BizFocus

BizFocus

ทันยุค ทันสมัย หัวใจธุรกิจ บิสโฟกัส

BEAUTY เซ็นสัญญาแต่งตั้ง เรย์ยันสกิน เป็นตัวแทนจำหน่ายมาส์คหน้า T-BEAUTY ในประเทศจีน

ดร.พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์ (ที่ 2 จากซ้าย) รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ คุณศิริการย์ พัฑฒิวีระนนท์ (ที่ 1 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บมจ. บิวตี้คอมมูนิตี้ (BEAUTY) ลงนามในสัญญาร่วมกับ คุณธนดล ยิ่งศิรีวรกุล (ที่ 2 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรย์ยันสกิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการจำหน่ายสินค้ามาส์คหน้าในประเทศจีนและเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์มาส์คหน้าสูตรธรรมชาติไทยแท้แบรนด์ดัง “Anjeri Facial Mask” เพื่อแต่งตั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด มาส์คหน้าสูตรธรรมชาติ T-BEAUTY แบรนด์ Beauty Buffet  โดยผ่านช่องทางช่องทางออนไลน์และออฟไลน์  ในสาธารณรัฐประชาชนจีน (Mainland China)  ณ บมจ.บิวตี้ คอมมูนิตี้ ซ.นวลจันทร์ 34  เมื่อเร็วๆนี้

ร่วมฟังเสวนาในหัวข้อ INTEGRITY OF THINGS “งานดีไซน์ที่เคารพในตัวตนของทุกสิ่ง”

โดย “นาโอโตะ ฟูคาซาว่า”สุดยอดดีไซเนอร์ที่สร้างผลงานให้กับแบรนด์ระดับโลก

นับเป็นโอกาสอันดีของเหล่านักออกแบบรวมถึงผู้ที่สนใจกับการกลับมาประเทศไทยอีกครั้งของ นาโอโตะ ฟูคาซาว่า” นักออกแบบระดับโลก หรือที่รู้จักกันดีในวงการว่าเขาคือ “เจ้าพ่อมินิมอล” ที่เน้นการออกแบบเรียบง่าย และใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งในครั้งนี้ “นาโอโตะ ฟูคาซาว่า” จะมาเล่าถึงที่มาที่ไปของแนวคิด และปรัชญาการออกแบบที่นำเสนอคุณค่าที่สำคัญของวัตถุพร้อมพบกับนิทรรศการ “นาโอโตะ ฟูคาซาว่า” ที่บอกเล่าเรื่องราวของนักออกแบบระดับโลกมาพร้อมผลงานล่าสุดที่ “นาโอโตะ ฟูคาซาว่า” สร้างสรรค์ร่วมกับแบรนด์ผู้ผลิตสุขภัณฑ์ และก๊อกน้ำคอตโต้ ที่จะเชื่อมโยงผู้คนให้เข้าถึงความสบายในทุกมิติสัมผัส ในวันศุกร์ที่ 29 มีนาคม 2562 งานเสวนาสำหรับผู้สนใจเข้าฟังตั้งแต่เวลา 13.00 – 16.00 น. ณ บ้านปาร์คนายเลิศ ถนนวิทยุ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนรับบัตรเข้างานได้ที่ http://go.eventpop.me/NaotoFukusawa-COTTO

ผลวิจัยใหม่จากเดลล์ อีเอ็มซี เผย ธุรกิจทั่วโลกส่วนใหญ่ ตระหนักดีถึงคุณค่าของข้อมูลพร้อมพยายามเต็มที่ ในการหาระบบปกป้องข้อมูลได้อย่างเพียงพอ

องค์กรธุรกิจที่ไม่สามารถกู้คืนข้อมูลหลังเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด มีจำนวนสูงถึงเกือบ 2 เท่าจากปี 2016 ตามรายงานจากดัชนีการปกป้องข้อมูลทั่วโลก ที่สำรวจผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีจำนวน 2,200 รายจาก 18 ประเทศ

  • องค์กรธุรกิจ มีการบริหารจัดการข้อมูลในปี 2018 โดยเฉลี่ยที่ 70PB ซึ่งแสดงถึงการเติบโตอย่างมหาศาลถึง 569 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปริมาณที่มีการบริหารจัดการในปี 2016 ที่ 1.45PB
  • 92 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจในทั่วโลก ยอมรับข้อมูลเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อการดำเนินธุรกิจขององค์กร โดยองค์กร 36 เปอร์เซ็นต์ สามารถทำเงินจากข้อมูลได้แล้ว
  • 76 เปอร์เซ็นต์ของผู้ร่วมการสำรวจ เล็งเห็นและรับรู้ถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของข้อมูลภายใน 12 เดือนที่ผ่านมา และ 27 เปอร์เซ็นต์ มีประสบการณ์ข้อมูลสูญหายยากที่จะกู้คืนได้ คิดเป็นจำนวนเกือบสองเท่าของ 14 เปอร์เซ็นต์ในปี 2016
  • กว่า 3 ใน 4 (35 เปอร์เซ็นต์) ของผู้ตอบสำรวจ มั่นใจมากว่าระบบโครงสร้างด้านการปกป้องข้อมูลขององค์กรตนทำงานได้สอดคล้องตามกฏระเบียบที่มี แต่มีเพียง 16 เปอร์เซ็นต์ ที่เชื่อว่าโซลูชันด้านการปกป้องข้อมูลของตนจะรองรับความท้าทายในอนาคตได้ทั้งหมด
  • เกือบครึ่ง (45 เปอร์เซ็นต์) ของผู้เข้าร่วมการสำรวจกำลังพยายามหาโซลูชันด้านการปกป้องข้อมูลที่เหมาะกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ และ แมชชีน เลิร์นนิ่ง

เดลล์ อีเอ็มซี เผยผลการสำรวจเกี่ยวกับดัชนีการปกป้องข้อมูลทั่วโลก (Global Data Protection Index) โดยจัดทำขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอัตราเติบโตอย่างรวดเร็วของข้อมูลที่สูงถึง 569 เปอร์เซ็นต์ และผู้ที่นำระบบปกป้องข้อมูลมาใช้ มีอัตราเพิ่มแบบก้าวกระโดด สูงถึงเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ปี 2016 โดยงานวิจัยครั้งนี้ได้มีการสำรวจผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีจำนวน 2,200 รายจากองค์กรภาครัฐฯ และเอกชนที่มีพนักงาน 250 คนขึ้นไป ครอบคลุม 18 ประเทศและ 11 อุตสาหกรรม เพื่อให้ความเข้าใจที่ครบถ้วนเกี่ยวกับการปกป้องข้อมูลและการเติบโตของกลยุทธ์ด้านการปกป้องข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดัชนีดังกล่าวได้เปิดเผยถึงปริมาณข้อมูลที่มีการบริหารจัดการซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย จาก 1.45 เพตะไบต์ (PB) ในปี 2016 เป็น 9.70PB ในปี 2018 พร้อมการตระหนักถึงคุณค่าของข้อมูลอย่างจริงจัง จากข้อเท็จจริง มีผู้ตอบสำรวจจำนวน 92 เปอร์เซ็นต์ มองเห็นความเป็นไปได้ในการสร้างคุณค่าจากข้อมูล และ 36 เปอร์เซ็นต์ สามารถทำเงินจากข้อมูลได้แล้ว ในขณะที่การรับรู้เป็นไปในทิศทางที่ดี ผู้ตอบสำรวจส่วนใหญ่ก็กำลังพยายามหาทางปกป้องข้อมูลอย่างถูกต้องและเหมาะสม การผสมผสานกันขององค์ประกอบเหล่านี้เป็นปัจจัยผลักดันผลลัพธ์ของการสำรวจในหลายประเด็นด้วยกัน

องค์กรสูญเสียโอกาสในการดำเนินธุรกิจคิดเป็นมูลค่ามหาศาลเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

ทั้งปริมาณข้อมูลที่มาก และความสำคัญของข้อมูลต่อการดำเนินธุรกิจ ทำให้การปกป้องข้อมูลมีความท้าทายมากยิ่งขึ้น  เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความขัดข้องเกิดบ่อยขึ้น แต่สิ่งที่น่าตระหนักมากขึ้น ก็คือจำนวนข้อมูลที่สูญหายและไม่สามารถกู้คืนได้มีมากขึ้น  มีผู้ตอบสำรวจจำนวนมากกว่า 3 ใน 4 (76 เปอร์เซ็นต์) ในทั่วโลกที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ความขัดข้องบางประเภทภายในช่วงเวลา 12 เดือน และ 27 เปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถใช้โซลูชันด้านการปกป้องข้อมูลที่มีอยู่กู้คืนข้อมูลโดยได้ นับเป็นอัตราการเพิ่มเกือบสองเท่า (14 เปอร์เซ็นต์) ของปี 2016

ผลสำราจพบว่า ผู้ตอบสำรวจจำนวน 76 เปอร์เซ็นต์ ทั่วโลก ต่างใช้ระบบปกป้องข้อมูลจากอย่างน้อย 2 โซลูชัน ที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้ 35 เปอร์เซ็นต์มีแนวโน้มว่าเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับความขัดข้องบางประเภทระหว่างช่วงระยะเวลา 12 เดือน เมื่อเทียบกับรายที่ใช้โซลูชันเดียว  การที่ระบบเกิดดาวน์ไทม์โดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้า นับเป็นความขัดข้องที่เกิดขึ้นมากที่สุดสำหรับองค์กรที่ใช้ระบบปกป้องข้อมูล 2 โซลูชัน ตามมาด้วยการโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (ransomware attack) ซึ่งป้องกันไม่ให้เข้าถึงข้อมูล (32 เปอร์เซ็นต์) รวมถึงทำให้ข้อมูลสูญหาย (29 เปอร์เซ็นต์)

แม้ว่าการเกิดดาวน์ไทม์ของระบบโดยไม่ได้วางแผน มีให้เห็นมากขึ้นก็ตาม แต่การสูญเสียข้อมูลนั้นมีราคาแพงยิ่งกว่า ตัวอย่างคือ บรรดาผู้ที่ต้องเผชิญหน้ากับดาวน์ไทม์ต่างมีประสบการณ์เกี่ยวกับการดาวน์ไทม์โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 20 ชั่วโมงภายใน 12 เดือนที่ผ่านมา คิดเป็นค่าใช้จ่าย 526,845 เหรียญสหรัฐ ในขณะที่ผู้ที่ข้อมูลสูญหายเฉลี่ยอยู่ที่ 2.13 เทราไบต์ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าอยู่ที่เกือบ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ  นอกจากนี้ ผู้ที่มีประสบการณ์ความขัดข้องหลายราย ยังชี้ถึงผลกระทบต่อธุรกิจที่มากกว่านั้น จากการที่ลูกค้าเสียความเชื่อมั่นในคุณค่าของแบรนด์ และส่งผลกระทบถึงประสิทธิผลของพนักงาน และอื่นๆ อีกมากมาย

นอกจากปริมาณข้อมูลที่สูญหายจะมีราคาแพงแล้ว คุณค่าของข้อมูลเป็นสิ่งที่มีราคาแพงเช่นกัน สิ่งที่เห็นได้ชัดคือองค์กรจำนวนมากคิดเป็น 81 เปอร์เซ็นต์ กล่าวว่าการปกป้องข้อมูลเป็นเรื่องที่ต้องให้ความใส่ใจอย่างจริงจังโดยเฉพาะข้อมูลประเภทที่ให้คุณค่าในการสร้างเม็ดเงินได้มากที่สุด

ความท้าทายด้านการปกป้องข้อมูล

ในขณะที่ผู้ที่ถูกจัดประเภทว่าเป็น adopters ที่เริ่มนำระบบปกป้องข้อมูลมาใช้ จะมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ (จาก 9 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2016 เป็น 57 เปอร์เซ็นต์ในปี 2018) และ leaders หรือผู้ที่เป็นผู้นำในการใช้งาน มีอัตราเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ (จาก 2 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2016 เป็น 12 เปอร์เซ็นต์ในปี 2018) ธุรกิจส่วนใหญ่ก็ยังพยายามหาทางติดตั้งโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างเพียงพอ โดยผู้ตอบสำรวจส่วนใหญ่ (95 เปอร์เซ็นต์) ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านการปกป้องข้อมูลอย่างน้อย 1 ประการ ซึ่งความท้าทายหลัก 3 ประการที่เจอทั่วโลก ได้แก่

  1. ความซับซ้อนของการตั้งค่าและจัดการกับฮาร์แวร์/ซอฟต์แวร์ด้านการปกป้องข้อมูล และค่าใช้จ่ายที่บานปลายในการจัดเก็บและบริหารจัดการกับข้อมูลสำรองอันเนื่องมาจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของข้อมูลที่เป็นความท้าทายอันดับแรกอยู่ที่ 46 เปอร์เซ็นต์
  2. การขาดโซลูชันด้านการปกป้องข้อมูลสำหรับเทคโนโลยีเกิดใหม่ ถูกจัดเป็นอันดับสอง อยู่ที่ 45 เปอร์เซ็นต์
  3. การทำให้มั่นใจว่ามีการบังคับใช้งานข้อมูลตามกฏระเบียบ เช่น GDPR ถูกจัดเป็นอันดับสาม อยู่ที่ 41 เปอร์เซ็นต์

สำหรับบรรดาองค์กรที่กำลังพยายามอย่างยิ่งในการหาโซลูชันด้านการปกป้องข้อมูลสำหรับเทคโนโลยีใหม่ๆ กว่าครึ่ง (51 เปอร์เซ็นต์) กล่าวว่าไม่สามารถหาโซลูชันปกป้องข้อมูลที่เหมาะสำหรับ AI และ ML ตามด้วยแอปพลิเคชันที่ใช้บนคลาวด์ (47 เปอร์เซ็นต์) และ IoT (40 เปอร์เซ็นต์)

ความท้าทายที่มาจากเทคโนโลยีเกิดใหม่ และการเติบโตอย่างรวดเร็วของข้อมูล เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะมี 16 เปอร์เซ็นต์ที่เชื่อว่าโซลูชันด้านการปกป้องข้อมูลปัจจุบันจะสามารถตอบโจทย์ความท้าทายด้านธุรกิจทั้งหมดในอนาคตได้

คลาวด์กำลังเปลี่ยนภาพการปกป้องข้อมูล

จากดัชนีการปกป้องข้อมูลทั่วโลก (Global Data Protection Index) การนำพับบลิคคลาวด์มาใช้ในสภาพแวดล้อมไอทีขององค์กรที่ตอบสำรวจ มีอัตราเพิ่มขึ้นจาก 28 เปอร์เซ็นต์ในปี 2016 เป็น 40 เปอร์เซ็นต์ในปี 2018 โดยเฉลี่ย องค์กรเกือบทั้งหมด ที่ใช้พับบลิคคลาวด์ (98 เปอร์เซ็นต์) ยังใช้คลาวด์เป็นส่วนหนึ่งของระบบโครงสร้างด้านการปกป้องข้อมูลด้วยเช่นกัน กรณีการใช้งานหลักๆ สำหรับการปกป้องข้อมูลบนพับบลิคคลาวด์ ได้แก่

  1. บริการ backup/snapshot เพื่อปกป้องเวิร์กโหลดบนพับบลิคคลาวด์ที่ใช้สถาปัตยกรรมแอปพลิเคชันแบบใหม่ (41 เปอร์เซ็นต์)
  2. การทำแบ็กอัพสำหรับเวิร์กโหลด/ข้อมูล ณ ไซต์งาน (41 เปอร์เซ็นต์)
  3. ปกป้องแอปฯ SaaS โดยเฉพาะ (40 เปอร์เซ็นต์)
  4. ซอฟต์แวร์ปกป้องข้อมูล ณ ไซต์งานเวอร์ชั่นที่ใช้บนคลาวด์ เพื่อปกป้องเวิร์กโหลดบนพับบลิคคลาวด์ (40 เปอร์เซ็นต์)
  5. บริการ backup/snapshot เพื่อปกป้องเวิร์กโหลดบนพับบลิคคลาวด์ที่ใช้สถาปัตยกรรมแอปพลิเคชันแบบดั้งเดิม (38 เปอร์เซ็นต์)

เมื่อพิจารณาโซลูชันด้านการปกป้องข้อมูลในสภาพแวดล้อมพับบลิคคลาวด์ การเติบโตของข้อมูลทั้งหมดในโลกมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะ เนื่องจาก 64 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบสำรวจต่างระบุว่าทางเลือกด้านการขยายขีดความสามารถของระบบเป็นเรื่องสำคัญ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 41 เปอร์เซ็นต์อ้างถึงผลกระทบของระบบโครงสร้างหรือบริการด้านการปกป้องข้อมูล ที่จำเป็นต้องรองรับการขยายการปกป้องได้ ในขณะที่ 40 เปอร์เซ็นต์ อ้างถึงความสามารถในการขยายขอบเขตการบริการในกรณีที่มีเวิร์กโหลดบนพับบลิคคลาวด์เพิ่มขึ้น

กฏระเบียบเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการพัฒนา

กฏระเบียบด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูล เช่น กฏหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของพลเมืองที่อยู่ในเขตสหภาพยุโรป (GDPR) ค่อนข้างเป็นเรื่องใหม่ และสร้างผลกระทบอย่างแท้จริงต่ออุตสาหกรรมข้อมูล ซึ่งคนยังไม่ค่อยตระหนักกันดี  อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญอย่างรวดเร็วเนื่องจากการบังคับใช้งานที่สอดคล้องตามกฏระเบียบถูกจัดให้เป็นความท้าทายด้านการปกป้องข้อมูลสำคัญ 3 อันดับต้นจากผู้ตอบสำรวจจำนวน 14 เปอร์เซ็นต์

ยิ่งไปกว่านั้นคือ มีเพียง 35 เปอร์เซ็นต์ที่มั่นใจว่า ระบบโครงสร้างด้านการปกป้องข้อมูลขององค์กรตน รวมไปถึงกระบวนการต่างๆนั้น  สอดคล้องตามกฏระเบียบในภูมิภาคที่มีการบังคับใช้ในปัจจุบัน และอย่างน้อย 12 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบสำรวจที่อยู่ในองค์กรที่เคยมีประสบการณ์ข้อมูลสูญหายหรือเกิดดาวน์ไทม์แบบไม่ได้ตั้งใจ ภายใน 12 เดือนที่ผ่านมา รายงานถึงผลที่ได้รับคือต้องจ่ายค่าปรับจากเหตุการณ์ดังกล่าว

คำกล่าวสนับสนุน

“แม้เทคโนโลยีเกิดใหม่ อย่าง AI และ IoT จะเป็นจุดมุ่งเน้นในการปฏิรูปสู่ดิจิทัลขององค์กรก็ตาม แต่ข้อมูลที่เทคโนโลยีเหล่านี้สร้างขึ้น ก็นับเป็นหัวใจสำคัญของการก้าวสู่การปฏิรูปอย่างแน่นอน” เบธ ฟาเลน ประธานและผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายปกป้องข้อมูล ของเดลล์ อีเอ็มซี กล่าว “ด้วยการเติบโตของผู้ที่นำระบบป้องกันข้อมูลมาใช้ ในอัตราที่สูงเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงความจริงที่ว่าองค์กรธุรกิจส่วนใหญ่ในปัจจุบันต่างตระหนักถึงคุณค่าของข้อมูล นับเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเรามาถูกทางแล้วในการปกป้องและควบคุมการใช้งานข้อมูลที่ผลักดันความก้าวหน้าของมนุษย์”

 

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

  • ดูรายละเอียดของดัชนีการปกป้องข้อมูลทั่วโลก รวมถึงอินโฟกราฟฟิกของทั้งทั่วโลกและในภูมิภาค ได้ที่ dellemc.com/gdpi

 

เกี่ยวกับดัชนีการปกป้องข้อมูลทั่วโลก ของเดลล์ อีเอ็มซี

เดลล์ อีเอ็มซี ให้การสนับสนุน Vanson Bourne ในการจัดทำดัชนีการปกป้องข้อมูลทั่วโลกเป็นครั้งที่ 3 โดยทำการสำรวจผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีจำนวน 2,200 รายจากองค์กรภาครัฐฯ และเอกชนที่มีพนักงานมากกว่า 250 คน ครอบคลุม 11 อุตสาหกรรม ใน 18 ประเทศ เกี่ยวกับการเติบโตของกลยุทธ์ด้านการปกป้องข้อมูล ทั้งนี้ Vanson Bourne ได้ทำการสำรวจในช่วงระหว่างเดือนกันยายน จนถึงเดือนธันวาคม ปี 2018 ครอบคลุมประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมัน โดยมีผู้ตอบการสำรวจ 200 รายในแต่ละประเทศ รวมถึง แคนาดา แมกซิโก บราซิล แอฟริกาใต้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิตาลี สวิสเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ อินเดีย และสิงคโปร์ ซึ่งมีผู้ตอบการสำรวจ 100 รายในแต่ละประเทศ

เกี่ยวกับเดลล์ เทคโนโลยีส์

เดลล์ เทคโนโลยีส์ ประกอบด้วยกลุ่มธุรกิจที่มีลักษณะเฉพาะที่มอบโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นและสำคัญในการสร้างอนาคตดิจิทัลให้แก่องค์กรธุรกิจ ทั้งเปลี่ยนรูปแบบของไอที และให้การปกป้องข้อมูลที่ถือเป็นสินทรัพย์สำคัญ เดลล์ เทคโนโลยีส์ให้การดูแลสนับสนุนลูกค้าทุกขนาดองค์กรใน 180 ประเทศ – หรือ 99 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับใน Fortune 500 ไปจนถึงลูกค้ารายย่อย – ด้วยสายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่สมบูรณ์พร้อมที่สุดตั้งแต่อุปกรณ์ปลายทาง ไปถึงส่วนกลางในการประมวลผล ตลอดจนถึงคลาวด์

‘ตราเพชร’ จัดเวิร์คช็อปให้ความรู้ผลิตภัณฑ์แก่คู่ค้า

นายสาธิต สุดบรรทัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT ร่วมให้การต้อนรับ นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เซ็นทรัล ฮาร์ดไลน์ กรุ๊ป จำกัด ผู้บริหารศูนย์รวมสินค้าและวัสดุอุปกรณ์เพื่อการตกแต่งและซ่อมแซมที่อยู่อาศัยอย่างครบวงจรภายใต้ชื่อ ‘ไทวัสดุ’  ในโอกาสเข้าร่วมทำกิจกรรมเวิร์คช็อปการติดตั้งผลิตภัณฑ์ ‘ตราเพชร’ ได้แก่ กลุ่มระบบหลังคา กลุ่มไม้สังเคราะห์และบอร์ดตกแต่ง กลุ่มอิฐมวลเบา คานทับหลังและเคาน์เตอร์สำเร็จรูป เพื่อเรียนรู้การใช้งานและการติดตั้งผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้อง สามารถนำไปแนะนำให้แก่ลูกค้าได้อย่างเหมาะสม

PPS พัฒนาธุรกิจใหม่ ซับพอร์ตกลุ่มบริษัทในเครือ ตั้งเป้ารายได้โต 10% หรือ 425 ล้านบาท

ดร.พงศ์ธร ธาราไชย (กลาง) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)  ร่วมงาน Opportunity Day ให้ข้อมูลผลประกอบการปี 61 รายได้รวม 387.09 ล้านบาท กำไรสุทธิ 7.42 ล้านบาท พร้อมแผนพัฒนาธุรกิจใหม่ ซับพอร์ตธุรกิจในเครือ ปรับโครงสร้างธุรกิจ - กลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อการเติบโตยั่งยืน ตั้งเป้ารายได้โต 10% หรือ 425 ล้านบาท ณ ห้องประชุม 603 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อเร็วๆนี้

SRICHA ชนะประมูลงาน Thai Oil ตุนแบ็คลอค 600 ล้านบาท พร้อมประมูลเพิ่มกว่า 3,000 ล้านบาท

บริษัท ศรีราชาคอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SRICHA ผู้รับเหมาก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ชั้นนำของไทย คว้างานใหม่ เตรียมรุกประมูลงานใหญ่หลายโครงการ

นายกฤษฎา โพธิสมภรณ์ รองกรรมการผู้จัดการ บมจ. ศรีราชาคอนสตรัคชั่น หรือ SRICHA บริษัทฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านงานรับเหมาก่อสร้างโลหะ ในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เซ็นสัญญารับงานโครงการใหม่ “ Shutdown Tie-in Work 2019”  มูลค่าเริ่มต้นเกือบ 100 ล้านบาท กับ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็น 1 ในลูกค้าหลักของบริษัทฯ ซึ่งเป็นการเตรียมงานก่อนการขยายโรงกลั่น ซึ่งเป็นงานโครงการขนาดใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป ซึ่งบริษัทฯ จะเข้าเสนองานก่อสร้างโครงการใหญ่ต่อไป

ปัจจุบัน  SRICHA มีมูลค่างานในมือ ที่จะรับรู้รายได้ภายในปี2019 นี้ประมาณกว่า 600 ล้านบาท ซึ่ง มีทั้งงานภายในและต่างประเทศ รวมทั้งงานในประเทศมาดากาสการ์ ซึ่งบริษัทฯรับงานมาต่อเนื่องร่วม 10 ปี มีไซท์งานขนาดใหญ่ มีทีมงานประจำ และเป็นงานที่มีอัตรากำไรที่น่าพอใจ และ ลูกค้ามีสถานะการเงินที่ดี

“SRICHA กำลังประมูลงานรับเหมาเพิ่มเติมหลายโครงการ โดยโครงการที่น่าจะทราบผลก่อน มูลค่า 2,000-3,000 ล้านบาท ได้แก่ งานก่อสร้างโรงงานปิโตรเคมีในประเทศมูลค่า 1,000-2,000 ล้านบาท และ งานผลิตเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท ส่วน งานโครงการใหญ่ การขยายกำลังการผลิตของโรงกลั่น ไทยออยล์นั้น การประมูลก่อสร้างโครงสร้างเหล็ก คาดว่าจะเปิดประมูลภายในปีนี้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบวิศวกรรมของผู้รับเหมาใหญ่ โดยบริษัทฯ จะแจ้งความคืบหน้าแก่ผู้ถือหุ้น และนักลงทุนต่อไป”  นายกฤษฎากล่าว

 

ข้อมูล บริษัท ศรีราชาคอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)

บริษัท ศรีราชาคอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ  Sriracha Construction Public Company Limited (SRICHA) ก่อตั้งเมื่อปี 2537 โดย นายบุญเครือ เขมาภิรัตน์ กรรมการผู้จัดการ และกลุ่มทีมงานวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อดำเนินธุรกิจด้านงานก่อสร้างโลหะในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ (Mechanical Construction) แบบครบวงจร ได้แก่ งานออกแบบรายละเอียดทางวิศวกรรม งานจัดหาวัตถุดิบในการผลิต โดยมุ่งเน้นการรับงานก่อสร้างโลหะในโรงงานอุตสาหกรรมเป็นหลัก ด้วยทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 310 ล้านบาท SICHA มีจุดเด่นด้านทีมงานวิศวกรระดับสูงที่มีประสบการณ์ในงานรับเหมาก่อสร้างงานโลหะหรือเครื่องกลมากกว่า 30 ปี มีความสามารถในการรับงานที่ใช้ความเชี่ยวชาญสูง และสามารถส่งมอบงานได้ตรงเวลา รวมถึงสถิติการทำงานก่อสร้างที่ปลอดภัยไม่มีอุบัติเหตุและมีประสบการณ์รับเหมาก่อสร้างโรงงานมากว่า 50 โครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมพลังงาน โรงกลั่นน้ำมัน โรงไฟฟ้า โรงงานปิโตรเคมี โรงถลุงแร่ โรงงานอาหารและเกษตรขนาดใหญ่ อาทิ โครงการก่อสร้างโรงงานถลุงแร่ที่ประเทศมาดากัสการ์ มูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท  โครงการก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันเอ็กซอนโมบิล (เอสโซ่) ประเทศสิงคโปร์ โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ โรงกลั่นน้ำมันเอสโซ จังหวัดชลบุรี และงานโรงแยกก๊าซฯ ประเทศกาตาร์ เป็นต้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับความเชื่อมั่นจากบริษัท รับเหมาก่อสร้างระดับโลก อาทิ ฟอสเตอร์ วีลเลอร์ และ  เบคเทล จากสหรัฐอเมริกา และ เจจีซี (JGC) จากประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบัน บริษัทฯ มีกำลังการผลิตโครงสร้างเหล็กระดับสูง 20,000 ตันต่อปี และ กำลังการผลิตและติดตั้งระบบท่อ 1,000,000 db ต่อปี

TPLAS เสือซุ่มเงียบ

หลังจากที่ประกาศแตกไลน์ธุรกิจผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ล่าสุด บอสใหญ่ “ธีระชัย ธีระรุจินนท์” บมจ.ไทยอุตสาหกรรมพลาสติก (1994) หรือ TPLAS ก็เร่งเดินหน้าออกแบบดีไซน์ และพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง แว่วๆมาว่า อีกไม่นาน หากกระบวนการทุกอย่างแล้วเสร็จ ก็จะเริ่มTest run โปรดักส์น้องใหม่ได้เลย พร้อมส่งซิกมาว่า โปรดักส์ใหม่ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จะสามารถสร้างยอดขายและสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้กับบริษัทฯในอนาคตได้อย่างต่อเนื่อง เอาเป็นว่าอดใจรออีกแป๊บเดียว ก็จะได้เห็นผลิตภัณฑ์ดีๆของ TPLAS ที่จะเข้ามาสร้างสีสัน ให้กับวงการตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารแน่นอน แหมๆ..เห็นเงียบๆ เป็นเสือซุ่มแบบนี้ ก็มีดีให้จับตา ไม่น้อย….  

ห้างเพชรทองออโรร่า คว้ารางวัลการันตีคุณภาพระดับประเทศ “บริษัทที่น่าเชื่อถือที่สุด Thailand Top Company Awards 2019” 

“ห้างเพชรทองออโรร่า” ตอกย้ำความน่าเชื่อถืออันดับหนึ่งในตลาดร้านค้าเพชรทองเครื่องประดับของประเทศไทย ด้วยการคว้ารางวัลร้านค้าเพชรทองที่น่าเชื่อถือที่สุดร้านเดียวในประเทศ  พร้อมมุ่งเน้นการสร้างมาตรฐานสินค้า การให้บริการและการรับประกันสินค้าตลอดชีพ

นายอนิพัทย์ ศรีรุ่งธรรม ประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท ออโรร่าดีไซน์ จำกัด

นายอนิพัทย์ ศรีรุ่งธรรม ประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท ออโรร่าดีไซน์ จำกัด ผู้นำอันดับหนึ่งเครื่องประดับอัญมณีและทองคำของประเทศไทย เข้ารับรางวัล Thailand Top Company Awards 2019 ประเภท “The Most Trusted Brand Award” จากศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี โดยได้รับคัดเลือกให้เป็นบริษัทที่น่าเชื่อถือที่สุดแห่งปี เป็นร้านค้าเพชรทองร้านเดียวในประเทศที่ได้รับรางวัล และมีผลการดำเนินงานยอดเยี่ยมในเรื่องของมาตรฐานการบริการ สินค้า และราคาที่น่าเชื่อถือ มีความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ รวมถึงมีการเติบโตแบบยั่งยืนและมีสาขากระจายมากกว่า 200 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งจัดโดยนิตยสาร Business+ ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เมื่อเร็วๆ นี้

“ออโรร่าได้มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในเรื่องของบริการให้มีมาตรฐาน ควบคู่กับการพัฒนาดีไซน์สินค้าให้มีความแตกต่าง หลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด โดยออโรร่าต้องการให้การซื้อเพชรทองเปรียบเสมือนการให้ของขวัญที่มีคุณค่าแก่ผู้อื่น ภายใต้แนวคิดการตลาด “ของขวัญแห่งความสุขที่มีคุณค่า” เราอยากให้ลูกค้าทุกคนได้รับสิ่งดีๆ มีช่วงเวลาแห่งความสุขเมื่อซื้อหรือได้รับเพชรทองจากออโรร่า เราจึงสร้างโอกาสในการให้ของขวัญผ่านเทศกาลต่างๆ ด้วยเพชรทองคุณภาพสูง มีเปอร์เซ็นต์ทองเต็มตามมาตรฐาน สคบ. และเพชรมีใบรับรองคุณภาพระบุแหล่งที่มาพร้อมใบรับประกันสินค้า ซ่อมฟรีตลอดชีพ รวมถึงให้ราคารับซื้อเพชรทองคืนสูงสุดในประเทศ ลูกค้าทุกคนจึงมั่นใจได้ว่าเพชรทองจากออโรร่ามีมาตรฐานเป็นเพชรทองแท้แน่นอน  และรางวัลนี้ยังเป็นการตอกย้ำถึงคุณภาพสินค้าและความมุ่งมั่นในการให้บริการลูกค้าของออโรร่าได้เป็นอย่างดีอีกด้วย” นายอนิพัทย์ กล่าวทิ้งท้าย

คอตโต้ตอกย้ำความสำเร็จ คว้ารางวัล “สุดยอดแบรนด์อันดับหนึ่งในใจลูกค้า” ติดต่อกัน 8 ปีซ้อน 

“คอตโต้” ผู้นำสินค้ากระเบื้องเซรามิกปูพื้นและบุผนัง โดย คุณสมกุล บุญมา ผู้จัดการการตลาด บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) คว้ารางวัล Thailand’s Most Admired Brand 2019 ในฐานะที่ผลิตภัณฑ์คอตโต้เป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมและความน่าเชื่อถือที่สุดเป็นอันดับ1 ติดต่อกันมาเป็นปีที่ 8 ในกลุ่มสินค้ากระเบื้องปูพื้น/บุผนัง จากการวิจัย Thailand’s Most Admired Brand & Why We Buy ที่มีมาตรฐานขั้นสูงเพื่อให้ผลลัพธ์เกิดความเที่ยงตรงมากที่สุด เพื่อค้นหาแบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มสินค้า ดำเนินการโดยนิตยสารแบรนด์เอจร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศในทุกภูมิภาค ณ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์

DDproperty เผยคนไทยยังมองบวกตลาดที่อยู่อาศัย หวังภาครัฐออกนโยบายตรงใจเอื้อคนอยากมีบ้าน พร้อมกระตุ้นตลาดให้โตต่อเนื่อง

DDproperty เว็บไซต์สื่อกลางซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคต่อสภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ (DDproperty Consumer Sentiment Survey) รอบล่าสุดพบว่าผู้บริโภคชาวไทยยังมีทัศนคติที่ดีต่อตลาดที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2559 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของความสามารถในการซื้อ ความพึงพอใจต่อสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์และปัจจัยเสริมต่าง ๆ ทั้งด้านอุปทานที่เติบโตและมีคุณภาพดีขึ้น ประกอบกับการขยายเส้นทางขนส่งมวลชนระบบรางที่ใกล้ความเป็นจริงของทั้งระบบ โดยหนึ่งในสามของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่ามีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายใน 6 เดือน

ผลการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคต่อสภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ในรอบนี้แสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่เป็นบวกมากยิ่งขึ้นของผู้บริโภค สองในสามของผู้ตอบแบบสำรวจพึงพอใจต่อสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัย โดยผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ 73% เห็นว่าจำนวนโครงการอสังหาริมทรัพย์ในตลาดมีจำนวนเพิ่มขึ้น ขณะที่ 41% ระบุว่าสามารถเข้าถึงเงินกู้หรือรีไฟแนนซ์ได้ง่ายขึ้นและ 29% มองว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น

นางกมลภัทร แสวงกิจ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย DDproperty.com กล่าวว่า “เมื่อพิจารณาความคิดเห็นของผู้บริโภคส่วนใหญ่จะเห็นได้ว่าผู้คนยังคาดหวังให้ภาครัฐตระหนักถึงความสำคัญของการมีที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของสังคม ทั้งนี้บทบาทของรัฐบาลใหม่จะมีความสำคัญอย่างมากต่อการกำหนดนโยบายต่าง ๆ เกี่ยวกับที่อยู่อาศัยของประชาชนอย่างทั่วถึง ในขณะเดียวกันก็กระตุ้นตลาดการซื้อขาย พร้อมไปกับสร้างบรรยากาศการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ

ในฐานะที่ DDproperty เป็นตัวแทนของทุกภาคส่วนในระบบนิเวศน์ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนให้ผู้ซื้อได้มีบ้านที่ตรงกับความต้องการอย่างแท้จริง ให้ผู้ขายสามารถมีรายได้จากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงผู้ประกอบการได้พัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์สังคมที่กำลังเดินไปสู่บริบทใหม่ของประเทศไทย”

ทางด้านมาตรการที่ผู้ตอบแบบสำรวจต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐเป็นอันดับแรก ๆ คือ การควบคุมราคาของที่อยู่อาศัยที่เป็นโครงการใหม่ 63% และรองลงมาคือมาตรการให้เงินอุดหนุนบ้านหลังแรก 54% นอกจากนี้ยังพบว่า 16% ของผู้ตอบแบบสำรวจพึงพอใจลดลง ซึ่งเป็นผลจากการปรับนโยบายด้านสินเชื่อของธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีความเข้มงวดมากขึ้นส่งผลไปถึงการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ล่าสุดสถิติจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าตลอดปี 2561 ที่ผ่านมามีการปล่อยสินเชื่อเพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อน 6%  

“ด้วยแนวโน้มของตลาดที่ยังเป็นด้านบวก ผู้ประกอบการควรพัฒนาโครงการที่สร้างความแตกต่างอย่างมีคุณภาพ เนื่องจากผู้บริโภคยังคงพิจารณาให้ความสำคัญกับทำเล ความปลอดภัย ราคาต่อพื้นที่ คุณภาพการก่อสร้างหรือโครงสร้าง สิ่งอำนวยความสะดวก เป็นอันดับแรก ๆ ตามลำดับ และเป็นโอกาสอันดีของผู้ประกอบการในการสร้างแรงจูงใจผู้ซื้อเนื่องจากกว่า 1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่ามีแนวโน้มในการซื้อที่อยู่อาศัยในอีก 6 เดือนข้างหน้า และเกือบครึ่งของกลุ่มนี้คาดว่าจะซื้อโครงการเปิดใหม่หรือรีเซล” นางกมลภัทร กล่าวเสริม

เมื่อมองในภาพรวมความพึงพอใจของผู้บริโภคต่อสภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาพบว่าการสำรวจรอบล่าสุด ผู้บริโภค 66% ยังมีความพึงพอใจต่อสภาพตลาดฯ สูงกว่าการสำรวจในรอบก่อนหน้าที่มีเพียง 57% หรือหากย้อนกลับไปในช่วงครึ่งแรกของปี 2556 ระดับความพึงพอใจของผู้บริโภคอยู่ที่ 47% เท่านั้น

ทั้งนี้ เหตุผลที่ทำให้ผู้ตอบแบบสำรวจมีความรู้สึกเป็นบวกต่อสภาพตลาดในปัจจุบัน ประกอบด้วย  

  1. ราคาที่อยู่อาศัยยังไม่แพงจนเกินไป  
  2. ราคาอสังหาฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  3. อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ
  4. แนวโน้มมูลค่าเพิ่มขึ้นในระยะยาว
  5. ตัวเลือกด้านการเงินที่หลากหลาย

อย่างไรก็ดี การสำรวจในครั้งนี้พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจฯ ถึง 72% รู้สึกว่าสภาพตลาดที่อยู่อาศัยในปัจจุบันยังไม่น่าพอใจ เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ผู้บริโภคมีความรู้สึกต่อตลาดในทางลบ ได้แก่  ราคาที่อยู่อาศัยที่ขยับขึ้นเรื่อยๆ  รวมไปถึงข้อจำกัดจากกฎระเบียบจากภาครัฐ 

3 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสำรวจเชื่อว่าราคาที่อยู่อาศัยในอีก 5 ปีข้างหน้ายังมีแนวโน้มสูงขึ้นในทุกประเภท สอดคล้องกับบทวิเคราะห์แนวโน้มราคาที่อยู่อาศัยจากดัชนีอสังหาริมทรัพย์ฉบับล่าสุดของ DDproperty ที่ระบุว่าในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา (2560-2561) ราคาที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น 3% และในรอบ 2 ปี เพิ่มขึ้นถึง 17% โดยปัจจัยสำคัญอยู่ที่ต้นทุนในการพัฒนาโครงการ โดยเฉพาะราคาที่ดินที่สูงขึ้นเนื่องจากได้รับอานิสงส์จากการขยายเส้นทางรถไฟฟ้า

จากการสอบถามถึงแนวโน้มในการซื้อที่อยู่อาศัยในอีก 6 เดือนข้างหน้า พบว่า 35% ของผู้ตอบแบบสำรวจมีความตั้งใจจะซื้อที่อยู่อาศัย เกือบครึ่งของกลุ่มนี้คาดว่าจะซื้อโครงการเปิดใหม่หรืออาจจะมองหาทั้งโครงการเปิดใหม่และรีเซล หากพิจารณาตามประเภทที่อยู่อาศัยพบว่าบ้านเดี่ยวได้รับความสนใจมากที่สุด ถึง 81% รองลงมาคือ คอนโดมิเนียม 71% และทาวน์เฮาส์ 66% ตามลำดับ และเมื่อพิจารณาตามทำเลที่ตั้งพบว่า 2 ใน 5 ต้องการอยู่ในทำเลกรุงเทพฯ รอบนอก และเกินกว่าครึ่งมีงบประมาณในการซื้อที่อยู่อาศัยไม่เกิน 1 ล้านบาท

การสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคต่อสภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ (DDproperty Consumer Sentiment Survey) เป็นการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อสภาพตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งผู้บริโภคและตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ได้มองเห็นภาพรวมของอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างการตัดสินใจทางธุรกิจและเพื่อสนับสนุนการพัฒนารูปแบบการลงทุนที่เป็นนวัตกรรมมากขึ้น โดยการสำรวจครั้งล่าสุดมีผู้ตอบแบบสำรวจเกือบหนึ่งพันคน อายุระหว่าง 21-69 ปี โดยกว่าครึ่งเป็นผู้หญิง และ 1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสำรวจอยู่ในกลุ่มเจนวาย (อายุ 30-39 ปี)  

 

รู้จักกับ DDproperty

DDproperty (ดีดีพร็อพเพอร์ตี้) เป็นเว็บไซต์สื่อกลางซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย และเป็นเว็บไซต์ในเครือ PropertyGuru Group (พร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป) ซึ่งเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของเอเชีย อีกทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากผู้ที่กำลังค้นหาบ้านทั่วภูมิภาคเอเชียที่เข้ามาเยี่ยมชมและใช้บริการบนเว็บไซต์กว่า 25 ล้านรายในแต่ละเดือน

พร็อพเพอร์ตี้กูรูและบริษัทในเครือช่วยให้ผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยทั่วภูมิภาคได้เข้าถึงรายการประกาศขาย-เช่าที่มีมากกว่า 2 ล้านรายการ อีกทั้งยังมีข้อมูลเชิงลึกและโซลูชั่นต่าง ๆ ที่ช่วยให้ผู้บริโภคในสิงคโปร์, มาเลเซีย, ไทย, อินโดนีเซีย และเวียดนาม ใช้ประกอบการตัดสินใจครั้งสำคัญได้อย่างมั่นใจ

PropertyGuru.com.sg เริ่มให้บริการครั้งแรกในปี 2550 ด้วยการปฏิวัติตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสิงคโปร์ด้วยการนำระบบออนไลน์เข้ามาใช้และช่วยให้การหาบ้านมีความโปร่งใสมากขึ้น ในช่วงเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา พร็อพเพอร์ตี้กูรูได้พัฒนาและเติบโตจากสื่ออสังหาฯ ชั้นนำของภูมิภาคมาเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีที่มีการเติบโตสูง มีเว็บไซต์สื่อกลางอสังหาฯ อันดับ 1 อยู่ภายใต้การบริหาร มีแอปพลิเคชั่นที่มีรางวัลเป็นเครื่องการันตีคุณภาพ มีแพล็ตฟอร์มที่ดีที่สุดเพื่อช่วยส่งเสริมการขายให้กับผู้พัฒนาอสังหาฯ อย่าง PropertyGuru FastKey อีกทั้งยังมีบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาฯ ที่สำคัญ ๆ อาทิ การจัดงานแจกรางวัลด้านอสังหาฯ  กิจกรรมส่งเสริมการตลาด รวมไปถึงสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วภูมิภาคเอเชีย

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถเข้าชมได้ที่ www.ddproperty.com