผู้ผลิตได้อีกด้วย และนอกจากนั้น Hive Platform ยังตอบโจทย์ความเป็นไลฟสไตล์ของแต่ละบุคคล ที่เรียกว่า Smart Mode โดยสามารถเลือกโหมดการใช้งานในรูปแบบของ Comfort Mode , Eco Mode , DR Mode และ Emergency Mode ได้เองอีกด้วย

นายวชิระชัย คูนำวัฒนา (ซ้าย) ผู้อำนวยการสำนักงาน Business Transformation และกรรมการผู้จัดการธุรกิจ Innovative Solution บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด กล่าวว่า ขอทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า สมาร์ทโฮม (Smart home) กันเสียก่อน หลายคนอาจจะคิดว่า สมาร์ทโฮม (Smart home) หมายถึง ตัวบ้านที่ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้อยู่อาศัย แต่จริง ๆ แล้ว สมาร์ทโฮม (Smart home) คือ ระบบบ้านอัจฉริยะ เป็นระบบการทำงานของระบบต่าง ๆ ทั้งภายนอก และภายในบ้านให้ถูกควบคุมเพื่อความสะดวกสบายยิ่งขึ้น ด้วยการทำงานของซอฟต์แวร์ผสมกับอุปกรณ์เฉพาะของแต่ละยี่ห้อ แต่มีหัวใจเดียวกันคือการสร้างความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต ช่วยประหยัดพลังงานด้วยนวัตกรรมผนังแบบใหม่ และส่งเสริมด้านสุขภาพของผู้อยู่อาศัย โดยสามารถควบคุมได้โดยการใช้สมาร์ทโฟนอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันต้องบอกว่าไม่ใช่แค่เทรนด์เทคโนโลยีที่มันเปลี่ยนไป แต่เป็นไลฟ์สไตล์ของคนเราที่เปลี่ยนไปด้วยเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น เทคโนโลยี IoT (Internet of Thing) เมื่อก่อนเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเชื่อมต่ออุปกรณ์กับอุปกรณ์ให้สามารถคุยได้ แต่ต่อไปไม่ใช่แล้ว จะเปลี่ยนเป็นการเชื่อมต่อคนกับอุปกรณ์ เพื่อที่จะตอบสนองการใช้ชีวิตของคนเราได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งผู้บริโภคสามารถมาอัพเดทเทรนด์เทคโนโลยีนวัตกรรมต่าง ๆ ได้ภายในงาน “วิศวกรรมแห่งชาติ 2561”

 

เตรียมสัมผัสกับความยิ่งใหญ่ของงาน “วิศวกรรมแห่งชาติ 2561” (National Engineering 2018) งานสัมมนาวิชาการ และแสดงผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีนวัตกรรรมวิศวกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในไทย ในวันที่ 1 - 3 พฤศจิกายน 2561 ณ  ฮอลล์ 9 อิมแพค ฟอรั่ม ฮอลล์ 9 เมืองทองธานี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.nationalengineering18.com หรือ facebook.com/NationalEngineeringByEIT

“วอลโว่” จับมือดารานักบู๊ระดับฮอลลีวูด ร่วมแสดงในภาพยนตร์สั้นโฆษณาประสิทธิภาพรถขุดตักของบริษัท

โกเธนเบิร์ก, สวีเดน - วอลโว่ คอนสตรัคชั่น อีควิปเม้นท์ (Volvo CE) ดึง "ดอล์ฟ ลันด์เกรน" นักแสดงชื่อดังชาวสวีเดน ร่วมเผยประสิทธิภาพความคงทนของรถขุดตักให้เป็นที่ประจักษ์ ผ่านผลงานภาพยนตร์สั้นโฆษณาบู๊ผาดโผนที่ใช้ชื่อว่า "Pump It Up"

เผยให้เห็นถึงความแข็งแรงทนทาน ขีดความสามารถหลายด้าน และวิศวกรรมอัจฉริยะเบื้องหลังรถขุดตักของวอลโว่ ภาพยนตร์สั้นโฆษณาดังกล่าวจะนำผู้ชมไปทดสอบขีดจำกัดของรถขุดตักหลากหลายรุ่น ด้วยการนำเสนอผ่านรูปแบบของการฝึกในค่ายทหารที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานมีชีวิตชีวา โดยได้ "ดอล์ฟ ลันด์เกรน" นักแสดงชื่อดังชาวสวีเดนยุค 80 เจ้าของผลงานการแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Rocky IV ภาพยนตร์เรื่อง Universal Soldier และภาพยนตร์เรื่อง The Expendables มารับบทนำบู๊แอคชั่นผาดโผนในหนังสั้นโฆษณาเล่าเรื่องราวการเผชิญหน้าระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร

‘เอพี ไทยแลนด์’ สุดยอดนักพัฒนาอสังหาฯ รายเดียวจากประเทศไทย คว้ารางวัลอันทรงเกียรติแห่งเอเชีย ‘บริษัทผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี 2018’

คำบรรยายภาพ (ที่ 2 จากซ้าย) นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กร และการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) (ซ้ายสุด) Ms. Shanggari Balakrishnan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท MORS Group และ (ขวาสุด) Mr. Luis Bueno Nieto, Strategic Market Director บริษัท Leroy Merlin Russia ถ่ายรูปร่วมกัน ณ Fairmont Hotel ประเทศสิงคโปร์

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มุ่งสร้างคุณภาพชีวิตแห่งอนาคต รับมอบรางวัล “The Asia Corporate Excellence & Sustainability Awards” (ACES) สาขา บริษัทผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี 2018 (Asia's Most Influential Companies 2018) รางวัลอันทรงเกียรติในระดับภูมิภาคเอเชียที่ให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการที่มีผลงานโดดเด่นใน 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การบริหารธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรม การเป็นแบรนด์ครองใจลูกค้า และการดำเนินงานภายใต้ความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างจริงจังและยั่งยืน โดยเอพี (ไทยแลนด์) เป็นบริษัทอสังหาฯ เพียงรายเดียวจากประเทศไทยที่ได้รับมอบรางวัลนี้ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งรางวัลการันตีความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของเอพีในการส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด (Quality of Life) ของการอยู่อาศัยที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งคุณภาพ ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย ผ่านการบริหารโครงสร้างบริษัท การสร้างคนคุณภาพในองค์กร

 

CPI มอบเงินสนับสนุนงานฟุตซอลยุติธรรมชุมพร ครั้งที่ 10 ประจำปี 2561

บริษัท ชุมพรอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มลีลา โดย นายสมชาย จันทร์มณี ผู้อำนวยการโรงงานและพนักงาน เข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขันฟุตซอลยุติธรรมชุมพร ครั้งที่ 10 ประจำปี 2561 เพื่อเด็กเยาวชน และครอบครัว ซึ่งจัดโดย มูลนิธิเพื่อเด็กเยาวชน และครอบครัวจังหวัดชุมพร ในการนี้ บริษัทฯ ได้มอบเงินสนับสนุนการแข่งขันเพื่อส่งเสริมให้เด็ก และเยาวชน ประชาชนทั่วไปใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ มีสุขภาพร่างกาย และจิตใจที่แข็งแรง ป้องกันการกระทำผิด ลดปริมาณคดีที่จะเข้าพิจารณาของศาล อันจะส่งผลให้สังคมมีความสงบมากขึ้น ณ สนามแข่ง โรงเรียนเทศบาล 1 (บ้านท่าตะเภา) เมื่อเร็วๆนี้

ดาต้า เพาเวอร์ รับรางวัล " บุคคลคุณภาพแห่งปี 2018 "

นายอภิสฤษฎิ์ นิรุชทรัพย์รดา กรรมการผู้จัดการ (ที่ 1 จากซ้าย) บริษัท ดาต้า เพาเวอร์ จำกัด ผู้ผลิต และจัดจำหน่ายปลั๊กไฟมากว่า 30 ปี ภายใต้แบรนด์ ดาต้า (DATA) ”เชื่อในสิ่งที่ดีที่สุด”  ขึ้นรับรางวัล "บุคคลคุณภาพแห่งปี 2018" ภาคธุรกิจของใช้ในครัวเรือน และสำนักงาน ในโครงการ  "บุคคลคุณภาพแห่งปี 2018 " (Quality Person of the Year 2018) ซึ่งจัดขึ้นโดยมูลนิธิสภาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (มสวท.) โดยมี ฯพณฯ พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี (ที่ 2 จากซ้าย) เป็นผู้มอบรางวัล ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เมื่อเร็ว ๆ นี้

Dell Technologies Forum 2018 : เพื่อการปฏิรูปสู่ดิจิทัลที่เป็นจริง
(Making Digital Transformation Real)

นายอโณทัย เวทยากร รองประธานบริหาร เดลล์ อีเอ็มซี ภูมิภาคอินโดจีน กล่าวเปิดในงาน Dell Technologies Forum 2018 ในหัวข้อ “นวัตกรรมสำหรับอนาคต” (“Innovating for the Future”) พร้อมวิสัยทัศน์สำหรับโลกดิจิทัลแห่งอนาคตและแนวทางที่ Dell Technologies และ 7 แบรนด์ชั้นนำด้านเทคโนโลยีในเครือ ทั้ง Dell Dell EMC VMware Virtustream Pivotal RSA และ SecureWorks จะช่วยเสริมพลังให้กับองค์กรธุรกิจในการปฏิรูป ให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงแข็งแกร่งในยุคของเศรษฐกิจดิจิทัล

พร้อมกันนี้ ภายในงานยังเปิดเผยผลสำรวจ ”ดัชนีชี้วัดการปฏิรูปสู่ดิจิทัลของเดลล์ เทคโนโลยีส์” (Dell Technologies Digital Transformation Index (DT Index) ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ภายในประเทศ ถึงสถานภาพ อุปสรรคและความต้องการลงทุนในเทคโนโลยีขององค์กรธุรกิจเพื่อตอบรับเทรนด์การปฏิรูปสู่ดิจิทัลที่มาถึง โดยผลสำรวจเป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยที่ Dell Technologies และอินเทล จัดทำขึ้น โดยมีแวนสัน บอร์น บริษัทการวิจัยอิสระชั้นนำ ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของผู้นำธุรกิจ 4,600 คนใน 42 ประเทศทั่วโลก ทั้งนี้  DT Index มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มองเห็นการปฏิรูปขององค์กรธุรกิจทั่วโลก ว่าเป็นไปในรูปแบบใดเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าสู่ ศักยภาพใหม่ระหว่างคนและเครื่องจักร ในยุคดิจิทัล

Page Visitor

008662770
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
2738
48892
283515
5245135
51630
1540324
8662770
Your IP: 3.234.250.24
2020-10-02 01:12