BizFocus

BizFocus

ทันยุค ทันสมัย หัวใจธุรกิจ บิสโฟกัส

เปิดตัวหุ่นยนต์ดูดฝุ่นสุดล้ำ AUTOBOT รุ่น STORM รับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
สแกนพื้นที่ 360° ด้วยระบบนำทางเลเซอร์ สั่งงานผ่านแอป ครบทั้งดูดฝุ่นและถูพื้น

บริษัท โรบอท เมคเกอร์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายหุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะแบรนด์ AUTOBOT เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด หุ่นยนต์ดูดฝุ่น AUTOBOT รุ่น STORM ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี LIDAR 360° Mapping ระบบ Laser Guide สามารถสแกนพื้นที่ทำความสะอาดสุดแม่นยำ สามารถวางแผนเส้นทางในการทำความสะอาดได้แบบอัจฉริยะได้ครบพื้นที่ทั้งบ้าน และยังสามารถสั่งงานพร้อมดูสถานะการทำงานผ่านแอพลิเคชั่น “robotmaker” ได้ มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 3200mAh ใช้งานได้ยาวนานถึง 90 นาที มีเซนเซอร์ตรวจจับทำให้ไม่หล่นจากพื้นที่ต่างระดับ สามารถเข้าสู่แท่นชาร์จแบตเตอรี่เองได้โดยอัตโนมัติแม้จะไม่ได้เริ่มทำงานจากแท่นชาร์จ

นายธรรมสร มีรัตน์ กรรมการบริหาร บริษัท โรบอท เมคเกอร์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายหุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะแบรนด์ AUTOBOT ในประเทศไทย เปิดเผยว่า “ไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิมมาก มีความเร่งรีบมากขึ้น และเปิดกว้างต่อการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ต่างๆ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับชีวิตมากขึ้น ทำให้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในกลุ่มของคนรุ่นใหม่ ใช้ชีวิตในคอนโดมิเนี่ยม ต้องออกไปทำงานเช้าและกลับค่ำ กลุ่มแม่บ้านหรือพ่อบ้านครอบครัวขนาดเล็กที่ดูแลทำความสะอาดบ้านเองโดยไม่มีคนรับใช้ ซึ่งมีภาระการทำงานบ้านมากมาย และในบางรายยังต้องออกไปทำงานนอกบ้านอีกด้วย กลุ่มคนรักสัตว์ที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงภายในบ้านหรือในห้องนอน หรือกลุ่มผู้เป็นภูมิแพ้ โดยในปีที่ผ่านมา หุ่นยนต์ดูดฝุ่นของ AUTOBOT มียอดขายเติบโตถึง 30% ทำให้เรานำ AUTOBOT รุ่นใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง”

“ไตรมาสนี้ เราเปิดตัวหุ่นยนต์ดูดฝุ่น AUTOBOT รุ่น STORM  ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นใหม่ล่าสุด สามารถทำความสะอาดห้องได้อย่างหมดจด ด้วยมอเตอร์พลังดูด 1800 PA สามารถดูดสิ่งสกปรกได้ทั้งฝุ่นผงขนาดเล็ก เส้นผม ขนสัตว์ ทราย เศษขนม ฯลฯ พร้อมด้วยไส้กรองฝุ่น HEPA Filter ที่กรองได้ถึงระดับ 0.3 ไมครอน ทำให้อุ่นใจเรื่องฝุ่นสำหรับผู้เป็นภูมิแพ้ และยังตอบโจทย์ความต้องการสำหรับห้องที่เป็นพื้นกระเบื้อง ไม้ หรือปาเก้ เพราะสามารถถูพื้นแบบเปียกด้วยผ้าม็อบถูพื้นไมโครไฟเบอร์ขนาดใหญ่และ ถังเก็บน้ำ ที่ปล่อยหยดน้ำลงบนผ้าอย่างช้าๆ” ธรรมสร กล่าว

จุดเด่นของ AUTOBOT รุ่น STORM คือระบบการสร้างแผนที่การทำความสะอาดแบบ LIDAR 360° Mapping โดยตัวเครื่องจะวิเคราะห์และวางแผนการเดินทำความสะอาดผ่านระบบ Laser นำทาง ที่ติดอยู่บนตัวเครื่อง ทำให้การทำความสะอาดทั่วถึงมากกว่าหุ่นยนต์ดูดฝุ่นทั่วไป สามารถไปได้ทุกซอกของมุมบ้านแต่ไม่ทำความสะอาดซ้ำไปมาในพื้นที่เดิม เพราะมีระบบการสแกนพื้นที่ก่อนเริ่มทำงานทุกครั้ง ทำให้ประหยัดเวลาและประหยัดแบตเตอรี่ของตัวเครื่องให้ใช้งานได้นานขึ้น นอกจากนี้ STORM ยังมีถังเก็บน้ำสำหรับถูพื้นโดยเฉพาะ สามารถจุน้ำได้ถึง 150 cc และมีผ้าม็อบถูพื้นไมโครไฟเบอร์ขนาดใหญ่ ถึง 40 cm ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้การทำความสะอาดแบบเช็ดเปียกดีขึ้น มีถังเก็บฝุ่นขนาดใหญ่ 600ml. และมีภาพแผนที่เสมือนแสดงพื้นที่ในการทำควาสะอาดผ่าน  APP  มี HEPA Filter สามารถกรองฝุ่นได้เล็กถึง 0.3 ไมครอน และยังสามารถกำหนดพื้นที่ในการทำความสะอาดผ่าน APP ให้เครื่องทำความสะอาดในจุดที่ต้องการและไม่ต้องการได้

“AUTOBOT รุ่น STORM” มีวางจำหน่ายแล้วที่ AUTOBOT Shop สาขาสามย่าน, เซ็นทรัลพระรามเก้า, หาดใหญ่ และพัทยา ร้าน B2S สาขาเซ็นทรัลพระราม 3, เซ็นทรัลลาดพร้าว และฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ร้าน Betrend สาขาสยามพารากอน เดอะมอลล์บางแค และเดอะมอลล์งามวงวาน หรือสามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่ Lazada, Shopee, facebook fanpage: robotmaker และ www.autobotvacuum.com ในราคาเพียง 15,900 บาท

“พิเศษสุดสำหรับวันที่ 9 เดือน 9 นี้ เราจะร่วมทำโปรโมชั่นกับเว็บไซต์ออนไลน์ช็อปปิ้งชั้นนำอย่าง Lazada และ Shopee โดยจะมีโปรโมชันสุดพิเศษ ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลและโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/robotmaker/

เกี่ยวกับ AUTOBOT STROM

AUTOBOT STROM เป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่ตอบโจทย์ของทุกครัวเรือน ..พร้อมโหมดการทำงานแบบจัดเต็ม ครบถ้วนทุกฟังค์ชั่นเพื่อตอบสนองความต้องการของแม่บ้าน และพ่อบ้านยุค 4.0 สตอร์มเป็นหุ่นยนต์ทำความสะอาดรุ่นใหม่ล่าสุดของ Autobot ที่รวมทุกอย่างไว้ในเครื่องเดียว เช่น การสแกนห้อง (Mapping) , ระบบกวาด ดูดฝุ่น ถูพื้น (Hybrid) , ระบบ Double Cleaning, ระบบสร้างกำแพงเสมือนบนแอพ พร้อมทั้งสเปกเครื่องสุดแรง การันตีคุณภาพ จากการบริษัท โรบอท เมคเกอร์ จำกัด ผู้เชี่ยวชสญและจัดจำหน่ายหุ่นยนต์ดูดฝุ่นในประเทศไทย มามากกว่า 5 ปี

ดั๊บเบิ้ล เอ มอบโชคผู้โชคดี QR Lucky Gold ครั้งที่ 1

นายชาญวิทย์ จารุสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ดั๊บเบิ้ล เอ เดินทางไปมอบรางวัลทองคำให้กับผู้โชคดีจากการจับรางวัลครั้งที่ 1 ในแคมเปญ Double A QR Lucky Gold ด้วยการสแกนคิวอาร์โค้ดข้างกล่องดั๊บเบิ้ล เอ โดย 1 QR ได้ 1 สิทธิ์ลุ้นทองคำ ซึ่งจะจับรางวัลครั้งต่อไปเป็นทองคำหนัก 1 บาท 5 รางวัลและทองคำหนัก 50 สตางค์ 15 รางวัลในวันที่ 7 กันยายน 2561 ร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 กันยายน 2561 ติดตามรายละเอียดและประกาศรายชื่อผู้โชคดีได้ทาง www.facebook.com/DoubleAClub

เดลล์ อีเอ็มซี  รุกเต็มตลาดเน็ตเวิร์กกิ้ง เปิดตัว 100 กิกะบิต อีเธอร์เน็ต รองรับโมเดิร์นดาต้าเซ็นเตอร์ระบบเปิด

แฟบริค สวิตช์ ซีรีย์ Z ใหม่ ให้ความสามารถเหนือชั้นกว่ารุ่นเดิมถึง 2 เท่า ติดเทอร์โบให้กับความริเริ่มในการปฏิรูปไอที สำหรับทั้งองค์กรเอ็นเตอร์ไพร์ซ และผู้ให้บริการ

สรุปประเด็นข่าว

  • Z9264F-ON ใหม่ เป็นแฟบริค สวิตช์ ที่มีโครงสร้างแบบ fixed (fixed form-factor) ให้ศักยภาพสูงถึง 2 เท่า ช่วยเร่งสู่การใช้งานที่ความเร็ว 100GbE สำหรับสภาพแวดล้อมคลาวด์ในโทรคม รวมถึงพับบลิคและไพรเวท คลาวด์
  • แนวคิดริเริ่มของการเชื่อมต่อเครือข่ายในระบบเปิดที่ล้ำหน้า มาพร้อมการสนับสนุนสำหรับเดลล์ อีเอ็มซี Big Switch Networks, Cumulus Networks รวมถึงโซลูชันที่ทำงานร่วมกันเพื่อศักยภาพที่เหนือชั้นขึ้นด้วย VMware NSX
  • มอบศักยภาพให้ community โอเพ่นซอร์ส ด้วยทางเลือกฮาร์ดแวร์ที่มาพร้อมแพคเกจซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส Linux Foundation OPX และ OCP SONiC

เดลล์ อีเอ็มซี ผู้ริเริ่มการเชื่อมต่อเครือข่ายระบบเปิด (Open Networking) เปิดตัว Z9264F-ON แฟบริค สวิตช์ ความเร็ว 100GbE ใน Z-series รุ่นล่าสุด ที่ให้ความสามารถเพิ่มถึง 2 เท่าตัว พร้อมมอบชุดโซลูชันระบบเปิดที่สมบูรณ์ สำหรับองค์กรเอ็นเตอร์ไพร์ซที่ทันสมัย และดาต้าเซ็นเตอร์ในส่วนของผู้ให้บริการ

แพลตฟอร์มใหม่นี้ ได้รับขุมพลังจาก StrataXGS® Tomahawk® II ซึ่งเป็น 6.4 Terabit/second Ethernet switching silicon ของ Broadcom สร้างขึ้นเพื่อเป็นโครงสร้างหลักของดาต้าเซ็นเตอร์ที่ให้ประสิทธิภาพการทำงานสูงโดยเฉพาะ หรือ แฟบริค แอปพลิเคชัน ที่ให้ความสามารถในการเชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างแร็คในดาต้าเซ็นเตอร์ด้วยความเร็วมากเป็นพิเศษ ให้ 64 พอร์ตที่ความเร็ว 100GbE ในฟอร์มแฟกเตอร์ 2RU ขนาดกะทัดรัด ทั้งนี้ Z9264F-ON ใหม่นี้ นับเป็นผลิตภัณฑ์ในอุดมคติสำหรับลูกค้าที่อยากเลิกใช้ระบบ chassis switching แบบเดิมที่มีค่าใช้จ่ายแพง ในขณะเดียวกันก็อยากเร่งเปลี่ยนจาก 40GbE เป็น 100GbE

ลูกค้าของเราที่เป็นองค์กรเอ็นเตอร์ไพร์ซและผู้ให้บริการ มีความต้องการที่ชัดเจนในเรื่องโซลูชันนวัตกรรมและการเชื่อมต่อเครือข่ายระบบเปิด สำหรับระบบโครงสร้างดาต้าเซ็นเตอร์” ทอม เบิร์นส์ รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป Dell EMC Networking and Solutions กล่าวZ9264F-ON ใหม่ มอบในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ด้วยแพลตฟอร์ม 100GbE switching ที่ให้ศักยภาพสูงสุดในอุตสาหกรรม และช่วยให้ลูกค้าควบคุมการใช้งานเครือข่ายและระบบโครงสร้างของตนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ”

ดาต้าเซ็นเตอร์ ยังคงทำหน้าที่เป็นรากฐานของส่วนปฏิบัติการไอทีและการให้บริการมาอย่างต่อเนื่อง  การลงทุนในสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะของดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ที่ไซต์งาน (on premise) หรือการโฮสต์ หรือกระทั่งที่อยู่ในรูปแบบของสิ่งอำนวยความสะดวกด้านคลาวด์ กำลังมาแรง  โดยในสภาพแวดล้อมระบบงานทั้งหมด เครือข่ายนับเป็นสิ่งสำคัญที่มอบศักยภาพด้านการเชื่อมต่อภายในและระหว่างแร็คของดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงระหว่างดาต้าเซ็นเตอร์ด้วยกันเอง ออกไปยัง edge และสุดท้ายไปถึงผู้ใช้ปลายทาง  สิ่งที่มาพร้อมๆกันคือ การนำเทคโนโลยีเวอร์ชวลไลเซชั่น และระบบอัตโนมัติมาใช้ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ในระดับพื้นฐาน ผลักดันให้เกิดเลเยอร์ของอุปกรณ์ และเร่งให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างองค์ประกอบด้านสตอเรจกับส่วนประมวลผล เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนทั่วไป ตั้งแต่สภาพแวดล้อมแบบไฮเปอร์-คอนเวิร์จ ตลอดจนสภาพแวดล้อมแบบไฮเปอร์-สเกล

การเปลี่ยนแปลงด้านสถาปัตยกรรมนี้ ตอบโจทย์ความต้องการเพิ่มขึ้นของผู้ซื้อที่เป็นองค์กรเอ็นเตอร์ไพร์ซและผู้ให้บริการ เพราะช่วยให้องค์กรเหล่านี้สามารถตัดสินใจซื้อฮาร์ดแวร์เน็ตเวิร์ก และซอฟต์แวร์ที่เลือกได้อย่างอิสระ การแยกองค์ประกอบเทคโนโลยีในระดับนี้ ที่เดลล์ อีเอ็มซี เรียกว่า Open Networking เป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนสู่ระบบเครือข่ายที่กำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ หรือ (SDN – software-defined networking) ในลักษณะที่เป็นทางเลือกซอฟต์แวร์เชื่อมต่อเครือข่าย และเป็นการเพิ่มความสามารถมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ Z9264F-ON ใหม่ ก็นำโมเดลการใช้งานแบบใหม่ที่ว่า มาช่วยให้ลูกค้ามีทางเลือกด้านซอฟต์แวร์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ซอฟต์แวร์คอมเมอร์เชียล หรือโอเพ่น ซอร์ส มากกว่าตัวเลือกที่แข่งขันกันอยู่ นับเป็นการเปิดประตูสู่นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ประหยัดมากขึ้น และควบคุมการทำงานได้เหนือชั้นยิ่งขึ้น

เดลล์ อีเอ็มซี กำลังช่วยปฏิรูปสู่ระบบเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์ที่ทันสมัย ด้วยวิสัยทัศน์ในเรื่อง Open Networking” แรม เวลากา รองประธานอาวุโส และผู้จัดการทั่วไปฝ่ายผลิตภัณฑ์สวิตช์ ของ Broadcom Inc. กล่าว “เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่ได้เห็นการสร้างแรงผลักดันเกี่ยวกับการแยกองค์ประกอบเครือข่าย ด้วยการใช้ความเร็วและความหลากหลายของสายผลิตภัณฑ์ switch silicon ชั้นนำในอุตสาหกรรมของ Broadcom เราหวังว่าจะได้เห็นความสำเร็จของแพลตฟอร์ม Z9264F-ON ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังจาก StrataXGS Tomahawk II silicon ของเรา ในการมอบประสิทธิภาพเครือข่ายในจุดสูงสุด ให้กับลูกค้าของเราพร้อมทางเลือกซอฟต์แวร์ที่มากที่สุด”

Open Networking และ 100GbE – ทางเลือกและศักยภาพที่หนักแน่น

เป็นเวลากว่า 4 ปีมาแล้ว ที่เดลล์ อีเอ็มซี ได้ส่ง Open Networking ออกมาท้าทายมาตรฐานอุตสาหกรรม ด้วยการแยกพื้นฐานโครงสร้างฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ออกจากกัน โดยนับแต่นั้นเป็นต้นมา เดลล์ อีเอ็มซี ได้ปฏิรูปสายผลิตภัณฑ์ทั้งหมดเพื่อตอบรับวิสัยทัศน์ในเรื่องนี้ ด้วยการช่วยให้ลูกค้าองค์กรทุกขนาดมีทางเลือกมากที่สุด และได้รับศักยภาพสูงสุดจากการใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์ตลอดจนถึงปลายทางเครือข่าย หรือ edge ซึ่ง Z9264F-ON ทำให้วิสัยทัศน์นี้ก้าวหน้า ด้วยการนำ Open Networking มาสู่ silicon ที่ทันสมัย ช่วยให้ใช้งาน 100GbE ได้โดยให้ความหนาแน่นมากขึ้น และช่วยให้ดาต้าเซ็นเตอร์เร็วขึ้นในภาพรวม

ปี 2018 คาดว่าจะเป็นปีที่ยิ่งใหญ่ที่มีการนำ 100GbE มาใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์ ด้วยการคาดการณ์ว่าจะมีการส่งพอร์ตในตลาดสูงถึงเกือบ 3 เท่าภายในสิ้นปีนี้” ซาเมห์ บูเจลบีน ผู้อำนวยการอาวุโสของ Dell’Oro Group กล่าว “เราเห็นถึงการเปลี่ยนที่เกิดขึ้นรวดเร็ว จาก 40GbE ไปสู่ 100GbE บวกกับการนำระบบที่มีฟอร์มแฟกเตอร์แบบ fixed มาช่วยผลักดันการเติบโต ด้วยเงื่อนไขเหล่านี้ ทำให้ Z9264F-ON ใหม่ เข้ามาในช่วงเวลาที่เหมาะสม และการนำเสนอเรื่อง Open Networking อยู่ในจุดที่โดดเด่น”

การนำเสนอทางเลือกในเชิงพาณิชย์ ที่ให้ความหนาแน่น (densities) ที่สอดคล้องต่อการทำงาน ปกติจะทำได้แค่การตั้งค่าการใช้งานแบบ “ระบบปิด” ซึ่งเป็นข้อจำกัดการใช้งานเฉพาะซอฟต์แวร์ของซัพพลายเออร์รายนั้นๆ  ซึ่งโดยทั่วไปจะทำให้ทางเลือกถูกจำกัด แต่สิ่งสำคัญคือเรื่องของความสามารถ  ทั้งนี้ Open Networking ช่วยปลดล็อคข้อจำกัดเหล่านั้นได้ และปลดล็อคความสามารถซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงให้คุณค่ามากขึ้น

“ลูกค้ากำลังมองหาวิธีที่จะขยายการดำเนินงานได้อย่างครอบคลุม ในแบบที่เรียบง่าย พร้อมกับสร้างสมดุลในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญสู่ไฮบริดคลาวด์” ดักลาส เมอร์เรย์ ซีอีโอ ของ Big Switch Networks กล่าว “เราภูมิใจที่ในความร่วมมือระหว่าง เดลล์ อีเอ็มซี และ Big Switch พร้อมกับเชื่อมั่นว่าซอฟต์แวร์ Cloud-First ของเรา และ Z9264F-ON ใหม่ของเดลล์ อีเอ็มซี เป็นการผสมผสานที่ชนะเลิศสำหรับลูกค้าของเราทั้งสองบริษัท”

“Cumulus Networks รวบ Open Networking มาไว้ด้วยกัน และยังคงเดินหน้าเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดต่อไปด้วย เดลล์ อีเอ็มซี” จอช เลสลีย์ ซีอีโอ ของ Cumulus Networks กล่าว “การผสมผสานวิสัยทัศน์ช่วยให้เครือข่ายเร็วขึ้น มีศักยภาพมากขึ้น ด้วยการจับคู่ระหว่าง Cumulus Linux และซอฟต์แวร์ NetQ ด้วย Z9264F-ON ใหม่  โดยทางเลือกระบบเปิดนี้ ให้ความสามารถในการขยายศักยภาพที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว รวมถึงให้ความยืดหยุ่น และประหยัดค่าใช้จ่าย นับว่ามอบทางเลือกที่แท้จริงเพื่อมาแทนโซลูชันแบบดั้งเดิมที่ไม่ยืดหยุ่นแถมราคาแพง”

เมื่อผสานการใช้งาน Z9264F-ON ร่วมกับซอฟต์แวร์ของเดลล์ อีเอ็มซี หรือของคู่ค้า ก็ตามก็จะช่วยให้เกิดระบบโครงสร้างเครือข่ายทางกายภาพที่มีศักยภาพและให้ความยืดหยุ่นสูง โดยในดาต้าเซ็นเตอร์ที่ทันสมัย เครือข่ายทางกายภาพจะทำงานร่วมกับเครือข่ายเสมือนในการเชื่อมต่อเวอร์ชวลแมชชีน และคอนเทนเนอร์ รวมถึงการพัฒนาเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ (software-defined data center)  เพื่อทำให้เรื่องนี้บรรลุผลสำเร็จ เดลล์ อีเอ็มซี ได้ร่วมมือกับ VMware อย่างใกล้ชิด เพื่อทำให้เกิดโซลูชัน ‘better together’ คือการรวมกันเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น เพื่อช่วยปรับปรุงในเรื่องของค่าใช้จ่ายและการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

“Virtual Cloud Network สร้างโดยใช้ VMware NSX ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถสร้างสถาปัตยกรรมเครือข่ายบนฐานการใช้ซอฟต์แวร์ในแบบเอ็นด์-ทู-เอ็นด์ ที่ไม่จำกัดการใช้งานเฉพาะค่าย เป็นระบบเปิด สามารถโปรแกรมการทำงานได้ ให้ความปลอดภัยเป็นพื้นฐาน และสามารถมอบบริการเพื่อการใช้งานในส่วนของแอปพลิเคชัน และข้อมูลได้ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งที่ตั้งใดก็ตาม” พีเดอร์ อูแลนเดอร์ รองประธานหน่วยธุรกิจด้าน การตลาดผลิตภัณฑ์ ระบบเชื่อมต่อเครือข่าย และความปลอดภัย ของ VMware กล่าว “Z9264F-ON ใหม่จาก เดลล์ อีเอ็มซี ช่วยให้ลูกค้าปรับใช้โครงสร้างเครือข่ายระบบเปิดที่ให้ประสิทธิภาพสูง เพื่อรองรับการใช้ Virtual Cloud Network ได้

โอเพ่น ซอร์ส และ 100GbE เร่งสู่การพัฒนาและการใช้งานในชุมชน

เทคโนโลยีระบบเชื่อมต่อเครือข่ายด้วยโอเพ่นซอร์ส มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีโครงการโอเพ่นซอร์สมากมายที่ได้รับการสนับสนุนจากชุมชนนักพัฒนาและผู้ประกอบการเครือข่าย ทางเลือกซอฟต์แวร์เกิดใหม่เหล่านี้ ปกติแล้วต้องใช้ฮาร์ดแวร์แพลตฟอร์มที่เป็นระบบเปิดโดยเฉพาะ  จึงทำให้ Z9264F-ON เป็นตัวเลือกที่ตรงจุดประสงค์ดังกล่าว ลูกค้าสามารถเลือก Z9264F-ON เพื่อรันแพคเกจ OS10 Open Edition ของเดลล์ อีเอ็มซี บนฐานการใช้ซอฟต์แวร์ OpenSwitch ของ Linux Foundation หรือเลือกที่จะดาวน์โหลด OpenSwitch หรือ SONiC ในเวอร์ชันฟรี จาก Open Compute Project เพื่อให้ได้ความสามารถใหม่ยกเซ็ต รวมถึงชุมชนที่ผลักดันเรื่องของนวัตกรรมและการประสานความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง

“ทั้งซอฟต์แวร์ โอเพ่นซอร์ส และ ฮาร์ดแวร์ Open Networking ต่างทำงานสอดประสานกัน” พอล ปาร์กเกอร์-จอห์นสัน หัวหน้านักวิเคราะห์ ACG Research กล่าว “จากการศึกษาของเราเมื่อเร็วๆ นี้ เราคาดว่าตลาดอุปกรณ์ระบบสวิตช์ และเราเตอร์ของดาต้าเซ็นเตอร์ จะเติบโตจาก 8.1 พันล้านเหรียญในปี 2018 ไปสู่ 19.9 พันล้านเหรียญในปี 2023 สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของระบบโครงสร้างผู้ให้บริการคลาวดห์ รวมถึงแหล่งความต้องการใหม่ในการนำ ‘edge cloud’ มาใช้ในองค์กรเอ็นเตอร์ไพร์ซ และผู้ให้บริการ  ทั้งนี้ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เชื่อมต่อเครือข่ายแบบโอเพ่นซอร์ส จะมีบทบาทสำคัญในการใช้งานเหล่านี้ และเติบโตโดยรวมอยู่ในอัตรา 40 เปอร์เซ็นต์ จนถึงปี 2023  และคิดเป็นส่วนแบ่ง 15 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลาดังกล่าว”

“เรารู้สึกตื่นเต้นที่เห็นเดลล์ อีเอ็มซี อยู่ในสถานะผู้นำในเรื่องของระบบเชื่อมต่อเครือข่ายแบบโอเพ่นซอร์ส และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องความริเริ่มด้าน OpenSwitch” อาร์พิท โจชิปุระ ผู้จัดการทั่วไปในส่วน Networking และ Orchestration ที่ The Linux Foundation กล่าว “นวัตกรรมระบบเปิดที่ให้ความเร็วในระดับสูงสุด เป็นที่อุตสาหกรรมต้องการ และเรารู้สึกตื่นเต้นที่เห็นชุมชนก้าวไปสู่การตอบสนองความท้าทายดังกล่าวได้”

เกี่ยวกับเดลล์ อีเอ็มซี

เดลล์ อีเอ็มซี เป็นส่วนหนึ่งของ เดลล์ เทคโนโลยีส์ ที่มุ่งช่วยองค์กรธุรกิจเปลี่ยนโฉมดาต้าเซ็นเตอร์ไปสู่ความทันสมัย ในระบบอัตโนมัติ โดยใช้เทคโนโลยีชั้นนำของอุตสาหกรรมทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบควบรวม เซิร์ฟเวอร์ สตอเรจ และระบบปกป้องข้อมูล ให้พื้นฐานที่เชื่อถือได้สำหรับธุรกิจที่ต้องการพลิกโฉมไอที ด้วยการสร้างไฮบริดคลาวด์ พร้อมปรับโฉมธุรกิจด้วยการสร้างแอพพลิเคชันเพื่อการใช้งานบนคลาวด์และโซลูชันบิ๊กดาต้า ทั้งนี้ เดลล์ อีเอ็มซี ให้บริการลูกค้าครอบคลุม 180 ประเทศ รวมถึง 98 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรในทำเนียบ Fortune 500 ด้วยสายผลิตภัณฑ์แห่งนวัตกรรมที่สมบูรณ์ที่สุดในอุตสาหกรรมทั้งระบบงานหลักจนถึงระบบคลาวด์ 

กรมโรงงานฯ ร่วมตั้งคณะอนุกรรมการถกแนวทางยกเลิก 3 สารปราบศัตรูพืช ประสานกรมวิชาการเกษตรร่างแผนควบคุมให้เข้มงวด ดีเดย์รู้ผล 30 ส.ค. นี้

กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ชี้แจงกรณีการร้องเรียนยกเลิกการใช้ 3 สารกำจัดศัตรูพืช ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต จากภาคีเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน เผยคณะกรรมการวัตถุอันตรายได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อร่วมกันพิจารณาและให้ความเห็นเกี่ยวกับการยกเลิกหรือแบนการใช้ทั้ง 3 สารดังกล่าว ซึ่งจากการวิเคราะห์ความเสี่ยงจากการบริโภคอาหาร ความเสี่ยงในเกษตรกรและผู้รับจ้างฉีดพ่น การปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมพบว่ายังไม่มีหลักฐานชี้บ่งที่ชัดเจนแต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังได้แนะนำแนวทางที่เหมาะสมแทนการแก้ปัญหาโดยการยกเลิกหรือแบน คือ ให้มีมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมการจำหน่าย จำกัดปริมาณการนำเข้าและให้ใช้กับพืชเศรษฐกิจเท่าที่จำเป็น โดยยังได้ประสานให้กรมวิชาการเกษตรจัดทำแผนบริหารจัดการในการจำกัดการใช้สารทั้ง 3 ชนิดที่ชัดเจนอีกครั้ง พร้อมเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณา ซึ่งมีกำหนดที่จะพิจารณาในวันที่ 30 สิงหาคม 2561 นี้

กสจ.ต่อสัญญาบลจ.กรุงไทยดูแลทะเบียนสมาชิกรอบที่ 3

นายประเสริฐ บุญเรือง (ที่ 3 จากขวา) ประธานกรรมการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สำหรับลูกจ้างประจำของส่วนราชการ ซึ่งจดทะเบียนแล้ว (กสจ.) และ นางชวินดา หาญรัตนกูล (ที่ 4 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM ลงนามร่วมกัน  ในพิธีลงนามสัญญาแต่งตั้งบริษัทจัดการทะเบียนสมาชิก กสจ. โดยบลจ.กรุงไทยได้รับความไว้วางใจให้เป็น บริษัทจัดการทะเบียนสมาชิก กสจ. เป็นรอบสัญญาที่ 3 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2561 เป็นต้นไป

เคทีซีจัดกิจกรรม “ถอดรหัสไทยไปกับมิวเซียมสยาม”

เมื่อเร็วๆ นี้ นางพจนีย์พร ชำนาญภักดี ผู้อำนวยการ – ทรัพยากรบุคคล “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้จัดกิจกรรม “ถอดรหัสไทยไปกับมิวเซียมสยาม” นำคณะครูและนักเรียนโรงเรียนสวัสดีวิทยาจำนวน 40 คน เข้าชมพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ “มิวเซียมสยาม” โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมท่องเที่ยวเชิงแหล่งเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์ให้แก่เยาวชนไทย เพื่อให้น้องๆ เยาวชนเข้าใจในพัฒนาการความเป็นไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

เคทีซีมอบเงินบริจาค 1 ล้านบาท สนับสนุนมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ช่วยเหลือเด็กปากแหว่งเพดานโหว่ ปีที่ 5

นางสาวสิรีรัตน์ คอวนิช (ซ้าย) ผู้อำนวยการ - ธุรกิจบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนมอบเงินบริจาค 1 ล้านบาท ให้กับนางสาวจารุวรรณ จันทร์เพ็ญ (ขวา) ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายบริหารพัฒนาแหล่งทุน – มูลนิธิ สร้างรอยยิ้มประเทศไทย เพื่อสมทบทุนต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ช่วยเหลือการศัลยกรรมแก้ไขภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ รวมถึงแผลไฟไหม้ และความผิดปกติพิการบนใบหน้าแต่กำเนิดแก่เด็ก เยาวชน และผู้ป่วยยากไร้ในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศไทย ณ เคทีซี อาคารสมัชชาวาณิช 2 สุขุมวิท เมื่อเร็วๆ นี้

“KUNNA” คันนา ผลไม้อบแห้ง ขนมของฝากที่ 1 ในใจนักท่องเที่ยว
เปิดบริการเดลิเวอรี่ Kunna Online: We pack, you give. ผนึกกำลัง LINE MAN และ K PLUS
รุกตลาดออนไลน์ ตั้งเป้ายอดขายภายในประเทศโต 30% ในปี 2561

บริษัท คันนา โกรเซอรีส์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลไม้อบแห้ง ธัญพืชอบกรอบและ ฟิวชั่นสแน็ค “KUNNA” คันนา ผลไม้อบแห้ง ขนมของฝากที่ 1 ในใจนักท่องเที่ยว ล่าสุดเปิดตัวเปิดบริการเดลิเวอรี่ Kunna Online: We pack, you give. ด้วยการผนึกกำลังความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ผู้นำด้านธุรกิจออนไลน์อย่าง LINE MAN และ K PLUS ธนาคารกสิกรไทย รุกตลาดอาหารออนไลน์ภายในประเทศ พร้อมตั้งเป้าจะผลักดันยอดขาย เติบโตขึ้น 30% ภายในปี 2561

นางสาวณชา จึงกานต์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท คันนา โกรเซอรีส์ จำกัด

นางสาวณชา จึงกานต์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท คันนา โกรเซอรีส์ จำกัด เปิดเผยว่า “ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป เนื่องด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตที่มีความเร่งรีบในแต่ละวัน อาจมีข้อจำกัดด้านเวลา และต้องการความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น ดังนั้นการช้อป หรือซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์จึงสามารถเข้ามาตอบโจทย์บริโภคได้อย่างครอบคลุม ขณะเดียวกัน ‘KUNNA’ คันนา ผลไม้อบแห้ง ขนมของฝากที่ 1 ในใจนักท่องเที่ยว ได้เล็งเห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ล่าสุดได้เปิดบริการเดลิเวอรี่ Kunna Online: We pack, you give. ด้วย Line Official Account KUNNA และล่าสุดร่วมมือพาร์ทเนอร์ผู้นำด้านธุรกิจบริการออนไลน์ประเทศไทยกับ LINE MAN บริการส่งของ สั่งอาหาร และสินค้าจากร้านสะดวกซื้อ และธนาคารกสิกรไทย เปิดช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์คันนา โดยลูกค้าที่สนใจสามารถสั่งซื้อผลิตภัณฑ์และชำระเงินได้ผ่านแอปพลิเคชัน K PLUS โดยทำการเลือกสินค้า จำนวนสินค้าที่ต้องการ กดยืนยันการชำระค่าสินค้าและบริการผ่าน K PLUS ได้ทันที สะดวกสบายตอบโจทย์รูปแบบชีวิตผู้บริโภคปัจจุบันมากขึ้น”

“ขณะเดียวกันในด้านการเติบโตผลิตภัณฑ์ ‘KUNNA’ คันนา ผลไม้อบแห้ง ปัจจุบันแบ่งเป็น 2 ตลาดหลักๆ คือการดำเนินธุรกิจในตลาดภายในประเทศ และตลาดต่างประเทศ โดยล่าสุดเมื่อเทียบการยอดจำหน่ายในปี 2560 กับเมื่อปี 2559 ผลิตภัณฑ์การเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องกับตลาดภายในประเทศมียอดจำหน่ายเติบโตถึง 40 – 45% จากคนไทย และลูกค้าต่างประเทศที่นิยมซื้อเป็นของฝาก ซึ่งหากพูดถึงตลาดในต่างประเทศเรายอดส่งออกที่เติบโตอย่างรวดเร็วถึง 10% ทั้งในฝั่งภูมิภาคเอเชีย เช่น ฮ่องกอง จีน เกาหลี และตลาดฝั่งตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่อาจเกิดขึ้นที่กำลังจะเปิดตลาดอย่างเข้มข้นในช่วงปลายปีนี้เป็นต้นไป โดยสอดรับกับเทรนด์ของพฤติกรรมผู้บริโภคชาวต่างชาติปัจจุบันที่นิยมผลไม้ไทย และผลไม้อบแห้งจากประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก”

พร้อมกันนี้ในปี 2561 “KUNNA” คันนา ผลไม้อบแห้ง ขนมของฝากที่ 1 ในใจนักท่องเที่ยว เสริมความแข็งแกร่งด้านกลยุทธ์การตลาดอย่างเต็มกำลัง ทั้งภายในประเทศด้วยการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ธุรกิจออนไลน์อย่าง LINE MAN และ K PLUS ธนาคารกสิกรไทย ในการรุกตลาดออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ และสำหรับต่างประเทศ ล่าสุดเราได้มีการวางแพลตฟอร์มกลยุทธ์ใหม่ในการขับเคลื่อนธุรกิจ พร้อมตั้งเป้าการเติบโต 100% ของยอดจำหน่ายภายในประเทศ และยอดส่งออกภายในปี 2561” นางสาวณชา กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับในด้านของการให้บริการเดลิเวอรี่ Kunna Online: We pack, you give. ด้วย Line Official Account KUNNA พร้อมด้วย LINE MAN และบริการ K PLUS ธนาคารกสิกรไทย พร้อมให้บริการในการสั่งสินค้า 24 ชม. จัดส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคในช่วงเวลาตั้งแต่ 10.00 – 02.00 โดยกำหนดอัตราค่าบริการคำนวณตามระยะทาง พร้อมยังช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้บริการ KUNNA ผ่าน Line Official เสริมช่องทางการชำระค่าบริการผ่านบัตรเครดิต สามารถสั่งซื้อสินค้าและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/kunnasnack และ Line: @kunnasnack  

เปิดตัวรีเบทแมงโก้
นำเสนอประสบการณ์ใหม่แห่งการช็อปปิ้ง
ด้วยออพชั่นคะแนนสะสมที่เลือกได้ทั้งแคชแบ็ก สะสมไมล์ และคะแนนแมงโก้
ฉลองเปิดตัวด้วยโปรโมชั่น Payday Sale ตั้งแต่ 29-31 สิงหาคม 2561 เพิ่มแต้มสะสม 2 เท่า ฟรี !

สัมผัสโลกแห่งการช็อปปิ้งที่สะดวกสบายและคุ้มค่าสูงสุด กับร้านค้าแบรนด์ดัง โรงแรมรีสอร์ต สายการบิน และบริการสื่อสารชั้นนำจากเครือข่ายพันธมิตรของรีเบทแมงโก้  www.rebatemango.co.th

รีเบทแมงโก้ (Rebatemango) เว็บไซต์ช็อปปิ้งออนไลน์พร้อมระบบแคชแบ็กที่ใช้งานง่าย สนุกสนานและไม่เหมือนใคร เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วในประเทศไทย หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงก่อนหน้านี้ทั้งในสิงคโปร์และมาเลเซีย ด้วยฐานร้านค้าชั้นนำทั้งในและต่างประเทศมากกว่า 200 ราย ทำให้รีเบทแมงโก้สามารถมอบข้อเสนอที่ดีกว่าและโปรโมชั่นสุดคุ้ม รวมถึงสิทธิพิเศษ เอกสิทธิ์ และรูปแบบการใช้งานที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่น รีเบทแมงโก้ยังจับมือเป็นพันธมิตรกับแบรนด์ดังมากมายและยังคงขยายเครือข่ายพันธมิตรร้านค้าอย่างต่อเนื่อง นักช็อปจะพบกับโลกแห่งการช็อปปิ้งที่ยิ่งใหญ่ตระการตา พร้อมความคุ้มค่ามากมายทั้งในรูปแบบแคชแบ็ก สะสมไมล์และแต้มแลกของรางวัลมากมายในทุก ๆ การจับจ่ายของคุณ นักช็อปยังสามารถเลือกสะสมคะแนน”แมงโก้”เพื่ออัพเกรดสมาชิกไปสู่ระดับเยลโลวแมงโก้และโกลด์แมงโก้ เพื่อรับเงินคืนได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้รีเบทแมงโก้มอบประสบการณ์ช็อปปิ้งออนไลน์ที่แตกต่างและสนุกสนานอย่างที่การช็อปปิ้งควรจะเป็น พร้อมความคุ้มค่าหลากรูปแบบรวมถึงคะแนนแมงโก้ที่คุณเลือกสะสมได้ตามใจคุณ

รีเบทแมงโก้ ฉลองการเปิดตัวในเมืองไทยด้วยการจัดโปรโมชั่น Payday Sale ตั้งแต่ 29-31 สิงหาคม 2561 ด้วยการเพิ่มแต้มสะสมให้เป็น 2 เท่า ฟรี !

แนวคิดการสร้างสรรค์เว็บไซต์รีเบทแมงโก้ www.rebatemango.co.th กำเนิดขึ้นที่ประเทศไทยโดยนักธุรกิจชาวเดนมาร์กและชาวสิงคโปร์ทำงานที่อโกด้า โดยภาพรวมรีเบทแมงโก้ออกแบบเพื่อมอบคะแนนให้ลูกค้าแบบครบวงจรทุกครั้งที่ลูกค้าซื้อสินค้าออนไลน์

มร.เจสเปอร์ คอธ ผู้ร่วมก่อตั้งรีเบทแมงโก้

มร.เจสเปอร์ คอธ ผู้ร่วมก่อตั้งรีเบทแมงโก้ แนะนำเว็บไซต์ช็อปปิ้งออนไลน์ที่ใช้งานง่ายไม่เหมือนใคร และมอบความคุ้มค่ามากที่สุดในหนึ่งเดียวของภูมิภาคเอเชียว่า “เราให้คุณเลือกรูปแบบของรางวัลได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นแคชแบ็ก สะสมไมล์สายการบิน หรือแต้มสะสม ซึ่งยังไม่เคยมีใครกล้านำเสนอในรูปแบบนี้ และทำให้เราโดดเด่นและแตกต่างจากเว็บไซต์อื่น ๆ โดยเรานำเสนอการคืนเงินแบบมูลค่าเพิ่มจากร้านค้าชั้นนำมากมาย ซึ่งในปัจจุบันมีผู้ค้า ร้านค้า และผู้ให้บริการจำนวนหลายร้อยรายที่ลงทะเบียนร่วมโปรแกรมกับเรา อีกทั้งเรายังแตกต่างจากเว็บไซต์ที่แจกคูปองส่วนลดทั่วไป เนื่องจากเรามีรูปแบบการเก็บยอดสะสมที่เที่ยงตรงกับผู้ค้าหลักของเรา นอกจากนี้ ในบางโอกาสเรายังมอบคูปองส่วนลดเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นยอดสะสมของผู้ใช้งานเว็บไซต์รีเบทแมงโก้ของเรา”

มร. เจสเปอร์ อธิบายเพิ่มเติมว่า “ระบบของเราได้รับการออกแบบให้มีความโดดเด่นและแตกต่าง ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นที่กรุงเทพฯ โดยถือเป็นเว็บช็อปปิ้งออนไลน์เพียงแห่งเดียวที่นำเสนอตัวเลือกรางวัลให้แก่เหล่านักช็อป ซึ่งนับว่าสอดคล้องกับความต้องการของตลาดอย่างมาก และภายในไตรมาสที่ 4 นี้ เราจะนำเสนอการใช้งานในรูปแบบแอปพลิเคชั่นออฟไลน์ ซึ่งจะทำให้เรากลายเป็นผู้นำเสนอรางวัลจากการช็อปแบบข้ามตลาดที่โดดเด่นมากยิ่งขึ้น สำหรับประเทศไทย ขณะนี้เรากำลังทำงานร่วมกับพันธมิตรชั้นเยี่ยมอย่างดีแทคและแอร์เอเชียเพื่อแนะนำบริการของเรา โดยในปัจจุบัน เรามีสินค้าและบริการหลากหลายประเภท อาทิ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แฟชั่น การเดินทาง และเครื่องใช้มากมาย ทำให้เรามีข้อเสนอที่เหมาะสมกับตลาดผู้บริโภคเมืองไทยมากที่สุด”

“รีเบทแมงโก้ มุ่งมั่นสู่การเป็นเว็บไซต์ชั้นนำของเมืองไทยและประเทศต่าง ๆ ในระยะยาว เราต้องการติดอันดับ 1 ใน 2 แบรนด์ผู้นำเสนอโปรโมชั่นแคชแบ็กยอดนิยมของเมืองไทยภายในปีนี้” มร.เจสเปอร์ กล่าวสรุป “เราเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งในมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งทั้งสองตลาดนี้ เราได้ทำงานร่วมกับธนาคารและสายการบินชั้นนำกลายแห่ง  อาทิ สิงคโปร์แอร์ไลน์ มาเลเซียแอร์ไลน์ แอร์เอเชีย ดีบีเอส เมย์แบงก์ ซิตี้แบงก์ ดิจิ และอีกมากมาย ซึ่งทำให้ผู้ใช้ยังคงใช้งานเว็บไซต์ของเราและใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง”    

เอ็นไอเอ เปิดตัว “สถาบันการมองอนาคตนวัตกรรม”
ตั้งเป้าติดเทอร์โบประเทศไทยก้าวไกลด้วยอนาคตศาสตร์

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จัดตั้งสถาบันการมองอนาคตนวัตกรรม หรือ Innovation Foresight Institute – IFI เพื่อให้เป็นหน่วยงานเฉพาะด้านอนาคตศาสตร์ ที่จะช่วยการคาดการณ์ทิศทางอนาคตของประเทศไทยในมิติต่างๆ โดยวางเป้าหมายสำคัญไว้ 4 ด้าน ได้แก่ 1) การสนับสนุนและพัฒนาเครือข่ายนักอนาคตศาสตร์ 2) ติดตามและระบุทิศทางอนาคตของความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และชีวิตความเป็นอยู่ 3) ส่งเสริมให้เกิดการใช้เครื่องมือด้านอนาคตศาสตร์ในการวางแผนและออกแบบกลยุทธ์ในองค์กรต่างๆ และ 4) ส่งเสริมการนำข้อมูลด้านอนาคตศาสตร์ไปใช้กำหนดข้อเสนอแนะ นโยบาย และกิจกรรมเพื่อการพัฒนาที่สอดรับความเปลี่ยนแปลง

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นองค์ประกอบหลักที่จะช่วยพลิกโฉมอนาคตทั้งด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากปัจจุบันสามารถระบุโจทย์ทางเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับการพลิกโฉมอนาคตได้ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะสามารถดำเนิน การจัดสรรทรัพยากรสำหรับการวิจัยและพัฒนาในหัวข้อเป้าหมายเหล่านั้น เพื่อให้สามารถพัฒนาเทคโนโลยีนั้นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว

จากความสำคัญดังกล่าวจึงเป็นที่มาของกระบวนการ “มองอนาคต” ซึ่งได้รับการยอมรับในหลายประเทศว่าเป็นเครื่องมือ ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแบบมุ่งเป้า ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดการสูญเปล่าของการลงทุนทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด ทั้งนี้ ปัจจุบันหลายประเทศ เช่น อังกฤษ ตุรกี สวีเดน เกาหลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ได้มีการจัดตั้งโครงการ/ศูนย์/สถาบัน ที่ดำเนินการมองอนาคตอย่างเป็นกิจลักษณะ เพื่อให้ได้ข้อมูลหรือภาพอนาคตที่จะนำไปช่วยกำหนดทิศทางการพัฒนาของประเทศ ซึ่งประเทศไทยเองก็จำเป็นต้องมีการดำเนินตามแนวทางดังกล่าว เพื่อให้หลากหลายกิจกรรมมีการพลิกโฉมได้เหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้วเช่นเดียวกัน

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวต่อว่า NIA จึงได้ริเริ่มการจัดตั้งสถาบันการมองอนาคตนวัตกรรม (Innovation Foresight Institute – IFI) ขึ้น โดยกำหนดบทบาทให้เป็นสถาบันเฉพาะทางเพื่อช่วยในการคาดการณ์ความเป็นไปได้ของอนาคตที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะทิศทางนวัตกรรมที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และชีวิตความเป็นอยู่ รวมถึงยังสามารถช่วยในการกำหนดทิศทางและการวางแผนระยะยาว ที่สามารถเอื้อประโยชน์สูงสุดให้กับระบบเศรษฐกิจและการดำเนินกิจกรรมเพื่อการพัฒนาด้านต่างๆ ในระดับประเทศ โดยมียุทธศาสตร์การดำเนินงาน 3 หลัก ดังนี้

  • ยุทธศาสตร์ที่ 1 พัฒนาเครือข่ายนักอนาคตศาสตร์ (Futurist Enablers) มีเป้าหมายในการสร้างเครือข่ายกลุ่มนักอนาคตศาสตร์ที่เชี่ยวชาญ และเข้มแข็ง
  • ยุทธศาสตร์ที่ 2 ศึกษาภาพและแนวโน้มอนาคต (Trend Setter) โดยเฉพาะแนวโน้มที่สร้างผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงทั้งเชิงเศรษฐกิจและสังคม
  • ยุทธศาสตร์ที่ 3 ส่งเสริมการใช้ประโยชน์เพื่อนวัตกรรม (Enterprise Innovation) ผ่านเครื่องมือการจัดการนวัตกรรม เครือช่ายผู้ประเมินนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ เพื่อพัฒนาศักยภาพทางนวัตกรรมให้กับกลุ่มธุรกิจ

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อให้หลายภาคส่วนมีความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการมองอนาคตอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ในช่วงตลอดสัปดาห์ของปลายเดือนสิงหาคม (27-31 สิงหาคม) นี้ NIA ยังได้จัด Thailand Future Week 2018: Towards Inclusive Future ครั้งแรกของประเทศไทยที่รวบรวมนักอนาคตศาสตร์ นักยุทธศาสตร์ นักวางแผนและนักธุรกิจเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ที่จะพลิกโฉมอนาคตของประเทศไทย และองค์กรให้ก้าวทันกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ยังเป็นการเตรียมพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลง การออกแบบอนาคตประเทศ อนาคตระบบนวัตกรรม อนาคตองค์กรธุรกิจ อนาคตสังคม รวมถึงยังได้ร่วมมือกับองค์กรชั้นนำ เช่น เครือข่ายนักอนาคตศาสตร์ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก องค์การสหประชาชาติ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจเอกชน เปิดเวทีสัมมนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ผ่านหัวข้อต่างๆ เช่น นวัตกรรมแห่งการสร้างองค์กรแห่งอนาคต Towards National Innovation System 2030 เพื่อนำเสนอภาพอนาคตทิศทางการพัฒนาระบบนวัตกรรมของประเทศ เป็นต้น

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์ www.nia.or.th หรือ facebook.com/niathailand

Page Visitor

006246880
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
6566
40086
129249
3056125
483018
1292009
6246880
Your IP: 3.235.45.196
2020-08-12 04:13